หลังจากที่พาอาวเสวี่ยมาส่งที่นี่ กานหลินก็จากไป การที่สมาคมพ่อค้าอรุณรุ่งต้องการพบหลงเฉินนั้นเป็นสิ่งที่เขามีอิสระที่จะจัดการได้ด้วยตัวเอง จึงมิใช่เรื่องที่กานหลินจะเข้ามาสอดแทรกได้
เห็นได้ชัดว่าอาวเสวี่ยรู้สึกรำคาญใจที่ถูกใช้ให้มา ยิ่งนางมองใบหน้ายิ้มแย้มของหลงเฉิน ความเกรี้ยวกราดภายในใจก็ยิ่งปะทุ
“เถ้าแก่เจาให้มาบอกเจ้าว่าสมาคมพ่อค้าอรุณรุ่งมีผลฟื้นฟูวิญญาณเข้ามาใหม่ เผื่อเจ้าจะต้องการ”
นางจ้องมองหลงเฉินด้วยสายตาเฉยชาก่อนจะเอ่ยด้วยเสียงแผ่วเบา
นางทำงานอยู่ในสมาคมพ่อค้าอรุณรุ่งอยู่ดี ๆ แต่ด้วยเหตุผลบางประการนางกลับได้รับคำสั่งให้เดินทางมาที่นี่เพื่อบอกเรื่องนี้กับหลงเฉิน นี่คงเป็นเรื่องที่สร้างความลำบากให้นางไม่น้อย
นางไม่เข้าใจว่าเหตุใดเถ้าแก่เจาถึงได้ทำเพื่อหลงเฉินถึงเพียงนี้
“ต้องการสิ แน่นอนอยู่แล้ว ข้าต้องการมัน!”
หลงเฉินเป็นเด็กที่ถูกเลี้ยงตามใจมาโดยตลอด เขาจึงไม่คิดซ้ำสองด้วยซ้ำว่าจะเก็บหยกศักดิ์สิทธิ์นับร้อยที่มีไว้ใช้ในอนาคตหรือไม่
‘เมื่อข้าแข็งแกร่งขึ้น การหาของเช่นนี้คงไม่ใช่ปัญหาหรอก จะดีกว่าหากข้าซื้อของพวกนี้ไว้ในขณะที่ยังทำได้ และนำสมุนไพรวิญญาณมาให้ยอดยาหยีของข้าเพื่อที่นางจะได้มีชีวิตอยู่ได้นานขึ้น’
เมื่อคิดได้ดังนั้น หลงเฉินก็สังเกตเห็นว่าสายตาของอาวเสวี่ยจับจ้องมาที่เขาด้วยความเกลียดชังสุดหัวใจ หลงเฉินเองก็เป็นคนไม่กลัวใครและไม่คิดจะถือสานางอยู่แล้ว เขาสั่งนางด้วยท่าทีหยิ่งผยอง
“แม่นางอาวเสวี่ย นำทางข้าไปได้เลย”
ก่อนมาที่นี่ เถ้าแก่เจากำชับกับนางไม่ให้แสดงกิริยาหยาบคายกับหลงเฉิน และนางเองก็ไม่อยู่ในสถานะที่สามารถเพิกเฉยต่อคำสั่งได้ ไม่ว่าหลงเฉินจะรับมือยากเพียงใด นางก็ทำได้เพียงกัดฟันทนเท่านั้น
‘เจ้าเด็กอวดดี ทันทีที่ข้ามีโอกาส ข้าจะถลกหนังเจ้า! เจ้ามีหัวใจเหล็กเพียงไม่กี่ชิ้น แต่ด้วยเหตุผลบางอย่างเถ้าเจากลับคิดว่าเจ้าเป็นคนพิเศษ! ข้าจะต้องหาโอกาสพิสูจน์ให้ได้ว่าเจ้าหลงเฉินอะไรนี่ไม่สามารถเทียบกับตัวข้าได้เลย!’
ด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง อาวเสวี่ยนิ่งเงียบไปตลอดทาง สีหน้าของนางเคร่งขรึมนัก
“แม่นี่ก็ดูไม่เลวร้ายเท่าไร แม้นางจะชอบทำหน้าตาบูดบึ้งก็ตาม แต่ไม่ว่าอย่างไรข้าก็คิดว่าหลิงซีของข้าก็งดงามที่สุดอยู่ดี...”
ด้านหลังอาวเสวี่ย หลงเฉินทำมือทำไม้พลางพูดด้วยเสียงแผ่วเบา ทำให้หลิงซีพึงพอใจอย่างมาก นางหัวเราะคิกคักไม่หยุด
หากอาวเสวี่ยได้ยินคำพูดของเขาเข้า นางคงพยายามฆ่าเขาเสียให้ได้
อย่างไรก็ตาม สีหน้าเคร่งขรึมของอาวเสวี่ยทำให้หลงเฉินระวังตัวอยู่ตลอดเวลา
‘ข้าไม่รู้ว่าเถ้าแก่เจาพยายามจะทำสิ่งใด หากเป็นเรื่องเกี่ยวกับผลฟื้นฟูวิญญาณจริง เขาก็น่าจะให้อาวเสวี่ยนำมันมาให้ข้า ดีกว่าที่ต้องลำบากพาข้ามาที่นี่ หรือว่าเขายังจะพยายามโน้มน้าวข้าอีก?’
ด้านหลังอาวเสวี่ย หลงเฉินกำลังชื่นชมเรือนร่างเพรียวบางและฝีเท้าที่นุ่มนวลของนาง พลางครุ่นคิดว่าจะรับมือกับเถ้าแก่เจาอย่างไร
ขณะนี้เป็นเวลาเที่ยงวัน มีลูกค้าอยู่ในสมาคมพ่อค้าอรุณรุ่งไม่มากเท่าเวลาปกติ เมื่อหลงเฉินมาถึง เถ้าแก่เจาก็รอต้อนรับเขาอย่างอบอุ่น เขาโอบกอดหลงเฉินและตบไหล่
“หลงเฉิน สหายน้อยของข้า ในที่สุดเจ้าก็มา!”
“ดูกระตือรือร้นผิดวิสัย เขาจะต้องมีจุดประสงค์ชั่วร้ายแฝงอยู่แน่ ๆ”
ภายในกระบี่หลิงซี หลิงซีมเม้มปากและทำท่ารำคาญกิริยาของเถ้าแก่เจา
หลงเฉินตอบรับเถ้าแก่เจาอย่างร่าเริง จากนั้นเขาก็พาหลงเฉินไปยังห้องรับรองแขกพิเศษและบอกให้เขานั่งลง สั่งให้อาวเสวี่ยที่มีท่าทีเคร่งขรึมรินน้ำชา เขายิ้มอยู่ตลอดเวลาขณะที่จ้องมองหลงเฉิน
“ข้าได้ยินมาว่าเจ้าสังหารยอดฝีมือระดับแก่นมนุษย์ขั้นต้น นี่เจ้าบรรลุถึงระดับแก่นมนุษย์แล้วรึ?”
ชั่วขณะที่นางได้ยินเถ้าแก่เจาพูดเข้าประเด็นราวกับกำปั้นทุบดินนั้น อาวเสวี่ยก็รินน้ำชาหกเลอะออกมาด้านนอกด้วยความประหลาดใจ
“ขออภัย เถ้าแก่ ข้าสะเพร่าเอง ...”
เถ้าแก่เจาไม่ได้อยู่ในอารมณ์ที่จะโมโหต่อหน้าหลงเฉิน เขาจึงสั่งให้นางออกไปข้างนอก แต่หลงเฉินกลับโบกมือและจ้องนางด้วยท่าทางจองหอง
“อย่าเพิ่งไป ในเมื่อเจ้าทำสกปรกเลอะเทอะ มันก็เป็นหน้าที่ของเจ้าที่ต้องทำความสะอาดให้เรียบร้อยมิใช่รึ?”
“นี่เจ้า---!”
อาวเสวี่ยกำลังจะระเบิดอารมณ์ ทว่าเถ้าแก่เจารีบเอ่ยขึ้น
“อาวเสวี่ย ทำความสะอาดเสีย”
เมื่อได้ยินน้ำเสียงสงบเยือกเย็นของเถ้าแก่เจา อาวเสวี่ยจึงไม่กล้าขัดขืนและทำได้เพียงจ้องเขม็งไปที่หลงเฉิน กัดฟันแน่นและทำตามคำสั่ง
เมื่อเห็นว่านางพยายามระงับอารมณ์ความรู้สึกเอาไว้ หลงเฉินก็รู้สึกพอใจเป็นอย่างมาก
เมื่อครั้งก่อนที่เขามายังสมาคมพ่อค้าอรุณรุ่ง คนผู้นี้เคยเชิดหน้าใส่เขาซึ่งทำให้เขาไม่ค่อยพอใจนัก ในที่สุดเขาก็ทำให้นางรู้สึกเช่นเดียวกันได้
หลังจากนั้น หลงเฉินก็เริ่มพูดคุยกับเถ้าแก่เจา
“เถ้าแก่เจา จริงอยู่ที่ข้าบรรลุถึงระดับแก่นศักดิ์สิทธิ์แล้ว แต่ถึงกระนั้น ไม่ว่าท่านจะได้ยินเรื่องที่ข้าสังหารหวงเฟยหยางล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องโกหกที่ใครบางคนพูดออกไปเพื่อใส่ร้ายข้า หากข้าสามารถสังหารพี่หวงได้ ข้าคงไม่ได้มานั่งคุยกับท่านอย่างไร้รอยขีดข่วนเช่นนี้หรอก”
เถ้าแก่เจาเองก็ไม่ได้หลงเชื่อข่าวลือเรื่องที่หลงเฉินสังหารหวงเฟยหยาง นอกจากนี้ หลงเฉินเองก็เพิ่งจะบรรลุถึงระดับแก่นมนุษย์เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเขาจะไม่ได้สังหารหวงเฟยหยาง ก็ไม่ได้ส่งผลต่อความชื่นชมที่เขามีต่อหลงเฉิน เขาหยิบกล่องไม้ขนาดใหญ่ที่มีผ้าไหมสีแดงอยู่ด้านในออกมา ภายในมีผลฟื้นฟูวิญญาณอยู่สองผล
เมื่อเห็นผลฟื้นฟูวิญญาณถึงสองผล ดวงตาของหลิงซีก็เป็นประกาย ทว่าหลงเฉินกลับดูไม่พอใจนัก
“หลงเฉิน สหายน้อยของข้า นี่คือผลฟื้นฟูวิญญาณที่เจ้าต้องการ”
หยกศักดิ์สิทธิ์ในถุงมิติของหลงเฉินนั้นมีมากพอจะจ่ายให้กับผลฟื้นฟูวิญญาณทั้งสองผล หากแต่เขาทำได้เพียงถอนหายใจด้วยความเศร้า
“เถ้าแก่เจา ด้วยสถานะทางการเงินของข้าในตอนนี้ ข้าคงซื้อผลฟื้นฟูวิญญาณได้แค่ผลเดียวเท่านั้น สองผลคงไม่พอแน่ ๆ”
เมื่อเห็นว่าหลงเฉินยากจนและน่าสมเพชถึงเพียงนี้ อาวเสวี่ยที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็มองเขาด้วยสายตาเหยียดหยาม ทีแรกนางรู้สึกกลัวเขาเล็กน้อยเมื่อได้ยินว่าเขาได้สังหารยอดฝีมือระดับแก่นมนุษย์ขั้นต้นได้ แต่ก็พบว่ามันเป็นเพียงข่าวลือ
‘เจ้าเด็กเมื่อวานซืนนี่เพิ่งจะบรรลุถึงระดับแก่นมนุษย์ มันน่าภูมิใจตรงไหนกัน? อีกไม่กี่วันข้าก็จะบรรลุระดับแก่นมนุษย์เช่นกัน เมื่อถึงเวลานั้น คอยดูก็แล้วกันว่าเจ้าหรือข้าที่แข็งแกร่งกว่ากัน!’
การที่เถ้าแก่เจาให้ความสำคัญกับหลงเฉินมากทำให้อาวเสวี่ยรู้สึกริษยา
เมื่อเห็นสีหน้าขมขื่นของหลงเฉิน เถ้าแก่เจาถึงกับหัวเราะออกมา
“ข้าก็บอกไปแล้วมิใช่หรือ? นี่เราก็พบกันเป็นครั้งที่สอง นับได้ว่าเป็นสหายกันแล้ว เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน เจ้าซื้อจากข้าไปหนึ่งผล และข้าจะให้เจ้าอีกหนึ่งผลโดยไม่คิดเงิน ดีไหมล่ะ?”
ผู้จัดการเจาชื่นชมในพรสวรรค์ของหลงเฉินเป็นอย่างมาก และเขายังต้องการมอบอภิสิทธิ์ต่าง ๆ ให้หลงเฉินอย่างมากมาย
หลงเฉินตระหนักดีว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่จะออกจากตระกูลหลิงอู่ ดังนั้นเขาจึงต้องไตร่ตรองและปฏิเสธข้อเสนอของเถ้าแก่เจาอีกครั้ง
เมื่อเห็นว่าหลงเฉินยังมีท่าทีลังเลใจ เถ้าแก่เจาก็ขยิบตาและจ้องมองหลงเฉินตรง ๆ
“เอาอย่างนี้แทนก็แล้วกัน หากเจ้าทำอะไรให้ข้า ข้าก็จะให้ผลฟื้นฟูวิญญาณเป็นรางวัล และนี่ก็ไม่ถือว่าเจ้าติดค้างอะไรข้าด้วย เจ้าจะว่าอย่างไร?”
“จะให้ข้าทำสิ่งใดรึ เถ้าแก่เจา?”
ขณะที่กำลังพูดอยู่นั้น เจาเทียนฟางก็มีสีหน้าเอาจริงเอาจัง หลงเฉินเดาว่านี่คงเป็นจุดประสงค์แท้จริงที่เขาเชิญหลงเฉินมาที่นี่ มิเช่นนั้นเขาคงไม่ลำบากให้อาวเสวี่ยพาเขามา
เจาเทียนฟางยิ้มเล็กน้อยและสั่งให้อาวเสวี่ยที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ออกไปจากห้อง หลังจากนั้นเขาก็หยิบถุงมิติและนำผลึกแก้วที่มีขนาดเท่ากำปั้นทารกออกมา
หลงเฉินจ้องมองไปและเห็นว่าผลึกแก้วนั้นเป็นสีฟ้า มันมีรูปร่างเป็นสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนสองด้านที่คมอย่างน่าเหลือเชื่อ พื้นผิวของผลึกแก้วยังปรากฏสายฟ้าที่ส่องประกายอยู่บนนั้น พร้อมกับเปลวไฟสีฟ้าที่ปะทุออกมาจากผลึกแก้ว
“ผลึกแก้วเพลิงอัสนี?”
ภายในกระบี่หลิงซี เสียงตื่นเต้นของหลิงซีดังออกมา
เวลานี้หลงเฉินอยู่ใกล้กับเถ้าแก่เจามาก และหลังจากที่ได้ยินเสียงหลิงซีโพล่งคำว่า ‘ผลึกแก้วเพลิงอัสนี’ ออกมา เขาก็ไม่กล้าพูดอะไรมากนัก อย่างไรก็ตาม เขาบอกได้ว่าผลึกแก้วนี้เป็นของล้ำค่าอย่างแน่นอน
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าสิ่งนี้คืออะไร?” เถ้าแก่เจาถาม
“ไม่รู้เลย” หลงเฉินส่ายหน้า
“สิ่งนี้เรียกว่า... ผลึกแก้วเพลิงอัสนี”
เขาหมุนผลึกแก้วเพลิงอัสนีในฝ่ามือพร้อมจับจ้องมันโดยไม่กะพริบตา คำพูดต่อไปของเขาเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก
“ผลึกแก้วเพลิงอัสนีเป็นสมบัติล้ำค่า มันไม่มีระดับขั้นอะไรหรอก และตราบใดที่ผสานมันเข้ากับร่างกาย คนผู้นั้นก็จะมีพลังในการควบคุมสายฟ้าและเปลวไฟ พลังนี้ใช้ในการบ่มเพาะร่างกายและนับว่าได้ผลดีทีเดียว และเมื่อเจ้าผสานร่างกายกับผลึกแก้วเพลิงอัสนีมากกว่าสิบชิ้น เจ้าก็จะได้ครอบครอง [กายาเพลิงอัสนี]! ”
หลงเฉินจ้องมองผลึกแก้วเพลิงอัสนีด้วยความประหลาดใจ
“เพียงแค่ผสานร่างเข้ากับมันเท่านั้น? และไม่ต้องฝึกฝนอะไรเลยรึ?”
มิเท่ากับว่าของสิ่งนี้ใช้ได้สะดวกกว่า [กายาย้อนกลับ] ที่เขาเพิ่งได้ครอบครองเช่นนั้นหรือ?
เพราะเคล็ดวิชาบัญญัติชีวา --- [กายาย้อนกลับ] จะสร้างขึ้นได้ก็ต่อเมื่อใช้เวลาทั้งวันทั้งคืน
“ก็ไม่ต้องน่ะสิ” เถ้าแก่เจาส่ายศีรษะ
“จำนวนผลึกแก้วเพลิงอัสนีที่เจ้าสามารถผสานได้นั้นขึ้นอยู่กับพรสวรรค์และร่างกายของเจ้า ตราบใดที่เจ้าผสานมันได้มากกว่าสิบชิ้น เจ้าก็จะได้ครอบครองกายาเพลิงอัสนี บรรดาผู้ที่ได้ผลประโยชน์จากพลังที่ใช้สายฟ้าและเปลวไฟถูกเรียกขานว่าจอมยุทธ์เพลิงอัสนี!”
จอมยุทธ์เพลิงอัสนี?
ฟังดูก็ไม่เลว
ตอนนั้นเองที่หลงเฉินตระหนักว่าโลกที่เขารู้จักนั้นช่างแคบเหลือเกิน เขาเพิ่งได้ผลหวนคืน และตอนนี้ก็ได้มาเจอผลึกแก้วเพลิงอัสนีอีก ทุกสิ่งล้วนแล้วแต่น่าอัศจรรย์ทั้งนั้น
เจาเทียนฟางบอกว่าเขาต้องการให้หลงเฉินทำบางอย่าง แล้วเขาก็นำผลึกแก้วเพลิงอัสนีออกมา เพื่ออะไรกัน?
หลงเฉินถามด้วยความสงสัย
“เถ้าแก่เจา แล้วผลึกแก้วเพลิงอัสนีนี่เกี่ยวอะไรกับข้าหรือ?”
เมื่อพวกเขาวกกลับมาที่คำถามสำคัญ เถ้าแก่เจาก็หัวเราะร่าและจ้องมองหลงเฉินใกล้ ๆ
“พูดตามตรง ข้าชื่นชมเจ้ามาก ข้าอยากจะทดสอบพรสวรรค์และอยากให้เจ้าลองดูว่าเจ้าจะสามารถผสานผลึกแก้วเพลิงอัสนีในร่างเจ้าได้กี่ชิ้น!”
หลงเฉินรู้สึกราวกับตกลงไปในบ่อทอง สีหน้าเหลือเชื่อปรากฏบนใบหน้าของเขา
เถ้าแก่เจาผู้นี้บอกว่าเขาต้องการให้หลงเฉินทำอะไรบางอย่าง หลงเฉินจึงสงสัยว่ามันจะยากเย็นสักเพียงใด แต่กลับกลายเป็นว่ามันเป็นโอกาสอันยอดเยี่ยมสำหรับเขา
เถ้าแก่เจาเพียงต้องการโน้มน้าวให้หลงเฉินเข้าร่วมกับสมาคมพ่อค้าอรุณรุ่ง เขาจึงพยายามหยิบยื่นสิทธิพิเศษมากมายให้หลงเฉินครั้งแล้วครั้งเล่า หลงเฉินรู้สึกลังเลและสงสัยว่าเขาควรจะยอมรับหรือไม่โดยคำนึงถึงพันธะที่จะเกิดขึ้นหากเขายอมรับข้อเสนอ เมื่อเห็นว่าเขาลังเล เถ้าแก่เจาจึงอธิบายอย่างจริงจัง
“หลงเฉิน อย่าคิดว่าการผสานผลึกแก้วเพลิงอัสนีนั้นเป็นเรื่องง่าย มันมีพลังรุนแรงมากจนทำให้ร่างกายระเบิดออกได้หากคนผู้นั้นไม่สามารถทนรับได้ไหว หากร่างกายของเจ้าทนไม่ได้แม้ผลึกแก้วเพลิงอัสนีเพียงชิ้นเดียว ก็เป็นไปได้สูงมากว่าเจ้าจะตายเพราะมัน นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้เรื่องนี้ไม่ใช่ภารกิจง่าย ๆ เมื่อต้องแลกกับผลฟื้นฟูวิญญาณถึงสองผล ลองคิดดูให้ดี ๆ”
ขณะที่หลงเฉินยังคงครุ่นคิดอยู่นั้น เสียงของหลิงซีก็ดังออกมา
“เร็วเข้าสิ รีบรับปากเร็วเข้า!”
หลิงซีมีประสบการณ์มากมายและตระหนักถึงสภาพร่างกายของหลงเฉินเป็นอย่างดี ดังนั้นเมื่อได้ยินนางพูดเช่นนั้น หลงเฉินก็ไม่ลังเลอีกต่อไปและรีบพยักหน้า
“สมบัติล้ำค่าจะพบได้ในที่ที่เต็มไปด้วยอันตรายเท่านั้น ในเมื่อเถ้าแก่เจ้าชื่นชมในตัวข้า ข้าคงต้องขอลองผลึกแก้วเพลิงอัสนีดูสักหน่อยแล้ว!”
**********************