มารยาสีชาด

    ไร้ยางอาย 1

            "ตัวเจ้าเป็นฮูหยินย่อมต้องตามไปด้วยใช่หรือไม่” คำถามหยั่งเชิงนั้น ตัวเขาเองอยากจะได้ยินคำตอบว่าไม่…แต่ถ้านางจะไปด้วย เขาก็ไม่คิดจะห้าม

            ซือหลิวเยี่ยนคิดไปถึงตำแหน่งหน้าที่ของสามีในนามแล้วลอบเบะปาก พื้นที่ห่างไกลขึ้นเขาเป็นวันๆ ตัวนางรึจะอยากติดตามไปด้วย หากมิใช่เพราะหน้าที่ของฮูหยินมาบีบบังคับ ที่หลับที่นอนเป็นอย่างไรมิรู้ได้ ไม่เว้นแม้แต่จวนนายอำเภอคนเก่าของที่นั่นอาจเป็นเพียงจวนคับแคบซอมซ่อ บ่าวไพร่รึจะมีรองรับยามที่นางไปถึง “ข้าจะตามไปด้วยเจ้าค่ะ” ‘แม้จะลำบากอย่างไร ก็ไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ’ ผละออกจากลำแขนแกร่ง ก่อนจะส่งริมฝีปากประทับจูบบนปลายคางสาก สายตาสตรียั่วยวนสามีพร้อมเอื้อนเอ่ยถ้อยคำ “เช่นนั้นก่อนที่เราจะเดินทางในอีกสองวัน เราไปนอนพักผ่อนเอาแรงกันก่อนมิดีรึเจ้าคะ” พยายามรั้งแขนให้ก้าวเดิน “ให้น้องนอนห้องเดียวกับท่านพี่”

            เสิ่นซัวหยางตีสีหน้านิ่งเฉย กลิ่นกายสตรีไม่คุ้นเคยลอยกระทบจมูก ‘และเขาไม่ชอบกลิ่นหอมหวานอันน่าวิงเวียนศีรษะเช่นนี้สักนิด!!’ เขาถอยหลังไปหนึ่งก้าวอย่างแนบเนียน ความรังเกียจในกิริยาท่าทางของสตรีผู้เป็นฮูหยินถูกปกปิดเอาไว้พร้อมกับลอบสังเกต สิ่งที่นางแสดงออกมาเหมือนเป็นเรื่องปกติ มิใช่คล้ายว่าแสร้งทำเหมือนที่เย่วซินของเขาเคยร้าย…ในวันนั้น “ไปนอนพักยามนี้คงไม่ได้และเจ้าควรมีเรือนของตนเองจะดีเสียกว่า เอาไว้คืนนี้ข้าเสร็จกิจแล้วจะเข้าไปหาเจ้า อย่าเพิ่งนอนหลับไปก่อนเล่า”

            ในคำพูดอันน่าขัดใจ ยังคงมีการบอกเป็นนัยว่าจะไปหานางในยามค่ำคืน ใบหน้านวลยิ้มหวานหยดย้อย ใจกระหวัดไปถึงบทรักอันหนักหน่วงจากบุรุษรูปงามผู้เป็นสามี ไม่รู้ว่าเสิ่นซัวหยางจะมีลีลารักเป็นเช่นไร ไม่รู้ว่าตัวเขาจะเคยผ่านสตรีนางโลมมาสักเท่าไหร่ นั่นคือสิ่งที่ทำให้นางคาดเดาไม่ได้และเฝ้าแต่ตื่นเต้นรอคอย ‘คืนนี้นางจะพรมน้ำปรุงกลิ่นดอกไม้ไปทั่วทั้งตัวเลยทีเดียว’ “ข้าจะรอเจ้าค่ะ เช่นนั้นข้าไปจัดห้องของข้าก่อนนะเจ้าคะ”

            “ตามอาไฉ่ไปเถอะ” พยักหน้าให้บ่าวชายคนสนิทผู้ได้จัดเตรียมเรือนเล็กไว้ก่อนหน้า ได้เป็นฝ่ายนำทางซือฮูหยินไป เรือนเล็กหลังนั้นมีช่องลับอยู่ด้านใต้…มีเอาไว้เพื่อจับตาดู มิใช่จ้องจับผิด!!

            สองนายบ่าวเดินตามบ่าวชายคนสนิทของเสิ่นซัวหยางไปทางปีกซ้ายของเรือนหลักตรงกลาง คาดเดาไม่ได้ว่าเจ้าของจวนจะใช้ห้องใดเป็นสถานที่หลับนอนหรือถ้าหากคิดตามสถานะจริงๆ ก็คงเป็นเรือนตรงกลางที่มีขนาดกว้างขวางกว่าเรือนหลังอื่น ไวเท่าความคิด อาลี่ผู้เป็นสาวใช้รู้งานจึงเอ่ยถามอาไฉ่ทันที

            “เรือนใหญ่ตรงกลางนั่นเป็นของนายท่านใช่หรือไม่”

            อาไฉ่พยักหน้าและไม่กล่าวสิ่งใด ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วนายท่านเสิ่นซัวหยางนอนอยู่ในเรือนแยกธรรมดาที่เตรียมเอาไว้ให้คุณหนูเย่วซินทางฝั่งขวาต่างหาก หนำซ้ำพื้นที่ของฝั่งขวานั้นยังไกลห่างจากเรือนของซือฮูหยินมากกว่ายี่สิบหลา “เชิญซือฮูหยิน” ผายมือไปทางเรือนเล็กงดงามตรงหน้า ก่อนจะเดินแยกออกไปจากตรงนั้น ในขณะที่รอบตัวเรือนยังมียอดฝีมือเฝ้ามองท่าทีของสองสตรีอยู่ไม่ไกล

    &&&&

    คืนนั้น

            ซือหลิวเยี่ยนในสภาพสวมชุดคลุมผืนบางสีแดงสด เดินวนไปวนมา “นี่มันยามจื่อ (23.20) แล้วนะอาลี่ ใยพี่ซัวหยางยังไม่เข้ามาหาข้าอีก” สีหน้าเกรี้ยวกราด ก่อนหน้านั้นเพราะคิดว่าจะต้องร่วมคืนวสันต์ ตัวนางถึงกับแช่น้ำอบเกือบหนึ่งชั่วยาม ขัดถูร่างกายจนแดงเถือกไปหมดเพื่อให้บุรุษได้ลองลิ้มรสสวาท แต่นอกจากจะผิดหวังอีกครั้ง ช่วงล่างยังงุ่นง่านไปหมดคล้ายต้องการสิ่งเติมเต็ม ไวเท่าความคิด นางย่างเท้าออกนอกเรือนเล็กมุ่งตรงไปยังเรือนหลักตรงกลางจวน แสงไฟจากตะเกียงสาดส่องไปตามเส้นทาง แม้ร่างกายในอาภรณ์เบาบางจะดูคล้ายมิได้สวมใส่สิ่งใด แต่เจ้าของร่างเช่นนางหาได้สนใจไม่ นอกจากจะเดินเร็วๆ แล้ว เบื้องหน้าในยามนี้ยังมีบ่าวชายเหลือบตามองก่อนจะเปิดประตูเรือนใหญ่ให้ทันที แสงไฟในห้องตรงกลางยังคงสว่างไสว บ่งชัดว่าเสิ่นซัวหยางยังอยู่ในนั้น สตรีผู้เป็นฮูหยินไร้การยับยั้งชั่งใจ นางเอื้อมมือไปผลักประตูเสียงดัง ปึ่ง!! “พี่ซัวหยาง”

            บุรุษในชุดสีดำ ใบหน้ารกครึ้มหันกลับมามองสตรีตรงหน้าด้วยสายตาสงสัย ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นโลมเลีย หยาบโลน พร้อมกับยกยิ้มตรงมุมปาก ด้านหลังนั้นเป็นสาวใช้ที่เอาแต่ยืนบิดไปบิดมา “เจ้าคงเข้ามาผิดห้องแล้วคุณหนู” เลิกคิ้วคล้ายทำหน้าไม่แน่ใจ “หรือเจ้าคือซือฮูหยินใช่หรือไม่”

            น้ำเสียงนุ่มทุ้มของบุรุษแปลกหน้านั้นช่างตรึงใจซือหลิวเยี่ยน จนนางถึงกลับเผลอเม้มปาก ในคำถามคล้ายแน่ใจของอีกฝ่ายทำให้นางเดาได้ว่าเขาคงไม่รู้จักนางเป็นแน่ ‘ถ้าหากเป็นเช่นนั้น?’ นางจึงส่ายหน้าและแสร้งยกมือขึ้นปกปิดร่างกาย “มิใช่เจ้าค่ะข้าคือ” ในหัวคิดหาข้ออ้างอย่างฉับไว ตัวนางจะมิให้ผู้ใดรู้แน่ว่านางเป็นฮูหยินที่เข้าหาบุรุษที่มิใช่สามี เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว...นางควรจะบอกว่า “ข้า มีนามว่าเย่วซิน เป็นน้องสาวบุญธรรมของพี่ซัวหยาง มิทราบว่าท่านคือ”

            ผู้ฟังเอียงคอมอง “ข้าคือเส้าปี ผู้ช่วยงานชั่วคราวของท่านนายอำเภอเสิ่น” ย่างเท้าเข้าหาสตรีที่บอกว่าตนคือคุณหนูเย่วซิน ก่อนจะแสร้งทำหน้าสงสัย ทั้งๆ ที่ตัวเขานั้นรู้อยู่แล้วว่าสตรีตรงหน้าคือซือหลิวเยี่ยนหาใช่เย่วซินไม่ ‘แต่เหตุใดนางจึงกล้าโกหก’ “หากจำไม่ผิดนายอำเภอเสิ่นบอกข้าว่า เขากำลังส่งคนไปตามหาคุณหนูเย่วซิน เหตุใดจึงมายืนอยู่ตรงนี้ได้ หรือเจ้ากลับมาเอง”

            ซือหลิวเยี่ยนสะดุ้ง “จะ เจ้าค่ะ ข้าแอบกลับมาเองโดยมิได้บอกผู้ใด ยามนี้จึงเข้ามาหาท่านพี่ซัวหยางเพื่อทำให้เขาประหลาดใจ แต่ในเมื่อท่านพี่ไม่อยู่ที่นี่ เช่นนั้นท่านเส้าปีอย่าเพิ่งบอกพี่ซัวหยางนะเจ้าคะ”

            “ฮะ ฮู เอ่อ คะ คุณหนู” อาลี่รีบดึงชายเสื้อคุณหนูของนางหรือจะกล่าวให้ถูกคือซือฮูหยิน หาใช่เย่วซินไม่ ใจอยากจะบอกว่าที่นี่คือจวนสกุลเสิ่นหาใช่จวนสกุลซือ ซือฮูหยินของนางจะมาหลอกล่อบุรุษในจวนของสามีตนเองไม่ได้เด็ดขาด แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ฟังนางเลย!!

    คล้ายกับเรื่องมารยาสีชาด ที่คุณอ่าน