สายลมยามค่ำคืนพัดสู่อ้อมแขน จันทร์กระจ่างลอยเด่น ในตอนที่เซี่ยงอวี่นำทหารองครักษ์เร่งมาถึงนั้น มือสังหารส่วนใหญ่ก็ถูกจัดการไปเรียบร้อยแล้ว
หลังเซี่ยงอวี่จัดการเรื่องจับกุมตัวเสร็จสิ้น กลับได้ยินขันทีนางกำนัลบอกว่ามีองค์หญิงหายตัวไป คุณชายจางเอ่อร์รีบเร่งตามไปช่วยเหลือแล้ว
“ไม่เห็นยายหนูสวินในงานเลี้ยง หรือนางจะอยู่กับสหายเอ่อร์” เซี่ยงอวี่นึกกังวลใจ รีบนำกำลังทหารออกค้นหาทั่วทุกที่ ไม่อาจปล่อยให้พวกเขาตกอยู่ในอันตรายได้แม้แต่น้อย!
อีกด้านนั้นจู่ๆ จ้าวเมี่ยวหลานก็โดนบุรุษคนหนึ่งลากเข้าไปในภูเขาจำลอง บุรุษผู้นั้นคาดว่าเป็นยอดฝีมือร่ำเรียนวรยุทธ์ อีกฝ่ายบีบข้อมือนางจนรู้สึกเจ็บ
ครั้นเงยหน้าขึ้นก็เห็นว่าเป็นหลิวปัง เมี่ยวหลานมุ่ยปากถามด้วยสีหน้าไม่พอใจนัก “เหตุใดเพ่ยกงต้องบันดาลโทสะกับหลานเอ๋อร์เช่นนี้ด้วย”
หลิวปังดูท่าทางโกรธเกรี้ยวยิ่ง คู่ดวงตาค่อยๆ เปลี่ยนเป็นดุดันรุนแรง ถามซักนางด้วยท่าทางเหี้ยมเกรียม “เหตุผลที่ข้าร่วมมือกับเจ้าในตอนนั้น ก็เพราะข้าต้องการกำจัดคุณชายจางเอ่อร์ เจ้าถึงกับทรยศเจตนาของข้า คิดทำร้ายองค์หญิงสวิน!”
เมี่ยวหลานเป็นคนชอบเอาชนะ ในใจจึงไม่ยินยอม แค่นเสียงขึ้นจมูก เอ่ยถามด้วยท่าทางโอหัง “ถ้าเช่นนั้นเหตุใดท่านถึงส่งนักฆ่ามาลอบสังหารข้างกายเสด็จพ่อข้าเล่า เรื่องนี้จะอธิบายอย่างไร”
หลิวปังโมโหหอบหายใจแรง “แล้วจ้าวอ๋องบาดเจ็บหรือไม่เล่า บัดนี้พี่สาวของเจ้าหายตัวไปอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ เจ้าตั้งใจจะทำอะไรกันแน่ ข้าขอเตือนเจ้าไว้ ต่อไปไม่อนุญาตให้เจ้าทำร้ายองค์หญิงสวินอีก!”
‘เหตุใดใครๆ ก็ชมชอบจ้าวเสวี่ยสวินกันหมด’ คิดเรื่องนี้ทีไร ในใจเมี่ยวหลานก็ยิ่งขุ่นแค้น สักวันนางจะทำให้จ้าวเสวี่ยสวินหายไปจากสายตาให้ได้!
…
ในทางลับ ขณะจ้าวเสวี่ยสวินค่อยๆ งัวเงียตื่นขึ้นมา ก็พบว่าญาติผู้พี่ที่อยู่ข้างกายดูแปลกไปเล็กน้อย
เห็นเพียงจางเอ่อร์นอนหลับลึก ใบหน้าขึ้นสีแดง นางรีบยกมือขึ้นแตะดูทันที หน้าผากเขาร้อนจัดจนน่ากลัว คล้ายจะไข้ขึ้นสูง!
‘จะต้องเป็นผลมาจากแผลติดเชื้อแน่!’ เสวี่ยสวินร้อนใจดั่งไฟสุม จำต้องฉีกกระโปรงตัวเองออก ใช้น้ำในบ่อชุบจนเปียกแล้ววางซับบนหน้าผากอีกฝ่าย
แม้ทำเช่นนี้จะยังไม่เห็นผลของการลดไข้ชัดเจน ทว่าในทางลับนั้นขาดแคลนเสื้อผ้าและยารักษา ได้แต่หวังว่าเขาจะสบายตัวขึ้นสักหน่อย
ผ่านเวลามาหลายชั่วยาม เสวี่ยสวินไม่รู้ล้างกระโปรงไปแล้วกี่หน เช็ดหน้าผากให้เขาไปแล้วกี่ครั้ง
ไม่รู้ผ่านไปเนิ่นนานเพียงใด ในที่สุดจางเอ่อร์ก็ค่อยๆ ได้สติฟื้นขึ้น เห็นเสวี่ยสวินกำลังดูแลตนด้วยสีหน้าเป็นกังวล อีกทั้งชายกระโปรงบนชุดนางก็ขาดวิ่นรุ่งริ่ง เขาคล้ายจะเข้าใจบางอย่าง
คิ้วกระบี่คมสันเฉียงขึ้นของจางเอ่อร์ขมวดเข้าหากันน้อยๆ คว้ามือนางไว้ เอ่ยคำอย่างปวดใจ “สวินเอ๋อร์ ขอโทษ วันนั้นข้าไม่น่าตำหนิเจ้าเช่นนั้นเลย...”
ครั้นเสวี่ยสวินเห็นว่าญาติผู้พี่ตื่นแล้ว ก้อนหินที่ถ่วงหนักอยู่ภายในใจก็หลุดร่วงลงในที่สุด คิดไม่ถึงว่าประโยคแรกของเขาจะเป็นคำพูดขอโทษตน ทำเอานางหลุดหัวเราะออกมาทีเดียว
“ข้าหายโกรธนานแล้ว ตอนนี้ที่ข้าเป็นห่วงคือท่าน แล้วก็ความปลอดภัยของพวกเสด็จพ่อ!”
จางเอ่อร์พยักหน้า มุมปากยกยิ้มไร้เรี่ยวแรง “เช่นนั้นก็ดีแล้ว ข้ากลัวว่าเจ้าจะโกรธข้า ไม่สนใจข้าอีก!”
เสวี่ยสวินอดหัวเราะไม่ได้ “ข้าไม่ใช่ท่านเสียหน่อย คิดไม่ถึงว่าคุณชายจางเอ่อร์ผู้เลื่องชื่อลือนาม จะคิดมากคาใจกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ พวกนี้ด้วย”
สองคนกำลังหยอกล้อขบขัน จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวแว่วมาจากด้านนอกเป็นระยะ คล้ายจะมีองครักษ์ในวังรีบเร่งมาถึงแล้ว เสียงนี้ฟังดูคุ้นหูอย่างประหลาด
“สหายเอ่อร์ ยายหนูสวิน”
“เป็นเสียงของพี่ใหญ่เซี่ยง!”
เสวี่ยสวินตื่นเต้นดีใจ รีบตะโกนไปทางปากบ่อ “พี่ใหญ่เซี่ยง ข้าอยู่ในนี้ ข้ากับพี่ชายติดอยู่ในบ่อน้ำ!”
เซี่ยงอวี่ได้ยินเสียงตอบของเสวี่ยสวินก็ดีใจเป็นอย่างยิ่ง รีบสั่งลูกน้องให้หาเชือกมา เขาแทบทนรอไม่ไหว อยากช่วยนางขึ้นมาบัดเดี๋ยวนั้น!
แท้ที่จริงเซี่ยงอวี่วนหามาหลายรอบแล้ว แต่เพิ่งตามหาถึงตำหนักของจยาฮูหยินสมัยยังมีชีวิตอยู่
ตำหนักแห่งนี้ถูกจ้าวอ๋องจัดให้เป็นเขตหวงห้ามนานแล้ว กว่าจะหาที่นี่เจอไม่ง่ายเลยจริงๆ โชคดีที่พบศพมือสังหารอยู่แถวริมบ่อ จึงคิดว่าไม่แน่สหายเอ่อร์กับยายหนูสวินอาจจะอยู่บริเวณใกล้ๆ นี้!
เขาผูกเชือกกับก้อนหินแล้วโยนลงมาก้นบ่อ ทีแรกเสวี่ยสวินอยากให้จางเอ่อร์ขึ้นไปก่อน แต่ไม่ว่าจะพูดอย่างไรเขาก็ไม่ยอม ยืนกรานมัดเชือกไว้กับเอวหญิงสาวแล้วส่งนางขึ้นไปก่อน
ผู้ที่รับเสวี่ยสวินขึ้นมาคือพี่ใหญ่เซี่ยงคนที่นางคะนึงหาสุดหัวใจ ตนที่ข่มกลั้นอารมณ์มาเนิ่นนาน ในที่สุดเวลานี้ก็ระเบิดออกมาทั้งหมด
นางกอดเซี่ยงอวี่แน่น หยดน้ำตาเปรอะเปื้อนเต็มหน้า ร้องไห้ส่งเสียงสะอื้น ซบศีรษะลงกับแผ่นอกแกร่งของเขา “พี่ใหญ่เซี่ยง สวินเอ๋อร์นึกว่าจะไม่ได้เจอท่านแล้วเสียอีก...”
ตอนจางเอ่อร์ขึ้นมาบังเอิญเห็นภาพฉากนี้เข้าพอดี เลือดทั่วทั้งสรรพางค์กายคล้ายจับตัวเย็นแข็งค้าง ขั้วหัวใจราวกับถูกคนปักมีดแทงลงมา เจ็บปวดยิ่งกว่าบาดแผลบนร่างกายร้อยเท่าพันเท่า!
เวลานี้เองจ้าวอ๋องและพระอัครมเหสีทราบข่าวแล้วก็เร่งรุดตามมา แต่กลับเห็นฉากเหตุการณ์นี้เข้า
รูม่านตาพระอัครมเหสีเบิกกว้าง แค่นเสียงเยาะหยัน เอ่ยคำแฝงเจตนาประชดถากถาง “บังอาจ! เป็นแค่องครักษ์กระจอกๆ คนหนึ่ง กล้าทำตัวไร้มารยาทกับองค์หญิงเช่นนี้ ช่างไร้ยางอายนัก!”
เซี่ยงอวี่ได้ยินดังนั้น หัวใจก็พลันสั่นสะท้าน กุมไหล่ของเสวี่ยสวินไว้อย่างไม่อยากจะเชื่อ ผลักนางออกเบื้องหน้าตน จ้องมองนางอยู่พักใหญ่กว่าจะกล่าวคำ “เจ้า...เป็นองค์หญิงหรือ”
เสวี่ยสวินไม่เคยเห็นสีหน้าท่าทางเช่นนี้ของเซี่ยงอวี่มาก่อน จึงรีบอธิบายแก้ตัว “พี่ใหญ่เซี่ยง ข้าไม่ได้ตั้งใจจะปิดบังท่าน ข้าแค่ไม่อยากให้เราวางตัวห่างเหินกันเพียงเพราะฐานะของข้า...”
เซี่ยงอวี่มิได้เอ่ยตอบ เพียงแต่เปลี่ยนไปเฉยเมยเย็นชาต่างจากเดิม สีหน้าครึ้มเข้มดำทะมึน ไม่ว่าเสวี่ยสวินจะอธิบายเช่นไรเขาก็นิ่งเฉยไม่โต้ตอบ ยืนเงียบอยู่ข้างๆ ไม่เปล่งวาจาอีกต่อไป
จ้าวอ๋องเห็นเสวี่ยสวินไม่ได้เป็นอะไรร้ายแรงก็หาได้แสดงสีหน้ายินดีออกมา เพียงสั่งให้หมอหลวงพาทั้งคู่กลับไปตรวจรักษาให้ดีๆ จากนั้นเดินจากไปพร้อมพระอัครมเหสี
ในใจเสวี่ยสวินค่อนข้างผิดหวัง ตอนนี้เสด็จพ่อไม่สนใจเป็นห่วงตน กระทั่งพี่ใหญ่เซี่ยงก็ยังทำเหมือนคนเดินผ่านไม่รู้จักกัน เพียงชั่วเวลาเดียวก็รู้สึกเหนื่อยล้าทั้งกายใจ เบื่อหน่ายกับชีวิตในรั้ววังเช่นนี้เต็มทน!
จางเอ่อร์อ่านความคิดนางออก เข้ามายืนข้างๆ จับมือนางไว้แน่น แสดงออกเป็นเชิงปลอบใจ
ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม เขาจะยืนอยู่เคียงข้างนาง!
…