ทันทีที่เลือดของเมอร์ลินถูกดูดเข้าไปในผลึกโปร่งใสหยดเลือดนั้นก็พลันเกิดการเปลี่ยนแปลง หยดเลือดสีแดงนั้นได้กลายเป็นสีเขียว
หยดเลือดถูกเปลี่ยนสีและกลายเป็นแสงจากหนึ่งหยดกลับแตกกระจายตัวฟุ้งไปทั่วทั้งผลึก
แสงสีเขียวนั้นเคลื่อนไหวราวกับสายน้ำ มันถูกพัดพาและเคลื่อนไหวไปมาอย่างน่าอัศจรรย์
ไม่นานการเคลื่อนไหวของมันก็เปลี่ยนไปอีกครั้งหนึ่งคราวนี้มันถูกพัดให้หมุนวนราวกับพายุ
ภาพในผลึกโปร่งใสนั้นสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน
พายุสีเขียวกำลังหมุนวนอย่างบ้าคลั่งลำแสงสีเขียวฉายออกมาเปล่งแสงประกายเจิดจ้าไปทั่วบริเวณ
“ธาตุลมอันเข้มข้นเขาคือผู้มีขีดจำกัดสายเลือด” เมลดี้ตะโกนร้องออกมาอย่างตกใจใบหน้าของเธอนั้นกลายเป็นว่างเปล่า
หยดเลือดที่กลายเป็นคลื่นลมพายุสีเขียวนั้นยังคงหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง
ทันใดนั้นเองก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด ภายในผลึกโปร่งแสงนั้นก็บังเกิดจุดสีดำเล็กๆขึ้นมาอย่างมากมาย และไม่นานนักพายุแสงสีเขียวนั้นก็ถูกย้อมสลับไปกับเส้นแสงสีดำกลายเป็นพายุสีเขียวดำที่น่าสะพรึง
“นี่มัน ... นี่มันธาตุมืดผู้ครอบครองทวิธาตุ”
เมลดี้มองเมอร์ลินสลับไปมากับผลึกโปร่งแสงใบหน้าของเธอนั้นเต็มไปด้วยความไม่น่าเชื่อ
มันต้องเป็นความฝันเธอต้องกำลังฝันอยู่แน่ๆ
คนคนหนึ่งจะสามารถเป็นผู้มีขีดจำกัดสายเลือดและทวิธาตุพร้อมๆกันได้อย่างไร
มันไม่เคยมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น
ทวยเทพช่างโหดร้ายพวกเขามอบพรสวรรค์อันน่ากลัวถึงสองอย่างให้กับคนคนหนึ่งพร้อมๆกันได้อย่างไร
อัจฉริยะทั้งหลายต้องหมองหม่นเมื่อได้พบกับพรสวรรค์ของเด็กคนนี้แม้ว่าเธอเป็นอาจารย์ แต่เธอก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกอิจฉา ในเสี้ยวขณะหนึ่งเธอได้เสียความภาคภูมิใจของตัวเองไปอย่างสิ้นเชิง
เมอร์ลิน เด็กคนนี้ช่างเต็มไปด้วยโชคเขาเป็นลูกรักแห่งทวยเทพ พรสวรรค์ของเขานั้นเป็นที่น่าหวาดกลัว
สำหรับอัจริยะรุ่นใหม่ทั้งหลายเขาคืออัจฉริยะที่เหนือกว่าอัจฉริยะ
หากเรื่องนี้ถูกเผยแพร่ออกไปทั้งอาณาจักรจะต้องเกิดความโกลาหล
อาณาจักรข้างเคียงย่อมไม่สามารถอยู่เฉยได้
เมลดี้ทราบมาว่าตระกูลเซอร์เตสของเมอร์ลินนั้นเป็นตระกูลที่ไม่เคยมีขีดจำกัดทางสายเลือดมาก่อนและตระกูลเซอร์เตสนั้นถือเป็นตระกูลระดับกลาง
เอิร์ตเซอร์เตสปู่ของเมอร์ลินนั้นเป็นผู้ใช้เวทมนต์ที่ไม่มีขีดจำกัดทางสายเลือด ฝีมือของเขานั้นอยู่เพียงแค่ขั้นนักรบเวทย์เท่านั้นพวกเขานั้นไม่มีแม้แต่จอมเวทย์ซักคนเดียวแทบจะเรียกได้ว่าเป็นตระกูลที่ไม่มีความโดดเด่นใดๆ เลย
แต่เซอร์เตส เมอร์ลิน เด็กคนนี้นั้นกลับเป็นผู้มีขีดจำกัดทางสายเลือดมิหนำซ้ำยังครอบครองทวิธาตุหากเขาไม่ได้รับมันมาจากสายเลือดเซอร์เตส เขาคงรับมันมาจากฝั่งมารดาของเขา
สายเลือดทางฝั่งมารดาของเมอร์ลินนั้นเป็นตัวตนใดกันพลังทางสายเลือดไม่ว่าจะเป็นพลังในรูปแบบใด ตราบใดที่เป็นพลังทางสายเลือดมันย่อมต้องแข็งแกร่งอย่างแน่นอน
"เมอร์ลิน การเป็นผู้ที่ครอบครองขีดจำกัดทางสายเลือดและทวิธาตุในอนาคตพวกมันจะนำความวุ่นวายมาสู่เจ้าดังนั้นแล้วเรื่องเหล่านี้เจ้าต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วนเกี่ยวกับการแพร่งพรายเรื่องราวเหล่านี้”
เมลดี้เดินเข้าไปตบที่บ่าของเด็กน้อยเธอนั้นกล่าวอย่างจริงจังและจริงใจต่อศิษย์หลักของเธอ
“ข้าทราบแล้ว” เมอร์ลินเอ่ยตอบรับพร้อมทั้งขบคิดเรื่องที่เมลดี้พูด
แน่นอนอยู่แล้วว่าเมอร์ลินไม่มีทางที่จะพูดออกไปเรื่องราวเหล่านี้ไม่ใช่ความลับเดียวที่เขาเก็บไว้
จากคำแนะนำนี้ นั่นจึงทำให้เมอร์ลินได้รู้ถึงความจริงใจของอาจารย์สาวของเขา
"เมอร์ลินแม้ว่าเจ้าจะมีพรสวรรค์อันน่าตื่นตะลึงและมีการบ่มเพาะอันน่าตกใจแต่ก่อนที่เจ้าจะเข้าเรียนในชั้นปีที่ 3 ได้เจ้าจึงจำเป็นต้องเรียนรู้พื้นฐานของเวทมนต์เสียก่อน”
"ข้าทราบแล้วท่านอาจารย์" เมอร์ลินตอบกลับด้วยใบหน้าที่เรียบเฉยแต่แววตาของเขานั้นเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
แม้ว่าเมลดี้จะไม่ชอบใจการแสดงออกอันเย็นชาของเมอร์ลินสักเท่าไหร่แต่ในตอนนี้เธอก็รู้สึกว่าเริ่มที่จะชินชากับมัน
เมลดี้หลับตาลงและเริ่มบรรยายพื้นฐานเวทมนต์ให้เมอร์ลินฟัง
"เวทมนต์นั้นคือธรรมชาติ พวกมันเป็นธรรมชาติที่อยู่รอบๆตัวเรา ทุกสิ่งในโลกนี้ล้วนมีพลังเวทย์อยู่ในตัวไม่เว้นแม้แต่ร่างกายของมนุษย์หรือสัตว์อสูร พลังเวทย์ส่วนใหญ่ของสิ่งมีชีวิตจะถูกกักเก็บไว้ที่หัวใจพื้นที่กักเก็บและพลังของมันขึ้นอยู่กับระดับขั้นของพลังเวทย์ ซึ่งเหล่าผู้ใช้เรียกขอบเขตพลังเวทย์ที่อยู่ภายในหัวใจว่า จักรวาลหัวใจ"
"ทั้งนี้เมื่อผู้ใช้เวทมนต์ทำการกักเก็บพลังเวทย์จนถึงขีดสูงสุดคนคนนั้นจะต้องทำการทะลวงระดับขั้นซึ่งเป็นคอขวดให้ได้ เพื่อเป็นการเพิ่มพื้นที่ในการกักเก็บพลังเวทย์ไม่เช่นนั้นแล้วคนผู้นั้นจะไม่สามารถบ่มเพาะพลังเวทย์เพิ่มเติมก้าวหน้าไปอีกได้”
“ในแต่ละระดับขั้นนั้นการทะลวงจากขั้นผู้ฝึกหัดไปขึ้นผู้ใช้เวทย์เป็นการทะลวงระดับที่ง่ายที่สุด เพราะเงื่อนไขของมันคือการสัมผัสและรับรู้ถึงพลังเวทย์ได้กล่าวคือการทะลวงระดับขั้นคือการสร้างความเข้าใจในพลังเวทย์นั่นเองยิ่งเจ้ามีความเข้าใจในศาสตร์แห่งเวทมนต์มากเท่าไหร่เจ้าก็จะยิ่งสามารถทะลวงระดับได้รวดเร็วมากเท่านั้นผู้ที่อยู่ในระดับสูงจึงเป็นผู้ที่รอบรู้ไปด้วยศาสตร์ของพลังเวทย์"
เมลดี้หยุดพูดและลืมตามองเมอร์ลินอีกครั้งหนึ่งเมื่อเธอเห็นว่าศิษย์หลักของเธอนั้นมีความตั้งใจในการฟังเป็นอย่างดี เธอจึงพูดต่อ
"เจ้าซึ่งอยู่ในขั้นผู้ใช้เวทย์เจ้าสามารถเห็นสิ่งที่อยู่ในมือของข้าใช่หรือไม่”
เมื่อได้ยินคำพูดของเมลดี้เมอร์ลินก็เบนสายตาไปจับจ้องที่มือของเธอ
ทันใดนั้นเองเมอร์ลินก็สังเกตก็เห็นไอเวทย์สีขาวซึ่งเป็นไอเวทย์ของระดับนักรบเวทย์พวกมันรวมกันเป็นกลุ่มก้อนที่หนาแน่ลอยอยู่เหนือมือของเมลดี้ กลุ่มก้อนพลังนั้นมีขนาดเท่าลูกบอลเห็นจะได้
ท่าทีที่ดูจริงจังของเมอร์ลินนั้นทำให้เมลดี้ต้องพูดต่อ
"สิ่งที่อยู่มือข้านั้นเรียกว่าบอลเวทย์มันคือการใช้เวทมนต์ขั้นพื้นฐาน บอลเวทย์ลูกนี้คือบอลเวทย์ที่ไร้ธาตุมันถูกสร้างมาจากพลังเวทย์ของข้าโดยตรง”
เมลดี้ควบคุมบอลเวทย์ของเธอให้ขยับไปมาได้ดั่งใจบอลเวทย์ลูกนั้นลอยอยู่รอบๆ ตัวเธอราวกับมีชีวิต
“และดูนี่"ท่าทางของเมลดี้เปลี่ยนเป็นจริงจังอีกครั้งหนึ่ง
เธอร่ายเวทย์บทหนึ่งขึ้นมาอย่างรวดเร็วทันใดนั้นเองบอลเวทย์ลูกนั้นก็เปลี่ยนลักษณะและรูปร่างของมันจากบอลเวทย์ธรรมดาบัดนี้ได้กลายเป็นกลุ่มก้อนมวลน้ำที่ทรงพลัง
มวลน้ำก้อนนั้นมีขนาดที่ขยายใหญ่ขึ้นเล็กน้อยมันได้กลายมาเป็นบอลเวทย์น้ำที่ดุดันและทรงพลัง
"นี่คือการนำพลังของธาตุใส่เข้าไปด้วยบทเวทย์ที่ถูกร่ายออกไป มันสามารถเปลี่ยนบอลเวทย์ธรรมดาให้เป็นบอลเวทย์น้ำได้พลังเวทย์ที่เสริมธาตุเข้าไปนั้นจะถูกเปลี่ยนเป็นพลังที่ทรงอำนาจมากขึ้นธาตุประจำตัวของข้าคือธาตุมืด แต่เมื่อข้าได้เสริมธาตุน้ำลงไปพลังของบอลเวทย์ลูกนี้จึงถูกเพิ่มเป็นจำนวนที่เล็กน้อยเท่านั้น”
ว่าแล้วเมลดี้ก็บังคับบอลเวทย์น้ำที่อยู่ในมือให้พุ่งออกไป
เฟี้ยว!
บอลเวทย์ที่ถูกซัดออกไปนั้นไม่ได้พุ่งออกไปทิศทางที่ตรงดิ่งมันไม่เหมือนการโยนก้อนหินบอลเวทย์น้ำลูกนั้นถูกทำให้เบี่ยงซ้ายขวาไปมาอย่างรวดเร็วราวกับมันมีชีวิต
เมื่อเมอร์ลินมองไปยังมือของเมลดี้ ก็ปรากฎบอลเวทย์น้ำลูกนั้นถูกเมลดี้ควบคุมอยู่เพราะเธอกำลังสะบัดมือไปมาและบอลเวทย์น้ำก็พุ่งไปตามที่ทิศทางที่เธอควบคุม
เมลดี้หันไปส่งยิ้มให้กับเมอร์ลินแล้วพูดต่อ
"นี่คือการควบคุมเวทย์ มันคือเทคนิคการใช้เวทย์ชั้นสูงและมันก็เป็นเงื่อนไขในการทะลวงระดับจากผู้ใช้เวทย์ไปเป็นนักเวทย์ด้วยเหตุที่เจ้ายังติดอยู่ในการบ่มเพาะนี้ นั่นเพราะเจ้ายังไม่ได้เรียนรู้เกี่ยวกับการควบคุมเวทย์"
"การควบคุมเวทย์นั้นเจ้าจะต้องเพ่งสมาธิไปที่ควบคุมพลังเวทย์และพลังธาตุไปพร้อมๆกัน พลังเวทย์นั้นเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายเจ้าส่วนพลังธาตุนั้นเจ้าจะต้องอัญเชิญมันด้วยการร่ายเวทย์”
เมลดี้หยุดแล้วแตะไปที่แหวนที่สวมอยู่บนนิ้วของเธอไม่นานนักหนังสือเล่มหนึ่งก็พุ่งออกมาจากตัวแหวน
“นี่คือหนังสือการร่ายเวทย์เบื้องต้นจงอ่านและฝึกมันให้ดี”
หนังสือการร่ายเวทย์เบื้องต้นถูกยื่นแก่เมอร์ลิน
“ขอบคุณท่านอาจารย์”
เมลดี้พยักหน้าแล้วพูดต่อ
“ในระหว่างที่เจ้าทำการร่ายเวทย์นั้นเจ้าจะต้องควบคุมพลังเวทย์ของเจ้าให้มีความเสถียรเสมือนกับการปั้นดินและการเคลือบเครื่องปั้นดังนั้นแล้วการใช้บทเวทย์ที่มีพลังธาตุจึงต้องแบ่งสมาธิออกเป็นสองส่วน ..."
บทเรียนจำนวนมากถูกพ่นออกมาจากปากของเมลดี้
ตั้งแต่ต้นจนจบเด็กน้อยวัย 10 ขวบนั้นตั้งใจฟังอย่างดี
แม้ว่าเมอร์ลินจะไม่มีข้อซักถามแต่เมลดี้ก็มองเห็นว่าใบหน้าของเด็กน้อยนั้นเข้าใจในสิ่งที่เธอพูดการที่เธอได้สั่งสอนเด็กเช่นนี้นับว่าเป็นโชคดีของเธอเป็นอย่างมาก
เมอร์ลินนั้นต่างจากเด็กที่อยู่ในวัยเดียวกันเขานั้นมากไปด้วยพรสวรรค์ อีกทั้งยังมีบุคลิกที่เกินกว่าเด็กทั่วไป
ในบางครั้งเมลดี้ยังเผลอคิดกับตัวเองว่าวุฒิภาวะของเธอยังต่ำกว่าลูกศิษย์ของเธอเสียด้วยซ้ำความจริงในข้อนี้ทำให้เธอไม่สามารถรับมันได้
เมลดี้สังเกตลูกศิษย์ของเธอเป็นระยะๆและเธอก็ได้บรรยายความรู้ออกมาอย่างฉะฉาน
" ... โดยที่บทเวทย์ต่างๆ นั้น ทั้งวิธีการใช้และการร่ายเวทย์จะต่างกันออกไป ที่ข้าสอนไปนั้นคือแค่บทอัญเชิญพลังธาตุเพียงเท่านั้นแต่นั่นก็ ...."
เมลดี้หยุดคำพูดของเธอ เมื่อเธอหันไปเห็นสิ่งที่เมอร์ลินกำลังทำสิ่งนั้นทำให้เธอถึงกับอ้าปากค้าง ดวงตาของเธอเบิกกว้างขึ้นอย่างตกใจ ใบหน้าของเธอนั้นเต็มไปด้วยความตื่นตะลึง
“เจ้า ...”
เมลดี้ถึงกับไร้คำพูดเมื่อเห็นศิษย์หลักของเธอกำลังรวบรวมพลังเวทย์มาอยู่ในมือบอลเวทย์ขนาดครึ่งฟุต มันเป็นบอลเวทย์เล็กเมื่อเทียบกับบอลเวทย์ของเธอเหตุผลเป็นเพราะเมอร์ลินนั้นยังอยู่ในระดับผู้ใช้เวทย์ซึ่งต่างจากเธอที่เป็นนักรบเวทย์
แต่สิ่งที่ทำให้เธอนั้นตกตะลึงก็คือเมอร์ลินนั้นกำลังกล่าวคำร่ายเวทย์ เขากำลังร่ายเวทย์อัญเชิญพลังธาตุ
แม้ว่าเธอนั้นจะเห็นเมอร์ลินกำลังอ่านหนังสือที่เธอให้ไปด้วยและฟังเธอไปด้วย
แต่เมลดี้ก็เห็นว่าเด็กน้อยนั้นแค่เปิดและพลิกดูแต่ละหน้าเพียงชั่วครู่เท่านั้นเสร็จเรียบร้อยเขาก็ปิดหนังสือลงและฟังการบรรยายของเธออย่างตั้งใจ
เมลดี้มั่นใจได้ว่าเธอนั้นเห็นว่าเด็กน้อยไม่ได้สนใจหนังสือเล่มนั้นอีกเลยหลังจากที่พลิกดูมันเพียงแค่รอบเดียว
แต่ในตอนนี้เด็กน้อยนั้นกลับสามารถร่ายเวทย์ออกมาได้อย่างแม่นยำ
นี่จึงเป็นสิ่งที่ทำให้เธอนั้นตกตะลึงเป็นอย่างมาก
"ข้าแด่ธาตุลมผู้ยิ่งใหญ่จงประทานพลังให้แก่ข้า เมอร์ลิน..."
ทันใดนั้นเองบอลเวทย์ที่อยู่ในมือของเมอร์ลินก็เริ่มเปลี่ยนสภาพมันกลายเป็นบอลเวทย์ลม ที่มีพลังลมหมุนอัดกันอยู่อย่างหนาแน่ภายในบอลเวทย์ลูกนั้น
บอลเวทย์ลมของเมอร์ลินนั้นกำลังค่อยๆขยายใหญ่ขึ้น ใหญ่ขึ้น และใหญ่ขึ้น
แม้ว่าธาตุลมนั้นจะเป็นธาตุประจำตัวของเมอร์ลินแต่มันก็ไม่ควรจะขยายใหญ่ขึ้นได้ขนาดนี้
มันเป็นการกระทำเพียงครั้งแรก เขาไม่สมควรทำมันได้ขนาดนี้
เด็กคนนี้กำลังควบคุมบอลเวทย์ให้ขยายใหญ่ขึ้นเด็กคนนี้สามารถทำได้เพียงแค่การฟังสิ่งที่เธอพูดเพียงครั้งเดียวและยังสามารถร่ายเวทย์ออกมาได้อย่างถูกต้องด้วยการอ่านเพียงครั้งเดียวเช่นกัน
เมลดี้มองบอลเวทย์ลมลูกนั้นด้วยสายตาที่ไม่เชื่อ
บอลเวทย์ลมขยายใหญ่ขึ้นเป็นสามเท่าจากก่อนหน้านี้ลมที่หมุนภายในบอลเวทย์นั้นทรงพลังมากยิ่งขึ้น ด้วยอำนาจของมันทำให้รอบๆตัวของเมอร์ลินถูกอำนาจของลมพัดหอบกระจายสิ่งที่อยู่รอบข้างออกไป
เมอร์ลินทำการชูบอลเวทย์ลมขึ้นเหนือศีรษะ
เฟี้ยว! เฟี้ยว! เฟี้ยว!
เสียงกรีดร้องของลมนั้นทำให้หัวใจของคนได้ยินระส่ำระสายภายใต้อำนาจของบอลเวทย์ลูกนี้สามารถกดขี่ผู้คนให้เกรงกลัวได้ และดูเหมือนว่าการแสดงของเด็กน้อยจะยังไม่จบเพียงเท่านี้เขานั้นยังคงทดลองพิสูจน์ทฤษฏีที่เมลดี้บรรยายให้ฟังอย่างต่อเนื่อง
คำร่ายเวทย์ถูกเอ่ยออกมาจากปากของเด็กน้อยอีกครั้ง
"ข้าแด่ธาตุมืดผู้ยิ่งใหญ่จงประทานพลังให้แก่ข้า เมอร์ลิน..."
เมลดี้มองการกระทำนั้นจนแทบตาจะถล่นออกมา นี่เป็นคำร่ายเวทย์อัญเชิญธาตุมืดธาตุที่เป็นธาตุประจำตัวของเมอร์ลินอีกธาตุหนึ่ง
การกระทำของศิษย์หลักของเธอนั้นทำให้หัวใจของเธอเต้นไม่เป็นจังหวะ
ครืน ... ครืน ... ครืน
เปรี้ยง!
ทันใดนั้นเองบอลเวทย์ที่ดั่งพายุหมุนของเมอร์ลินก็บังเกิดสายฟ้าสีดำอันเกรี้ยวกราด มันฟาดและหมุนวนอยู่ในพายุอย่างรุนแรง
เมอร์ลินได้ทำให้บอลเวทย์ธรรมดามันกลายเป็นบอลเวทย์ที่มีพลังการโจมตีที่พลังรุนแรงไปเสียแล้วมันเกินขีดจำกัดของเวทย์เบื้องต้น มันเกินสำนึกของการโจมตีบอลเวทย์ มันคือพลังของผู้ถือครอบครองทวิธาตุ
ครืน ครืน ครืน!
ซูม!
แต่ในทันใดนั้นเองเรื่องราวอันน่าตกใจยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เมลดี้นั้นตกตะลึงครั้งแล้วครั้งเล่ากับการกระทำของศิษย์หลักของเธอ
ด้วยประโยชน์จากผลึกโปร่งใสเมอร์ลินนั้นที่ได้สัมผัสความรู้สึกถึงวงเวทย์ภายในร่างกายของตนเองแล้วเขานั้นรู้สึกได้ว่าวงเวทย์สีแดงทั้ง 5 กำลังเคลื่อนไหวอย่างรุนแรง
วงเวทย์สีแดงเหล่านั้นส่องแสงออกมาอย่างเจิดจ้ามันเริ่มที่จะขยายขึ้นและหมุนวนเร็วขึ้นภายในร่างของเขา
แสงสีแดงนั้นสาดส่องภายในพื้นที่ในหัวใจของเขาไปทุกที่
ความรู้สึกนี้เป็นความรู้สึกที่ครั้งหนึ่งเขาเคยรู้สึกมาก่อนเขาจำได้ว่ามันเคยเกิดขึ้นในตอนนั้น
ตอนที่เขาได้เลื่อนขึ้นจากผู้ฝึกหัดไปเป็นผู้ใช้เวทย์
ทันใดนั้นเองวงเวทย์สีแดงทั้ง 5ก็พุ่งเข้าชนกันอย่างรุนแรง
ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง!
แสงสีแดงนั้นส่องสว่างอย่างเจิดจ้า แสงที่สว่างจ้าของมันนั้นแทบจะมองไม่ออกว่ามันคือสีอะไรและไม่นานนักความจ้านั้นก็ค่อยๆ ลดน้อยลง
มันค่อยๆ ลดลงเรื่อยๆจนในที่สุดหัวใจของเมอร์ลินก็ไม่มีแสงสว่างสีแดงอีกต่อไป
แสงสีแดงนั้นถูกสีเทามาแทนที่ โลกภายในหัวใจของเมอร์ลินถูกย้อมไปด้วยแสงสว่างของสีเทา
เมื่อเมอร์ลินทำการเพ่งไปที่จุดกำเนิดของมันเขาก็พบว่าวงเวทย์สีแดงทั้ง 5 นั้นหายไปหมดแล้วมันหลงเหลือไว้เพียงแค่วงเวทย์สีเทาที่มีขนาดที่ใหญ่กว่าเดิม 1 วง
เมื่อเมอร์ลินลืมตาขึ้นมา เขาก็พบกับเมลดี้ที่มีใบหน้ายิ้มแย้ม
“ยินดีด้วย เจ้าได้เลื่อนขั้นเข้าสู่ขอบเขตของนักเวทย์แล้ว”เมลดี้กล่าวด้วยน้ำเสียงที่ยินดี