BEWARE เด็กอันตราย (จบแล้ว)

    51 : คนที่ทนทุกข์

    51 : คนที่ทนทุกข์

                “พาเด็กพวกนั้นไปที่ห้องเรียบร้อยแล้วครับท่านตนัย”  นิกรบอก

            ตนัยที่นั่งเอนพิงพนักอยู่นั้นเคาะนิ้วบนโต๊ะเป็นจังหวะอย่างครุ่นคิด  ก่อนจะเอ่ย  “ส่งคนไปบอกแผนของวันพรุ่งนี้ให้เด็กโรงเรียนเทพาพิทักษ์ได้รู้ซะ”

            “แต่...คำตอบจะได้วันพรุ่งนี้ไม่ใช่เหรอครับ”

            “เด็กกลุ่มนั้นเข้าร่วมแน่”  ตนัยพูดอย่างมั่นใจ  “ถึงจะดูเป็นกลุ่มที่มีปัญหามากที่สุด  แต่ก็มีความปรารถนาที่ในโลกที่เป็นอยู่นี้ไม่สามารถมอบให้ได้  เด็กพวกนั้นจะทำตามฉันเพื่อทำสิ่งนั้นให้เป็นจริงแน่นอน”

            สิ่งที่...โลกในตอนนี้ไม่สามารถทำให้ได้...  นิกรนิ่งไป  ครุ่นคิดถึงเด็กจากโรงเรียนเทพาพิทักษ์  กลุ่มเด็กที่ฆ่าเพื่อนร่วมงานของเขาไปคนนึง  เด็กห้าคนนั้น...โลกใหม่เช่นไหนกันที่พวกเขาต้องการให้เป็นไป

            “แล้วก็คอยจับตาดูนิศาชลไว้ด้วย”

            อีกคำสั่งถัดมาพากให้คิ้วนิกรขมวดมุ่น  “ยัยเด็ก...นิศาชลเป็นพวกเดียวกับท่านแล้วไม่ใช่เหรอครับ  แล้วทำไม”

            “สายใยบางอย่างยังคงเหลือเยื่อใย  ถึงจะทำเป็นไม่สน  แต่ก็ยังทนนั่งรอเพื่อให้เห็นว่าเพื่อนทำแผลเสร็จและไม่เป็นอะไร  หึหึ”  ตนัยนึกถึงสีหน้าของเนียร์ตอนที่ถูกเขาพูดจี้จุดเรื่องนี้แล้วนึกขำ  “ช่างเป็นเด็กที่อ่านง่ายซะจริง”

            ยิ่งฟังนิกรยิ่งไม่เข้าใจว่าทำไมตนัยถึงได้อยากเลือกเด็กสาวคนนั้นมาเป็นพวกด้วย  เพราะไม่ว่าจะยังไง  ก็ดูเป็นตัวอันตรายชัดๆ

            “ไปได้แล้ว  และอย่าลืมกลับมารายงาน  ฉันต้องรู้แน่ชัดว่านิศาชลจะไม่เปลี่ยนใจ”

            “ครับ”

             



            คำสาบานที่มอบให้ตัวเองในคืนนั้นช่างไร้ความหมายสิ้นดี  จะปกป้องเธอได้อย่างไรในเมื่อตอนนี้เขาไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้า  นี่น่ะเหรอที่บอกว่าเธอเป็นคนสำคัญ  บ้าเอ๊ย

            ไม่ว่าจะคิดเท่าไร  ฟิวส์ก็ยิ่งเกลียดตัวเองมากขึ้น  พอเงยหน้ามองเงาตัวเองในกระจกก็ยิ่งรู้สึกอยากชกให้มันแตกละเอียดไปซะ...เป็นเขาเองที่ทำร้ายเนียร์  ถ้าหากว่า...เขายอมเข้าร่วมกับตนัย  อยู่ข้างเดียวกับเนียร์  เธอจะให้อภัยเขาไหม...

            ฟิวส์ตกใจกับความคิดนั้น  จึงรีบเปิดก๊อกวักน้ำขึ้นล้างหน้าโดยเร็ว  หวังให้น้ำช่วยขจัดออกให้  แล้วรีบออกมาจากห้องน้ำ

            เตียงคู่สองเตียง  หนึ่งในนั้นถูกชายหนุ่มผมสีดำแซมทองจับจองไว้แล้ว  นอนเหยียดกายขณะกดรีโมทเปลี่ยนช่องทีวีไปเรื่อยๆ  ข้างตัวเขามีสัตว์ประหลาดสามตัวกำลังนอนแผ่หราผึ่งลม  เพราะหากอากาศหนาวๆ ได้ขนหนาๆ ก็อบอุ่นดีอยู่หรอก  ส่วนโชลเพื่อนเขายืนพิงผนังอยู่ข้างหน้าต่าง

            “นึกว่าจิตตกจนฆ่าตัวตายไปแล้วซะอีก”  ทินพูดโดยไม่หันมามอง  ฟิวส์ทำแค่ตีหน้าบึ้งขณะเดินไปนั่งตรงกรอบหน้าต่างใกล้ๆ โชลที่ถามทินกลับ

            “ผมเองก็นึกว่าพี่ทินจะช่วยทำอะไรสักอย่างเรื่องเนียร์ซะอีก”

            ทินหัวเราะหึหึ  ส่งสายตามาประมาณว่า ‘เปิดประเด็นเรื่องเครียดเชียวนะ’  “อย่างนายน่ะสนใจเนียร์ด้วยเหรอ  ไม่ต้องทำเป็นว่าห่วงก็ได้นะทั้งเรื่องเนียร์และฉัน  เพราะคนที่นายใส่ใจก็มีแค่คนที่นายให้ความสำคัญด้วยเท่านั้น”

            “ถึงอย่างนั้นพี่ทินก็เป็นคนที่ผมนับถือนะครับ”  โชลส่งยิ้มกลับไป  “แล้วอีกอย่าง  เพราะคนสำคัญของผมเป็นห่วงเรื่องเนียร์มากซะจนไม่สนเรื่องตัวเอง  ทำให้ผมจำเป็นต้องสนใจเธอด้วยอย่างช่วยไม่ได้”

            “ฉันช่วยอะไรไม่ได้หรอก”  ทินบอกก่อนที่โชลจะพูดจบซะอีก  และคำพูดที่เหมือนปัดความรับผิดชอบนั้นทำให้ฟิวส์มองมาที่เขาอย่างขุ่นเคือง  “เรื่องแบบนี้ฉันไม่มีสิทธิเข้าไปยุ่งเกี่ยวอะไรทั้งนั้น”

            “หมายความว่าไง”  ฟิวส์ลุกยืนเต็มตัวพร้อมมองหน้าอย่างหาเรื่อง  “นายเป็นพี่ของยัยนั่นไม่ใช่รึไง  แล้วไม่คิดจะทำอะไรบ้างเลยเรอะ”

            “แล้วนายล่ะ”  เสียงเรียบเย็นและแววตาเย็นเยือกทำให้ฟิวส์ถึงกับผงะ  “อยากจัดการปัญหาก็ต้องจัดการที่ต้นตอ  ตัวนายที่เป็นต้นเหตุ...ทำอะไรบ้างล่ะ  ทำเพียง...”  ทินมองอีกฝ่ายด้วยสายตาดูถูก  “หนี  ไม่กล้าเผชิญหน้าด้วยแบบนี้”

            ถ้อยคำราวคมมีด  แทงใจให้บาดลึก

            “ฉัน...”  ฟิวส์ก้มหน้าไม่อาจโต้แย้งอะไรออกไปได้

            ฟาย่อนขยับตัวลุกขึ้นเมื่อสัมผัสได้ถึงอารมณ์ที่ไม่มั่นคงของเจ้านาย  บ๊อกเห็นแบบนั้นเลยรีบเข้าซุกไซ้แขนทินเหมือนจะบอกให้เขาหยุดพูดทำร้ายจิตใจเจ้านายของเพื่อนมันทีเถอะ  ทำเอาทินต้องถอนหายใจ...เจ้านายไม่อยู่คอยกวน  สัตว์เลี้ยงก็ช่วยทำหน้าที่แทนดีจริงๆ

            “รู้ไว้ซะว่ากลัวแล้วหนีมันเป็นวิถีของคนขี้ขลาด  ไอ้เนียร์มันไม่ชอบหรอกนะไอ้พวกขี้ขลาดตาขาวน่ะ”  ว่าไว้แค่นั้นก่อนจะกดปิดทีวี  พร้อมกับลุกบอกสองคนนั้นราวกับที่พูดไปเมื่อครู่นี้ไม่เคยเกิดขึ้นว่า

            “ฉันหิวแล้ว  ไปหาอะไรกินเถอะ”

             



            วาลไปตามเอล เพียว และโมที่ห้องพักของพวกเล็ทเพื่อบอกว่าพวกผู้ชายชวนไปหาอะไรกินกัน  เพราะทั้งสามนั้นไปเล่าเรื่องว่าเกิดอะไรขึ้นทั้งหมด

            พวกเล็ทล่วงหน้ากันไปก่อน  ส่วนพวกเธอต้องกลับไปเอากระเป๋าที่ห้อง

            ระหว่างตามทางเดินกลับที่ทอดยาวไปนั้นเอง  ปรากฏร่างใครบางคนกำลังเดินสวนมาที่สังเกตเห็นพวกเธอแล้วเช่นกัน

            “บังเอิญจังนะ”  อีกฝ่ายกล่าวด้วยรอยยิ้มเหยียดหยัน  เป็นอีกด้านหนึ่งของเนียร์ที่พวกเอลสามคนไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน  แล้วก็ไม่ชอบด้านนี้เลยสักนิดเดียว  ทั้งหมดจึงได้แต่นิ่งเงียบอย่างที่ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรออกไป

            “เห็นหน้าแล้วรู้สึกหมดอารมณ์จะกินเลยแฮะ”

            “เดี๋ยว!”  เอลเรียกไว้ก่อนที่อีกฝ่ายจะหันหลังกลับ  “เธอคิดจะทำตามแผนของผู้ชายคนนั้นเหรอเนียร์”

            “ถ้าใช่”  เนียร์มองกลับ  “แล้วจะทำไม”

            เอลกำมือแน่น  “ฉันไม่ให้เธอทำหรอก  ฉันจะไม่ปล่อยให้เธอไปฆ่าคนเด็ดขาด”

            เนียร์แค่นเสียงหึ  “ถ้าทำได้ล่ะก็นะ”   เธอว่าพลางหันหลังให้  แต่เอลกลับเข้าไปจับแขนเธอรั้งไว้ให้อยู่ต่อ 

            “ขอร้องล่ะเนียร์  ฉันขอโทษ  ฉันเสียใจ..อย่าฆ่าใครอีกเลยนะ  กลับมาหาพวกเราเถอะ”

            เนียร์หันกลับมามองเอลด้วยสีหน้าชิงชัง  สะบัดมือที่มาเกาะกุมออกไปแล้วตรงเข้าบีบคอเอลอย่างรวดเร็วจนเธอร้องอย่างคนขาดอากาศหายใจ  พยายามแกะมือเนียร์ออกแต่ไม่เป็นผล  ยิ่งเนียร์ยกเธอขึ้นลอยเหนือพื้นจนสติเริ่มเลือนลาง

            “คิดเหรอว่าพูดแค่นั้นแล้วฉันจะยอมน่ะ”

            ทั้งเพียวและโมถึงกับตะลึง  เมื่อสิ่งที่เนียร์ทำมันเหมือนกับอยากให้เอลตายจริงๆ

            “ปล่อยเอลนะเว้ย เนียร์  เดี๋ยวมันก็ตายหรอก”  เพียวบอกเนียร์ที่ยังตีสีหน้านิ่งเฉย  “แกจะเอาให้ตายเลยรึไง”

            “แต่เอลทำให้ฉันเจ็บก่อน”  เนียร์พูด  ส่งสายตาเป็นคำถามคาดคั้นเพียว  และอาจรวมไปถึงโมที่ยืนทำอะไรไม่ถูก  “แกยังคิดจะเข้าข้างเอลอีกรึไง  ในเมื่อมันทำฉันก่อน”

            “ไม่สนโว้ย!”  เพียวตะโกนอย่างเหลืออด  “ถ้าแกทำให้เอลเป็นอะไรไป  ฉันจะไม่มีทางให้อภัยแกเด็ดขาด”

            เนียร์ขบฟันแน่นแล้วเหวี่ยงเอลไปชนผนังกำแพง  เพียวกับโมรีบปราดเข้าไปดูด้วยความเป็นห่วง  ขณะที่เอลไอถี่ขณะพยายามสูดอากาศหายใจเข้าไป  รอบคอแดงเป็นรอยมือเด่นชัด

            “ดี!”  เนียร์ตะคอก  “ตามใจ อยากเข้าข้างกันขนาดนั้นก็ตามใจ  แต่จำไว้..หากคิดขัดขวางฉันอีก  คราวหน้าฉันจะเอาให้ตายจริงๆ แน่”  เธอสะบัดหน้าหวังจะออกไปจากนี่  แต่เอลที่ยังหายใจถี่พยายามตะโกนถาม

            “ทำไม!”  เสียงเอลยังแหบจากการถูกบีบคอ  ลุกขึ้นโดยปัดมือเพื่อนทั้งสองออกแม้จะยังยืนได้ไม่มั่นคง  “ทั้งที่ฉันพยายามจะขอโทษ  ทั้งที่ฉันอยากจะเริ่มทุกอย่างใหม่  แต่ทำไมเธอถึงไม่สนใจฟังฉันบ้างเลย”

            เนียร์ยังคงเงียบราวกับจะยั่ว จนเอลถึงขีดสุด

            “เนียร์!! เธอเกลียดฉันถึงขนาดนั้นเลยรึไง  อยากเป็นศัตรูกันมากขนาดนั้นเลยใช่มั้ย  ตอบฉันมาสิ!”

            “แล้วจะให้ทำไงล่ะ!”  เนียร์ตะคอก  “ถ้าเป็นเธอจะทำไง  ถูกคนที่สนิทใจมากที่สุดทรยศความเชื่อใจทุกอย่าง  ฉันคิดมาตลอดว่าพวกเธอจะไม่กลัวฉัน  จะยอมรับได้  แล้วเป็นไงล่ะ”  เนียร์มองภาพตรงหน้าด้วยความเจ็บปวด

            เอลที่ถูกห้อมล้อมด้วยเพื่อนๆ

            ไม่เข้าใจ...ทั้งที่อยู่ใกล้กันขนาดนี้กลับไม่มีใครอยู่เคียงข้างเลยสักคน  ทั้งที่คนที่เป็นฝ่ายเจ็บปวดนั้นคือเธอ  แล้วทำไมไม่เห็นมีใครเข้าใจบ้างเลย  ทำไม..ทำไมทุกคนถึงเลือกที่จะอยู่ข้างเอลที่เป็นคนทำร้ายเธอด้วย

            “ฉันถึงต้องมาขอโทษอยู่นี่ไงล่ะ”  เอลบอก

            เนียร์ยังคงไม่ยอมง่ายๆ  “แล้วเธอคิดว่าขอโทษคำเพียวแล้วจะจบรึไง  แค่ขอโทษแล้วคิดว่าฉันจะบอกว่า ‘ โอเค  ขอโทษเหมือนกัน  ปล่อยเรื่องพวกนั้นไปเหมือนไม่ได้เกิดขึ้นเถอะ ’  อย่างนั้นน่ะเหรอ  หึ..คิดง่ายดีนี่  ความรู้สึกคนเรามันไม่ได้หายกันง่ายๆ แบบนั้นสักหน่อย  ใครจะไปเหมือนแม่พระแสนดีอย่างเธอกันล่ะ  ขอโทษคำเดียวแล้วจบ...ไม่ล่ะ”  เนียร์ส่ายหน้าน้อยๆ  ยิ้มออกมาแม้ใบหน้าจะบิดเบี้ยว  “ถ้าทำแบบนั้น  มันก็เหมือนเอาความรู้สึกของฉันมาเป็นเรื่องล้อเล่น”

            “ฉันก็ไม่ได้คิดว่าความรู้สึกเธอเป็นเรื่องล้อเล่นสักหน่อย  ทำไมเธอถึงไม่เข้าใจ”

            “แล้วเธอคิดว่ามันเป็นยังไงล่ะ  ถูกคนที่รักทรยศกันแบบนี้  เธอคิดว่าฉันยังจะเชื่อมความเชื่อใจนั้นได้ง่ายๆ อย่างนั้นรึไง”

            เพี๊ยะ!

            เนียร์หันไปตามแรงตบ  ก่อนจะหันกลับมามองหน้าคนตบด้วยความคาดไม่ถึง  เมื่อคนตบไม่ใช่เอล  ไม่ใช่เพียวหรือโม  แต่กลับเป็นวาลที่ยืนเงียบมาตลอดจนกระทั่งบัดนี้

            ดวงตาที่เคยเฉยชามาตลอดกำลังจับจ้องที่เนียร์อย่างโกรธเคือง

            “จะเลิกทำตัวงี่เง่าได้รึยัง”  น้ำเสียงเด็ดขาดที่แฝงอารมณ์กรุ่นเอ่ยถาม  ก่อนเสียงเรียบนั้นจะตวัดห้วน  “จะทำตัวโง่ไปถึงไหน  จะถือทิฐิไปถึงเมื่อไหร่  ทั้งๆ ที่มีคนอยากมอบความรักให้  อยากมอบความเชื่อใจให้มาอยู่ตรงหน้าแล้วแท้ๆ”

            จากความประหลาดใจค่อยแปรเป็นขุ่นเคือง  เปลี่ยนความเจ็บให้เป็นแรงผลักดันอารมณ์

            “หนวกหู! เธอมันจะไปเข้าใจอะไรล่ะ  กับการที่ถูกทุกคนปฏิเสธน่ะ...”  แล้วเนียร์ก็ก้มหน้า  พูดด้วยเสียงอ่อนแรงราวกับคนเหนื่อยล้ามาทั้งชีวิต  “ไม่ว่าเธอ...ไม่ว่าใคร  ต่างมองว่าฉันเป็นคนผิด”  ความเจ็บปวดฉายชัดสู่ใบหน้า  แต่แล้วเธอก็เอาสิ่งเหล่านั้นมาเป็นพลังสู่ความโกรธและชิงชังต่อทุกสิ่ง  มองทุกคนตรงหน้าอย่างคาดโทษ 

            “ฉันไม่ใช่คนที่ทำให้มันเป็นแบบนี้  แต่เป็นเพราะพวกเธอ! เพราะพวกเธอที่ทำให้ฉันต้องกลายมาเป็นแบบนี้!  จำเอาไว้เลยนะ”  เนียร์คลี่ยิ้มชั่วร้าย  “ทุกสิ่งทุกอย่างนี้  ทั้งความเจ็บปวดนี้”  เธอกดนิ้วโป้งลยไปบนอกตัวเอง  แล้วจ้องไปที่เอล  “มันเกิดขึ้นเพราะพวกเธอ  ไม่เกี่ยวกับฉัน!!”

            เอลถึงกับหลั่งน้ำตา  เมื่อสัมผัสได้ถึงความชิงชังของเนียร์ที่มีต่อเธอว่ารุนแรงมากแค่ไหน  มันมากขนาดที่ว่าเธอทนรับมันแทบไม่ได้จนเข่าอ่อนลงไปคุกเข่ากับพื้น  ไม่อยากนึกจินตนาการเลยว่าเนียร์แบกรับความรู้สึกเหล่านั้นไว้มากขนาดไหน  ความเจ็บที่ถูกบีบคอเมื่อครู่นี้เหมือนจะกลายเป็นเรื่องล้อเล่นไปทันที  และทั้งหมดนี้...ล้วนเกิดขึ้นเพราะเธอ

            “...เนียร์”  เอลเรียกเสียงสั่นจนแทบจะคุมไว้ไม่อยู่  แต่เจ้าของนามนั้นกลับอยู่ห่างออกไปเรื่อยๆ  เสียงร้องโฮของโมที่อยู่ใกล้ๆ นั้นทำให้เพียวต้องคอยกอดปลอบไว้  แม้สายตาจะจ้องไปที่แผ่นหลังคนจากไปอย่างที่นึกอยากกระชากตัวกลับมาคุยให้รู้เรื่องกว่านี้ 

            “กลับมาเถอะ”  เสียงนั้นเบาเกินกว่าร่างบางที่ไกลลับสายตาจะได้ยิน  แต่เอลก็ยังคงพูดต่อไปทั้งน้ำตาที่ไหลเต็มใบหน้า  “จะทำร้ายฉันขนาดไหนก็ได้  จะทำให้ฉันเจ็บแค่ไหนก็ได้  แต่ขอร้องล่ะ...กลับมาเถอะเนียร์...ฮึ่ก!  เนียร์!”

            แต่ไม่ว่าคำพูดใดก็ไม่อาจส่งไปถึง  ทำให้เอลต้องรวบแรงทั้งหมดแล้วปลดปล่อยมันทั้งหมดนั้นด้วยการกรีดร้องร่ำไห้ออกมาแทน

             




            ขายหนุ่มตัวต้นเรื่องทั้งหมดกำลังยืนมองโลกเบื้องล่างจากบนห้องทำงานของตัวเอง  ราวกับงานอดิเรกของเขานั้นคือเฝ้ามองชีวิตของพวกมดปลวกพวกนั้น 

            รอยยิ้มเหยียดที่ราวกับจะรู้เรื่องทุกอย่างประดับขึ้นบนใบหน้า  ก่อนยกแก้วก้านสูงที่บรรจุไวน์สีม่วงคล้ำขึ้นจรดริมฝีปาก

            รสหวานหอมจรุ่นสัมผัสจมูก  ไหลผ่านคอก่อนมอบความขมที่ปลายลิ้น

            “ผู้คนมากมาย”

             

            เนียร์นั่งกอดเข่าตัวเองอยู่ในห้อง  ก้มหน้าจมลงกับเข่าเหมือนไม่อยากจะรับรู้เรื่องอะไรใดๆ ให้ตัวเองต้องสับสนต่อไปอีกแล้ว

             

            “ทั้งคนทำร้าย”

             

            โชลเห็นสมาชิกผู้หญิงมากันไม่ครบเนื่องจากขาดวาลไป  อีกทั้งเอลและโมยังตาแดงเหมือนพึ่งผ่านการร้องไห้มาทำให้เกิดเป็นความสงสัย  ก่อนจะได้รับคำตอบจากเพียวว่าก่อนหน้านั้นเกิดอะไรขึ้น

            ฟิวส์หน้าเสียทันที  แทบไม่ได้ยินว่าเพียวบอกว่าวาลกลับห้องไปแล้วเมื่อในใจเขาคิดอยู่เพียงเรื่องเดียวเท่านั้นที่กัดกร่อนใจเขาอยู่มาตั้งแต่แรกเริ่ม

             

            “และผู้ถูกทำร้าย”

             

            ในห้องพักที่วาลพึ่งกลับมาถึง  มีบีดีกระโดดเข้าหาอย่างรู้เรื่องว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับเธอ

            วาลทรุดลงนั่งตรงเก้าอี้นวม  วางหัวกับพนักเงยหน้ามองเพดาน  ถอนหายใจออกมาเหมือนกับเหนื่อยกับทั้งเรื่องราวที่เกิดขึ้น...และอดีตที่ไม่มีวันหวนกลับ

             

            ตนัยหัวเราะหึหึออกมา  ไม่ใช่ด้วยความขบขัน  หากแต่เหมือนกับกำลังเย้ยหยันให้กับความจริงที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

            “ไม่ว่าใคร  ต่างก็คิดว่าตัวเองเป็นทุกข์ที่สุดนี่นะ”