เสียงสับหมูดังอยู่ในครัวไทยหลังบ้านไม้สองชั้น แต่เดิมเป็เพียงบ้านไม้ยกใต้ถุนสูงแต่มีการต่อเติมปูนด้านล่างขึ้นมาภายหลัง พื้นปูด้วยกระเบื้องหินอ่อน คงความสูงเดิมของบ้านที่ทำให้เพดานสูงเพื่อที่จะถ่ายเทอากาศให้ไหลเวียนได้ดี ไม่ดีเฉพาะฤดูหนาวที่ทำให้อากาศภายในบ้านเย็นราวกับเดินบนพื้นน้ำแข็ง เสียงสับหมูบนเขียงไม้เนื้อหนากับมีดเหล็กกล้ามีน้ำหนักทำให้เสียงดังสนั่นพอที่จะปลุกคนในบ้านได้ตื่นขึ้นจากการนอนคุดคู้ใต้ผ้าห่ม
มณจำปาหลับตาตื่นลุกขึ้นนั่งบนฟูกนุ่นนุ่มหนาที่วางราบบนพื้นไม้ ใช้มือควานหายางรัดผมที่แก้มัดวางไว้บนหัวเตียงมารวบผมหยักศกอย่างลวกๆ ก่อนสวมหมวกไหมพรมอีกที หยิบเสื้อกันหนาวที่แม่ถักให้ทับชุดนอนแขนยาวสีฟ้าอ่อน เดินงัวเงียลงมาชั้นล่าง เข้าห้องน้ำล้างหน้าล้างตาให้พ้นสภาพความง่วงซึม น้ำเย็นในฤดูหนาวเย็นจัดจนทำให้เธอสะดุ้ง ไล่ความง่วงหายเป็ปลิดทิ้ง ก่อนเดินตามกลิ่นหอมของน้ำซุปที่เคี่ยวจากกระดูกสันหลังหมูอย่างพิถีพิถันบนเตาถ่านที่วางบนกระบะทรายขนาดเล็ก
ภายในครัวไทยที่เดินผ่านทะลุครัวในบ้านที่ใช้วางอาหารหรือเก็บของ ถูกสร้างขึ้นหลังจากแม่ของเธอโกรธเกรี้ยวผู้เป็สามีที่สร้างครัวในบ้านที่แสนคับแคบ มีเพียงโต๊ะเตรียมอาหาร ชั้นวางของ ตู้เก็บจาน เท่านั้น แม่โวยวายว่าการทำอาหารไม่ใช่เื่ล้อเล่น ไม่ใช่การเล่นขายของที่จะมีพื้นที่แค่นี้ก็ทำอาหารเลี้ยงคนได้ สามีหรือพ่อของเธอที่อ่านหนังสือเจอว่าการทำอาหารไม่ได้ขึ้นอยู่กับพื้นที่แต่ขึ้นอยู่กับฝีมือถึงกับเงียบสนิท และต่อเติมชานออกมาต่อจากครัวอย่างกุลีกุจอเอาใจภรรยาสุดที่รัก และปล่อยให้ห้องครัวที่สุดแสนภูมิใจเป็ที่เก็บของอย่างน่าเสียดาย
ครัวไทยมีขนาดกว้างใหญ่ราว 1 ใน 4 ของพื้นที่ตัวบ้านด้านล่าง ฝาผนังสานด้วยไม้ไผ่ พื้นปูด้วยไม้เนื้อแข็งขัดเรียบ หน้าต่างขนาดใหญ่เปิดกว้างใช้ระบายกลิ่น ไล่ความอับชื้น ทำให้ลมหนาวยามเช้าพัดพากระทบผิวหน้าที่เป็เพียงส่วนเดียวที่ไม่ได้ถูกปกปิดจนชา มณจำปายื่นหน้าทักทายยายดาวเรืองผู้เป็แม่ที่นั่งสับหมูอย่างขะมักเขม้นด้วยแรงสับสม่ำเสมอ
“อรุณสวัสดิ์ค่า ทำไมแม่ไม่ซื้อหมูสับมา สับเองให้ปวดแขนทำไมคะ?” พูดเสร็จก็เปิดฝาสูดกลิ่นน้ำต้มกระดูกหมูที่กำลังเดือดได้ที่ในหม้อสังกะสีใบใหญ่ ที่มณจำปาประเมินอย่างมั่นอกมั่นใจว่าสามารถกินได้ทั้งซอย
“ไม่เอา แม่ไม่ชอบ ซื้อเอามีมันผสมเยอะไป เอาสันคอหมูมาสับนี่แหละ กำลังดี” ยายดาวเรืองเบียดตัวลูกสาวออกห่างจากหม้อ โยนปลาหมึกแห้งตัวขนาดย่อมลงไป 5 ตัวใหญ่ เขี่ยถ่านไฟออกให้เหลือแค่ไฟกลาง ปิดฝา พลางบอกให้ลูกสาวคนเล็กเด็ดยอดตำลึงที่ได้มาจากป้าวรรณา เพื่อนบ้านที่อยู่ในซอยเดียวกัน ที่บรรจงเก็บยอดอ่อนใส่ถุงใหญ่แล้วแขวนไว้ที่ริมรั้วบ้าน มีโน๊ตเล็กๆ ว่า ฝากทำแกงจืดให้หนูดา
“อะ วันนี้เลยได้อานิสงส์จากหนูดา ได้ทานแกงจืดตำลึงแต่เช้า” มณจำปาส่งเสียงร่าออกมา นั่งเด็ดยอดอ่อนตำลึงอย่างคล่องแคล่ว เธอเป็ลูกมือแม่บ่อยๆ เื่แค่นี้สบายมาก โดยปกติแล้วมื้อเช้า ผู้เป็แม่มักทำแต่ไข่ดาว ไข่ต้ม หรือไข่กวน อะไรเทือกนั้น หรือบางทีก็ไม่ทำเลย เพราะั้แ่ลูกสาวสามคนเติบโตแยกย้ายไปใช้ชีวิตนอกบ้าน มื้อหลักในบ้านเลยเหลือเพียงมื้อเย็นมื้อเดียว โดยยายดาวเรืองจะทำอาหารวางไว้บนโต๊ะ แล้วแต่ว่าใครจะกลับมากินตอนไหน ส่วนตัวยายดาวเรืองเองในมื้อเที่ยงหรือมื้อเย็นก็จะทานตามบ้านเพื่อนบ้านบ้างหรือบางครั้งอาปลัดกับป้าวรรณาก็มานั่งทานเป็เพื่อนบ้าง โอกาสที่จะทานอาหารพร้อมหน้าพร้อมตากันในครอบครัวนั้นค่อนข้างจะหายาก นอกจากในโอกาสพิเศษจริงๆ
ยามเช้ามื้อแรกของวัน ยายดาวเรืองจะชงกาแฟทานคู่กับปาท่องโก๋ หรือขนมอื่นๆ ที่บรรดาสมาชิกในสมาคม “คนว่างยามเช้า” หอบหิ้วมา ยึดเอาโต๊ะไม้หินอ่อนทรงกลมที่ผ่านการใช้งานมาเท่าอายุของลูกสาวคนโตใต้ต้นก้ามปูข้างบ้าน เป็ที่เสวนาเื่นั้นเื่นี้ สมาชิกจะยืนหลักด้วย ยายดาวเรือง อาปลัด และป้าวรรณา มีน้านวลพรรณ น้าปรางจิต ส้ม ด้วยในบางวัน “แก่แล้ว กินอะไรเยอะแยะ ทำกับข้าวเลี้ยงผัวเลี้ยงลูกมา 20-30 ปี เบื่อจะแย่” ยายดาวเรืองพูดแกมบ่นกับคนในสมาคมบ่อยๆ คนที่ได้ยินก็รับรู้ว่านั่นคือคำแก้เก้อ เพราะจริงๆแล้วไม่มีใครอยู่กินต่างหาก ยายดาวเรืองเป็ที่รู้กันโดยทั่วไปทั้งซอยนี้ซอยข้างๆว่าชอบทำอาหารขนาดไหนมีเหรอจะี้เีทำ นับแต่ที่หลานสาวตัวเล็กกลับมาอยู่ด้วย ทุกคนก็ััได้ว่ายายดาวเรืองรู้สึกมีชีวิตชีวามีไฟในการเข้าครัวราวกับถ่านเก่าได้ไฟใหม่อีกครั้ง
“อากาศแบบนี้ ทานอะไรอุ่นๆ จะได้สบายตัว หนูดาจะได้เจริญอาหาร แกงจืดเต้าหู้นิ่มๆ แบบนี้หลานน่าจะชอบ” ดาวเรืองกล่าวเสียงอ่อนเมื่อพูดถึงหลานสาวสุดที่รัก พร้อมกับโยนลูกชิ้นหมูสับขนาดพอคำลงหม้อที่เดือดปุดๆ อย่างคล่องแคล่ว กลิ่นหอมเครื่องหมักในลูกชิ้นหมูสับลอยฟุ้งอบอวลเพิ่มความอยากอาหารได้อย่างดี
หนูดา หรือแก้วมุกดา เป็เด็กสามขวบ ที่กรรณิการ์ผู้เป็แม่จูงมือมาเคาะประตูรั้วหน้าบ้านกลางดึกคืนหนึ่งในฤดูฝนที่ผ่านมา ท่ามกลางความตื่นตระหนกของคนในบ้าน สภาพเปียกปอน เสื้อผ้าซอมซ่อขาดวิ่น ร่องรอยการถูกทำร้าย และน้ำตาที่ไม่มีทีท่าจะหยุดไหล ทำให้เดาเื่ราวออกโดยปราศจากการถามใดๆ ไม่มีกระเป๋าหรือสมบัติในมือติดตัวมายกเว้นแต่มือที่จูงเด็กหญิงไว้แน่น เด็กหญิงตัวเล็ก รูปร่างผอมเกร็งมีท่าทีตื่นกลัว ดวงตาแดงบวมช้ำ ข้างแก้มมีรอยแดงขนาดใหญ่ ยืนหลบหลังแม่อย่างหวาดผวา ชุดกางเกงขายาวเลอะไปด้วยโคลน รองเท้าแตะเปียกชื้น ยายดาวเรืองถึงกับร่ำไห้และปล่อยโฮออกมาอย่างสุดเสียงกอดหลานสาวอย่างเวทนา มะลิฉัตรและมณจำปา กอดพี่สาวของพวกตนไว้แน่น ร้องไห้ระงม เป็ค่ำคืนที่ไม่มีบทสนทนานอกจากเสียงร้องไห้ด้วยความเจ็บช้ำ เ็ป เจ็บใจ
ความเ็ปยังไม่สิ้นสุดเพียงเท่านี้ หนูดากลายเป็เด็กไม่พูด ไม่ออกเสียงอีกเลย กรรณิการ์เล่าว่า เพราะ้าปกป้องแม่จากพ่อที่เมามาย จึงโดนพ่อพลั้งมือตบเข้าเต็มๆ ที่ใบหน้าและโดนตวาดให้เงียบ ด้วยความเจ็บและใจึงทำให้ร่างกายตอบสนองทันที หมอบอกว่าต้องรอจนกว่าจิตใจดีขึ้นแล้วหนูดาจะกลับมาพูดได้เอง ในระหว่างนี้ให้หนูดาอยู่ในที่ๆ ทำให้หนูดาสบายใจ รู้สึกปลอดภัยเสียก่อน
ยายดาวเรืองจึงเลี้ยงหนูดามาั้แ่วันนั้นแทนกรรณิการ์ที่เสียใจและเฝ้าโทษว่าเป็ความผิดของตนเอง จนไม่อาจยกโทษให้ตัวเองได้ กรรณิการณ์ดำเนินการเื่หย่าและเดินทางไปทำงานที่เมืองนอกทันที เพื่อให้อยู่ห่างจากลูกสาวที่เป็ดั่งดวงใจให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ ดาวเรืองไม่อาจทัดทานความตั้งใจของลูกสาว ได้แต่สวดมนต์ก่อนนอนขอพรให้เื่ราวเลวร้ายนี้ผ่านไปเร็ววัน
“เล็ก เด็ดเสร็จแล้ว ก็ขึ้นไปดูหลานหน่อยนะ” ยายดาวเรืองพูดเสร็จก็แบ่งน้ำซุปลงในหม้อเล็ก ที่ตั้งบนอีกเตาที่อยู่ข้างๆ กัน ตักหมูสับใส่เต็มหม้อ หนีบถ่านไฟแดงที่ตั้งน้ำซุปมาใส่ เติมถ่านให้ร้อนแรง รอให้น้ำซุปเดือนพล่านก่อนหั่นเต้าหู้หลอดเป็ชิ้นๆ เมื่อน้ำเดือดอีกครั้งจึงหยิบยอดตำลึงจำนวนพอดีทานใส่ลงไป ยกหม้อลงทันที ยายดาวเรืองบอกลูกสาวเสมอว่าทำแบบนี้จะทำให้ยอดตำลึงไม่เละจากการอุ่นบ่อยๆ พร้อมทะยอยตักใส่ปิ่นโตสามเถา ปิดท้ายโรยด้วยกระเทียมเจียวสีเหลืองทอง
“แล้วเอาแกงจืดไปให้บ้านเ้าส้ม น้านวล น้าปรางด้วย จะได้ให้เด็กๆ กินก่อนไปโรงเรียนกัน และเรียกอาปลัดกับป้าวรรณมากินข้าวเช้าด้วย” มณจำปาส่งเสียงขานรับ เดินขึ้นไปหาหลานสาวแสนรัก ตัวเล็ก ที่กำลังหลับปุ๋ยบนฟูกนุ่นหนาเนื้อแข็งในห้องนอนแม่ของเธอ แผงขนตาหนาบนหน้าเนียนนุ่มที่แห้งแตกอมชมพู ทำให้มณจำปาอดไม่ได้ที่จะหอมแก้มซักฟอด ก่อนเดินไปส่งปิ่นโตตามบ้านและะโเรียกเหล่าสมาชิกสมาคม “คนว่างยามเช้า” มากินอาหารเช้าอย่างที่แม่ของตนได้แจกแจงเมื่อสักครู่
บ้านของยายดาวเรืองอยู่ในซอยเล็กๆ ที่มีบ้านคนอาศัยอยู่เพียง 6 หลัง ต้นซอยเป็บ้านของอาประสิทธิ์ อดีตปลัดจังหวัด ที่เธอและใครต่อใครเรียกว่าอาปลัด ด้วยท่าทีที่เกรงขาม เสียงใหญ่ ใจนักเลง ทำให้ทุกคนต่างรู้สึกยำเกรงไม่น้อย อาปลัดเป็พ่อม่าย ภรรยาเสียเมื่อปีก่อนด้วยโรคร้ายหลังจากต่อสู้มานาน ในงานศพอาปลัดไม่มีทีท่าเสียใจมากนัก ยังคงยิ้มรับแขกด้วยท่าทีปกติ ยายดาวเรืองบอกว่าคนที่ป่วยมานาน การตายนั้นคือของขวัญที่ดีที่สุด อาปลัดไม่เสียใจมากน่ะถูกต้องแล้ว
ถัดมาเป็บ้านของส้มกับสมชายวัยเดียวกับเธอ เป็คนอัธยาศัยดี ขยัน อารมณ์ดี ทำให้เธอรู้สึกมีเพื่อนรุ่นเดียวกันบ้าง ทำงานโรงงานกันทั้งคู่ บ้านนี้มีลูกสาวหนึ่งคน ชื่อพอใจ ยายดาวเรืองช่วยเลี้ยงบ่อยๆ เวลาที่สมชายออกเวรรอบดึกมาสลับกับส้มที่เข้าเวรเช้า ด้วยวัยและเพศเดียวกันกับหลานสุดที่รัก ยายดาวเรืองเลยจะเอ็นดูเป็พิเศษ เกือบทุกวันจะเอามากิน นอน ที่บ้านในตอนกลางวันเพื่อให้สมชายผู้เป็พ่อได้พักผ่อนเต็มที่
บ้านตรงข้ามของอาปลัด เป็บ้านของน้านวลพรรณกับน้านิรุจติ์ที่ทำงานเป็พนักงานธนาคาร มีลูกฝาแฝด น้านวลเป็แม่บ้านชอบปลูกดอกไม้ หน้ารั้วบ้านน้านวลจะปลูกดอกไม้ผลัดเปลี่ยนไปตามฤดูกาล ่นี้หน้าหนาวน้านวลปลูกดอกทานตะวันแข่งกันชูคอยืดคอยาวหาแสงอาทิตย์ เช้าๆ ที่เต็มไปด้วยหมอกก็ได้ดอกทานตะวันของน้านวลนี่แหล่ะเป็เหมือนตะเกียงแสงสว่างสีเหลืองส่องนำทางไปบ้านของเ้าแฝด มาวิน เมธี จอมแสบซนที่มณจำปาเอ็นดูมาก ชอบในความห้าวหาญ ใจกล้า ยายดาวเรืองบอกว่าเด็กซนคือเด็กฉลาด แต่ความฉลาดจนถึงขั้นปีนหลังคาบ้านเพื่อเล่นกับแมวจนตกหลังคาทะลุลงมา ก็ทำให้ยายดาวเรืองส่ายหน้าพูดไม่ออก
ถัดจากบ้านสมชายเป็บ้านว่างที่เห็นว่าจะย้ายเข้ามาเร็วๆ นี้ บ้านนี้ไม่มีคนอยู่มาเกือบปี แม่ของเธอให้คนมาถางหญ้า ตัดต้นไม้เนืองๆ ทำให้บ้านไม่โทรมมากนัก ยายดาวเรืองบอกว่าเ้าที่กำลังเลือกเ้าของบ้านอยู่ ถ้าเ้าที่เป็ผู้หญิงคงเลือกมากจนขึ้นคานเหมือนมะลิฉัตร พี่สาวคนกลางของเธอแน่ๆ มณจำปาคิดแล้วหัวเราะ
บ้านป้าวรรณาติดกับบ้านว่างหลังนั้น ป้าวรรณาเป็ช่างเย็บผ้าประจำซอยที่อยู่มานานั้แ่บ้านในซอยยังไม่เยอะเท่านี้ มณจำปาจำได้เพียงว่า เธอเกิดมาก็ได้เจอป้าวรรณาแล้ว แถมป้าวรรณาก็ช่วยเลี้ยงพี่สาวทั้งสองคนของเธออีกด้วย อัธยาศัยที่ตรงจริตกัน ยายดาวเรืองจึงเคารพเหมือนพี่สาวแท้ๆ ป้าวรรณาเคยแต่งงานแต่ถูกสามีทิ้งแบบไม่ไยดี ตามสมัยนิยม ทำให้เดินระหกระเหิน เคว้งคว้างไม่มีที่ไปเลยมาเช่าบ้านและใช้วิชาชีพที่มีมาเปิดร้านเย็บผ้าพอได้ลูกค้าในซอยนี้และซอยข้างๆ เลี้ยงชีพ
ตรงข้ามบ้านป้าวรรณาเป็บ้านน้าปรางจิต แม่ม่ายลูกติดแสนสวย ที่เปิดร้านขายส้มตำรสแซ่บตัวแทนประเทศไทย ยายดาวเรืองพูดไว้อย่างนั้น และรสมือของน้าปรางจิตก็เป็เช่นนั้นจริงๆ ในแต่ละวันจะมีลูกค้าประจำมาซื้อจนตำขายไม่ทัน แต่บางครั้งลูกค้าหนุ่มหลายคนก็ไม่ได้ตั้งใจมาซื้อ มาแค่ต่อแถวดูหน้าแม่ค้าคนสวยเท่านั้น “ไม่เอาหรอกยายดาวเรือง กลัวเขาไม่รักลูกฉัน อยู่อย่างนี้ดีจะตาย หลอกขายส้มตำไปวันๆ” น้าปรางจิตหัวเราะเ้าเล่ห์ตอนยายดาวเรืองยุให้แต่งงานใหม่ น้าปรางจิตมีลูกชายหนึ่งคน ชื่อเมฆา ขี้อาย พูดน้อย เวลาที่เล่นด้วยกันกับลูกน้านวลพรรณเลยมักเจ็บตัวจากความทโมนของสองแสบบ่อยๆ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังเกาะกลุ่ม 3 หนุ่มเหนียวแน่นไม่ขาด น้านวลพรรณพร่ำขอโทษน้าปรางจิตไม่เว้นวัน น้าปรางจิตได้แต่หัวเราะบอกว่า เด็กผู้ชายมีาแถึงจะเป็ลูกผู้ชาย
ส่วนบ้านของยายดาวเรืองอยู่ระหว่างบ้านน้านวลพรรณกับน้าปรางจิต หลังจากที่พ่อเสียไปเมื่อหลายปีก่อน บ้านหลังนี้เลยอยู่กันแค่ 3 สาว ยายดาวเรือง มะลิฉัตร และมณจำปา ส่วนกรรณิการ์ั้แ่แต่งงานไปก็ไม่ค่อยได้กลับมาเยี่ยมบ้านสักเท่าไหร่ พาหลานกลับมาเยี่ยมยายเยี่ยมน้าไม่กี่ครั้ง แต่ก็พอเข้าใจสถานการณ์ได้ว่าอาจเป็เพราะอดีตพี่เขยที่ไม่ค่อยอยากสุงสิงกับบ้านพ่อตาเท่าไหร่นัก มณจำปายังจำได้ดีว่า งานศพพ่อตาแท้ๆ อิตาอดีตพี่เขยยังไม่มาไหว้ศพสักวันแม้แต่วันเผา การมีเ้าตัวเล็กมาเพิ่มเมื่อไม่กี่เดือนก่อน สร้างความสดชื่นให้กับครอบครัวที่เงียบเหงาเป็อย่างมาก ทั้งพี่กลาง ทั้งเธอ ถ้าไม่ติดเรียนหรือธุระจะรีบกลับมาบ้านมาขลุกอยู่กับหลานทันที
มณจำปาเดินไปบ้านน้านวลพรรณคนสวย ก่อนวางปิ่นโตไว้หน้าร้าน ะโบอกเสียงดังก่อนเดินออกมา มองเข้าไปที่สนามว่างข้างบ้านก็เห็นดอกชมพู่มะเหมี่ยวร่วงเต็มพื้น อีกไม่กี่เดือนจะได้กินชมพู่มะเหมี่ยวอีกแล้วสินะ แต่วันนี้ให้แม่ทำยำดอกชมพู่ให้กินดีกว่า แค่คิดก็นำลายสอแล้ว อยากให้ถึงตอนเย็นไวๆ
ก่อนจะทำรั้วบ้านแม่ของเธอได้แบ่งพื้นที่ที่ติดบ้านน้าปรางเป็แปลงเล็กๆ แปลงหนึ่งไว้เป็สนามเด็กเล่นของเด็กๆ สนามนี้มีต้นชมพู่มะเหมี่ยวต้นใหญ่อยู่หนึ่งต้น เวลาเย็นหลังเลิกเรียน เด็กในซอยจะมารวมกันที่ตรงนี้ บางวันก็มีเด็กต่างซอยมาเล่นด้วย เล่นกันจนค่ำค่อยแยกย้ายกลับบ้านไปกินข้าวเย็นบ้านใครบ้านมัน ด้วยความที่ซอยมีขนาดเล็กมองเห็นกันง่าย จึงมีสายตาผู้ใหญ่ที่อยู่แถวนั้นคอยเป็หูเป็ตาสอดส่องความปลอดภัยแทนกันและกัน
ยายดาวเรืองอยู่ที่ซอยนี้มานาน นานแค่ไหนไม่รู้ รู้แต่ว่าแม่เล่าให้เธอฟังว่า แม่กับพ่อมาซื้อกันั้แ่เป็ทุ่งนา ไม่มีถนน จากนั้นก็มีคนนั้นคนนี้มาอยู่ สร้างบ้านสร้างเรือน จนใครต่อใครเรียกซอยนี้ว่าซอยดาวเรือง พอทำถนนเ้าหน้าที่เขตก็เลยตั้งชื่อว่าซอยดาวเรืองตามคนที่คนเรียก ๆ กัน บางคนที่เคยอยู่ได้ย้ายออก บางคนได้ย้ายเข้ามาอยู่ใหม่ ไม่รู้เป็เพราะโชคดีหรือเพราะการบนบานศาลกล่าวของตาสมัครผู้เป็พ่อที่ชอบขอพรทุกปีใหม่
“ขอให้ได้คนดีๆ มาอยู่ จะได้รัก ดูแลกันเหมือนคนในครอบครัว” และคำขอนั้นก็มักประสบผลสำเร็จทุกครั้ง
ขณะที่เดินขาสั่น มือซุกกอดอก กลับบ้าน มณจำปานึกถึงฤดูฝนคืนนั้น ที่มีเสียงร้องเรียกเคาะประตูรั้วเหล็กบ้านยายดาวเรืองกลางดึกเสียงดังลั่นขนาดที่ฝนตกหนักแต่คนในซอยยังสะดุ้งตื่นใรีบพากันออกมาที่บ้านยายดาวเรือง เกรงจะมีเื่เกิดขึ้น อาปลัดพกปืนมาด้วยเผื่อมีเื่ไม่ดีถึงแม้แถวนี้จะไม่เคยมีประวัติอาชญากรรมมาเลยก็ตาม เมื่อเห็นสภาพลูกสาวคนโตของยายดาวเรืองที่หายหน้าไปนานและหลานสาวตัวเล็กในสภาพบอบช้ำอย่างนั้นก็เข้าใจเื่ราวได้ทันที
คนในซอยไม่มีแม้แต่สักคนที่ปริปากถามเพราะเข้าใจดีว่าเกิดอะไรขึ้น กรรณิการ์แต่งงานกับชายที่ไม่พึงประสงค์ทั้งตาสมัครและยายดาวเรืองคัดค้านอย่างไรก็ไม่เป็ผล วันดีคืนดีก็หอบผ้าหอบผ่อนหนีตามชายคนนั้นไปและไม่เคยกลับมาบ้านอีกเลย ตาสมัครประกาศตัดพ่อตัดลูกทันที ไม่เผาผีกัน และห้ามคนในบ้านพูดถึงเื่นี้เป็อันขาด ห้ามแม้แต่เรียกชื่อลูกสาวที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็ยอดดวงใจ ส่วนกรรณิการ์นั้นได้แต่เขียนจดหมายมาขอเงินเป็ระยะๆ และตาสมัครจะโกรธมากเมื่อรู้ว่าผู้เป็ภรรยาแอบส่งเงินให้ลูกสาว
พอได้ข่าวว่ากรรณิการ์ตั้งครรภ์อารมณ์ดีใจที่จะมีหลานคนแรกก็ทำให้ลืมเื่ที่โกรธไปหมดสิ้นกลับกลายเป็ตาสมัครส่งเงินไปให้ลูกสาวซื้อของบำรุงครรภ์เสียเองเฝ้ารอที่จะได้เจอหลาน แต่อนิจจาตาสมัครไม่ทันได้อุ้มตัวเล็กอย่างที่ตั้งใจก็เสียชีวิตลงในบ่ายวันหนึ่งด้วยโรคหัวใจล้มเหลว กรรณิการ์มางานศพเพียงลำพังในชุดคลุมท้องสีดำสุดซอมซ่อ สภาพผอมแห้งไม่มีน้ำมีนวล มีเพียงท้องที่ป่องกลมเท่านั้นที่ทำให้คนที่เห็นรับรู้ว่ามีอีกหนึ่งชีวิตข้างใน ดวงตาแห้งกร้านไร้ชีวิตชีวา เธอไม่กินไม่นอนเอาร่ำไห้หน้าโลงศพผู้เป็พ่อราวจะขาดใจ เอ่ยขอโทษนับเป็ล้านๆ ครั้งได้ ในสภาพเช่นนั้นใครบ้างจะโกรธเธอได้ลง คนเราเมื่อตกในห้วงรักก็มักโง่เขลาเหมือนกันหมด
คืนฝนตกคืนนั้น เื่ของกรรณิการ์กับหนูดาทำให้อาปลัดผู้กว้างขวางโกรธแค้นเป็ฟืนเป็ไฟ เป็หัวหอกในการจัดหาทนายความที่เก่งที่สุดในจังหวัดมาทำเื่หย่าและการขอคำสั่งศาลห้ามอดีตสามีเข้าใกล้กรรณิการณ์และลูกสาวเด็ดขาด ส้ม น้าปราง น้านวล เข้ามานั่งเล่นพูดคุยเป็ประจำทำให้กรรณิการ์พอคลายเหงา ยิ้ม หัวเราะให้กับโชคชะตาตัวเอง น้านวล น้าปรางได้กำชับให้ลูกๆ มาเล่นกับหนูดาทุกวัน จนทำให้หนูดายิ้มออก ความกลัวจางหายไป แต่ถึงอย่างนั้นหนูดาก็ยังเงียบ ไม่มีทีท่าจะส่งเสียงแต่อย่างไร