The Possible Man

    ตอนที่ 124 : อึ้งไปพร้อมๆกัน ( ใกล้จบ )

    ณ กองทัพ
    “พวกเขาเป็นใคร ถึงกล้าโจมตีคนของเรา?” น้ำเสียงอันหนักแน่นดังขึ้นภายในห้องปฏิบัติการของกองทัพ
    ชายผู้เป็นเจ้าของประโยคนี้ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เขาคือ พลเอกโนแลน นายทหารที่มียศสูงที่สุดในกองทัพนั่นเอง
    “ท่านนายพล จากข้อมูลที่เราได้รับรายงานมา ดูเหมือนพวกเขาจะเรียกตัวเองว่า Protecter” นายทหารคนหนึ่งรายงานขึ้นด้วยท่าทีเลื่อมใสและยำเกรง
    “Protecter เหรอ… ไม่เคยได้ยินมาก่อน” โนแลนเอ่ยขึ้นด้วยความประหลาดใจ
    “มีข้อมูลอะไรอีกรึเปล่า?” โนแลนถามขึ้น
    เมืองสามเมืองที่อยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของกองทัพสหรัฐ มาตอนนี้กลับถูกกองกำลังที่เรียกตัวเองว่า Protecter ยึดไปครอง
    2 จาก 3 เมืองที่ได้ทำการปะทะกับพวก Protecter พวกเขาต่างก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า วิทยาการของอีกฝ่ายล้ำหน้าพวกเขาไปมาก ไม่มีทางสู้ได้เลย ดังนั้นจึงถูกอีกฝ่ายขับไล่ออกจากเมืองได้อย่างง่ายดาย
    ถึงแม้จะไม่มีการสูญเสียเกิดขึ้นกับคนของเขา แต่การถูกคนอื่นยึดเมืองที่อยู่ภายใต้การปกครองของตนไปแบบนี้ มันก็ทำให้โนแลนรู้สึกไม่พอใจอยู่ดี
    “สายของเราที่เฝ้าสังเกตการณ์อยู่รายงานมาว่า...” พูดถึงตรงนี้นายทหารที่รายงานข้อมูลก็มีท่าทีอ้ำอึ้ง
    “ว่า…?”
    “ดูเหมือนว่า...พวกเขาจะยึดเมืองเพื่อช่วยเหลือชาวเมืองครับท่านนายพล” นายทหารสรุปออกมาให้โนแลนฟัง
    แน่นอนว่าเมื่อโนแลนได้ยินดังนั้นก็มีสีหน้าพิลึกในทันที
    “ทหาร คุณกำลังบอกกับผมว่า ที่คนของเราถูกโจมตีจนต้องถอนกำลังออกมาจากเมือง เพราะอีกฝ่ายต้องการยึดเมืองไปเพื่อช่วยเหลือชาวเมือง...อย่างนั้นเหรอ?” โนแลนเลิกคิ้วถามขึ้น แม้แต่เขาเองยังรู้สึกว่าประโยคที่ตัวเองพูดมันดูขัดแย้งกันยังไงพิกล
    “เอ่อ...ใช่ครับท่านนายพล”
    “พลทหาร ไหนคุณลองบอกเหตุผลที่ทำให้คุณคิดแบบนั้นให้ผมฟังหน่อยสิ” น้ำเสียงนิ่งเรียบที่โนแลนพูดขึ้นกลับทำให้นายทหารคนนั้นตัวสั่นขึ้นด้วยความหวาดกลัว
    “เอ่อ...คือ...สายของเรารายงานมาว่า...” ตอนนี้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเขาต้องอ้างว่าสายเป็นคนรายงานก่อน
    “ว่า…?”
    ‘ทำไมไอ้หนุ่มนี่มันชอบพูดค้างตรงคำว่า ‘ว่า’ ’ โนแลนคิดขึ้นด้วยความสงสัย โดยที่เขาไม่รู้ตัวแม้แต่น้อยว่าท่าทีมาดขรึมและน้ำเสียงที่เรียบนิ่งของเขาต่างหาก ที่เป็นต้นเหตุให้นายทหารคนนี้รู้สึกประหม่า
    “สายของเรารายงานมาว่า หลังจากที่คนพวกนี้ยึดเมืองไป สิ่งที่พวกเขาทำหลังจากนั้นก็คือ เข้าไปให้ความช่วยเหลือชาวเมือง รักษาคนที่บาดเจ็บ รวมไปถึงดูแลเรื่องปากท้องของพวกเขา นอกจากนั้นยังทำการเฝ้าระวังดูแลความปลอดภัยให้ชาวเมืองอีกด้วย”
    “งั้นเหรอ?” ยิ่งได้ฟังรายงาน โนแลนก็ยิ่งสงสัย คนพวกนี้โจมตีคนของเขา ยึดเมืองในครอบครองของเขา ยอมเป็นศัตรูกับกองทัพสหรัฐที่เป็นกองกำลังทหารอันดับหนึ่งบนโลก เพื่อช่วยเหลือชาวเมือง แค่นี้เองเหรอ? นี่เป็นเหตุผลที่แท้จริงของพวกเขาจริงๆ เหรอ?
    “แล้ววิทยาการลำหน้าที่อีกฝ่ายมีคืออะไร?” โนแลนถามขึ้นด้วยความสนใจ
    การโจมตีคนของเขาให้ล่าถอยออกไปโดยไม่ทำให้เกิดการสูญเสียขึ้น ย่อมเป็นเรื่องที่ยากกว่า การโจมตีให้ล่าถอยโดยทำให้เกิดการสูญเสียขึ้นอย่างแน่นอน
    และการที่อีกฝ่ายเลือกใช้วิธีการที่ยากกว่าย่อมแสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความสามารถของอีกฝ่ายได้อย่างชัดเจน นอกจากนั้นการที่อีกฝ่ายเลือกที่จะไม่สังหารคนของเขาแม้จะทำได้ก็ยังเป็นการแสดงเจตนารมณ์ที่ชัดเจนว่า อีกฝ่ายไม่ได้ต้องการเป็นศัตรูกับพวกเขา
    “เรื่องนั้น สายของเรารายงานมาว่า คนพวกนี้สามารถหายตัวได้ อีกทั้งยังมียานบินที่มีเกราะป้องกันที่แข็งแกร่งมาก ขนาดที่กระสุนเจาะเกราะรถถังก็ยังไม่สามารถเจาะทะลุเข้าไปได้ นอกจากนั้นสายของเรายังคิดว่า อาวุธคลื่นพลังงานที่พวกเขาใช้อยู่ตอนนี้ยังไม่ใช่ระดับความรุนแรงสูงสุดของพวกเขาอย่างแน่นอน” นายทหารคนนี้รายงานขึ้นด้วยความโล่งใจเมื่อได้อ้างชื่อของสาย
    “หายตัวได้?” โนแลนถามย้ำขึ้นอย่างไม่แน่ใจ
    “เอ่อ...ใช่ครับท่าน”
    “ว๊ะ ฮะ ฮะ ฮ่า” โนแลนหัวเราะออกมาเหมือนคนบ้าโดยไม่คิดสำรวมอาการแม้แต่น้อย
    “...” นายทหารที่กำลังรายงานเมื่อเห็นท่าทีของโนแลนก็เอ่ยคำพูดใดๆ ไม่ออก
    “หายตัวแบบไหน แบบที่ เครื่องตรวจจับความร้อนก็หาไม่พบ ไม่มีแม้กระทั่งรอยเท้าเมื่อเคลื่อนไหว ไม่มีแม้กระทั่งเงา หายไปในอากาศเหมือนไม่มีตัวตนอยู่ตรงนั้นมาก่อน รึเปล่า?” โนแลนพูดพลางขำไม่หยุด
    จะให้เขาเชื่อได้ยังไงว่ามันมีวิทยาการแบบนี้จริงๆ ยานบินที่ขนาดกระสุนเจาะเกราะก็ยังเจาะไม่เข้าเป็นเรื่องที่พอเข้าใจได้ ยานบินลำนั้นอาจจะถูกสร้างขึ้นมาแบบพิเศษเพื่อต่อต้านกระสุนเจาะเกราะโดยเฉพาะ ส่วนปืนคลื่นพลังงานประหลาดที่ว่า แม้มันจะฟังดูเหลือเชื่อไปบ้าง แต่มันก็อาจเป็นไปได้เช่นกัน
    แต่ถ้าพูดถึงเรื่องชุดที่หายตัวได้แบบ หายไปเลยแม้กระทั่งเงา ความร้อน รอยเท้าก็ยังตรวจไม่พบ นี่มันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ต่อให้วิทยาการจะก้าวล้ำไปอีกร้อยปีนับจากนี้ โนแลนก็ยังกล้ายืนยันว่าเป็นไปไม่ได้
    การที่โนแลนคิดแบบนี้ย่อมไม่ผิดนัก ด้วยประสบการณ์ในกองทัพของเขา ที่เห็นการพัฒนาของอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ มามากมาย การจะบอกว่าภายในร้อยปีนี้ไม่มีทางที่จะมีชุดที่ทำให้คนหายตัวได้ไปทั้งเงา ความร้อนและรอยเท้าขณะเคลื่อนไหว ก็ไม่ได้ถือว่าเป็นการพูดเกินเลย
    แต่ความจริงที่โนแลนไม่รู้ก็คือ วิทยาการนี้ผ่านการสร้าง การพัฒนามาหลายร้อยปีแล้วในโลกเก่าของหิน รวมถึงยังมีการนำความรู้และวิทยาการจากโลกอื่นมาผสมผสานเข้าไปด้วย จึงได้เกิดชุดที่สามารถทำให้ล่องหนได้อย่างสมบูรณ์แบบนี้ขึ้นมาได้
    “ใช่แล้ว...ท่านรู้ได้ยังไงกัน?” นายทหารคนนี้ถามขึ้นด้วยความทึ่ง เขาไม่คิดว่าหัวหน้าของเขาจะรู้รายละเอียดมากถึงขนาดนี้ทั้งๆ ที่เขายังไม่ได้รายงานมันออกไป
    “เอ่อ...ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ” โนแลนเริ่มหัวเราะแห้งออกมาเมื่อเห็นท่าทีอันอึ้งทึ่งของลูกน้องตน
    ‘คงไม่ใช่ว่า มันจะเป็นไปอย่างที่ฉันพูดเมื่อกี๊หรอกใช่ไหม...’ โนแลนเริ่มรู้สึกใจคอไม่ดีขึ้นมา
    “เป็นอย่างที่ท่านว่าจริงๆ คนของเราทั้งหมดต่างรายงานเหมือนกันว่า ความสามารถในการหายตัวของพวกเขาน่าตกตะลึงเป็นอย่างมาก ไม่มีกล้องแบบไหนสามารถตรวจพบ ไม่มีเงา ไม่มีแม้กระทั่งร่องรอยจากการเคลื่อนไหว พวกเขาสามารถหายตัวไปได้ เหมือนไม่เคยมีตัวตนมาก่อน”
    โนแลนหัวเราะค้างในทันทีเมื่อได้ฟังคำรายงานของลูกน้อง เมื่อกี๊เขาแค่พูดออกไปขำๆ เท่านั้น ไม่ได้คิดว่ามันจะไปตรงกับข้อมูลที่ได้รับรายงานมา
    “มันจะเป็นไปได้ยังไง ถ้าพวกเขามีความสามารถขนาดนั้นจริง ป่านนี้พวกเขาคงลอบเข้ามาในห้องนี้ได้โดยที่เราไม่รู้ตัวแล้วล่ะมั้ง”
    แม้ข้อมูลที่ถูกรายงานมานี้ จะมาจากคนของเขาที่ประจำอยู่ทั้ง 3 เมือง แต่สำหรับโนแลน มันก็ยังเป็นข้อมูลที่น่าเหลือเชื่อเกินไปอยู่ดี
    “สวัสดีผู้พัน ไม่เจอกันนานเลยนะ” น้ำเสียงอันคุ้นเคยดังขึ้นด้านหลังโนแลน
    น้ำเสียงที่ดังขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยทำให้โนแลนหันหลังกลับไปหาต้นเสียงด้วยความตกใจ แต่ปรากฏว่าด้านหลังของเขากลับว่างเปล่า ไม่มีใครทั้งนั้น
    “ใคร!?” โนแลนชักอาวุธของตัวเองขึ้นมา พร้อมพิจารณาไปทั่วห้องอย่างหวาดระแวง เขาคิดว่า เขาไม่ได้หูฝาดไปแน่ๆ เพราะทุกคนภายในห้องปฏิบัติการต่างก็ได้ยินเสียงนี้เช่นกัน ในตอนนี้พวกเขาจึงมีท่าทีไม่ต่างจากโนแลนนัก ต่างพยายามมองไปทั่วห้องเพื่อหาต้นตอของเสียง
    “ผมแนะนำว่าให้ทุกคนวางอาวุธก่อนจะดีกว่านะ ผมมาดี” น้ำเสียงดังขึ้นจากความว่างเปล่าอีกครั้ง
    “หึ แอบเข้าบ้านคนอื่น แต่ไม่คิดแม้จะปรากฏตัวออกมา คิดว่าจะได้รับการต้อนรับแบบไหน โซฟานุ่มๆ พร้อมเบียร์เย็นๆ รึยังไง?”
    แม้โนแลนจะเอ่ยประชดขึ้น แต่ทำไมเขากลับรู้สึกว่าน้ำเสียงของอีกฝ่ายกลับคุ้นหูพิกล
    “ถ้าผมปรากฏตัวออกไป คุณแน่ใจนะว่าจะไม่ยิงผม” น้ำเสียงลึกลับดังขึ้นจากความว่างเปล่าอีกครั้ง
    ประโยคที่อีกฝ่ายพูดขึ้นทำให้โนแลนรู้สึกเหมือนว่าอีกฝ่ายกำลังหยอกล้อกับตนเองซะมากกว่า
    “มันก็ไม่แน่นักหรอก แต่ถ้าแกยังไม่ยอมเผยตัวตนออกมา ฉันจะถือว่าแกเป็นศัตรูกับกองทัพสหรัฐ” โนแลนขู่ขึ้นแม้จะมองไม่เห็นอีกฝ่ายก็ตาม
    อีธานได้ยินแบบนั้นก็หัวเราะขึ้นในใจ
    ‘ขู่เก่งจริงๆ นะโนแลน’
    เมื่อเห็นว่าตนเองเล่นมามากแล้ว อีธานจึงยอมปรากฏตัวขึ้น
    ทุกคนภายในห้องปฏิบัติการรวมไปถึงโนแลนต่างก็ตกใจกับสิ่งที่พวกเขาเห็นเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะโนแลนที่ตอนนี้กลับจับปืนในมือแน่นขึ้นกว่าเดิม ดูเหมือนว่าเรื่องที่คนของเขารายงานจะเป็นเรื่องจริง
    เขาล่ะอยากจะตบปากของตัวเองจริงๆ ทำไมปากมันถึงพาซวยได้ขนาดนี้ เขาแค่พูดเล่นๆ ไม่ได้คิดว่าอีกฝ่ายจะเข้ามาอยู่ในห้องปฏิบัติการแล้วจริงๆ นี่มันห้องปฏิบัติการของกองทัพเชียวนะ ที่นี่มีระบบความปลอดภัยและระบบป้องกันเป็นอันดับต้นๆ ของโลก
    การที่อีกฝ่ายสามารถลักลอบเข้ามาภายในห้องปฏิบัติการได้โดยไม่ถูกใครจับได้ ย่อมแสดงถึงความสามารถของอีกฝ่ายได้เป็นอย่างดี
    ‘น่ากลัวเกินไปแล้ว… นี่ถ้ามันลอบเข้ามาเพื่อก่อการร้ายแล้วละก็...’ โนแลนไม่อยากคิดต่อจริงๆ ว่าถ้าเป็นแบบนั้นมันจะเกิดอะไรขึ้น การสูญเสียที่ตามมาย่อมไม่ใช่น้อยๆ แน่
    “แกต้องการอะไร?” โนแลนถามขึ้นโดยที่ไม่ได้ลดปืนลงแม้แต่น้อย
    “ไม่คิดว่าเดี๋ยวนี้กองทัพจะมีนโยบายต้อนรับแขกด้วยวิธีการหันปืนเข้าใส่แขกแบบนี้” น้ำเสียงเรียบนิ่งของอีธานทำให้ไม่มีใครเดาอารมณ์ของเขาได้
    “ถ้าแกเข้ามาอย่างถูกวิธี แน่นอน การต้อนรับย่อมไม่ใช่แบบนี้ ตกลงว่าแกต้องการอะไรกันแน่?” โนแลนถามขึ้นอีกครั้ง แม้น้ำเสียงของเขาจะเรียบนิ่ง แต่ในใจของเขากลับวิตกกังวลเป็นอย่างมาก
    “ผมมาเพื่อเจรจา” อีธานเอ่ยจุดประสงค์ของตัวเองออกมา
    “พูดมา” โนแลนพูดขึ้นโดยไม่ได้ลดความหวาดระแวงลงเลยแม้แต่น้อย
    “แค่คุณกับผม” อีธานเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
    โนแลนได้ยินดังนั้นจึงคิดอยู่ครู่หนึ่ง ถ้าอีกฝ่ายมาเพื่อสังหารเขา คงทำไปแล้ว ไม่มีความจำเป็นต้องปรากฏตัวออกมา การที่อีกฝ่ายยอมปรากฏตัวพร้อมยื่นเงื่อนไขเจรจาออกมา ดูเหมือนว่าจะเป็นจุดประสงค์ที่แท้จริงของการมาเยือนในครั้งนี้
    เมื่อตัดสินใจได้แล้ว โนแลนจึงหันมาสั่งให้ลูกน้องของตัวเองทุกคนออกไปจากห้อง
    “มีอะไรก็พูดมา” โนแลนเอ่ยขึ้นพร้อมเพ่งมองไปที่อีกฝ่ายอย่างพินิจ โดยที่มือของเขาก็ยังคงถือปืนเอาไว้ ชุดเกราะที่อีกฝ่ายสวมดูประหลาดตาอย่างมาก อีกทั้งยังคลุมตั้งแต่หัวจรดเท้า มันทำให้โนแลนมองไม่เห็นหน้าตาของอีกฝ่าย
    ทันใดนั้นเอง ชุดในส่วนที่คลุมหัวของอีธานก็ได้สลายหายไป พร้อมใบหน้าของเขาที่ปรากฏขึ้นแก่สายตาโนแลน
    โนแลนที่เห็นดังนั้นก็มีท่าทีตกตะลึงในทันที เขาลดอาวุธปืนในมือลง ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยความเหลือเชื่อ
    “อีธานเหรอ?”