โฉมงามสามลิขิต

    บทที่ 37 ตอบแทนที่ท่านเคยช่วย

            เฟิงฮวาไม่สบอารมณ์ยิ่งนักฝ่าบาทมิเคยจูบนางรุนแรงแบบนี้มาก่อนนางเป็นสตรีก็ควรจะได้รับการทะนุถนอมสิถึงจะถูก ตอนนี้…นางจะยังเอาหน้าไปไว้ที่ไหนได้อีก

            ถ้าฝ่าบาทรู้ความคิดของนางคงจะแค่นเสียงใส่นางแล้วบอกว่า 'ก็ไว้บนคอเจ้าเช่นเดิมนี่แหละ'

            ‘ข้าก็จูบแบบนี้ทุกครั้ง แต่เพราะครั้งก่อนๆเป็นตอนกลางคืนปากของเจ้าเลยยุบบวมทันตอนเช้าพอดี เจ้าคงมิรู้ตัว’ 

     

            ทางด้านเหล่าองครักษ์เมื่อได้ยินเสียงของฝ่าบาทพวกเขาพากันกระโดดเข้ามาหาโดยมิทันได้ไตร่ตรองว่าบรรยากาศนั้นน่ากระอักกระอ่วนเพียงใดแต่จะให้ถอนตัวเวลานี้ก็สายไปเสียแล้ว

            บังเอิญว่าสายตาหันไปเห็นใบหน้าของเฟิงฮวาเข้าพอดี

            นี่แม่นาง…ปากของท่านทำไมบวมเป่งเช่นนี้…

            คิดได้ดังนั้นใบหน้าพวกเขาพลันร้อนผ่าวขึ้นมาเอ่อ...เมื่อครู่ท่านสองคน รุนแรงถึงเพียงนี้เชียวหรือ

            เฟิงฮวาไม่ต้องเดาเลยว่าในหัวพวกเขากำลังคิดอะไรอยู่รีบปิดปากวิ่งออกไปจากตรงนั้นอย่างรวดเร็ว “ฝากไว้ก่อนเถอะ” วิ่งไปด้วยแหกปากตะโกนไปด้วยโดยมิสนขนบธรรมเนียมกุลสตรีใดใดอีกแล้ว

            เหล่าองครักษ์พากันหัวเราะกับท่าทางเขินอายของนางที่หาดูได้ยากยิ่งนัก

            นางหนีไปหลบอยู่ไกลจากกลุ่มพวกเขาพอให้พ้นสายตาจนล่วงเข้ายามห้าย เสียงเรียบนิ่งของฝ่าบาทก็ดังขึ้น “เฟิงฮวา…มาตรงนี้เถอะ หายโกรธได้แล้ว”หากจับสังเกตดีดีก็จะรู้สึกได้ว่าในน้ำเสียงของเขายังคงอ่อนแรงอยู่หลายส่วน

            แม้ว่านางยังโมโห...แต่ก็เป็นกังวลกับบาดแผลของฝ่าบาทเช่นกันจึงยอมกลับไปแต่โดยดี

            นางเดินผ่านองครักษ์ที่นั่งล้อมกองไฟเป็นกลุ่มๆอีกเพียงสองก้าวก็จะถึงตัวฝ่าบาทแล้ว จู่ ๆก็มีคนถือมีดพุ่งเข้ามาหานางอย่างรวดเร็ว

            เฟิงฮวาเบี่ยงตัวหลบในจังหวะแรกแต่การเบี่ยงตัวของนางกลับกลายเป็นว่าเปิดโอกาสให้ผู้จู่โจมสาดผงยามึนเมาเข้าใส่มีดในมือจ้วงแทงมาที่นางอีกครั้ง ชั่วขณะนั้น จะหนีก็คงมิทันแล้วนางยกมือป้องกันเท่าที่จะทำได้ ‘อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด’

            ‘ชิ้ง’ ประกายเสียดสีของอาวุธบังเกิดขึ้น

            เจียวหวงเป็นคนที่อยู่ใกล้นางที่สุดเขาพุ่งตัวเข้าไปขวางโดยไม่ลังเลคมกระบี่ตั้งรับไว้ได้ทันก่อนมีดจะแทงถูกเฟิงฮวา

            ฝ่าบาทและคนอื่นๆที่อยู่ไกลออกไปต่างมิคาดคิดกับเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อนการตอบสนองของพวกเขาจึงช้ากว่าเจียวหวง มิใช่แค่ช้ากว่าแต่ตอนที่กำลังจะเคลื่อนไหวกลับรู้สึกเหมือนว่ากำลังภายในถูกสะกดไว้ ร่างกายแข็งค้าง

            เจียวหวงต้านรับได้เพียงครู่เดียวเรี่ยวแรงก็เริ่มหมด กระอักเลือดออกมาหนึ่งคำ 'พรู่ด' การทรงตัวเริ่มทำได้ยากจึงผลักอีกฝ่ายออกไปแล้วใช้ปลายกระบี่กดพื้นไว้เพื่อตั้งหลัก

            เฟิงฮวาสายตาพร่ามัวมองเห็นไม่ชัดว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่นางอยากจะช่วยเจียวหวงแต่ก็กลัวว่าจะพลาดไปทำร้ายเขาพยายามจับทิศทางการเคลื่อนไหวของคนทั้งสอง

            คนร้ายถูกกระแทกจนถอยร่นไปเพียงเล็กน้อยเขาอาศัยจังหวะนั้นเปลี่ยนทิศทางอย่างรวดเร็วพุ่งเข้าหาเฟิงฮวาแทน

            ‘ฉึก’ เสียงมีดแทงทะลุร่างกายพร้อมกับเลือดสดพุ่งออกมา

            หนึ่งสตรีหนึ่งบุรุษล้มลงไปนอนกองกับพื้น

            ส่วนคนร้ายก็ยืนหยุดนิ่งมิเคลื่อนไหว...

     

            เวลาผ่านไปเหล่าองครักษ์คนอื่นและฝ่าบาทเริ่มกลับมามีเรี่ยวแรงเป็นปกติพวกเขาตระหนักได้ว่าเมื่อสักครู่ต้องเป็นค่ายกลที่ถูกใครบางคนตั้งไว้เพื่อขัดขวางพวกเขามิให้เข้าไปช่วย

            ฝ่าบาทรีบเข้ามาหาเฟิงฮวาที่นอนอยู่ที่พื้น...

            ส่วนองครักษ์ก็เข้ามาล้อมจับคนร้าย...

     

            เวลานี้สายตาเฟิงฮวาเริ่มมองเห็นชัดเจนขึ้นนางถูกร่างกายของเจียวหวงทับเอาไว้พยายามที่จะจับตัวเขาให้ลุกขึ้นแต่ไม่สามารถสู้น้ำหนักตัวของบุรุษได้มือของนางขยับไปบนร่างเขาก็พบว่ามีมีดสั้นอันนั้นปักติดอยู่...กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง เจียวหวงหายใจรวยรินแทบจะมิรับรู้เสียงของหัวใจเต้นด้วยซ้ำ

            ฝ่าบาทสบตาเฟิงฮวา'เจ้ามิเป็นอะไรใช่หรือไม่'

            นางตอบกลับด้วยสายตาเช่นกัน'ข้าปลอดภัยดี'

            เขาช่วยยกเจียวหวงออกจากตัวนางหากเป็นเวลาอื่นคงจะโมโหมากที่มีผู้ชายมานอนทับสตรีของเขาเช่นนี้แต่เวลานี้เขากลับซาบซึ้งยิ่งนัก ถ้ามิได้เจียวหวง มิรู้ว่าเฟิงฮวาจะต้องบาดเจ็บเพียงใดเขาเจ็บใจตัวเองที่มิอาจเข้ามาปกป้องนางได้ทันเวลา

     

     

            ทางด้านคนร้ายที่ถูกจับกุม

            หนึ่งในคนที่รายล้อมเขาอยู่ก็ได้ถามขึ้น“อาหลวน...เหตุใดจึงทำเช่นนี้”

            อาหลวนเป็นหนึ่งในองครักษ์ที่ติดตามฝ่าบาทมาระยะหนึ่งแล้วโดยปกติจะเป็นคนไม่ค่อยสุงสิงพูดจากับใคร แน่นอนว่าอาหลวนมิได้เอ่ยปากตอบคำถามแววตามีแต่ความว่างเปล่า

            องครักษ์หลายคนต่างก็รู้สึกแปลกใจกับอาหลวนที่อยู่ตรงหน้า 'เขาเนี่ยนะ ทำร้ายแม่นางเฟิง...ต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลแน่ๆ'

            เจียวหวงขณะนี้เริ่มรู้สึกตัวมากกว่าเดิมเล็กน้อยมีคนคอยประคองตัวเขาให้นอนพิงไว้มีดเล่มนั้นปักอยู่ในจุดอันตรายเกินกว่าที่จะสามารถดึงออกได้

            เฟิงฮวากำลังประเมินบาดแผลพอเห็นว่าเขาลืมตาขึ้นก็เอ่ยถาม “เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง”

            มือของนางพยายามคลำหายาที่เอาติดตัวมา…แต่กลับไม่เจออะไรที่จะใช้ได้ในเวลานี้เลยยาคุ้มจิตเม็ดสุดท้ายได้ให้ฝ่าบาทไปแล้วยาใส่แผลอื่นที่มีก็ใช้รักษาได้แค่แผลเล็กน้อย

            เจียวหวงมองเห็นสีหน้าหวั่นวิตกของนางก็รู้ดีว่าคงจะมิมีทางรักษาอีกแล้ว

            “แข็งใจไว้ก่อน ข้าจะต้องหาทางช่วยเจ้า" นางฝืนพูดในสิ่งที่ยังมิรู้ว่าจะสามารถทำได้จริง

            "เฮ้อ...เจ้านี่นะ ใครใช้ให้มาขวางข้ากันเล่า ชีวิตตัวเองแท้ๆ"

            แม้จะกำลังอยู่ในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานแต่คนที่ได้ยินนางพูดประโยคนี้...ก็อดกลอกตาใส่ไม่ได้...เจียวหวงเป็นองครักษ์นะแม่นาง เขาต้องทำหน้าที่ของเขา

            ก็นั่นแหละ...นางมิเคยคิดอยากให้ใครมาปกป้องเลยนางตัวคนเดียว อยู่คนเดียวจนชินแล้ว

     

            เจียวหวงส่งยิ้มเบาๆให้นาง 

            “ได้ตอบแทน...ที่ท่านเคยช่วยไว้ เจียวหวงยินดี”น้ำเสียงอ่อนล้าเป็นอย่างมาก

            ภาพในอดีตคราวที่ไปตามหากล้วยไม้พันปีผุดขึ้นบาดแผลที่ถูกงูเพลิงกัลป์รุนแรงนัก หากไม่ได้แม่นางเฟิงถึงแม้เขาจะรักษาชีวิตไว้ได้แต่คงจะพิการโดยมิต้องสงสัย

     

            “ข้าจะช่วยเจ้าอีกครั้งให้ได้ ผ่านครั้งนี้ไป วันหลังก็ไม่ต้องเสียสละอีกมีชีวิตอยู่เพื่อตัวเองเข้าใจหรือไม่”

            เฟิงฮวากำลังจะลุกไปหาสิ่งของที่จะช่วยรักษาเขานางก็ไม่รู้ว่าจะไปตามหาได้ที่ไหนเหมือนกัน แต่ไม่ลองก็คงไม่รู้ ต้องมีสักหนทางสิ

            มือของเจียวหวงยื่นมารั้งนางไว้

            ‘คงจะมิมีประโยชน์…’

            เฟิงฮวาวางมือประสานมือเขา"เจ้ามิต้องกังวล ข้ามิใช่คนที่ยอมแพ้อะไรง่ายๆกับเรื่องแค่นี้"วางใจเถอะ