ระบบตระกูลท้าปฐพีย่ำสวรรค์ 【จบ】

เล่มที่ 8 บทที่ 228 ทูตหงส์เพลิงโลหิตเข้าพบ กลิ่นอายของจักรพรรดินีแดนสรวงแห่งยุคบรรพ์!

                ภายในตำหนักเซียนกลางเขตแดนอมตะไร้แสงทั้งสามดื่มสุราและสนทนากันอย่างสนุกสนาน ระหว่างพูดคุยกันก็ตัดสินการล่มสลายของโลกแห่งเสวียนหวงแล้ว

                ทั้งสามไม่ใส่ใจโลกแห่งเสวียนหวง แม้แต่หร่านจุนที่เคยเสียท่าไปก่อนหน้านี้ก็ยังคิดเช่นเดียวกัน

                แม้เขาจะรับรู้ถึงความแข็งแกร่งของซูฉางเซิงและตนเองนั้นด้อยกว่าเล็กน้อยทว่าพลังของคนทั้งสองที่อยู่ตรงหน้าเขาเหนือกว่าตนเองมากนัก

                หากทั้งสามร่วมมือกัน ไม่ต้องพูดถึงโลกแห่งเสวียนหวงที่เล็กกระจ้อยร่อยต่อให้บุกเข้าไปในโลกเซียน ก็ยังสามารถเดินหน้าได้อย่างอิสระเว้นแต่เขตแดนของเหล่าราชันเซียนอมตะตาแก่นั่น

                เมื่อปรึกษากันเล็กน้อยทั้งสามก็เริ่มสนุกสนานกับการเสพสุข

                ในขณะนั้นเอง ราชันเซียนชั้นยอดผู้หนึ่งก็เดินเข้ามาอย่างเร่งรีบด้านนอกตำหนักแล้วรายงานว่า

                “กราบทูลฝ่าบาท ทูตจากตระกูลหงส์เพลิงโลหิตพลัดพรายขอเข้าพบ”

                เสียงดังเข้าไปในตำหนักทั้งสามที่กำลังดื่มอย่างเมามันก็ชะงักเล็กน้อย และเผยรอยยิ้มลึกลับออกมา

                “ได้ยินมาว่า บรรพบุรุษโบราณของตระกูลหงส์เพลิงโลหิตพลัดพรายฟื้นคืนชีพแล้วดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องจริง...”

                “อืมแล้วเหตุใดตาแก่ผู้นั้นถึงส่งคนมาหาข้าทันทีที่ฟื้นขึ้นมาเล่า”

                ทั้งสามมองหน้ากันจากนั้นจอมราชันเซียนอมตะหวนฉิงก็หันหน้ามองไปทางด้านนอกตำหนัก

                “ให้เขาเข้ามา”

                “พ่ะย่ะค่ะ” ราชันเซียนชั้นยอดตอบรับพร้อมกับก้มศีรษะและเดินจากไปอย่างช้าๆ

                ไม่นานนักชายวัยกลางคนผู้หนึ่งก็ถูกพาเข้ามาในตำหนักกลาง

                “คารวะจอมราชันหวนฉิง!”

                “คารวะจอมราชันหรงเหมิน จอมราชันหร่านจุน!”

                ชายวัยกลางคนมีท่าทีประหม่าเมื่อเห็นจอมราชันเซียนอมตะทั้งสามในตำหนัก ก็ตกใจกลัวอย่างมากและแสดงความตกใจออกมา

                เห็นได้ชัดว่าเขาไม่คิดว่าในเขตแดนอมตะไร้แสงนี้จะมีจอมราชันเซียนอมตะอยู่ถึงสามคนนี่มันน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก!

                ควรทราบว่าแค่จอมราชันเซียนอมตะเพียงคนเดียวก็เพียงพอที่จะปราบปรามโลกทั้งโลกแล้ว!

                โดยปกติแล้วก็เป็นเรื่องยากที่จะพบเจอ ทว่าในวันนี้กลับได้พบเจอถึงสามคนถือว่าเป็นบุญของเขาแล้ว!

                ทูตจากตระกูลหงส์เพลิงโลหิตพลัดพรายเพิ่งก้าวเข้ามาในตำหนักก็สัมผัสได้ถึงสายตาที่น่ากลัวสามสายจับจ้องมาที่ตน

                อำนาจกดดันน่ากลัว ราวกับมีเทพมารสามตนมองมาที่ตนแม้จะไม่มีเจตนาฆ่า แต่ก็ทำให้เขารู้สึกขนลุกและสันหลังเย็นวาบ!

                เหงื่อเย็นไหลซึมออกมาจากทั่วร่างอย่างไม่หยุดหย่อนและรู้สึกเหมือนขาอ่อนแรง!

                ควรทราบว่าเขาอยู่ในขอบเขตกึ่งราชันเซียนอมตะแล้วถือว่าเป็นผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่ง แต่ในตอนนี้ กลับก้าวเดินได้ยากลำบากยิ่ง!

                เหมือนมีหนามทิ่มแทงอยู่ตลอดเวลา!

                “บรรพบุรุษของเจ้าฟื้นคืนชีพแล้วหรือ”

                หวนฉิงเหลือบมองทูตผู้นั้น จากนั้นก็ละสายตาออกไปพร้อมกับกล่าวด้วยน้ำเสียงเฉยเมย โดยไม่อาจรับรู้ถึงอารมณ์ใดๆ

                “ขอรับ ท่านบรรพบุรุษเพิ่งออกมาจากการบำเพ็ญเพียร และให้ข้ามาเข้าพบจอมราชันหวนฉิง เพื่อหารือเรื่องสำคัญ ไม่คิดว่าจอมราชันหรงเหมินและจอมราชันหร่านจุนก็จะอยู่ที่นี่ด้วย...”

                ทูตหงส์เพลิงโลหิตพลัดพรายฝืนยิ้มออกมาและกล่าวประจบสอพลออย่างระมัดระวัง

                “โอ้ หรอกรึ”

                “แล้วเหตุใดเขาไม่มาด้วยตนเอง”

                หวนฉิงเหลือบมองทูตหงส์เพลิงโลหิตพลัดพรายเล็กน้อยแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงไม่พอใจอยู่บ้าง ทันใดนั้น ทูตหงส์เพลิงโลหิตพลัดพรายก็เหมือนถูกฟ้าผ่า!

                ถูกอำนาจกดดันอันน่ากลัวกระแทกจนล้มลงกับพื้นอย่างรวดเร็วและรู้สึกเจ็บปวดอย่างมาก!

                กระดูกทั่วร่างเหมือนถูกบดขยี้ไม่สามารถต่อต้านได้เลย!

                แข็งแกร่งเกินไป!

                น่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก!

                “จะ...จอมราชันโปรดระงับโทสะ!”

                “บรรพบุรุษของข้าเพิ่งฟื้นคืนชีพและกำลังฟื้นพลังเตรียมที่จะโจมตีโลกแห่งเสวียนหวง ไม่อาจปลีกตัวได้จริงๆจึงให้ข้ามาทูลต่อจอมราชัน...”

                ทูตหงส์เพลิงโลหิตพลัดพรายหวาดกลัวอย่างมากเขารู้สึกได้ว่าชีวิตของตนขึ้นอยู่กับความคิดของอีกฝ่าย จึงรีบกล่าวอธิบาย

                และเมื่อกล่าวเช่นนี้ ไม่เพียงแต่หวนฉิงเท่านั้นแม้แต่หหรงเหมินและหร่านจุนที่อยู่ข้างๆ ก็ยังแปลกใจ

                สายตาของหวนฉิงเปลี่ยนไปเล็กน้อย วินาทีต่อมาอำนาจกดดันที่กดทับทูตหงส์เพลิงโลหิตพลัดพรายก็หายไปจนหมดสิ้น

                “เหตุใดบรรพบุรุษของเจ้าจึงรีบร้อนที่จะโจมตีโลกแห่งเสวียนหวงถึงเพียงนี้”

                หวนฉิงครุ่นคิดเล็กน้อยจากนั้นก็ถามขึ้นมาอีกครั้ง

                “เพราะในโลกแห่งเสวียนหวงนั้นมีมดปลวกตัวหนึ่งบังอาจลงมือกับราชินีศักดิ์สิทธิ์แห่งเผ่าข้าทำให้ท่านบรรพบุรุษโกรธมากขอรับ”

                ในขณะนี้ ทูตหงส์เพลิงโลหิตพลัดพรายยังคงหวาดกลัวเหงื่อเม็ดโตไหลออกมาจากหน้าผากอย่างไม่หยุดหย่อน และไม่กล้าลุกขึ้นทำได้เพียงคุกเข่าลงกับพื้น ก้มหน้าไม่กล้าเงยขึ้น และรีบตอบกลับไป

                เมื่อได้ยินเช่นนั้น จอมราชันเซียนอมตะหวนฉิง จอมราชันเซียนอมตะหรงเหมิน และจอมราชันเซียนอมตะหร่านจุนทั้งสามก็มองหน้ากันและเผยรอยยิ้มเยาะเย้ยออกมา

                “เป็นอย่างนี้นี่เอง เช่นนั้นก็สมควรลงโทษจริงๆ ลงมือได้เลย หากจำเป็นข้าจะจัดการเอง”

                หวนฉิงก็พอจะเดาได้แล้วว่าเหตุใดบรรพบุรุษหงส์เพลิงโลหิตพลัดพรายถึงส่งทูตมาแจ้งตนเอง

                บรรพบุรุษหงส์เพลิงโลหิตพลัดพรายมีชีวิตอยู่มานานกว่าหนึ่งยุคสมัยเคยมีบทบาทอย่างมากในช่วงต้นของยุคบรรพกาล เมื่อฟื้นคืนชีพในครั้งนี้พลังอาจจะไม่เทียบเท่ากับมหาอำนาจเช่นพวกเขา แต่ก็ไม่แตกต่างกันมากนักและเพียงพอที่จะปราบปรามโลกแห่งเสวียนหวงได้!

                เพียงแต่ว่าคนผู้นี้ยิ่งมีชีวิตอยู่นานก็ยิ่งกลัวตาย!

                เห็นได้ชัดว่าได้ทราบข่าวที่หร่านจุนและบรรพบุรุษโบราณแห่งตำหนักเซียนทั้งสองร่วมมือกันแต่กลับไม่สามารถเอาชนะผู้บรรลุอมตภาพโลกีย์วิสัยผู้นั้นได้และเกือบจะต้องจบชีวิตในโลกแห่งเสวียนหวง จึงรีบมาขอความช่วยเหลือจากเขา

                อย่างไรก็ตาม เขาก็ไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธ

                เมื่อมีคนผู้นี้ลงมือทำงานให้พวกเขาจะไม่ยินดีได้อย่างไร มีแต่ได้กับได้

                “ขอบพระทัยฝ่าบาท!”

                “ข้าน้อยจะรีบกลับไปรายงานท่านบรรพบุรุษ!”

                เมื่อได้ยินหวนฉิงตอบรับ ทูตหงส์เพลิงโลหิตพลัดพรายก็ดีใจอย่างมากและรีบกล่าวว่าจะจากไป

                เขาไม่อยากอยู่ต่ออีกแล้วจริงๆ!

                แรงกดดันมันมากเกินไปแม้ว่าจอมราชันเซียนอมตะทั้งสามจะเก็บกักพลังเอาไว้แล้วแต่ความรู้สึกกดดันที่แพร่กระจายออกมาอย่างไม่ตั้งใจก็ยังทำให้เขาแทบจะทนไม่ไหวราวกับจะหายใจไม่ออก

                “ไปเถิด”

                เมื่อหวนฉิงตั้งใจที่จะใช้ประโยชน์จากบรรพบุรุษหงส์เพลิงโลหิตพลัดพรายแล้วก็ไม่ได้สร้างความลำบากให้ทูตหงส์เพลิงโลหิตพลัดพราย

                เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทูตหงส์เพลิงโลหิตพลัดพรายก็รู้สึกเหมือนได้รับการอภัยโทษและเมื่อก้มศีรษะลงแล้ว ก็รีบออกจากตำหนักไป

                รีบจากไป และกลับไปรายงานที่เผ่า

                ในตำหนัก เมื่อเห็นทูตหงส์เพลิงโลหิตพลัดพรายจากไปสีหน้าของหร่านจุนทั้งสามก็เผยรอยยิ้มเยาะเย้ยออกมาอย่างพร้อมเพรียงกัน

                “ไม่คิดว่าบรรพบุรุษหงส์เพลิงโลหิตพลัดพรายจะกระโดดออกมาเอง...”

                หหรงเหมินเลิกคิ้วเล็กน้อยและกล่าวด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย

                “ฮึๆ... ถือว่าเป็นแรงงานที่ดีให้เขาไปลองเชิงดูก่อนว่าซูฉางเซิงนั้นยังมีไพ่ตายกระไรซ่อนไว้อีกหรือไม่...”

                หวนฉิงหรี่ตาลง แม้ว่าจะไม่ได้ใส่ใจซูฉางเซิงแต่เขาก็ระมัดระวังไว้ก่อน

                หากว่าซูฉางเซิงยังมีวิธีการใดๆ อีกผู้ที่ได้รับผลกระทบก็คงจะเป็นบรรพบุรุษหงส์เพลิงโลหิตพลัดพรายเท่านั้น

                หากว่าไม่มี ด้วยพลังของบรรพบุรุษหงส์เพลิงโลหิตพลัดพราย ก็เพียงพอที่จะปราบปรามโลกแห่งเสวียนหวงได้แล้วเขาก็จะได้นั่งชมการแสดงที่ดีอย่างสบายใจ

                ทั้งสามมองหน้ากันและหัวเราะจากนั้นก็ดื่มสุรากันต่อ

                ส่วนซูฉางเซิงในขณะนี้ ยังคงสำรวจดินแดนสวรรค์บรรพกาลอยู่กับสองสตรี และไม่รู้เลยว่าแดนอมตะแห่งความมืดมิดกำลังวางแผนที่จะจัดการกับเขา

                เมื่อถึงเวลานั้น โลกแห่งเสวียนหวงทั้งหมดก็อาจจะต้องเผชิญกับภัยพิบัติครั้งใหญ่!

                การถูกจอมราชันเซียนอมตะถึงสี่คนจับจ้องในเวลาเดียวกันถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในโลกแห่งเสวียนหวง

                ซูฉางเซิงนำสองสาวฝ่ากับดักและข้อห้ามต่างๆไปอย่างช้าๆ เพื่อมุ่งหน้าไปยังส่วนลึกของดินแดนสวรรค์บรรพกาล

                ทันใดนั้น!

                ฉางเยวี่ยที่อยู่ข้างๆก็เหมือนรับรู้ได้ถึงกระไรบางอย่าง สีหน้าก็เปลี่ยนไปในทันที พร้อมกับอุทานออกมา

                “พบแล้ว กลิ่นอายของนาง!”