[รอยเท้าและประติมากรรมหิน]
“หุบปากแล้วเดินไป! ถ้าใครส่งเสียงหรือขัดขืน ข้าจะสงเคราะห์ให้หลับยาวไปตลอดกาล!”
น้ำเสียงเยียบเย็นที่เต็มไปด้วยจิตสังหารของชายหน้าบากผู้นำกลุ่มล่าทาสดังข่มขวัญขึ้น พร้อมกับแรงกระชากอย่างรุนแรงจากพันธนาการที่หยาบช้า เด็กๆ ทุกคนถูกสั่งให้มัดมือไขว้หลังด้วยเชือกป่านเส้นหนาที่สากหนาจนบาดิัอันอ่อนบาง นอกเหนือจากมือที่ถูกจองจำ พวกมันยังใช้เชือกเส้นยาวโยงต่อกันเป็แถวเรียงหนึ่งราวกับฝูงสัตว์ที่กำลังถูกต้อนเข้าสู่โรงฆ่า
โวล์ฟที่มีรูปร่างสูงใหญ่ที่สุดในกลุ่มถูกจัดให้อยู่หัวแถวเป็คนแรก เชือกเส้นหนาถูกมัดเข้าที่ลำคอของเขาหลวมๆ พอกระตุกให้เดินตามได้แต่ไม่ถึงกับขาดใจตาย จากนั้นเชือกที่มัดมือของโวล์ฟถูกโยงไปพันรอบลำคอของร็อคและจอร์จตามลำดับ ต่อด้วยไมโล ไมล่า และลูน่าที่เดินตัวสั่นเทาด้วยความตระหนก ส่วน ‘ไค’ ที่ตัวเล็กที่สุดถูกจัดให้อยู่รั้งท้ายขบวนโดยมีเชือกมัดโยงมาจากลูน่าอีกทอดหนึ่ง
ความมืดมิดจากการถูกผ้าสกปรกปิดตาไว้อย่างแ่า ทำให้โลกของเด็กๆ ดับวูบลง เหลือเพียงััทางกายและเสียงรอบข้างที่ดูน่าหวาดหวั่นกว่าปกติ กลิ่นอับชื้นของใบไม้ที่เน่าเปื่อยภายใต้ร่มเงาป่าดิบชื้นปนกับกลิ่นสาบของพวกพรานทาสสร้างแรงกดดันมหาศาล
“พี่โวล์ฟ... เราจะถูกพาไปไหน...” เสียงกระซิบสั่นเครือของลูน่าดังแ่เบาจนเกือบถูกเสียงฝีเท้ากลบ
“มะ... ไม่รู้เหมือนกัน แต่พวกเราต้องอดทนไว้ก่อนนะ” โวล์ฟพยายามทำเสียงให้เข้มแข็งแม้ตัวเขาเองจะสั่นไม่แพ้กัน
“จอร์จ... แผลนายเป็ไงบ้าง...” ร็อคถามด้วยความเป็ห่วงเพื่อนที่เพิ่งถูกอัดจนสลบไปก่อนหน้า
“ยังเจ็บอยู่... แต่ฉันยังไหว อย่าให้พวกมันรู้ว่าเรากลัวนะ...” จอร์จกัดฟันตอบ เสียงกระซิบกระซาบที่เต็มไปด้วยความหวาดหวั่นแผ่กระจายไปทั่วแถวขบวน
ห่างออกไปในแถวหน้า หนึ่งในสมาชิกล่าทาสร่างกำยำกระแทกเสียงหัวเราะอย่างหยาบโลนพลางตบไปที่ร่างที่ตนแบกอยู่
“นังสินค้าเกรด A นี่ข้าจะแบกมันไปเอง! ตัวเบาหวิวแบบนี้ขายได้ราคาดีนักล่ะ ถ้าดูแลไม่ดีขุนนางนั่นเอาเราตายแน่ ฮ่าๆ!” มันแบกร่างของเอลฟ์สาวผมสีเขียวไว้บนบ่าราวกับแบกสัมภาระที่ไร้ชีวิต
ศีรษะของเธอห้อยตกลงมาอย่างไร้เรี่ยวแรง ทุกครั้งที่พรานทาสก้าวเดิน ร่างของเธอก็จะกระแทกไปตามจังหวะอย่างน่าเวทนา
ทว่าท่ามกลางความสิ้นหวังนั้น ไคกลับสงบนิ่งอย่างน่าประหลาด หัวใจของเขาเต้นในจังหวะที่เสถียรราวกับไม่ได้อยู่ในฐานะตัวประกัน แววตาภายใต้ผ้าปิดตานั้นดูคมกริบและเย็นเยือก
‘พวกมันประเมินค่าเด็ก 6 ขวบไว้ต่ำเกินไป... นั่นคือโอกาสเดียวของผม’ ไคคิดในใจ ภายใต้พันธนาการที่ข้อมือด้านหลัง นิ้วมือขนาดเล็กของเขากำลังขยับไปมาอย่างเป็จังหวะในรูปแบบที่ซับซ้อนเกินกว่าเด็กทั่วไปจะทำได้
ไคเริ่มทำการ 'ควบแน่นมานา' (Condensation) เขาไม่ได้ร่ายบทสวดตามพระคัมภีร์ที่สิ้นเปลืองพลังงานและส่งเสียงดังรำคาญ แต่เขาใช้ตรรกะทางฟิสิกส์ที่เขาเชี่ยวชาญ เขาดึงเอาละอองมานาในชั้นบรรยากาศรอบตัวมาบีบอัดให้มีความหนาแน่นสูงจัด (High Density) เพื่อเปลี่ยนสถานะพลังงานให้กลายเป็ของแข็ง
‘การเพิ่มความหนาแน่นในระดับโครงสร้างโมเลกุล... จากสถานะพลังงานสู่ก๊าซ จากสถานะก๊าซสู่ของแข็ง... สถาปนาพันธะไอออนิกที่มั่นคงเพื่อคงรูปทรง’
มานาที่ถูกเปลี่ยนเป็ธาตุดินเริ่มรวมตัวกันที่ปลายนิ้วของเขาอย่างเงียบเชียบที่สุด ไคจงใจบีบอัดมันให้เป็ก้อนหินทรงกลมขนาดเล็กประมาณ 4-5 เิเ แต่เขายังใส่รายละเอียดทางศิลปะลงไปเล็กน้อยด้วยการทำรอยบุ๋มให้เป็รูป ‘หน้าแมว’ อย่างง่ายๆ เพื่อให้รินที่ตามมาสามารถจำแนกได้ทันทีว่านี่ไม่ใช่ก้อนหินธรรมชาติที่เกิดจากกระบวนการทางธรณีวิทยา
ทุกลำดับการก้าวเดินที่ไคนับไว้ในใจอย่างแม่นยำ... 1... 2... จนถึงก้าวที่ 10...
แปะ...
ก้อนหินหน้าแมวถูกหย่อนลงสู่พื้นดินอย่างแ่เบา มันกลืนหายไปในรอยแยกของรากไม้ใหญ่หรือพงหญ้าที่เขาััได้จากปลายเท้า ไคทำเช่นนี้อย่างต่อเนื่องทุกๆ 10 ก้าวเดิน ราวกับประติมากรที่กำลังทิ้งร่องรอยเส้นทางไปสู่นรกเอาไว้ให้ผู้มาเยือนได้ตามรอย
‘ริน... ฝากที่เหลือด้วยนะ พลังงานของผมในร่างนี้มีจำกัด ผมต้องเซฟมานาฟิวชั่นไว้ใช้ในตอนที่ถึงที่หมาย...’ ไคทำเครื่องหมายนำทางไว้อย่างแม่นยำตลอดเส้นทางที่คดเคี้ยว จนกระทั่งััได้ว่าอากาศรอบตัวเริ่มเปลี่ยนไป มันเย็นเยือกและอับชื้นขึ้น กลิ่นของแร่ธาตุ ขี้ค้างคาว และดินที่ปนเปกันบ่งบอกว่าพวกเขามาถึงจุดหมายแล้ว
ปากทางเข้าถ้ำธรรมชาติที่ถูกอำพรางไว้ภายใต้เถาวัลย์หนาทึบที่ห้อยระย้าลงมาปิดบังทางเข้าจนมิดชิด ความมืดสลัวและกลิ่นอายมรณะโชยออกมาจากภายในราวกะว่ากำลังอ้าปากรอเขมือบเหยื่อที่ถูกส่งมาจดถึงที่...
[นรกในสุสานศิลา]
“ถึงแล้ว! พวกลูกหมูทั้งหลาย ยินดีต้อนรับสู่บ้านใหม่!”
แรงกระชากอย่างรุนแรงที่ผ้าปิดตาทำให้กลุ่มเด็กๆ สะดุ้งสุดตัวจนตัวโยน เมื่อผ้าป่านสากๆ ที่เปื้อนคราบดินและเหงื่อถูกกระชากออก แสงสว่างสลัวสีส้มจากคบไฟธรรมดาที่ปักอยู่ตามผนังถ้ำก็พุ่งเข้าจู่โจมม่านตาที่ชินกับความมืดจนไคต้องหรี่ตาลงครู่ใหญ่ หยาดน้ำตาไหลซึมออกมาจากการปรับสภาพไม่ทัน
บรรยากาศภายในถ้ำแห่งนี้ชวนให้ขย้อนเอาของเก่าออกมาั้แ่ลมหายใจแรกที่สูดเข้าไป มันคือ ‘รังก็อบลินเก่า’ ที่โชกไปด้วยประวัติศาสตร์แห่งการเข่นฆ่า กลิ่นอับชื้นที่รุนแรงผสมปนเปกับกลิ่นเหม็นสาบของสิ่งปฏิกูลที่ถูกหมักหมมทิ้งไว้ กลิ่นคาวเืจางๆ และกลิ่นเนื้อเน่าโชยออกมาจากซากของพวกก็อบลินที่ถูกเสียบประจานไว้ตามมุมมืดที่แสงไฟส่องไม่ถึง ราวกับเป็เครื่องเตือนใจว่าเ้าของบ้านคนใหม่นั้นเหี้ยมเกรียมเพียงใด
ผนังถ้ำหินปูนชื้นแฉะมีหยดน้ำปนคราบตะไคร่สีดำคล้ำหยดลงมาสู่พื้นหินดัง ติ๋ง... ติ๋ง... เสียงนั้นสะท้อนก้องไปตามอุโมงค์หินที่สลับซับซ้อนอย่างวังเวง อากาศที่ถ่ายเทไม่สะดวกและเต็มไปด้วยไอมานาเจือจางทำให้รู้สึกอึดอัดราวกับมีก้อนหินมหึมากดทับอยู่ที่หน้าอก
ชายที่ดูเหมือนเป็หัวหน้าเดินนำขบวนเข้ามาด้วยฝีเท้าที่หนักแน่น ใบหน้าของเขาครึ่งซีกบิดเบี้ยวด้วยรอยแผลเป็พุพองที่ดูน่าสยดสยองภายใต้แสงไฟที่สั่นระริก แขนซีกซ้ายที่เป็เครื่องจักรส่งเสียงครางแ่เบาของกลไกภายในที่กำลังหมุนวนราวกับมีชีวิต ทว่าสายตาของเขากลับเหลือบไปเห็นความผิดปกติที่อยู่เบื้องหน้า
ที่ข้างกรงไม้เสริมเหล็กกล้าซึ่งควรจะมี ‘สินค้าเกรดเอ’ อย่างเอลฟ์สาวผมเขียวถูกจองจำอยู่ บัดนี้มันกลับว่างเปล่า ประตูเหล็กเปิดแง้มทิ้งไว้ และที่ข้างๆ นั้น ยามเฝ้าถ้ำคนหนึ่งกำลังนั่งพิงผนังหินสัปหงกคอพับโดยมีขวดเหล้าเปล่าล้มคว่ำอยู่ข้างตัว
“ไอ้... สวะ... เอ๊ย...”
เขาพึมพำออกมา น้ำเสียงนั้นสั่นเครือคล้ายมีเสียงโลหะเสียดสีกันดังซ้อนทับอยู่ภายในลำคอจนคนฟังรู้สึกหนาวสั่นไปถึงรากประสาท ก่อนที่จะะเิอารมณ์ออกมาอย่างคลุ้มคลั่ง
“ไอ้สวะ! แกปล่อยให้ 'สินค้าเกรดเอ' หลุดมือไปได้ยังไง!!!”
เขาคำรามลั่นจนเศษฝุ่นบนเพดานถ้ำร่วงกราว ลูกน้องคนอื่นๆ ที่ตามมาต่างสะดุ้งสุดตัวและรีบพุ่งเข้าไปกระชากคอเสื้อยามผู้โชคร้ายที่เพิ่งจะได้สติจนร่างลอยละลิ่วลงมาคุกเข่าต่อหน้าผู้นำของมัน
“หะ... หัวหน้า! ข้าขอโทษ! ข้าแค่...”
ยามคนนั้นยังพูดไม่ทันจบประโยค ฝ่าเท้าขวาที่ดูเหมือนมนุษย์ปกติแต่ถูกอัดแน่นไปด้วยมานาเข้มข้นก็เหวี่ยงเข้าเสยปลายคางอย่างเต็มรัก!
เปรี้ยง!
ร่างของยามคนนั้นกระเด็นไปกระแทกผนังหินจนเกิดเสียงดังสนั่น ฟันกรามร่วงหลุดออกมาพร้อมกับกระแสเืสีข้นที่พ่นออกจากปาก ชายหน้าบากไม่รอช้า เขาเดินเข้าไปประชิดร่างที่กึ่งสลบนั้นแล้วเริ่มระดมกระทืบซ้ำไปที่ชายโครงและหน้าท้องอย่างไร้เมตตา เสียงกระดูกซี่โครงหักดัง กร๊อบ! ชัดเจนท่ามกลางความเงียบงันและเสียงร้องอู้อี้ในลำคอของเหยื่อที่ถูกลงทัณฑ์
“อั่ก! อึก... หัวหน้า... ได้โปรด...”
เขาสะบัดเท้าออกจากการเหยียบลงบนอกที่ยุบลงไปของลูกน้อง พลางกวาดสายตาเยือกเย็นมองไปรอบๆ เพื่อประกาศศักดาให้ทุกคนเห็นถึงจุดจบของความประมาท
“ข้าจะไม่ยอมให้เกิดความผิดพลาดบ้าๆ แบบนี้อีก!” เขาประกาศก้อง น้ำเสียงสั่นพร่าด้วยแรงอารมณ์
“ใครก็ตามที่ทำงานชุ่ย ข้าจะเป็คนส่งมันไปนอนเน่าในกรงแทนพวกทาสเอง! จำใส่หัวพวกแกไว้ให้ดี!”
บรรยากาศภายในถ้ำเย็นเยือกและกดดันขึ้นทันทีที่สิ้นคำประกาศ เขาโบกมือสั่งการด้วยท่าทีรำคาญใจ
“เฮ้ย! จัดการไอ้พวกลูกหมูนี่ซะ แกะเชือกเน่าๆ นั่นออกแล้วใส่ตรวนเหล็กให้พวกมัน ขังรวมกันไว้ในกรงใหญ่!”
พวกล่าทาสกรูเข้ามาใช้มีดสั้นตัดเชือกป่านที่โยงคอเด็กๆ ออกอย่างรุนแรง ก่อนจะเปลี่ยนเป็ปลอกเหล็กเย็นเฉียบที่ล่ามต่อกันด้วยโซ่ตรวนที่ส่งเสียง เคร้ง... เคร้ง... ทุกครั้งที่ขยับตัว ร่างของโวล์ฟ จอร์จ ร็อค และเด็กคนอื่นๆ ถูกกระชากไปตามพื้นและเหวี่ยงเข้าไปในกรงเหล็กแคบๆ ที่มีเพียงฟางแห้งเหม็นอับ ไคถูกเหวี่ยงลงเป็คนสุดท้าย เขายันกายลุกขึ้นอย่างเงียบเชียบ แววตาสีเข้มจ้องมองไปยังแผ่นหลังของชายคนนั้นผ่านซี่กรงเหล็ก
จู่ๆ ชายหน้าบากก็หยุดก้าวเดิน เขาหันกลับมามองพวกเด็กๆ ในกรงด้วยรอยยิ้มที่บิดเบี้ยว
“ข้าจะแนะนำตัวให้พวกแกได้รู้จักไว้หน่อยก็ดี... พวกแกจะได้รู้ว่าใครที่เป็คนมอบโอกาสให้พวกแกได้กลายเป็ 'ของมีค่า' แทนที่จะเป็แค่เด็กชาวบ้านกระจอกๆ จะได้ขอบคุณข้าถูกตอนที่ข้าพาไปส่งมือลูกค้า..."
เขาหัวเราะในลำคอ เสียงโลหะเสียดสีดังชัดเจนขึ้น
“จดจำชื่อข้าไว้ ข้าคือ กัลลัส (Gallus) หัวหน้าหน่วย 'เขี้ยวโลหิต' (Blood Fang) ... ผู้ที่จะพรากทุกอย่างที่พวกแกมีไป วะ!ฮะ!ฮา!” เขาหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง
กัลลัสะเิหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่งจนเสียงดังก้องสะท้อนไปตามผนังถ้ำที่มืดมิด ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไปทิ้งไว้เพียงเสียงหัวเราะที่น่าขนลุกและกลิ่นไหม้จางๆ ในอากาศ ไคจงใจเพ่งสมาธิไปที่แผ่นหลังนั้นจนดวงตาเริ่มเปลี่ยนเป็สีเขียวมรกตจางๆ ระบบ Researcher OS ในสมองเริ่มรันกระบวนการวิเคราะห์เชิงกายภาพทันที
(Target: กัลลัส / Processing Time: 9 Seconds)
[ANALYSIS COMPLETE] NAME: กัลลัส (Gallus)
UNIT: หน่วยเขี้ยวโลหิต (Blood Fang)
STATUS: [OVERCLOCKED / HIGH-HEAT / UNSTABLE]
PULSE: 158 BPM (พุ่งสูงขึ้นจากอารมณ์โกรธ)
BODY TEMP: 42.5°C (สูงกว่าเกณฑ์มนุษย์อย่างผิดปกติ)
PHYSICAL STRUCTURE (Lv.2 Focus) :
REPORT: เป้าหมายมีการดัดแปลงร่างกายด้วยวัสดุภายนอก ทำให้ระบบสรีระบิดเบี้ยวจากโครงสร้างมนุษย์ปกติ ตรวจพบสภาวะความร้อนสะสม (Thermal Leakage) ตลอดเวลา ซึ่งส่งผลเสียต่อการทำงานของเซลล์
ADVISORY: แม้จะมีพละกำลังมหาศาล แต่จุดอ่อนคือสภาวะร่างกายที่ทำงานเกินขีดจำกัด (Overload) และความไม่เสถียรของอารมณ์ที่ส่งผลโดยตรงต่อการควบคุมมานา
‘งานดัดแปลงมนุษย์ผสมเข้ากับพวก Artifact เวทมนตร์ หรือเนี่ย... ถึงจะยังไม่เคยเห็นของจริงก็เถอะแต่คิดว่าไม่พลาด’ ผมขบกรามแน่นจนเจ็บขณะที่ข้อมูลสีเขียวไหลผ่านดวงตา แววตาที่เคยนิ่งสงบกลับแฝงไปด้วยความกังวลที่ปิดไม่มิด
‘ในโลกแห่งนี้ก็มีเหมือนกันสินะ พวกนักวิทยาศาสตร์ที่ไร้มนุษย์ธรรม ที่ขอแค่ได้ทดลองในสิ่งที่ตัวเองอยากรู้ ก็ไม่สนอะไรทั้งนั้น ดูแค่ตัวของหมอนี่ก็พอรู้แล้วว่า กว่าจะสร้างตัวตนแบบนี้ขึ้นมาได้คงสังเวยชีวิตไปไม่น้อยแน่ๆ และนี่ก็ไม่น่าใช้ผลงานที่เสร็จสมบูรณ์แน่ๆ เหมือนแค่ฝืนเต็มกำลังเพื่อแลกกับพลังทำลายล้าง... จริงอยู่ที่ผมอาจจะมองเห็นจุดอ่อนของมัน แต่ด้วยพละกำลังที่ต่างกันราวฟ้ากับเหวในตอนนี้ ต่อให้ลุงกัลป์หรือพ่อมาช่วย ก็คงไม่ใช่เื่ง่ายที่จะหยุดอสุรกายที่พร้อมจะะเิตัวเองทิ้งไปแบบนี้’
ผมกวาดสายตามองไปรอบๆ กรงขังที่เต็มไปด้วยโซ่ตรวนและความมืดมิด ความรู้สึกหนักอึ้งกดทับลงบนอก นี่ไม่ใช่แค่การเล่นเป็หน่วยสำรวจเหมือนที่ผ่านมา แต่นี่คือเดิมพันที่อาจต้องแลกมาด้วยชีวิตของทุกคน...
[สแกนความจริงที่น่าสลด]
ความเงียบภายในกรงขังลึกสุดของถ้ำรังก็อบลินนั้นหนักอึ้งและเย็นเยียบกว่าภายนอกหลายเท่า ไคพยายามพยุงตัวขึ้นจากกองฟางเหม็นอับ แผ่นหลังของเขายังคงเจ็บแปลบจากการถูกเหวี่ยงเข้ามาอย่างรุนแรง ทว่าสิ่งที่ทำให้หัวใจของเขาเต้นระรัวด้วยความโกรธขึ้งจนลืมความเ็ปไปสิ้น คือภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าท่ามกลางแสงสลัวของคบไฟ
ทาสเอลฟ์จำนวนมากถูกจองจำอยู่ภายในกรงเหล็กที่แยกย่อยออกไป สภาพของแต่ละคนเลวร้ายเกินกว่าที่คำว่า 'มนุษยธรรม' จะหยิบยื่นให้ได้ แสงไฟสีส้มวูบวาบเผยให้เห็นผิวพรรณที่เคยขาวผ่องของชาวพฤกษา บัดนี้กลับกระดำกระด่างไปด้วยรอยไหม้จากการถูกเฆี่ยนด้วยแส้ที่อาบมานาจนเนื้อปริ บางคนผอมโซจนิัลีบติดกระดูกซี่โครง แววตาที่เคยกดึงดูดและเปี่ยมด้วยปัญญาของเผ่าพันธุ์ที่อายุยืนยาว บัดนี้กลับมืดมน ไร้ประกายชีวิต ราวกับดวงิญญาได้ถูกพรากไปจากร่างทิ้งไว้เพียงซากศพที่ยังหายใจ
‘ไอ้พวกสารเลว...’ ไคสบถในใจ แววตาสีเข้มฉายแววเย็นเยือก เขาเริ่มรวบรวมสมาธิเพื่อใช้ Anatomical Scanner Lv.2 ทันที ข้อมูลสีเขียวมรกตเริ่มหลั่งไหลผ่านดวงตาของเขา โดยลอบสแกนทีละ 3 เป้าหมายเพื่อรวบรวมข้อมูลสถานะทางกายภาพและระดับความอันตรายของคนในนรกแห่งนี้
[เป้าหมายกลุ่มที่ 1: เหล่าเอลฟ์ผู้ถูกจองจำ]
ไคกวาดสายตาไปที่กลุ่มเอลฟ์ผู้ใหญ่และเด็กที่นั่งเบียดเสียดกันอยู่ในกรงข้างๆยกเว้นเอลฟ์สาวผมสีเขียวที่สแกนและปฐมพยาบาลไปแล้วและยังสลบไม่ได้สติ
[เป้าหมายกลุ่มที่ 2: สมาชิกล่าทาส (หน่วยเขี้ยวโลหิต) ] ไคลอบสแกนไปยังพวกพรานทาสสามคนที่ยืนคุมเชิงอยู่ไม่ไกล เพื่อประเมินกำลังรบที่พวกเขาต้องเผชิญ
‘ไม่ใช่แค่ตัวหัวหน้าที่อันตราย...’ ไควิเคราะห์ขณะที่เหงื่อซึมตามไรผมจากการใช้สมองประมวลผลข้อมูลมหาศาล ‘ไอ้พวกนี้มันคือหน่วยทหารรับจ้างระดับมืออาชีพที่ถูกฝึกมาเพื่อการล่าและฆ่าโดยเฉพาะ อาวุธและอุปกรณ์ที่พวกมันใช้ถูกออกแบบมาเพื่อสยบเป้าหมายที่มีมานาสูงอย่างเอลฟ์ แผนการบุ่มบ่ามเข้าช่วยแบบเดิมๆ ใช้ไม่ได้แน่’
ไคเบือนหน้ากลับมามองเพื่อนๆ ในกรงของตัวเอง จอร์จและโวล์ฟยังคงมีท่าทีหวาดผวาเมื่อเห็นสภาพของเหล่าเอลฟ์ ไคยื่นมือไปกุมมือลูน่าที่อยู่ข้างๆ ไว้เบาๆ เป็การปลอบใจ
‘ต้องนิ่งไว้ก่อน... ผมต้องรู้มากกว่านี้ หรือไม่ก็ต้องหาวิธีปิดการทำงานของไอ้ Artifact บ้าๆ พวกนั้นให้ได้’
[Anatomical Scanner Lv.2: Level Up Progress 69%...]
ผลจากการสแกนพวกเอลฟ์และพวกกัลลัสทำให้ Anatomical Scanner ของผมเพิ่มขึ้นมามากจริงๆ
[ความหวังท่ามกลางความมืด (ฝั่งเซน) ]
ตัดกลับมาที่ผืนป่าภายนอก... ใน่เย็นก่อนที่แสงตะวันจะดับวูบลง ทีมช่วยเหลือนำโดยเซนและเอลินพุ่งทะยานผ่านพงหนามตามการนำทางของรินจนมาถึงจุดเกิดเหตุ ร่องรอยการต่อสู้ที่หลงเหลืออยู่ทำให้อารมณ์ของคนเป็พ่อแม่แทบคลั่ง พื้นดินที่แตกระแหงจากแรงกระแทกและรอยเืจางๆ บนใบไม้บอกชัดถึงความรุนแรงที่เกิดขึ้น
ทุกคนแยกย้ายกันสำรวจรอบบริเวณอย่างเร่งร้อน จนกระทั่ง ราล์ฟ ที่กำลังใช้สัญชาตญาณเผ่าหมาป่าดมกลิ่นและแกะรอยตามพื้นดินหยุดชะงักลง เขาเอื้อมมือไปหยิบวัตถุประหลาดชิ้นหนึ่งขึ้นมาจากซอกรากไม้ที่ชื้นแฉะ
“เดี๋ยวก่อนทุกคน... มาดูนี่สิ” ราล์ฟขมวดคิ้วพลางชูวัตถุขนาด 4-5 เิเในมือขึ้น
“ข้าเจอรอยเท้าพวกมันมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ และข้างๆ รอยเท้านั่น... ข้าเจอก้อนหินนี่ มันดูแปลกเกินกว่าจะเป็หินธรรมชาติ ผิวมันเรียบเนียนผิดปกติ”
ทุกคนรุมล้อมเข้ามาดู แม้จะแปลกใจว่าในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้จะมีหินรูปร่างประหลาดมาตกอยู่ได้อย่างไร แต่ด้วยความห่วงใยลูกที่ค้ำคออยู่ พวกผู้ใหญ่จึงเกือบจะมองข้ามเื่หยุมหยิมนี้ไป ทว่าทันทีที่ ริน เห็นก้อนหินในมือราล์ฟชัดๆ เธอก็โพล่งร้องออกมาด้วยความตื่นเต้นทั้งน้ำตา
“นั่นมัน... รูปแมวนี่นา! ต้องเป็ไคแน่ๆ!” รินพุ่งเข้าไปมองหินก้อนนั้นใกล้ๆ
“ต้องเป็ฝีมือไคทิ้งไว้ให้หนูแน่ๆ ค่ะลุงราล์ฟ! น้าเซน! ไคพยายามบอกทางพวกเรา เขาทำสัญลักษณ์นี้เพื่อให้หนูจำได้!”
ความหวังประกายเล็กๆ จุดประกายขึ้นในดวงตาของทุกคน ไคยังคงมีสติและกำลังต่อสู้ในแบบของตนเอง
ทีมช่วยเหลือจึงได้ออกเดินทางกันต่อ โดยตามรอยที่ไคทิ้งเอาไว้
ทว่ายามราตรีคืบคลานเข้ามาปกคลุมขุนเขาอย่างรวดเร็วเกินกว่าจะคาดคิด แสงอาทิตย์สีเืลับหายไปหลังขอบฟ้าทิ้งไว้เพียงความมืดมิดที่แฝงไปด้วยภยันตราย ป่าที่เคยดูร่มเย็นในยามกลางวัน บัดนี้กลับเต็มไปด้วยเสียงคำรามต่ำของสัตว์อสูรกลางคืนที่กังวานก้องมาจากเงาไม้ที่โยกไหวราวกับอสุรกายร้าย
เอลิน เดินโซเซไปตามเส้นทางที่ขรุขระ ใบหน้าของเธอซีดเซียวจนเกือบไร้สีเื ความห่วงอาลัยที่มีต่อลูกชายคนเดียวทำให้เธอมองข้ามความเหนื่อยล้าของร่างกายไปสิ้น ทว่าในจังหวะที่เธอกำลังจะก้าวข้ามรากไม้ใหญ่ ร่างของเธอก็ซวนเซจนเกือบจะล้มพับลงไป
“พักก่อนเถอะเอลิน...”
เซน พุ่งเข้าไปประคองและจับบ่าภรรยาไว้ด้วยมือที่สั่นเทาเล็กน้อย แม้ดวงตาของเขาจะเต็มไปด้วยความร้อนรน แต่ในฐานะผู้นำ เขาต้องฝืนทำตัวเป็เสาหลักที่มั่นคงที่สุด “ร่างกายเธอถึงขีดจำกัดแล้ว ถ้าฝืนเดินต่อในความมืดแบบนี้ เราอาจจะคลาดกับร่องรอยที่ไคทิ้งไว้ และมันจะอันตรายต่อทุกคนถ้าเราถูกซุ่มโจมตีในสภาพที่ล้าแบบนี้”
“แต่ไค... ลูกยังอยู่กับพวกมันนะเซน...” เสียงของเอลินสั่นเครือ น้ำตาแห่งความอัดอั้นคลอหน่วยตาจวนจะหยด
“พวกล่าทาสมันมองพวกลูกๆ เราเป็เงินทอง เอลิน” เซนสบตาภรรยาพลางกดเสียงต่ำเพื่อย้ำความมั่นใจ
“พวกมันเป็มืออาชีพพอที่จะไม่ฆ่า 'สินค้า' ของตัวเองมั่วซั่วหรอก ยิ่งไคฉลาดเหนือเด็กคนไหนๆ แบบนั้น เขาต้องรู้วิธีเอาตัวรอดแน่... ลูกกำลังสู้ในแบบของเขา เราก็ต้องสู้ในแบบของเรา คือการรักษาร่างกายให้พร้อมที่สุดเพื่อไปช่วยเขาให้ทันท่วงที”
ใกล้ๆ กันนั้น ริน นั่งกอดเข่าอยู่ข้างกองไฟขนาดเล็กที่ลุงกัลป์พยายามก่อขึ้นอย่างเร่งด่วน แสงไฟสะท้อนให้เห็นคราบน้ำตาที่ยังไม่แห้งเหือดบนแก้มใส เธอสะอื้นฮักพลางก้มหน้าลงจนหยาดน้ำตาหยดลงบนพื้นดินที่ชื้นแฉะ
“หนูขอโทษ... หนูขอโทษจริงๆ ค่ะ... ที่ทิ้งทุกคนมา... ถ้าหนูอยู่ตรงนั้น...”
เอลินเมื่อเห็นความเ็ปของเด็กหญิง เธอก็ลืมความเหนื่อยล้าของตนเองชั่วคราวแล้วรีบเข้าไปโอบกอดรินไว้แน่น
“ไม่เลยริน... อย่าโทษตัวเองแบบนั้นสิลูก ถ้าไม่มีหนู พวกน้าก็คงไม่มีทางรู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น หนูคือความหวังเดียวของไคและเพื่อนๆ นะ ความกล้าหาญของหนูต่างหากที่จะช่วยพวกเขาไว้ได้”
ภายใต้แสงดาวที่สลัวราง ปาร์ตี้ของเซนและกัลป์ต่างนั่งล้อมวงด้วยความเงียบสงัด ทุกลมหายใจที่พ่นออกมาแฝงไปด้วยความเคียดแค้นและจิติญญาที่ตั้งมั่นว่าจะต้องกระชากคอไอ้พวกมันมาลงทัณฑ์และพาลูกๆ กลับมาให้ได้!