ดวงเนตรสมบัติพลิกชะตา ข้าจะเป็นเศรษฐี [นิยายแปล]

    บทที่ 33 เขียวหนังผี

     

    ฉินฟางตั้งใจ ‘โอ้อวด’ ต่อหน้าโหมวซือฉิง โปรยเงินเพื่อสาวงาม!

            เถี่ยเฉิงจินคาดไม่ถึงจริงๆ ว่าฉินฟางจะร่วมวงด้วยการเปลี่ยนแปลงกะทันหันครั้งนี้เหนือความคาดหมายของเขา ฉินฟางกำลังรุ่งโรจน์ราวกับอยู่กลางสายลมฤดูใบไม้ผลิอีกทั้งยังเป็นทายาทที่มีความสามารถและเป็นที่ชื่นชอบที่สุดของตระกูลฉิน เขาจึงกระดากเกินกว่าจะต่อสู้ฉินฟางอายุน้อยยังมีพลัง ไม่แน่ว่าเขาอาจจะถูกอำนาจของฉินฟางบีบคั้น อาจจะต้องสู้จนตัวตายไปด้วยอีกคนสุดท้ายแล้วต่อให้เขาชนะก็เกรงว่าจะเสียพลังชีวิตไปไม่น้อย!

            เถี่ยเฉิงจินชำเลืองมองฉินฟาง เห็นว่าเขากำลังมองไปทางแม่หนูคนสวยโหมวซือฉิงก็เข้าใจทันทีและอดไม่ได้ที่จะส่ายหน้าน้อยๆ

            เหอปู้ฝานเองก็ตอบรับอย่างเต็มปากเต็มคำว่าจะยกให้ฉินฟางฉินฟางก็มุ่งมั่นจะเอาชนะ เถี่ยเฉิงจินไม่พูดพร่ำอะไรอีกราคาของฉินฟางเกินขีดจำกัดที่เขาตั้งไว้มาก เขาก็จะไม่เข้าไปยุ่งอีกปล่อยให้ฉินฟางได้ไปอีกอย่างเจ้าสิ่งนี้ก็ยังไม่แน่ว่าจะทำเงินได้ร้อยเปอร์เซ็นต์!

            หินยังผ่าออกมาไม่หมด สวรรค์เท่านั้นที่รู้ว่าผลลัพธ์คืออะไร!

            ฉินฟางเหลือบมองสวี่ตงพลางพูดกับโหมวซือฉิงอย่างอารมณ์ดี “ซือฉิง ฉันอยากมอบของขวัญพิเศษให้เธอมาตลอดแต่ก็ไม่อยากให้อะไรที่มันธรรมดาเกินไป คิดไปคิดมา วันนี้ก็ได้โอกาสดีสีข้างในหินก้อนนี้บริสุทธิ์งดงามมาก เป็นไปได้สูงว่าจะเป็นหยกชั้นดีฉันเลยอยากเอาหยกชิ้นนี้ทำเครื่องประดับให้เธอ!”

            โหมวซือฉิงสะดุ้ง ก่อนจะรีบส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน “ไม่ต้อง ฉันไล่ล่าทุบตีผู้คนทั้งวัน ใครเขาจะใส่เครื่องประดับราคาแพงขนาดนี้กันไม่ระวังก็ทำพังแล้ว ของราคาเป็นสิบล้านฉันชดใช้ไม่ไหวหรอกใส่แล้วอาจจะนอนไม่หลับเลยด้วยซ้ำ ฉันไม่เอา!”

            ฉินฟางสีหน้าหม่นหมองทันที โหมวซือฉิงปฏิเสธตรงๆโดยไม่ไว้หน้าเขาเลยสักนิด ทำเอาเขาอับอายจนเกือบหาทางลงไม่เจอโหมวซือฉิงอาจพูดความจริง แต่ใครจะเชื่อลูกสาวคนโตแห่งตระกูลโหมวกลัวจะทำเครื่องประดับ ‘พัง’ เนี่ยนะ

            ทุ่มเงินไปตั้งสิบล้านเพื่อโหมวซือฉิงแต่ยังเปลี่ยนใจเธอไม่ได้อีกเหรอ

            ช่างเถอะ ผ่าหินออกมาก่อนค่อยว่ากัน!

            ฉินฟางก็ไม่สามารถใส่อารมณ์กับโหมวซือฉิงได้แล้วก็ไม่อยากเสียหน้าต่อหน้าทุกคนด้วยจึงรีบดึงความสนใจของทุกคนออกไป “ช่างหม่า ตัดอีก!”

            ถึงแม้จะยังไม่ได้จ่ายสิบล้านให้เหอปู้ฝาน แต่ฉินฟางเป็นใครเหอปู้ฝานย่อมไม่สงสัยว่าฉินฟางจะเบี้ยวหรือจ่ายไม่ไหว เขาจึงไม่พูดอะไร

            “ได้ครับ!” หม่าตงเซิงรับคำพลางปรับตำแหน่งหินอีกครั้งหินก้อนนี้ผ่าออกมาให้สีเขียวสวยขนาดนี้แล้ว การลงมีดครั้งต่อไปจึงต้องระวังให้มากโดยทั่วไปการผ่าครั้งต่อไปจะไม่ทำจากด้านที่มีสีเขียวแต่จะทำจากด้านที่ยังไม่ได้ผ่าแทน

            หรือต่อให้อยากทำจากจุดเดิมก็จะไม่ใช้เครื่องตัดหินอีกเนื่องจากสีเขียวเผยออกมาแล้วจึงไม่ลงมีด เพื่อป้องกันไม่ให้หยกเสียหายใช้ได้เพียงใบเจียร[1]เพชรเนื้อดีขัดอย่างระมัดระวัง

            หม่าตงเซิงไม่คิดจะใช้ใบเจียรขัดเพราะมันช้าเกินไปเป็นงานละเอียดที่กินเวลามาก หน้างานแบบนี้เน้นความ ‘เร็ว’ เป็นหลัก น้อยคนนักที่ยินดีรอ ใครๆ ก็อยากเห็น‘ผลลัพธ์’ ทันที!

            ตำแหน่งลงมีดคือฝั่งตรงข้าม หม่าตงเซิงต้องการผ่าอีกด้านของหยกออกมายิ่งหยกด้านในเผยออกมามากเท่าไรก็ยิ่งทำให้คนตื่นเต้นมากเท่านั้นรวมถึงตัวเขาเองด้วย ช่วงเวลาที่ช่างตัดหินมีความสุขที่สุดก็คือตอนที่เขาผ่าเจอหยกชั้นดีกับมือ!

            ฉินฟางเห็นว่าสายตาและความสนใจของทุกคนกลับไปอยู่ที่หม่าตงเซิงแล้ว ก็รอให้เขาทำการตัดหินต่อตอนนี้หินก้อนนี้มูลค่าสูงถึงสิบล้านอย่างไม่น่าเชื่อไม่รู้ว่าหลังจากผ่าครั้งนี้จะเพิ่มขึ้นไปถึงระดับไหน

            ช่างหม่ากดมีดครั้งที่สอง ขั้นตอนเหมือนเดิมทุกประการกลุ่มคนที่ยืนรายล้อมเข้าดูอย่างใกล้ชิดหม่าเชาลูกชายของหม่าตงเซิงนำอ่างน้ำบรรจุน้ำสะอาดเข้ามาข้างในน้ำสะอาดมีผ้าขนหนูแช่อยู่ หากเป็นก่อนหน้านี้กลุ่มคนที่ยืนดูย่อมไม่เข้าใจทว่าตอนนี้ทุกคนเข้าใจแล้ว หม่าเชานำผ้าชุบน้ำสะอาดมาเพื่อขจัดฝุ่นและทำความสะอาดหิน

            กดสวิตช์เดินเครื่อง เครื่องตัดหินก็แผดเสียงดังเหมือนครั้งที่แล้วทว่าความคิดในหัวทุกคนไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว ทุกคนจับจ้องหินที่หม่าตงเซิงกำลังผ่าแม้ฝุ่นปลิวว่อนก็ไม่มีใครถอยหนี เพียงยืนรอให้ความตื่นเต้นปรากฏ

            เสียงดังอื้ออึงหยุดลง หม่าเชาส่งผ้าเปียกชุ่มให้หม่าตงเซิงหม่าตงเซิงเช็ดฝุ่นอย่างระมัดระวังชั่วขณะหนึ่งสายตาทุกคนมองทะลุหมอกฝุ่นฟุ้งกระจายไม่ได้ทว่ากลับไม่ได้ยินหม่าตงเซิงพูดอะไรสักคำ

            ฉินฟางกังวลอยู่บ้าง แต่เขาไม่มีทางแสดงสีหน้าให้ใครเห็นง่ายๆไม่ว่าเรื่องใดเขาก็มักจะทำตัวสงบนิ่ง มั่นคงดั่งเขาไท่ซาน

            หมอกฝุ่นสลายตัวลง ทุกคนจึงมองเห็นชัดถนัดตาพื้นผิวของหินอีกด้านหนึ่งเรียบลื่นและเป็นสีเทา ไม่มีสีเขียวเลยสักนิด!

            ฉินฟางผิดหวังอย่างห้ามไม่ได้ ไม่มีความ ‘น่าอัศจรรย์’ อย่างครั้งแรกทำให้เขาผิดหวังมากจริงๆทว่านี่ก็เพิ่งจะลงมีดบางๆ เท่านั้น ก็แค่ลอกเปลือกนอกออกเพียงเล็กน้อยไม่เห็นสีเขียวก็เป็นเรื่องปกติ ก็เหมือนกับการปอกส้ม หากเปลือกหนาหน่อยลงมีดครั้งเดียวก็ไม่แน่ว่าจะเผยเนื้อส้มข้างในให้เห็นเสมอไปดังนั้นถึงแม้เขาจะผิดหวัง แต่ก็แค่ผิดหวังที่การลงมีดครั้งนี้ไม่สานต่อ ‘ความแพรวพราว’ จากครั้งที่แล้วเท่านั้น แต่ก็ยังมีความหนาอยู่อีกมากนี่มันเพิ่งจะเริ่มต้น!

            คนอื่นๆ ก็เผยสีหน้าผิดหวัง ถึงแม้จะไม่ใช่ ‘การเดิมพัน’ ของพวกเขาแต่ทุกคนก็ตั้งตารอชมผลลัพธ์ที่น่าตื่นเต้นกว่านี้ไม่ใช่ทุกคนที่ถูกรางวัลพิเศษในลอตเตอรี่ได้ แต่ทุกคนก็ยังอยากเห็นรางวัลพิเศษ

            ฉินฟางไม่ได้พูดอะไรและไม่สั่งการต่อ แต่หม่าตงเซิงเข้าใจดียังไม่เห็นสีเขียวก็ต้องผ่าต่อ เขาจึงคำนวณความหนาและตำแหน่งลงมีดอีกครั้งจากนั้นก็ตัดหินต่อไป!

            หนึ่งครั้ง สองครั้ง สามครั้ง สี่ครั้ง ห้าครั้ง!

            หลังจากตัดไปถึงห้าครั้งติดต่อกันก็ยังไม่เจอสีเขียว ฉินฟางหน้าตาบิดเบี้ยวทันควัน!

            หินถูกตัดออกครึ่งหนึ่งแล้วดูจากตรงนี้หินพนันราคาสิบล้านของฉินฟางคงจะขาดทุนเสียแล้วต่อให้ในหินที่เหลือจะผ่าเจอหยกก็มูลค่าไม่ถึงสิบล้านแล้วอีกทั้งดูจากสถานการณ์ตอนนี้ไม่มีใครกล้ามั่นใจว่าจะผ่าเจอหยกเลยคนส่วนใหญ่ยังแอบคิดว่าในหินจะไม่มีหยกมากกว่าด้วยซ้ำ!

            หม่าตงเซิงเองก็กังวลใจเขาไม่ได้จะทำตัวเป็นจักรพรรดิไม่ร้อนใจแต่ขันทีร้อนใจเขาเป็นช่างฝีมือที่ฉินฟางเชิญมา แม้จะทิ้งความหวังว่าจะตัดหินออกมาให้ได้หยกคุณภาพดีที่สุดไปแล้วแต่เขาก็อยากให้ฉินฟางมีโชค ก็เพราะเป็นเจ้านายของเขานี่นาเจ้านายมีโชคอารมณ์ก็จะดี เขาถึงจะได้ค่าจ้างงามๆ

            ยิ่งไปกว่านั้นฉินฟางใช้เงินกว่าสิบล้านหยวนเพื่อซื้อหินก้อนนี้ถึงจะได้ค่าหินคืนสองล้านหยวน แต่ก็ขาดทุนไปแล้วแปดล้านหยวนตัวเลขนี้ไม่ใช่เงินจำนวนน้อยๆ สำหรับแวดวงธุรกิจในเมืองถงเฉิงและไม่ใช่จำนวนเงินที่ทายาทเศรษฐีข้าราชการคนใดจะใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายได้ตามอำเภอใจ!

            มองจากอีกมุมหนึ่งนี่ถือเป็น ‘ความผิดพลาด’และ ‘ความล้มเหลว’ ของฉินฟางด้วยสิ่งที่ฉินฟางไม่อยากเสียมากที่สุดก็คือชื่อเสียงของตน!

            หม่าตงเซิงก็จนปัญญา ทำได้เพียงผ่าหินต่อไปไม่ว่าฉินฟางจะผิดหวังหรือไม่ งานของเขาก็ต้องดำเนินต่อไป!

            แต่จากประสบการณ์หลายปีที่ผ่านมาของหม่าตงเซิงหินถูดตัดออกไปถึงขนาดนี้แล้วความเป็นไปได้ที่จะเจอหยกจากแปดสิบเปอร์เซ็นต์เหลือเพียงสิบเปอร์เซ็นต์เท่านั้นหรืออาจต่ำกว่านั้น!

            ขณะที่ทุกคนกำลังจับจ้อง หม่าตงเซิงก็ตัดอีกสี่ครั้ง ทั้งสี่ครั้งเป็นอย่างที่เขาคาดการณ์ไว้ยังคงไม่พบ ‘สีเขียว’!

            “ขาดทุนแล้ว…”

            “ขาดทุนแล้วน่าเสียดายที่ผ่าครั้งแรกดันให้สีเขียวสวยขนาดนั้น…”

            ฝูงชนโดยรอบเริ่มกระซิบกระซาบ ก้อนหินเหลือความหนาอยู่ไม่ถึงสามนิ้วดูจากความหนาในตอนนี้โดยทั่วไปย่อมไม่มีทางผ่าได้หยกออกมาแล้ว หากมีหยกอยู่ข้างในจริงร้อยทั้งร้อยก็ต้องมีสีเขียวออกมาจากด้านนี้แต่บนผิวหินส่วนที่ตัดออกมีแต่สีเทา ไม่มีสีเขียวเลยสักนิด

            ฉินฟางจ้องผิวหินที่ถูกตัดออกด้วยสายตาเย็นยะเยือกมือใต้แขนเสื้อสั่นเทา สาเหตุที่ยังไม่ทำอะไรก็เพราะกำลังข่มกลั้น ‘อารมณ์’ ของตัวเองอยู่!

            เถี่ยเฉิงจินแอบถอนใจ นี่ถือเป็นโชคดีของเขาหรือเปล่า

            การ ‘สกัดขา’ กลางคันของฉินฟางทำให้เขาได้เงินหกล้านกลับมาแต่กลับทำให้ตัวฉินฟางขาดทุนไปถึงสิบล้าน!

            หินก้อนนี้ก็คือ ‘เขียวหนังผี’ที่เรียกว่า ‘เขียวหนังผี’ ก็เพราะเป็น ‘สีเขียว’ แพรวพราวที่เผยออกมาจากชั้นผิววัตถุหรือจากการตัดครั้งแรกทว่าสีเขียวเหล่านี้เป็นเพียงพลังงานสีเขียวของหินหยกที่แทรกซึมอยู่เท่านั้นแต่ความจริงข้างในไม่มีหยก เป็นเพียงสีเขียวชั่วคราวเท่านั้น!

            “ประธานฉิน ขาด…ทุนแล้ว!”

            ถึงจุดนี้หม่าตงเซิงก็ทนตัดต่อไปไม่ไหวจึงกระซิบบอกฉินฟาง

            ฉินฟางโบกมือ ก่อนจะพยายามข่มน้ำเสียงให้ปกติและนุ่มนวล “ตัด ตัดจนกว่าจะเสร็จ!”

            หม่าตงเซิงพยักหน้า ไม่พูดอะไรอีก ก่อนจะ ‘ทำงาน’ ของเขาต่อไป ตอนนี้เขาไม่เหลือความรู้สึกตื่นเต้นหรือตั้งตารออีกแล้วเหลือเพียงทำ ‘งาน’!

            อีกครั้ง อีกครั้ง และอีกครั้ง สองครั้งแรกที่ผ่าลงไปไม่มีสีเขียวปรากฏออกมาอย่างที่คาดไว้แต่พอลงมีดครั้งที่สามใบมีดตัดลงไปเพียงครึ่งเดียวหินก็แตกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยเนื่องจากหินส่วนที่เหลือบางมาก หนาเพียงหนึ่งนิ้วตัวหินจึงรับแรงสั่นสะเทือนจากเครื่องตัดไม่ได้อีกต่อไปตัดได้ถึงตรงกลางจึงแตกเป็นเสี่ยงๆ !

            คิ้วของฉินฟางเลิกสูงขึ้นความหวังทั้งหมดถูกหินที่แตกกระจายพังทลายลง!

            สิบล้านหยวนแม้แต่เหมาเดียวก็ไม่ได้คืน!

            คนที่ล้อมวงดูไม่มีใครกล้าส่งเสียงดังการส่งเสียงในเวลานี้คือการยั่วโมโหฉินฟาง!

            เหอปู้ฝานมองหน้าฉินฟางอย่างลังเลไม่รู้ว่าควรเตือนฉินฟางให้จ่ายเงินตอนนี้เลยดีไหม หรือรอโอกาสหน้าค่อยทวงเขาดี

            ไม่ต้องสงสัยเลย ฉินฟางในเวลานี้อารมณ์ไม่ดีสุดๆเหมือนถุงระเบิดที่ใกล้จะระเบิดเต็มทีใครไปแตะเขาตอนนี้ก็เหมือนกับจุดไฟแช็กใส่ถุงระเบิด!

            ฉินฟางเงยหน้ามองซ้ายมองขวา เห็นสีหน้าลังเลของเหอปู้ฝาน ‘ความสงสาร’ และความประหลาดใจของโหมวซือฉิงโดยเฉพาะสีหน้าของโหมวซือฉิงที่ทำให้ฉินฟางมีสติขึ้นมาบ้าง

            “โจวเยี่ยน เอากระเป๋าฉันมา!”

            เวลานี้ฉินฟางยังคงข่มอารมณ์ได้ต่อให้ต้องทำเป็นหน้าใหญ่ใจโตเขาก็ยอมจึงโบกมือเรียกสาวสวย

            สาวสวยคนนี้ก็คือโจวเยี่ยนเลขาของฉินฟาง หลังจากจัดตั้งโครงการเครื่องประดับในเมืองถงเฉิงโจวเยี่ยนก็ถูกฉินฟางเลื่อนขั้นเป็นผู้จัดการฝ่ายวางแผนของโครงการ

            โจวเยี่ยนสะดุ้งทันทีที่ได้ยินเสียงฉินฟาง รู้สึก ‘ไม่ดี’ แปลกๆ ฉินฟางไม่เรียกเธอว่า ‘ผู้จัดการโจว’ นั่นแสดงว่าบรรยากาศผิดปกติอิงจากนิสัยของฉินฟาง เวลาที่เรียกเธอว่า ‘ผู้จัดการโจว’แสดงว่าอารมณ์ดี หากเรียกว่า ‘โจวเยี่ยน’นั่นแสดงว่ากำลังอารมณ์ ‘ไม่ดี’ สุดๆ !


     


    [1] ใบเจียร คือ อุปกรณ์ที่ใช้ในงานเจียรวัสดุเพื่อลบคมหรือเก็บงานให้พื้นผิวเรียบเสมอกันมากขึ้น

    คล้ายกับเรื่องดวงเนตรสมบัติพลิกชะตา ข้าจะเป็นเศรษฐี [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน