ระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ)

    เล่มที่ 4 บทที่ 120 ฉันลงแข่งเองยังได้เลย

            สำหรับคนเป็นพ่อเป็นแม่แล้วไม่มีอะไรจะทำให้พวกเขาตื่นเต้นดีใจไปกว่าการที่ลูก ๆ ได้ดิบได้ดีอีกแล้ว 

            โดยเฉพาะตอนที่ได้เห็นเจียงจืออวี๋เป็นตัวแทนของสุ่ยมู่ลงแข่งบนหน้าจอทีวี 

            แม้แต่พ่อเจียงที่ปกติเป็นคนสุขุมยังหลุดปากชมว่า "ดี" ติดกันถึงสามครั้ง 

            "ตอนแรกที่เห็นรายชื่อ พ่อกับแม่ยังไม่กล้าฟันธงแต่สุดท้ายก็เห็นลูกในทีวีเข้าจริง ๆ" 

            "ลูกไม่รู้หรอก ข่าวที่ลูกเป็นตัวแทนสุ่ยมู่ลงแข่งน่ะลือกันไปทั่วทั้งโรงงานของพวกเราแล้ว" 

            "ตอนนี้ทุกคนรู้หมดแล้วว่าลูกสาวพ่อเป็นนักศึกษาหัวกะทิของสุ่ยมู่แถมยังเป็นตัวแทนมหาวิทยาลัยไปแข่งด้วย" 

            "แล้วก็เสี่ยวไป๋ เจ้าตัวเล็กโตขึ้นตั้งเยอะเลยนะ แถมดูเก่งกาจมากด้วย" 

            "ไม่ได้ร้องไห้ ๆ พ่อกับแม่แค่ดีใจน่ะลูก" 

            เมื่อเห็นแม่ที่ตื่นเต้นจนน้ำตาไหลในหน้าจอวิดีโอคอลเจียงจืออวี๋ก็เงียบไปชั่วขณะ 

            ความรู้สึกของการคาดหวังให้ลูกชายเป็นมังกรลูกสาวเป็นหงส์ เธอไม่เคยสัมผัสด้วยตัวเองมาก่อน แต่ตอนนี้เมื่อมองดูเส้นผมของพ่อแม่ในจอที่เริ่มมีสีขาวแซมเธอกลับรู้สึกปวดใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก 

            ชาติก่อนตอนที่เธอหันมาฝึกฝนวิถียุทธ์พลังเลือด เธอก็อายุสี่สิบเข้าไปแล้ว 

            พ่อแม่ในตอนนั้นร่างกายทรุดโทรมจากการทำงานหนักมานานหลายปี ต่อให้ในภายหลังเธอจะประสบความสำเร็จแต่สิ่งที่ทำให้พ่อแม่ได้ก็มีน้อยจนแทบไม่เหลือ 

            คำกล่าวที่ว่า‘ร่างกายอ่อนแอเกินกว่าจะรับยาบำรุง’ ช่างตรงกับสภาพร่างกายของพ่อแม่เจียงในตอนนั้นที่สุด 

            แต่โชคดีที่เธอได้เกิดใหม่ทุกอย่างจึงยังแก้ไขทัน และเธอก็มีความสามารถพอที่จะทำให้พ่อแม่ได้บ้าง 

            "พ่อคะ แม่คะ หนูมีเรื่องจะบอก" 

            "คืออย่างนี้นะคะ เมื่อไม่นานมานี้หนูได้เข้าไปในแดนเร้นลับแห่งหนึ่งแล้วก็ได้ตำรับยามาจากในนั้น" 

            "พอปรึกษากับอาจารย์แล้ว เราก็ตัดสินใจร่วมทุนกันเปิดบริษัทเพื่อทำธุรกิจเกี่ยวกับตำรับยานี้โดยเฉพาะ..." 

            เจียงจืออวี๋เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นช่วงนี้ให้พ่อแม่ฟังคร่าวๆ ส่วนที่อันตรายก็แค่พูดผ่าน ๆ ไป เน้นอธิบายสเกลตลาดแฝงของผงสงบวิญญาณเป็นหลัก 

            "หนูคิดแบบนี้นะคะ ถึงแม้งานทั้งหมดทางฝั่งอาจารย์จะมีคนคอยจัดการให้" 

            "แต่ในบริษัทก็ควรจะมีคนของเราอยู่บ้าง เวลามีอะไรหนูจะได้รู้เป็นคนแรก" 

            "พ่อกับแม่ลาออกแล้วไปทำงานที่บริษัทใหม่นี้เลยดีไหมคะ" 

            "แค่ช่วยหนูจับตาดูบริษัทก็พอ ช่วงไหนที่ไม่มีธุระอะไรพ่อกับแม่ยังไปเที่ยวพักผ่อนต่างเมืองได้ด้วย" 

            พูดง่ายๆ ก็คือให้ไปนั่งตำแหน่งว่าง ๆ ในบริษัท จะหาอะไรทำก็ได้หรือจะนั่งว่างทั้งวันก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าทั้งสองคนจะเลือกยังไง 

            ด้วยสัดส่วนหุ้นที่เจียงจืออวี๋ถือครองอยู่ในบริษัทใหม่การจะจัดหาตำแหน่งให้สักสองที่ก็แค่เรื่องง่าย ๆ ถ้าไม่รู้จะทำอะไรจริง ๆก็รับตำแหน่งเป็นกรรมการบริหารแต่เพียงในนามไปเลย 

            แต่พอได้ยินเจียงจืออวี๋พูดแบบนี้พ่อแม่เจียงกลับเงียบไป 

            การที่ลูกสาวประสบความสำเร็จพวกเขาปลื้มใจมากแต่สิ่งที่พวกเขาคิดมากกว่านั้นคือตัวเองไม่มีความรู้อะไรเลยทำงานอยู่ในสายการผลิตมาทั้งชีวิต จู่ ๆ จะให้ไปเป็นผู้บริหาร 

            ถ้าช่วยลูกได้มันก็ดีไปแต่ถ้ากลายเป็นตัวถ่วง แล้วทำให้อาจารย์ของลูกเกิดไม่พอใจขึ้นมาจะทำยังไง? 

            พวกเขาสองคนยอมเหนื่อยยอมลำบากได้แต่นั่นต้องไม่ไปขวางอนาคตของลูก... 

            เจียงจืออวี๋ทำได้แค่อธิบายอย่างใจเย็นพร้อมกับเล่าถึงความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับคณบดีทั้งสามท่านให้ฟังพ่อแม่เจียงถึงได้ยอมตกลง 

            ไป๋ฉางเซิงมองภาพเหตุการณ์ทั้งหมดเงียบๆ ถ้าบอกว่าไม่รู้สึกอะไรเลยก็คงโกหก แต่ก็แค่รู้สึกสะกิดใจนิดหน่อยเท่านั้น 

            ชาติก่อนเขาโตมาในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าสำหรับเขา นิยามของคำว่า ‘ครอบครัว’ มีอยู่แค่ในคำบอกเล่าของคนอื่นเท่านั้น 

            หลังจากวางสายจากพ่อแม่โทรศัพท์ของหลินจิงเหยาก็โทรเข้ามา 

            เด็กคนนี้ตอนการสอบเข้าสายยุทธ์คะแนนไม่ถึงเกณฑ์ของสุ่ยมู่แต่โชคดีที่ตอนนั้นได้เจียงจืออวี๋กับไป๋ฉางเซิงช่วยเอาไว้สุดท้ายเลยได้เข้ามหาวิทยาลัยสายต่อสู้ที่มีชื่อเสียงพอตัวแถมเหมือนจะติดหนึ่งในสิบมหาวิทยาลัยสายต่อสู้ชั้นนำของอาณาจักรเทียนเฉาด้วย 

            ลองนับเวลาดูตอนนี้น่าจะเพิ่งเปิดเทอมได้ไม่นาน เธอใส่ชุดลายพรางดูเหมือนกำลังอยู่ในช่วงฝึกทหาร 

            "ฉันบอกว่าเธอเป็นเพื่อนสนิทฉัน รูมเมตฉันยังไม่เชื่อกันเลย อะ พวกเธอมาดูนี่ใช่เจียงจืออวี๋ไหมล่ะ?" 

            ภาพในวิดีโอคอลแพนไปอีกมุมปรากฏใบหน้าของเด็กสาวหน้าตาจิ้มลิ้มอีกสามคน และเมื่อเห็นเจียงจืออวี๋ในจอทั้งสามคนก็รีบส่งเสียงทักทายเธอทันที 

            ส่วนเจียงจืออวี๋ก็ไม่ได้วางมาดเย็นชาแต่อย่างใดเธอยิ้มบาง ๆ และทักทายทั้งสามคนกลับไป 

            สองสาวคุยกันไปเดินไปตั้งแต่เรื่องเข้าเรียนไปจนถึงเรื่องฝึกทหารแล้วก็โยงมาถึงการประลองยุทธ์มหาวิทยาลัยโลกในปีนี้ 

            "แค่ได้เข้าร่วมแข่งครั้งนี้ ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว" 

            "เธอไม่รู้หรอก โรงเรียนพวกเราแย่งโควตาลงแข่งกันแทบเป็นแทบตาย" 

            "ผลคือพวกปีหนึ่งขึ้นเวทีไปโดนคัดออกเรียบ ไม่ได้กลับมาสักคะแนน" 

            "ถ้าขึ้นไปแล้วโดนคัดออกปุ๊บปั๊บแบบนั้น ฉันลงแข่งเองยังได้เลย" 

            เจียงจืออวี๋ได้ยินแบบนั้นก็ไม่ได้พูดอะไรได้แต่ยกมุมปากขึ้นยิ้มบาง ๆ 

            ชีวิตของหลินจิงเหยาดูเหมือนจะเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังงานบวกอยู่เสมอเวลาคุยกับเธอ ต่อให้จะเป็นแค่เรื่องสัพเพเหระ แต่ก็ทำให้คนฟังรู้สึกผ่อนคลายได้วิดีโอคอลจบลงตอนที่เธอเดินมาถึงหน้าประตูห้องฝึกฝนพอดี 

            เวลาพักก็ส่วนพักเวลาฝึกก็ส่วนฝึก 

            สำหรับเรื่องนี้เจียงจืออวี๋แยกแยะได้อย่างชัดเจนมาตลอด 

            และในความเป็นจริงการสร้างทะเลปราณแห่งที่สองของเธอก็มาถึงขั้นตอนที่สำคัญที่สุดแล้ว 

            ขอแค่ผ่านขั้นตอนนี้ไปได้ทะเลปราณแห่งที่สองก็จะมั่นคงเป็นรูปเป็นร่าง ที่เหลือก็แค่เติมพลังเลือดเข้าไปแล้วค่อย ๆ ปรับปรุงให้สมบูรณ์ 

            เรื่องนี้ต้องยกความดีความชอบให้กับการที่เลือดมังกรของไป๋ฉางเซิงเลื่อนขึ้นสู่ระดับสี่ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของเธอพุ่งทะยานขึ้นอย่างมาก 

            ไม่อย่างนั้นแค่ขั้นตอนการสร้างทะเลปราณก็คงทำให้เธอติดแหงกไปอีกเป็นเดือนสองเดือน 

            รุ่งเช้าวันต่อมารั้วมหาวิทยาลัยสุ่ยมู่ก็กลับมาคึกคักจอแจอีกครั้ง 

            จะว่าไปตั้งแต่เริ่มการประลองยุทธ์มหาวิทยาลัยโลก สุ่ยมู่ก็มีคนพลุกพล่านไปหมด ทั้ง ๆที่การแข่งขันรอบแบ่งกลุ่มสะสมคะแนนจบลงไปแล้วแต่สถานการณ์คนล้นมหาวิทยาลัยก็ไม่ได้ลดลงเลย 

            เห็นได้ชัดว่าทุกคนต่างก็รู้ดีว่าการแข่งขันรอบคัดออกหลังจากจบรอบแบ่งกลุ่มนี่แหละคือของจริง ส่วนรอบก่อนหน้านี้ก็แค่พวกไก่อ่อนจิกกันเอง 

            การแข่งของปีหนึ่งถูกจัดตารางไว้ในช่วงเช้าแต่เพราะเวลายังเช้าอยู่ เจียงจืออวี๋เลยตื่นมาล้างหน้าแปรงฟันแบบชิล ๆแวะไปกินข้าวเช้าที่โรงอาหาร แล้วค่อยเดินไปที่ลานประลองยุทธ์ 

            แต่เมื่อเทียบกับเมื่อวานที่ยังไม่มีใครรู้จักเธอและคิดแค่ว่าผู้หญิงคนนี้สวยจัด ๆ วันนี้หลายคนกลับจดจำเธอได้แม่นยำ 

            ไม่ต้องพูดเรื่องอื่นไกลแค่เรื่องที่คู่ต่อสู้ของเธอเมื่อวานซี่โครงหักไปสี่ซี่กลายเป็นหนึ่งในผู้เข้าแข่งขันที่บาดเจ็บหนักที่สุดตั้งแต่เริ่มงานแค่นี้ก็รู้แล้วว่าฝีมือของเจียงจืออวี๋แข็งแกร่งขนาดไหน 

            นี่ไม่ใช่การแข่งขันรอบแบ่งกลุ่มสะสมคะแนนนะที่จะเกิดกรณีความห่างชั้นของพลังแบบสุดขีดได้ 

            แต่เจียงจืออวี๋ก็ยังสร้างวีรกรรมโค่นคู่ต่อสู้ได้ในพริบตาเพียงการโจมตีเดียว 

            จนทำให้คนที่เดินสวนกันตามทางต่างก็พากันหลีกทางให้เธอโดยอัตโนมัติ 

            เจียงจืออวี๋ไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องนี้นักเธอเดินขึ้นเวทีไปจับสลากอย่างสงบ แต่พอเห็นคู่ต่อสู้ในรอบนี้ของตัวเองคิ้วของเธอก็ขมวดเข้าหากันเล็กน้อยพลังเลือดของอีกฝ่ายเห็นได้ชัดว่าบรรลุถึงระดับแม่ทัพยุทธ์แล้วไม่ใช่พวกไม้ประดับที่เอามาให้ครบจำนวนแน่ ๆ 

            ทางด้านชายหนุ่มผมทองตาฟ้าคนนั้นพอเห็นเจียงจืออวี๋ก็แอบตกใจนิดหน่อยเหมือนกัน 

            หลังจากผ่านการแข่งขันรอบคัดออกเมื่อวานมาตอนนี้เหลือผู้เข้าแข่งขันในสายเพียงยี่สิบสี่คนถึงท้ายที่สุดยังไงก็ต้องเป็นสถานการณ์ ‘ตัวท็อปชนตัวท็อป’อยู่ดี แต่นี่มันไม่เร็วไปหน่อยเหรอเนี่ย? 

             

    คล้ายกับเรื่องระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ) ที่คุณอ่าน