ััแรกที่ผมรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาในเช้าวันใหม่คือความอบอุ่นหนาทึบที่โอบล้อมรอบกาย อุณหภูมิจากเครื่องปรับอากาศภายในห้องสตูดิโอขนาดเล็กของผมดิ่งต่ำลงจนเกือบหนาวสั่น ทว่าภายใต้ผ้าห่มผืนนี้ กลับอัดแน่นไปด้วยไอร้อนจากแผ่นอกกว้างที่เบียดชิดอยู่ทางด้านหลัง ท่อนแขนแกร่งที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อตามแบบฉบับของคนที่ออกกำลังกายเป็ประจำพาดรัดรอบเอวคอดของผมไว้แ่า ราวกับกลัวว่าหากเขาเผลอคลายแรงเพียงนิดเดียว ตัวผมจะอันตรธานหายไปกับอากาศธาตุอย่างนั้นแหละ
ผมค่อยๆ ขยับเปลือกตาขึ้นอย่างเชื่องช้า แสงแดดสีทองอ่อนๆ ของรุ่งอรุณทอดผ่านรอยแยกของผ้าม่านทึบแสงเข้ามาภายในห้องนอน สะท้อนให้เห็นฝุ่นละอองที่ลอยฟุ้งอยู่ในอากาศอย่างเงียบสงบ กลิ่นกายประจำตัวของคุณธีร์ที่เป็กลิ่นไม้สนผสมผสานกับความเย็นสดชื่นของมินต์จางๆ ลอยมาแตะจมูก มันเป็กลิ่นที่ครั้งหนึ่งผมเคยรู้สึกเกร็งและหวาดกลัวทุกครั้งที่ได้กลิ่นในห้องทำงานชั้น 45 แต่ในเวลานี้ กลิ่นเดียวกันนี้กลับทำให้หัวใจของผมเต้นเป็จังหวะที่แสนมั่นคงและรู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาด
ผมขยับตัวเล็กน้อยเพื่อหวังจะพลิกหันไปมองหน้าคนที่นอนซ้อนหลังอยู่ ทว่าแรงขยับเพียงนิดเดียวกลับทำให้ท่อนแขนแกร่งนั้นกระชับรัดแน่นเข้าหาตัวมากขึ้นไปอีก จนบั้นท้ายของผมเบียดเข้ากับสะโพกสอบของเขาเต็มรัก จมูกโด่งรั้นของผมชนเข้ากับแผงอกกว้างใต้เสื้อนอนผ้าไหมซาตินสีดำสนิทของคุณธีร์พอดิบพอดี
"ตื่นแล้วเหรอครับคนดี..."
น้ำเสียงทุ้มต่ำแหบพร่ากระซิบชิดใบหูของผม ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดลงบนขมับทำเอาผิวแก้มของผมเห่อร้อนขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้ ผมเงยหน้าขยับสายตาขึ้นมองใบหน้าคมคายที่อยู่ห่างออกไปไม่ถึงคืบ
ปกติแล้ว ใบหน้าของคุณธีร์จะเรียบนิ่ง ดุดัน และดูน่าเกรงขามจนพนักงานทั้งบริษัทต่างพากันก้มหัวหลบสายตา แต่ในเช้าวันนี้ ดวงตาคมปลาบสีเข้มคู่นั้นกลับทอประกายอ่อนเชื่อมอย่างที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน มันมีความกังวลปนอ้อนวอนระคนห่วงใยปิดไม่มิด ชวนให้นึกถึงลูกหมาไซบีเรียนฮัสกีตัวั์ที่เพิ่งไปทำข้าวของในบ้านพังยับเยินแล้วพยายามเดินเข้ามาเอาหัวซบเข่าเ้าของเพื่อขอความเห็นใจยังไงยังงั้น
"ยังเจ็บตัวอยู่ไหมครับ... พี่กอดแบบนี้อึดอัดหรือเปล่า หืม?"
คุณธีร์ถามย้ำพลางกระชับอ้อมกอดให้หลวมลงนิดหน่อยเพื่อไม่ให้ผมอึดอัด แต่เขาก็ยังคงไม่ยอมปล่อยมือออกไปจากเอวของผมอยู่ดี ใบหน้าหล่อเหลาซุกลงที่ข้างแก้มของผม ถูไถจมูกโด่งเข้ากับแก้มกลมๆ ของผมอย่างออดอ้อนอ่อนโยน
ท่าทาง 'หมาใหญ่จอมอ้อน' ของบอสจอมมารร้อยล้านที่พยายามดัดเสียงนุ่มนิ่มชวนขนลุกบวกกับแววตาเจียมเนื้อเจียมตัวนี้ ทำเอาผมแอบกั้นขำในใจจนแก้มแดง ความขุ่นเคืองและปมคาใจก่อนหน้านี้แทบจะละลายหายวับไปกับตา แต่ไม่ได้หรอก! ผมจะใจอ่อนตอนนี้ไม่ได้เด็ดขาด บอสคนนี้เ้าเล่ห์จะตาย ถ้าไม่ดัดนิสัยเสียั้แ่ตอนนี้ วันข้างหน้ามีหวังโดนบงการชีวิตจนดิ้นไม่หลุดแน่ๆ
"ปล่อยเลยครับคุณธีร์ ลุกขึ้นมาคุยกันดีๆ ก่อน"
ผมพยายามทำน้ำเสียงให้เข้มที่สุดเท่าที่จะทำได้ พลางใช้สองมือดันแผงอกกว้างให้ออกห่างตัว
คุณธีร์ทำหน้าละห้อย แววตาคมมีกระแสความเสียดายฉายชัดเจน แต่เขาก็ยอมคลายอ้อมกอดและลุกขึ้นนั่งตามคำสั่งของผมอย่างว่าง่ายไม่มีอิดออด พวกเราสองคนนั่งประจันหน้ากันอยู่บนเตียงนอนเดี่ยวหลังเล็กหนานุ่ม ผมพยายามปรับสีหน้าให้จริงจังที่สุดเท่าที่จะทำได้ สองมือกอดอกเลียนแบบท่าทางของคุณธีร์เวลาเรียกประชุมพนักงาน แต่แก้มกลมๆ ที่แดงระเรื่อไม่ยอมหายมันทำให้ผมดูเหมือนเด็กน้อยที่กำลังแสร้งทำเป็โกรธมากกว่าน่ากลัว ส่วนคุณธีร์นั้นนั่งหลังตรงแน่ว มือสองข้างวางไว้บนเข่าอย่างเรียบร้อยราวกับเด็กนักเรียนประถมตัวเล็กๆ ที่กำลังรอฟังคุณครูใหญ่หน้าเสาธงตักเตือนความผิด
"ผมคิดทบทวนดูแล้วนะครับ เื่ที่ผมจะลาออก..." ผมแกล้งลากเสียงยาวเพื่อดูปฏิกิริยา
ดวงตาคมของคุณธีร์เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ร่างกายหนาเกร็งขึ้นทันตา แววตาของเขาดูตื่นตระหนกและวูบไหวราวกับกลัวว่าผมจะเอ่ยคำปฏิเสธและหันหลังเดินจากไปอีกครั้ง เห็นท่าทางของเขาแบบนั้นแล้วผมก็แอบใจอ่อนวูบ แต่ก็ต้องรีบดึงสติตัวเองกลับมาแล้วพูดต่อ
"ผมยอมถอนใบลาพักงาน และยอมกลับไปฝึกงานที่แผนกดีไซน์ของ T-Group ต่อตามปกติครับ"
"จริงเหรอครับพู่กัน!"
บอสใหญ่หลุดยิ้มกว้างออกมาทันที แววตาของเขาเปล่งประกายระยิบระยับประหนึ่งหมาใหญ่ที่ได้รับขนมชิ้นโปรดจากเ้าของ ท่าทางกระตือรือร้นและขยับตัวเข้ามาเตรียมกอดผมทำเอาผมต้องรีบยกนิ้วชี้ขึ้นแตะกลางอกแกร่งเพื่อเบรกเขาไว้ก่อน
"ช้าก่อนครับบอส! ฟังให้จบก่อน ผมบอกว่ายอมกลับไปทำงาน แต่ต้องมีข้อแลกเปลี่ยน... เป็กฎเหล็กสามข้อที่บอสต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ห้ามเบี้ยว ห้ามหลบเลี่ยง และห้ามใช้เหลี่ยมเผด็จการเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นผมจะหนีไปเซ็นสัญญากับ V-Design จริงๆ ด้วย"
คุณธีร์พยักหน้ารับคำหงึกๆ อย่างนอบน้อม แววตาละห้อยลงเล็กน้อยแต่ก็ยอมจำนนต่อข้อตกลง
"ได้ครับคนดี... ข้อเสนอของพู่กัน พี่พร้อมจะทำตามทุกอย่างเลยครับ ขอแค่บอกมา"
"ดีมากครับ งั้นฟังข้อแรกนะ"
ผมกระแอมไอเล็กน้อย ขยับท่านั่งให้มั่นคงขึ้น
"ข้อที่หนึ่ง... ในที่ทำงาน ห้ามมีท่าทีสองมาตรฐานเด็ดขาด บอสต้องปฏิบัติต่อผมเหมือนพนักงานและเด็กฝึกงานปกติทั่วไป ต้องรักษาระยะห่างที่เหมาะสม ห้ามแสดงความสนิทสนมออกนอกหน้า ห้ามสั่งอาหารพิเศษมาส่งให้ผมที่โต๊ะ และที่สำคัญที่สุด... ถ้าผมทำงานผิดพลาด บอสต้องดุและตักเตือนผมตามความเป็จริง ห้ามเรียกผมเข้าไปคุยสองต่อสองในห้องทำงานส่วนตัวนานเป็ชั่วโมงๆ เพื่อสอนงานละเอียดยิบในขณะที่คนอื่นโดนดุแทบตาย เข้าใจไหมครับ"
คุณธีร์ขมวดคิ้วมุ่นทันที ใบหน้าหล่อเหลาดูหม่นลงอย่างขัดใจ ริมฝีปากหนาขยับพึมพำอุบอิบเหมือนคนกำลังบ่นงึมงำในลำคอ
"ดุพู่กันเหรอ... พี่จะดุลงได้ยังไง ตัวเล็กแค่นี้ แก้มก็นุ่มแค่นี้ แค่เห็นน้ำตาคลอนิดเดียวพี่ก็ใจเสียจะแย่อยู่แล้ว..."
"คุณธีร์ครับ!" ผมถลึงตาใส่พร้อมกับเรียกชื่อเสียงดังลั่นเตียง
"เข้าใจแล้วครับ... เข้าใจแล้ว พี่จะพยายามทำตัวนิ่งๆ ขรึมๆ ดุพู่กันตามสมควรในเวลางานครับ"
หมาใหญ่ไซส์ั์ยอมลดราวาศอก พยักหน้ารับคำหน้าจ๋อยสนิท
"ข้อที่สอง..." ผมยกนิ้วชี้ขึ้นมาสองนิ้ว
"ผมมีอิสระในการเรียนรู้งานและเลือกทำโอทีได้เองตามความ้าของงาน ห้ามบอสใช้ตำแหน่ง CEO หรือสั่งการให้เลขาฯ อย่างคุณเก๋ไปล็อกห้อง ดึงตัวผม หรือลักพาตัวผมขึ้นไปอยู่ที่ชั้น 45 ลับหลังคนอื่นอีกเด็ดขาด ผมมาฝึกงานเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์เอาไปใช้ในอนาคตนะครับ ไม่ใช่ขึ้นไปนอนอืดเล่นโทรศัพท์มือถืออยู่บนโซฟาห้องทำงานส่วนตัวของบอส"
คุณธีร์ถอนหายใจยาวเหยียด แววตาแสนเสียดายฉายชัดเจนจนแทบทะลักออกมานอกอก คล้ายกับคนที่เพิ่งโดนริบของเล่นชิ้นโปรดไปต่อหน้าต่อตา แต่เมื่อเห็นสายตาจริงจังคาดคั้นของผม เขาก็จำต้องพยักหน้ารับอย่างเลี่ยงไม่ได้
"ตกลงครับ... พี่จะไม่กักตัวพู่กันไว้ที่ห้องทำงานส่วนตัวในเวลางานอีก พู่กันอยากเรียนรู้งานตรงไหน ทำโอทีกับพี่ๆ คนไหน พี่ให้อิสระเต็มที่เลยครับ"
"และข้อที่สาม... ข้อนี้สำคัญที่สุดและร้ายแรงที่สุดด้วย"
ผมสูดลมหายใจเข้าลึก จ้องมองสบประสานสายตากับั์ตาคมคายสีเข้มคู่นั้นอย่างจริงจังเพื่อส่งสัญญาณว่าผมไม่ได้พูดเล่น
"ถ้าบอสยังทำตัวเผด็จการ เอาแต่ใจตัวเอง รื้อค้นเอกสารหรือของส่วนตัวของผมโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือบีบบังคับจิตใจผมให้ทำในสิ่งที่ไม่เต็มใจเหมือนที่ผ่านๆ มาอีกแม้แต่ครั้งเดียว... ผมจะยื่นใบลาออกทันทีโดยไม่แจ้งล่วงหน้า แล้วจะย้ายไปทำงานที่ V-Design ทันที แถมรอบนี้ผมจะบล็อกเบอร์โทรศัพท์ บล็อกไลน์ และช่องทางการติดต่อโซเชียลมีเดียทั้งหมด บอสจะไม่มีวันหาผมเจอ และผมจะไม่มีวันกลับมาหาบอสอีกเลยตลอดชีวิต คราวนี้ผมเอาจริงนะครับ ไม่ใช่แค่ขู่"
คำประกาศกร้าวในกฎข้อสุดท้ายทำเอาคุณธีร์หน้าเสียอย่างเห็นได้ชัด ใบหน้าคมคายซีดลงไปถนัดตา ความกลัวที่จะต้องสูญเสียผมไปอีกครั้งทำให้เขาขยับตัวเข้ามาใกล้ วางมือหนาลงบนไหล่บางของผมแล้วกระชับแน่น แววตาสั่นระริกเต็มไปด้วยความอ้อนวอนและร้อนรน
"พี่สัญญาครับพู่กัน พี่สาบานเลยว่าจะไม่ทำตัวเผด็จการแบบนั้นอีกแล้ว จะไม่รื้อของ จะไม่บังคับจิตใจพู่กันเด็ดขาด... อย่าบล็อกพี่เลยนะคนดี พี่กลัวแล้วครับ ต่อไปนี้พู่กันสั่งอะไรพี่ทำตามหมดทุกอย่างเลย พี่จะเป็หมาที่เชื่อฟังของพู่กันคนเดียวครับ"
ผมมองใบหน้าหล่อเหลาที่เวลานี้ดูหงอยเหงาและยอมสยบให้ผมทุกวิถีทาง แววตาที่เต็มไปด้วยความรักใคร่และซื่อสัตย์คลั่งรักของบอสใหญ่มันทำให้หัวใจของผมเต้นแรงด้วยความรู้สึกอบอุ่นละมุนละไมไปทั้งอก สุดท้ายผมก็ไม่สามารถกลั้นรอยยิ้มเอาไว้ได้อีกต่อไป จึงได้แต่หลุดขำคิกคักออกมาเบาๆ พลางยื่นมือไปหยิกแก้มสากของคุณธีร์เล่นเบาๆ ด้วยความเอ็นดู
"พูดแล้วห้ามคืนคำนะครับบอส ถ้าทำไม่ได้ขึ้นมา... ผมหนีจริงๆ ด้วย"
"ไม่คืนคำแน่นอนครับคนดี"
คุณธีร์จับมือที่หยิกแก้มเขามากดจูบลงบนหลังมือเบาๆ ด้วยความรักใคร่ แววตาที่จ้องมองมามีแต่ความโล่งอกโล่งใจประหนึ่งยกูเาออกจากอก
—----
บ่ายวันพุธอันแสนสดใส
ผมก้าวเท้ากลับเข้ามาทำงานที่สำนักงานใหญ่ของ T-Group อีกครั้ง หลังจากผ่านพ้นเื่ราวอลเวงและเข้าใจกันเรียบร้อยแล้ว ทันทีที่สองเท้าของผมก้าวพ้นขอบประตูกระจกใสบานใหญ่ของแผนก Creative Design ชั้น 3 กลิ่นอายที่แสนคุ้นเคยก็ลอยมาต้อนรับทันที ทั้งกลิ่นกระดาษดราฟต์ กลิ่นหมึกพิมพ์ เสียงหัวเราะพูดคุยหยอกล้อกัน และเสียงรัวแป้นพิมพ์คีย์บอร์ดที่ดังระงมไปทั่วบริเวณ
ความรู้สึกอึดอัดกังวลใจที่เคยมีก่อนหน้านี้หายวับไปหมดสิ้น เหลือทิ้งไว้เพียงความโล่งใจและความกระตือรือร้นที่อยากจะสร้างสรรค์งานออกแบบอีกครั้ง
"กรี๊ด! น้องพู่กันของพี่"
เสียงหวีดร้องแหลมสูงอันเป็เอกลักษณ์ของพี่ส้ม หัวหน้าแผนกดีไซน์สุดจี๊ดดังขึ้นมาเป็คนแรก ร่างอวบอัดในชุดเดรสสีส้มแปร๊ดวิ่งกรีดกรายตรงดิ่งเข้ามากอดรัดฟัดเหวี่ยงผมจนตัวลอย ใบหน้าแต่งแต้มเครื่องสำอางจัดจ้านแสดงออกถึงความโล่งอกอย่างปิดไม่มิด
"โอย... น้องพู่กัน กลับมาแล้วเหรอคะลูกกก พี่ใจหายใจคว่ำแทบตาย ตอนที่บอสทำหน้าั์ถมึงทึงลงมาถามหาเราที่แผนกวันก่อน พี่นึกว่าเราจะโดนบอสอุ้มไปโยนทิ้งแม่น้ำเ้าพระยาเพราะทำงานผิดพลาดซะแล้ว! พี่สวดมนต์ขอพรพระพิฆเนศทุกคืนเลยนะเนี่ยรู้ไหม"
"ผมขอโทษที่ทำให้พี่ส้มต้องเป็ห่วงนะครับ พอดีมีเื่เข้าใจผิดกันนิดหน่อย แต่ตอนนี้เคลียร์เรียบร้อยแล้วครับผม"
ผมส่งยิ้มหวานตาหยีพลางยกมือไหว้ขอโทษขอโพยพี่ส้มยกใหญ่
"เออ ดีแล้วที่มึงกลับมาทำงานได้ไอ้พู่กัน! ไม่มีมึงคอยช่วยสเกตช์แบบให้เนี่ย กูโดนพี่ส้มสวดจนิญญาหลุดลอยไปถึงดาวอังคารแล้วเนี่ย ดูสิ งานกองเต็มโต๊ะจนกูแทบจะกลายเป็ซากศพเดินได้อยู่แล้ว"
ไอ้เติ้ล เพื่อนสนิทรุ่นราวคราวเดียวกันที่เป็เด็กฝึกงานแผนกเดียวกัน วิ่งเข้ามาชกบ่าผมเบาๆ พลางบ่นกระปอดกระแปดชี้ไปที่กองกระดาษบนโต๊ะทำงานของมัน แต่แววตาของมันกลับเต็มไปด้วยความโล่งใจและยินดีที่เห็นเพื่อนรักกลับมาทำงานอย่างปลอดภัย
"เอาน่าๆ เดี๋ยวพี่ช่วยแบ่งงานไปทำเอง เติ้ลใจเย็นๆ นะ"
ผมหัวเราะร่า บรรยากาศรอบโต๊ะทำงานกลับมาอบอุ่นและมีชีวิตชีวาอีกครั้ง รอยยิ้มร่าเริงและเสียงหัวเราะใสๆ ของผมช่วยปัดเป่าความตึงเครียดในแผนกดีไซน์ไปจนหมดสิ้น ผมรู้สึกกระฉับกระเฉงและมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น พร้อมที่จะทำงานออกแบบโครงการ T-Forest ที่ผมรักเพื่อพิสูจน์ฝีมือตนเองให้ทุกคนในออฟฟิศเห็นอย่างแท้จริงว่า ผมเข้ามาทำงานที่นี่ได้ด้วยความสามารถของตัวเอง ไม่ใช่เพราะเส้นสายหรือความสัมพันธ์ส่วนตัวกับใครทั้งนั้น
—-----------
บ่ายสามโมงตรง
บรรยากาศในแผนก Creative Design ชั้น 3 ที่กำลังดำเนินไปด้วยความสนุกสนานและวุ่นวายพลันเงียบกริบลงทันตาเห็น เมื่อเสียงสัญญาณเตือนของลิฟต์แก้วดังก้องขึ้น พร้อมกับร่างสูงใหญ่สง่างามของคุณธีร์ที่ก้าวเดินนำหน้าเลขาฯ ส่วนตัวอย่างคุณเก๋เข้ามาในแผนก บอสธีร์ในวันนี้สวมสูทสามชิ้นตัดเย็บอย่างประณีตสีเทาชาร์โคล เสื้อกั๊กด้านในกระชับรับกับแผงอกผึ่งผาย กางเกงสแล็กสีเดียวกันส่งให้ขารูปงามดูยาวเรียวชวนมอง ทุกจังหวะการย่างก้าวเปี่ยมไปด้วยพลังอำนาจและมาดผู้บริหารสูงสุดจนทุกคนในแผนกพากันเงียบเสียง ก้มหน้าก้มตาทำงานและตัวลีบไปตามๆ กันด้วยความยำเกรง
ผมมองภาพนั้นแล้วก็แอบรู้สึกขบขันในใจ บอสจอมมารขี้เก๊กคนนี้ทำตัวได้แเีจริงๆ ใบหน้าคมคายเรียบนิ่งสนิทจนดูเ็าไร้ความรู้สึก ั์ตาดุดันคู่นั้นกวาดมองไปรอบห้องทำงานตามหน้าที่ตรวจงานตามปกติ
เป็ไปตามกฎเหล็กข้อที่หนึ่งของผมเป๊ะๆ! คุณธีร์เดินไปคุยงานกับพี่ส้มด้วยท่าทางเป็ทางการ น้ำเสียงทุ้มต่ำที่เอ่ยออกมาเต็มไปด้วยความเคร่งขรึมและมีหลักการชัดเจน ไม่มีท่าทีสองมาตรฐานหรือชำเลืองมองผมให้ใครจับพิรุธได้เลยแม้แต่น้อย
"เื่แบบร่างทางเข้าโครงการ T-Forest รบกวนหัวหน้าแผนกช่วยเร่งมือหน่อยนะครับ ทางบอร์ดบริหารอยากเห็นความคืบหน้าภายในสัปดาห์นี้"
คุณธีร์เอ่ยสั่งงานเสียงเรียบ
"ได้ค่ะบอส ทางแผนกกำลังปรับปรุงแก้ไขรายละเอียดส่วนสุดท้ายอยู่ค่ะ คาดว่าจะส่งแฟ้มเสนออนุมัติได้ภายในเย็นนี้แน่นอนค่ะ"
พี่ส้มตอบรับเสียงสุภาพนอบน้อม ผิดกับท่าทางะโโลดเต้นเมื่อตอนกลางวันลิบลับ
ทว่า... ในจังหวะที่คุณเก๋กำลังเปิดแฟ้มเสนอเอกสารอื่นๆ ให้คุณธีร์ดู และพี่ส้มกำลังหันไปค้นหาไฟล์งานเพิ่มเติมในคอมพิวเตอร์นั่นเอง สายตาคมคายคู่นั้นกลับลอบชำเลืองช้อนมองข้ามไหล่พี่ส้ม ตรงดิ่งมายังโต๊ะทำงานมุมห้องของผมทันที
จากแววตาดุเก๊กขรึมเมื่อครู่ พลันเปลี่ยนเป็สายตาที่ทอประกายหวานเชื่อม เต็มไปด้วยความรักใคร่ระคนห่วงใยที่ปิดไม่มิด สายตานั้นเหมือนพยายามจะถามผมผ่านทางกระแสจิตว่า 'คนดีของพี่ เป็ยังไงบ้างครับ เหนื่อยไหม ทำงานไหวหรือเปล่า'
ผมที่กำลังถือปากกาเตรียมจะร่างเส้นถึงกับชะงักกึก ผิวแก้มร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ พยายามรักษามาดนิ่งด้วยการเม้มริมฝีปากแน่น ทำหน้านิ่งเก๊กขรึมใส่บอสเพื่อไม่ให้โดนจับพิรุธได้ แต่พอบอสเห็นผมทำหน้าบูดใส่ เขากลับแอบกระตุกยิ้มมุมปากนิดๆ อย่างนึกเอ็นดู ยิ่งทำให้ผมเขินจนอยากจะเอาหน้ามุดลงไปในลิ้นชักโต๊ะทำงานให้รู้แล้วรู้รอด โชคดีที่พี่ส้มหันกลับมาพอดี คุณธีร์จึงรีบปรับเปลี่ยนสีหน้ากลับมาเรียบนิ่งขรึมดุดันดังเดิมในเสี้ยววินาที
โบ๊ะเเตกสุดๆ ไปเลยเ้านายผม! หน้าขรึมใส่คนทั้งโลก แต่หางตาดันส่งกระแสความคลั่งรักมาให้เด็กฝึกงานสลับไปสลับมาแบบนี้ ผมล่ะกลัวว่าสักวันพี่ส้มจะจับได้จริงๆ เลยให้ตายเถอะ!
—--------------
หลังจากบอสจอมเก๊กและเลขาฯ เดินกลับขึ้นลิฟต์แก้วตรงไปยังชั้น 45 เรียบร้อยแล้ว เสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่ผ่อนคลายความเกร็งดังขึ้นพร้อมๆ กันทั่วทั้งแผนก พี่ส้มยกมือขึ้นทาบอกบ่นพึมพำว่าเกือบจะหัวใจวาย ส่วนผมได้แต่หัวเราะแก้เขินเงียบๆ
ผมดึงความสนใจกลับมาที่งานออกแบบตรงหน้า เปิดสมุดสเกตช์ภาพส่วนตัวเล่มหนาที่วางทิ้งไว้บนโต๊ะทำงานเพื่อเตรียมตัวสเกตช์ภาพลายเส้นไอเดียทางเข้าโครงการ T-Forest ต่อ ทว่าทันทีที่ผมกางหน้ากระดาษแผ่นใหม่ออกมา สายตาของผมก็พลันไปสะดุดเข้ากับกระดาษโน้ตโพสต์อิทสีเหลืองลายน่ารักแผ่นหนึ่งที่แปะอยู่ตรงมุมบนขวาของหน้ากระดาษ
มันเป็โพสต์อิทรูปน้องหมาโกลเด้นรีทรีฟเวอร์หูตูบตาแป๋ว... ซึ่งดูแล้วไม่เข้ากับมาดผู้บริหารระดับสูงสุดเนี้ยบสีหน้าไร้อารมณ์คนนั้นเลยแม้แต่นิดเดียว!
บนโพสต์อิทแผ่นนั้นมีลายมือตวัดหวัดๆ ลายเส้นคมชัดเจนเขียนด้วยหมึกปากกาเจลสีดำ ซึ่งผมจำได้แม่นยำว่าเป็ลายมือของคุณธีร์ ข้อความระบุว่า:
'เย็นนี้ทานมื้อค่ำด้วยกันนะครับคนดี... พี่อยากไปส่งพู่กันที่คอนโดด้วย - พี่ธีร์'
ผมมองข้อความนั้นแล้วอมยิ้มกว้างจนแก้มแทบจะแตก หัวใจพองโตฟูฟ่องไปด้วยความหวานละมุนที่แผ่ซ่านไปทั่วทั้งอก ความใส่ใจเล็กๆ น้อยๆ และความพยายามที่จะทำตัวน่ารักของบอสใหญ่มันน่าเอ็นดูจนผมทนเฉยไม่ได้
ผมเหลือบซ้ายแลกขวา ลอบสังเกตเพื่อนร่วมงานรอบข้างอย่างระมัดระวังประหนึ่งกำลังทำภารกิจลับระดับชาติ เมื่อเห็นว่าพี่ส้มกำลังง่วนอยู่กับการบรีฟงานให้ไอ้เติ้ล และไม่มีใครสนใจมองมาทางนี้ ผมจึงรีบหยิบปากกาเจลหัวการ์ตูนสีเขียวเข้มขึ้นมา เขียนข้อความตอบกลับใต้ประโยคของคุณธีร์ด้วยความนึกสนุกปนโบ๊ะบ๊ะว่า:
'ตกลงครับบอส...แต่บอสต้องเลี้ยงชานมไข่มุกหวานร้อยเปอร์เซ็นต์ให้ผมหนึ่งแก้วด้วยนะ! ห้ามเบี้ยวเด็ดขาด!'
ผมเขียนตอบเสร็จก็แอบขำเบาๆ กับตัวเอง ดึงกระดาษโพสต์อิทแผ่นนั้นออกมา แล้วนำไปแปะไว้ที่มุมด้านในของแฟ้มเอกสารสรุปความคืบหน้างานออกแบบชิ้นแรกของโครงการ T-Forest ซึ่งเป็แฟ้มที่ผมเพิ่งสรุปรายงานเสร็จ และกำลังจะต้องรวบรวมส่งต่อให้คุณเก๋เพื่อนำขึ้นไปเสนอให้บอสธีร์เซ็นอนุมัติที่ชั้น 45 ใน่บ่ายแก่ๆ วันนี้พอดี
การส่งข้อความโต้ตอบลับๆ ผ่านแฟ้มงานในเวลางานแบบนี้ ทั้งเสียวไส้ว่าจะโดนจับได้ ทั้งตื่นเต้น และคันยุกยิกหัวใจชะมัด!
ผมปิดแฟ้มเอกสารลงด้วยรอยยิ้มพรายเต็มใบหน้า หยิบแฟ้มเดินไปวางที่โต๊ะส่งงานกลางของแผนกเพื่อเตรียมส่งขึ้นชั้นบน ก่อนจะเดินกลับมานั่งที่โต๊ะทำงานด้วยความรู้สึกสดชื่นแจ่มใส ความสัมพันธ์ลับๆ ภายใต้กฎเหล็กสามข้อกับชานมไข่มุกของคนดีเริ่มต้นขึ้นแล้ว และผมก็คิดว่า... มันเป็จุดเริ่มต้นที่แสนหวานและอบอุ่นหัวใจที่สุดเลยล่ะครับ