บทที่ 18วิชาดาบ
[ดาบไวประหนึ่งวายุ:เมื่อฝึกฝนหรือใช้งานวิชาดาบใดๆ ความเร็วในการออกดาบจะเพิ่มขึ้นสามส่วน]
สามส่วนอาจดูเหมือนไม่มากแต่ในสนามรบที่ตัดสินผลแพ้ชนะในเสี้ยววินาทีความเร็วที่เพิ่มขึ้นมานี้ก็น่ากลัวเกินไปแล้ว
ลู่เฟิงใช้เวลาเพียงวันเดียวขัดเกลาวิชาดาบผ่าฟืนจากระดับเริ่มต้นจนถึงขั้นสมบูรณ์
ความเหนื่อยล้าของมันยังเทียบไม่ได้กับการฝึกหมัดสิบสองรูปแบบเพียงรอบเดียวด้วยซ้ำ
ต่อให้การทะลวงขีดจำกัดในครั้งต่อๆไปจะยากขึ้นหลายเท่า อย่างมากเขาก็คงใช้เวลาเพิ่มขึ้นเพียงไม่กี่วันเท่านั้น
'หากทุกครั้งที่ทะลวงระดับ ความเร็วเพิ่มขึ้นอีกสามส่วนสะสมไปไม่ถึงครึ่งปี ดาบของข้าคงเร็วกว่าเดิมเท่าตัวถึงตอนนั้นต่อให้เป็นภูตผีวิญญาณร้ายก็ไม่มีทางหลบพ้น'
เมื่อคิดได้ดังนั้นสิ่งที่เขาต้องทำเป็นลำดับถัดไปคือการหาอาวุธที่เหมาะมือและเสาะหาวิชาดาบที่แท้จริงมาฝึกฝน
ท้องฟ้าเนืองแน่นไปด้วยเมฆสีตะกั่วลมหนาวหวีดหวิวพัดผ่านยอดไม้แห้งโกร๋นราวกับเสียงคร่ำครวญ
บรรยากาศในลานผ่าฟืนดูเยือกเย็นเด็กหนุ่มสามคนห่อไหล่ซุกตัวอยู่ในเสื้อผ้าเนื้อหนา
ท่อนไม้แช่แข็งในฤดูนี้เหนียวและแข็งราวกับก้อนเหล็ก ต่อให้พวกเขาทุ่มแรงจามขวานลงไปหลายครั้งก็ทำได้เพียงสร้างรอยบากเล็กๆ เท่านั้น
เด็กหนุ่มร่างเตี้ยอ้วนคนหนึ่งกำลังจะอ้าปากสบถทว่าสายตาของเขากลับพลันค้างเติ่งเมื่อหันไปมองลู่เฟิง
อีกฝ่ายสวมเพียงเสื้อผ้าฝ้ายเนื้อบางแขนเสื้อที่ขยับขึ้นเผยให้เห็นเส้นสายกล้ามเนื้อ
ทุกครั้งที่ลู่เฟิงยกขวานขึ้นมันแฝงไว้ด้วยจังหวะอันพิสดาร ราวกับเขาไม่ได้กำลังผ่าฟืนหยาบๆทว่ากำลังร่ายรำวิชาดาบชั้นเลิศ
คนทั่วไปต้องตั้งท่อนไม้ให้ตรงจับด้ามขวานให้มั่น เล็งแนวแล้วรวบรวมแรงสับลงไปซ้ำๆ
แต่ลู่เฟิงกลับโยนท่อนไม้หนาลงพื้นอย่างสบายอารมณ์และก่อนที่มันจะทันตกกระทบพื้นดิน คมขวานในมือก็ทิ้งรอยเงาซ้อนวูบผ่านไปทันที
แกร๊ก!
ท่อนไม้หนาเท่าชามแยกออกเป็นสองซีกในพริบตารอยตัดเรียบกริบราวกับถูกวัดด้วยไม้บรรทัด
'เร็วกว่าเมื่อวานมาก ไม่ใช่ตาฝาดแน่...นี่เขาผ่าฟืนในส่วนของจ้าวเทียนซิงเกือบจะเสร็จหมดแล้วรึ!'
เด็กอ้วนทั้งตกใจ และริษยา
ในขณะที่คนอื่นๆแห่กันไปประจบสอพลอจ้าวเทียนซิงผู้มีชื่อเสียงโด่งดังแต่เขากลับรู้สึกว่าลู่เฟิงผู้เงียบขรึมคนนี้ต่างหากที่เป็นสัตว์ประหลาดซ่อนคมตัวจริง
เห็นทีต้องหาโอกาสผูกมิตรไว้เสียแล้ว
[ค่าประสบการณ์วิชาดาบผ่าฟืน+1]
[ทักษะ:วิชาดาบผ่าฟืน (ทะลวงขีดจำกัดครั้งที่หนึ่ง 125/3000) (คุณลักษณะ: ดาบไวประหนึ่งวายุ)]
ลู่เฟิงใช้นิ้วลูบไล้ไปตามสันขวานพลางครุ่นคิดความเร็วที่เพิ่มขึ้นจากวันแรกไม่ได้มาจากคุณลักษณะดาบไวประหนึ่งวายุเพียงอย่างเดียว
ทว่ารวมถึงปราณโลหิตและพละกำลังของกล้ามเนื้อที่แข็งแกร่งขึ้นด้วย
เมื่อพลังอันหนักหน่วงผสานเข้ากับความเร็วท่อนไม้แช่แข็งจึงเปราะบางไม่ต่างจากเส้นฟาง
หากเปลี่ยนจากขวานทู่เป็นดาบยาวคมกริบแล้วฟันเข้าที่ลำคอคนต่อให้เป็นผู้ที่ผ่านห้าด่านวางรากฐานก็คงยากจะรับมือ
สายตาของเขาเผลอเลื่อนไปหยุดอยู่ที่ลำคอของเด็กอ้วนโดยไม่ตั้งใจก่อนจะยกขวานขึ้นมาลองฟันลมช้าๆ สองครั้ง
เด็กอ้วนรู้สึกเย็นวาบตั้งแต่แผ่นหลังแล่นขึ้นไปถึงกระหม่อมพอสบตากับลู่เฟิงก็หน้าซีดเผือดลงทันที
'ไอ้หมอนี่มันกำลังเล็งคอข้าชัดๆ!ข้าไปมีเรื่องแค้นเคืองอะไรกับมันตั้งแต่เมื่อไหร่กัน!'
ลู่เฟิงวางขวานลงทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ก่อนจะเอ่ยปากถามขึ้นลอยๆ
"วิชาในหอคัมภีร์อย่างเช่นวิชาดาบ พวกเราสามารถเข้าไปเรียนได้ฟรีหรือไม่?"
เด็กหนุ่มทั้งสามคนหันมามองหน้ากันก่อนที่เด็กอ้วนจะรีบส่ายหัวดิก
"ใต้หล้าไม่มีของฟรีหรอกนอกจากหมัดสิบสองรูปแบบที่เป็นวิชาพื้นฐานแล้ว วิชาอื่นต้องใช้เงินซื้อทั้งสิ้น”
“วิชาดาบระดับล่างสุดอย่างน้อยก็ต้องใช้เงินถึงยี่สิบตำลึงเงินส่วนวิชาชั้นสูงขึ้นไปต้องเป็นศิษย์สืบทอดสร้างผลงานให้พรรคเท่านั้นคนทั่วไปต่อให้มีเงินก็ไม่มีสิทธิ์ได้เห็น"
ลู่เฟิงขมวดคิ้วเล็กน้อยทรัพย์สินทั้งหมดที่เขาติดตัวมาจากบ้านมีเพียงหนึ่งร้อยยี่สิบเหรียญทองแดงกับแป้งย่างไม่กี่แผ่นเงินยี่สิบตำลึงจึงเป็นเรื่องไกลเกินเอื้อมในยามนี้
"เจ้าคิดจะซื้อวิชาดาบงั้นรึ?"
เด็กหนุ่มอีกคนถาม
"แค่อยากเรียนน่ะแต่กระเป๋าว่างเปล่าคงทำได้แค่คิด"
ลู่เฟิงตอบเรียบๆ
อย่างไรก็ตามหากแต้มพลังวิญญาณของเขาสะสมครบยี่สิบแต้มเขาก็จะสามารถใช้ระบบสกัดประสบการณ์วิชาดาบเจ็ดดาราร้อยเรียงจากท่วงท่าดาบของหลี่ชิงเสวี่ยได้ซึ่งวิชานี้ขึ้นชื่อว่ารวดเร็วที่สุดในเมืองฟงหมิง
ปัจจุบันอาหารสามมื้อและน้ำแกงยาสามชาม มอบแต้มพลังวิญญาณให้เขาเฉลี่ยวันละ 1.8 ถึง 2.1 แต้ม รออีกเพียงสิบกว่าวันก็คงเพียงพอแล้ว
เด็กหนุ่มอีกคนหัวเราะในลำคอ
"ขั้นบำรุงโลหิตยังไม่ทะลวงรากฐานยังไม่มั่นคงก็คิดจะเรียนวิชาดาบแล้วหรือ หาเรื่องลำบากแท้ๆ"
เพื่อนอีกสองคนพยักหน้าเห็นด้วยวิชาอาวุธต้องใช้พลังปราณโลหิตหนุนนำลำพังเพียงแค่ฝึกหมัดวันละไม่กี่รอบก็แทบจะหมดแรงกันอยู่แล้ว
หากต้องแบ่งเวลาไปฝึกดาบอีกย่อมเท่ากับการละทิ้งรากฐานเพื่อไปคว้าเพียงปลายกิ่งไม้อย่างน้อยที่สุดควรรอให้ถึงขั้นหลอมโลหิตหรือฝึกวิชาหมัดให้ถึงขั้นเชี่ยวชาญเสียก่อน
ลู่เฟิงรู้ดีว่าคำเตือนของคนเหล่านี้มาจากความหวังดีทว่าเขามีระบบ และคุณลักษณะดาบไวประหนึ่งวายุย่อมไม่อาจใช้มาตรฐานของคนทั่วไปมาตัดสินได้
เมื่อปราณโลหิตหนาแน่นขึ้นเขาก็สามารถเพิ่มรอบการฝึกหมัดได้เองเพียงแค่เจียดเวลาลดการฝึกหมัดลงสักสองรอบมาใช้ฝึกดาบก็เกินพอแล้ว
ทันใดนั้นเสียงของเฉาเฟิงก็ดังขึ้นจากบริเวณทางเข้าลานน้ำเสียงไม่เบาไม่ดังทว่ากังวานเด่นชัดในหูของทุกคน
"เจ้าคิดจะเรียนดาบอย่างนั้นหรือ?"
เด็กหนุ่มทั้งสามคนลุกพรวดขึ้นยืนด้วยความตกใจลู่เฟิงหันไปมองตามเสียงเห็นเฉาเฟิงยืนเอามือไพล่หลังอยู่ไม่รู้ว่ามาถึงตั้งแต่เมื่อใด
"คารวะครูฝึก!"
ไม่รอให้ลู่เฟิงได้ทันเอ่ยปากตอบเท้าขวาของเฉาเฟิงก็เตะท่อนไม้ที่วางอยู่บนพื้นอย่างแรงท่อนไม้ดิบลอยละลิ่วพุ่งตรงเข้าใส่หน้าอกของลู่เฟิงรวดเร็วประหนึ่งลูกธนู
ลู่เฟิงตวัดขวานในมือสวนกลับไปตามสัญชาตญาณทันที
แกร๊ก!
ท่อนไม้หนากลางอากาศถูกผ่าแยกออกจากกันตรงกึ่งกลางอย่างแม่นยำซีกไม้ทั้งสองท่อนร่วงกระแทกพื้น ท่ามกลางสายตาที่แข็งค้างของเด็กหนุ่มทั้งสามคน