บทที่ 50 คำบอกใบ้ของภรรยาผู้แสนหวาน
ลู่จิ่วอันกลัวว่าขาหมูจะติดก้นหม้อ เธอจึงปิดฝาแล้วใช้กระบวยคนเบา ๆ เพื่อไม่ให้หนังหมูสัมผัสกับหม้อ
ไอร้อนพวยพุ่งปะทะใบหน้าของลู่จิ่วอัน ในสายตาของฉินโฉ่วอี ผู้หญิงตรงหน้าช่างงดงามประดุจภาพในความฝัน
“อ้าว? มาแล้วเหรอ!”
ลู่จิ่วอันเงยหน้าและเห็นฉินโฉ่วอี เมื่อนึกถึงความโหดร้ายทารุณของเขาในชาติก่อน รวมถึงการทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ต้องการ ก็รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
ฉินโฉ่วอีเอ่ย “คุณกำลังทำอะไรอยู่เหรอครับ?”
หญิงสาวพยายามข่มกลั้นความกลัวภายในใจเอาไว้ ก่อนจะยิ้มบาง ๆ พร้อมกับอธิบายว่า “ที่บ้านกำลังก่อเตาใหม่ ฉันเลยต้องใช้เตาชั่วคราวตุ๋นซุปแทน”
ฉิวโฉ่วอีถามต่อ “ตุ๋นซุปอะไรเหรอ?”
“ซุปขาหมูใส่ถั่ว” เธอชี้ไปยังเก้าอี้ที่ตั้งอยู่อีกด้านพร้อมกับพูดว่า “อย่ามัวยืนคุยอยู่เลย นั่งก่อนสิ”
ฉินโฉ่วอีนั่งลงบนเก้าอี้ที่อยู่ไม่ไกล ขณะพูดคุยกับลู่จิ่วอัน เขาก็เห็นว่าเธอไม่ลืมที่จะถักเสื้อไหมพรมไปด้วย
พลางคิดอย่างดูแคลนว่าไม่มีใครในประเทศหมู่เกาะที่ถักเสื้อไหมพรมด้วยมือ พวกเขาต่างก็ใช้เครื่องจักรกันทั้งนั้น
ไม่มีทางที่เสื้อไหมพรมที่ถักด้วยมือจะทันสมัยและมีคุณภาพดีไปกว่าเครื่องจักร
ลู่จิ่วอันถักเสื้อไหมพรมอย่างรวดเร็ว เข็มถักในมือทั้งสองให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ซึ่งทำเอาฉินโฉ่วอีตาลายเลยทีเดียว
“ลู่จิ่วอัน ผมชื่อฉินโฉ่วอีนะครับ”
ลู่จิ่วอันรู้สึกสับสนงุนงง ฉินโฉ่วอี*[1]?
คนทรยศหักหลังประเทศชาติ ก็สมกับที่เป็นสัตว์เดรัจฉานดี
“ชื่อคุณเพราะมากเลยค่ะ”
ฉินอวี้หลันเล่าให้เขาฟังว่าลู่จิ่วอันเรียนไม่จบชั้นประถม จึงไม่อวดตนว่ามีการศึกษาต่อหน้าเธอ เขาพูดอย่างสนิทสนมเพื่อหวังกระชับความสัมพันธ์ “ชื่อคุณกับชื่อผมมีตัวเลขเหมือนกัน เหมือนพรหมลิขิตเลยนะครับ*[2]”
ลู่จิ่วอันมองฉินโฉ่วอีพร้อมกับเครื่องหมายคำถามบนใบหน้า หมอนี่ปกติดีหรือเปล่าเนี่ย?
หญิงสาวที่เพียบพร้อมไปทุกด้านอย่างเธอไม่ใคร่อยากมีวาสนากับคนสารเลวขายชาติพรรค์นี้
“งั้นคุณก็คงมีวาสนากับคนทั้งประเทศแล้ว”
เมื่อฉินโฉ่วอีเห็นว่าอีกฝ่ายยังคงไม่วางมือจากการถักเสื้อไหมพรมก็ถามด้วยความอยากรู้ “ปกติแล้วคุณมีงานอดิเรกอะไรเหรอ?”
“ทำอาหารนับเป็นงานอดิเรกไหม?”
ฉินโฉ่วอีได้กลิ่นหอมลอยออกมาจากในหม้อก็ยิ้มอย่างรู้ทัน “แน่นอนครับ ถ้างั้นผมขอถ่ายรูปอาหารที่คุณทำได้ไหม?”
“ได้สิ แต่ถ่ายได้แค่บางอย่างนะ”
ฉินโฉ่วอีถามต่อ “ทำไมล่ะ?”
“เกิดคุณขโมยสูตรอาหารของฉันขึ้นมาจะทำยังไง?” ลู่จิ่วอันมิวายเยินยอฉินโฉ่วอีต่อ “ต่อให้คุณไม่มีทางทำเรื่องแบบนั้น แต่ก็ต้องป้องกันเอาไว้ก่อน ฉันพูดแบบนี้คุณคงไม่ถือสาใช่หรือเปล่า?”
“ไม่อยู่แล้วครับ”
ฉินโฉ่วอีรู้สึกได้ถึงอาการที่เรียกว่า ‘รักแรกพบ’
ไม่ว่าลู่จิ่วอันจะพูดหรือทำอะไรก็ล้วนแต่งดงามในสายตาเขาทั้งสิ้น
อีกอย่าง ทั้งสองก็พูดคุยกันอย่างถูกคอทีเดียว
ลู่จิ่วอันไม่รู้ตัวตนที่แท้จริงของฉินโฉ่วอี อีกทั้งการแต่งกายของเขาก็ถือว่าทันสมัยมากในยุคนี้
มือถือกล้องยี่ห้อแคนนอนจากประเทศหมู่เกาะ เธอจำไม่ได้ว่าเป็นรุ่นอะไร แต่ในยุคสมัยนี้ การจะซื้อสินค้าจากต่างประเทศจำเป็นต้องใช้ธนบัตรสำหรับแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ อีกทั้งยังมีราคาสูงลิ่วคนธรรมดาจึงไม่มีปัญญาซื้อ
“ฉันขอดูกล้องของคุณได้ไหม?”
“ได้สิ”
ฉินโฉ่วอียื่นกล้องถ่ายรูปให้ลู่จิ่วอันโดยไม่หวงแต่อย่างใด
ลู่จิ่วอันถือกล้องถ่ายรูปอย่างระมัดระวัง เธอสำรวจกล้องอย่างละเอียดก่อนจะถามว่า “ซื้อกล้องถ่ายรูป ก็ต้องซื้อฟิล์มด้วยใช่ไหม? หาซื้อยากไหม? แล้วแพงหรือเปล่า?”
ฉินโฉ่วอีคิดว่าลู่จิ่วอันกำลังจินตนาการว่าจะใช้กล้องอย่างไรหลังจากที่ได้มันมา จึงพูดอย่างรู้สึกเหนือกว่า “มีหลายราคา ถูกสุดก็ประมาณยี่สิบหยวน”
“แพงขนาดนั้นเชียว?” ลู่จิ่วอันตกใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดขึ้นอย่างเสียดายว่า “มีกล้องแต่ไม่มีปัญญาซื้อฟิล์ม ของราคาแพงแบบนี้ไม่เหมาะกับฉันจริงๆ ด้วย”
คำพูดของลู่จิ่วอันทำให้ฉินโฉ่วอีหัวเราะออกมา
เขาพูดอย่างร่าเริง “ถ้าอย่างนั้นผมจะให้ฟิล์มคุณไว้หนึ่งม้วน”
“ถึงคุณให้ฟิล์มฉัน แต่ฉันก็ล้างรูปไม่เป็นอยู่ดี” ลู่จิ่วอันรีบส่งกล้องคืนให้ฉินโฉ่วอีพร้อมกับพูดอย่างกระดากอายว่า “ฉันคืนนะคะ”
“คุณจะลองถ่ายดูสักรูปก็ได้นะ”
เมื่อได้เห็นท่าทีของเธอ ฉินโฉ่วอีก็สรุปได้ว่าลู่จิ่วอันยากจนอย่างไม่ต้องสงสัย
คนยากจนแบบนี้ ฉินโฉ่วอีก็ต้องทุ่มเงินเท่านั้น
ไม่มีคนจนคนไหนต้านทานความเย้ายวนของเงินทองได้
เขาเชื่อสนิทใจว่าลู่จิ่วอันก็เป็นหนึ่งในนั้น
“ได้เหรอคะ?”
ฉินโฉ่วอีชี้ไปที่ปุ่มชัตเตอร์ “ตรงนี้คือชัตเตอร์ คุณลองดูสิ”
ลู่จิ่วอันรับกล้องมาอีกครั้งโดยแสร้งทำเป็นระวัง แต่ก็ยังทำท่าทางเงอะงะขณะยกกล้องขึ้น จากนั้นก็หันกล้องไปที่ใบหน้าของฉินโฉ่วอี
“กดชัตเตอร์แค่ครั้งเดียวพอใช่ไหม?”
“ใช่”
ขณะที่ฉินโฉ่วอีคิดว่าตนเองจะได้เป็นภาพถ่ายใบแรกของลู่จิ่วอันนั้น เธอก็หันกล้องไปทางเซี่ยอวิ้นหนิงที่กำลังเดินเข้ามาในบ้าน
“เซี่ยอวิ้นหนิง”
เซี่ยอวิ้นหนิงหันไปทางลู่จิ่วอันด้วยความเคยชิน ทันทีที่ทั้งสองสบตากัน ลู่จิ่วอันก็กดชัตเตอร์เบา ๆ
“จิ่วอัน เธอลุกจากเตียงทำไม?”
เซี่ยอวิ้นหนิงเดินปรี่เข้าไปหาลู่จิ่วอัน ก่อนจะแย่งกล้องมาจากลู่จิ่วอันแล้วยัดใส่มือของฉินโฉ่วอี จากนั้นก็อุ้มลู่จิ่วอันเข้าไปในห้องนอนโดยไม่พูดไม่จา
“กล้อง…กล้องมันแพงมากเลยนะ…”
ลู่จิ่วอันไม่ได้ขัดขืน เธอปล่อยให้เซี่ยอวิ้นหนิงอุ้มตนเองกลับเข้าห้องนอนและวางบนเตียงอย่างนุ่มนวล
“จิ่วอัน ฟังที่อาจารย์บอกหน่อยสิ เธอต้องนอนพักผ่อนนะ!”
“แต่อาจารย์บอกว่าฉัน…”
ลู่จิ่วอันยังไม่ทันพูดจบ เซี่ยอวิ้นหนิงก็ดึงผ้านวมขึ้นมาคลุมตัวเธอเอาไว้
ลู่จิ่วอันอดยิ้มไม่ได้ เธอกุมมือเซี่ยอวิ้นหนิงพลางอธิบายอย่างช่วยไม่ได้ว่า “อาจารย์บอกว่าแค่ฉันไม่ทำงานหนัก หรือใช้แรงมากเกินไปก็ไม่เป็นไร”
“จริงเหรอ?” เซี่ยอวิ้นหนิงถามอย่างไม่แน่ใจ “ฉันจะไปถามอาจารย์”
ลู่จิ่วอันถลึงตาพร้อมกับพูดอย่างไม่พอใจ “เรื่องเล็กแค่นี้คุณก็ไม่เชื่อฉันงั้นเหรอ! ฉันโกรธแล้วนะ!”
เซี่ยอวิ้นหนิงเอื้อมมือไปบีบใบหน้าที่งอนจนแก้มพองของลู่จิ่วอันเบา ๆ ก่อนจะพูดด้วยรอยยิ้มทว่าน้ำเสียงชัดเจนว่า “ไม่ได้ไม่เชื่อ ฉันแค่เป็นห่วงเธอ”
“ฟ้าดินจะใหญ่แค่ไหน แต่ฉันท้อง ฉันใหญ่ที่สุด!”
ลู่จิ่วอันเปรียบเสมือนดอกไม้แสนงดงามที่ค่อย ๆ เบ่งบานในดวงตาของเซี่ยอวิ้นหนิง
“เซี่ยอวิ้นหนิง สุขภาพของฉันสำคัญก็จริง แต่สภาพจิตใจของฉันก็สำคัญเหมือนกันนะ ฉันไม่มีความสุขที่ต้องนอนอยู่แต่ในห้อง ฉันไม่มีความสุข เสี่ยวฮวาเซิงก็จะไม่มีความสุขไปด้วย…”
เซี่ยอวิ้นหนิงนั่งลงข้างเตียงพลางกุมมือลู่จิ่วอัน พร้อมกับพูดอย่างประนีประนอมว่า “พวกเราจะเชื่อที่อาจารย์บอก ตกลงไหม?”
“แล้วฉันไม่เชื่อตรงไหน!”
ลู่จิ่วอันดึงแขนเซี่ยอวิ้นหนิงเข้ามาใกล้ก่อนจะยื่นริมฝีปากสีแดงเข้มไปที่ข้างหูแล้วกระซิบเบา ๆ “เซี่ยอวิ้นหนิง ฉันได้ยินคุณตาคุณยายที่คอกวัวพูดกันว่าเมื่อก่อนชาวหมู่เกาะชอบบอกว่ามาทำงานวิจัยหรือไม่ก็ท่องเที่ยว แล้วเที่ยวไปถ่ายรูปตามสถานที่ต่าง ๆ คุณว่าคนที่นั่งอยู่ข้างนอกดูเหมือนคนประเภทนั้นหรือเปล่า?”
[1]ฉินโฉ่วอี พ้องเสียงกับคำว่าฉินโฉ่วอีที่แปลว่า สัตว์เดรัจฉาน
[2]จิ่วในชื่อลู่จิ่วอัน แปลว่า เลขเก้า อีในชื่อฉินโฉ่วอี แปลว่าเลขหนึ่ง)