"ชาตินี้ฉันยอมตาย... แต่จำไว้ว่าชาติหน้าเธอต้องชดใช้ให้ฉัน!"
เสียงทุ้มต่ำดุดันปนแหบพล่าะเิก้องกังวานอยู่ในความมืดสลัว กลิ่นอายคาวเืและเขม่าควันไฟฟุ้งกระจายไปทั่วทุกทิศทาง ในห้วงฝันร้ายที่คุ้นเคย ฉันเห็นตัวเองในชุดแต่งกายโบราณสีขาวที่บัดนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยหยาดเืแดงฉาน สองมือสั่นเทาของฉันกำลังประคองรองรับร่างของชายคนหนึ่งที่กำลังทุรนทุรายเ็ป ั์ตาคู่คมกล้าของเขาที่จ้องมองมายังฉันนั้นช่างดูดุดัน เต็มไปด้วยความโกรธแค้น ความรัก และความห่วงใยที่ผสมปนเปกันจนน่าอึดอัด ฉันอยากจะกรีดร้อง อยากเอ่ยคำขอโทษ แต่ทว่ากลับไม่มีเสียงใด ๆ เล็ดลอดออกจากลำคอได้เลย
เฮือก!
ฉันสะดุ้งสุดตัวตื่นขึ้นมากลางเตียงนอนแคบ ๆ พร้อมกับหัวใจที่เต้นรัวกระหน่ำเหมือนเสียงกลองศึก เม็ดเหงื่อผุดซึมตามไรผมและแผ่นหลังจนเสื้อยืดเปียกชื้น ฉันยกมือขึ้นลูบหน้าอกตัวเอง สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อเรียกสติที่กระเจิดกระเจิงให้กลับคืนมา
"ฝันเื่เดิมอีกแล้วเหรอเกล..." ฉันบ่นพึมพำกับตัวเองด้วยความเหนื่อยหน่าย
ฉันฝันร้ายเื่ผู้ชายอาบเืคนนี้มาั้แ่เด็ก ๆ ฝันซ้ำ ๆ ราวกับมันเป็ส่วนหนึ่งของรหัสพันธุกรรม ทั้งที่ในชีวิตจริงฉันไม่เคยรู้จักผู้ชายหน้าตาแบบนั้นเลยด้วยซ้ำ
*กริ๊งงงงงงงงงงงงงงงงง!*
เสียงโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่หัวเตียงแผดเสียงร้องดังลั่นขัดจังหวะความคิด ฉันสะดุ้งอีกรอบก่อนจะเอื้อมมือไปกดรับสาย น้ำเสียงทุ้มสุภาพแต่อมความเ็าของปลายสายดังขึ้นทันทีโดยไม่เปิดโอกาสให้ฉันได้เอ่ยทักทาย
"สวัสดีครับ เรียนสายคุณเกลิตา ใช่ไหมครับ? ผมเป็เ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายจากธนาคาร... ขอแจ้งเื่ยอดหนี้ค้ำประกันและโอนสิทธิ์คอนโดมิเนียมร่วมกับคุณกร ตอนนี้ยอดหนี้ค้างชำระทั้งหมดรวมดอกเบี้ยเป็จำนวนเงินห้าล้านสี่แสนบาทถ้วน หากยังไม่มีการชำระงวดส่งเข้ามาภายในสัปดาห์นี้ ทางธนาคารจำเป็ต้องดำเนินคดีและยึดทรัพย์สินตามกฎหมายทันทีนะครับ..."
สมองของฉันชากระตุกวูบไปชั่วขณะ โทรศัพท์ในมือเกือบจะร่วงหล่นลงพื้นห้อง
ห้าล้านสี่แสนบาทงั้นเหรอ?!
*นี่ทนายธนาคารโทรมาทวงหนี้ส่วนตัว หรือโทรมาชวนฉันร่วมหุ้นลงทุนสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยายกันแน่คะ?!* ลำพังเงินเดือนพนักงานออฟฟิศระดับปฏิบัติการของฉันในตอนนี้ ต่อให้ทำงานงก ๆ ไปอีกสามชาติแปดชาติยังไม่รู้เลยว่าจะจ่ายแค่ดอกเบี้ยรายเดือนหมดปะเลย ยัยเกลเอ๊ย! โง่ซ้ำโง่ซ้อน โง่ไม่มีที่ติจริง ๆ ที่ไปยอมเซ็นเอกสารค้ำประกันร่วมให้ผู้ชายคนนั้น!
ใช่... 'กร' แฟนเก่าที่คบกันมาสี่ปี เพิ่งเก็บข้าวของหอบเงินก้อนสุดท้ายหนีไปกับชู้รักเมื่อวันก่อน ทิ้งเศษกระดาษทวงหนี้ห้าล้านกว่าบาทไว้เป็ของขวัญวันบอกเลิกสุดแสบทรวง พร้อมคำพูดสุดท้ายที่ทิ้งไว้ว่าในเมื่อฉันโง่ยอมเซ็นเองก็ต้องรับผิดชอบเอง
ความรักและความภักดีตลอดสี่ปีที่ผ่านมา มันไม่มีค่าอะไรเลยนอกจากหนี้สินล้นพ้นตัวที่ฉันไม่มีทางจ่ายไหวในชาตินี้!
---
เสียงดนตรีแจ๊สจังหวะเนิบช้าและท่วงทำนองทุ้มต่ำของเบสขยับคลอเบา ๆ อยู่ในความสลัวรางของร้าน 'The Midnight Room' บาร์หรูสไตล์อินดัสเทรียลโมเดิร์นที่ซ่อนตัวอยู่ลึกในตรอกเล็ก ๆ มันเป็สถานที่ลึกลับที่คนทั่วไปยากจะเข้าถึง และแน่นอนว่าเป็สถานที่ที่ฉันไม่เคยคิดจะย่างกรายเข้ามาเลยในชีวิตปกติ เพราะเครื่องดื่มแก้วเดียวที่นี่มีราคาเกือบเท่ากับค่าอาหารของฉันทั้งสัปดาห์ แต่ในค่ำคืนนี้... คืนที่ชีวิตของฉันพังทลายลงไม่มีชิ้นดีจนไม่เหลือซาก เงินไม่กี่ร้อยบาทที่เหลือติดกระเป๋าหรือแม้แต่หนี้สินก้อนโตท่วมหัวก็ไม่มีความหมายให้ต้องเหนี่ยวรั้งเก็บออมอีกต่อไปแล้ว
ฉันนั่งจมลึกอยู่บนเก้าอี้บาร์ทรงสูงบุนวมตัวยาวตรงมุมมืดสนิทที่ลึกที่สุดของร้าน สองมือโอบกอดแก้วค็อกเทลทรงสูงสีฟ้าครามงดงามปนเศร้าที่ชื่อ 'บลูมาร์การิต้า' เอาไว้แน่นจนไอเย็นจากแก้วแผ่ซ่านซึมลึกเข้าสู่ผิวเนื้อ นิ้วเรียวของฉันหมุนก้านแก้วไปมาอย่างเหม่อลอย ั์ตาจ้องมองหยดน้ำที่เกาะอยู่ข้างแก้วค่อย ๆ ไหลนองลงสู่พื้นโต๊ะไม้ราคาแพงทีละหยด... ละลายหายไปเฉกเช่นเดียวกับความหวังและอนาคตทั้งหมดของฉันในตอนนี้
"ห้าล้านบาท... สี่แสนบาท..." ฉันพึมพำตัวเลขนั้นกับตัวเองเบา ๆ น้ำเสียงสั่นสะท้อนปนเสียงหัวเราะประชดประชันในลำคอที่แห้งผาก
ฉันยกแก้วบลูมาร์การิต้าสีฟ้าขึ้นแตะริมฝีปาก แอลกอฮอล์รสเปรี้ยวอมขมและรสเค็มบางเบาของเกลือที่ขอบแก้วซ่านผ่านลิ้นลงสู่ลำคอ มันร้อนผ่าวและบาดลึกจนหน้าอกร้อนวูบ แต่ก็ยังเทียบไม่ได้กับความร้อนรุ่มและเ็ปเจียนตายในอก ฉันจิบมันไปเพียงแค่นิดเดียวเท่านั้น... เล็กน้อยจนระดับน้ำสีฟ้าในแก้วแทบจะไม่ลดลงเลย แต่ความรู้สึกตึงเครียดที่หัวและแก้มสองข้างที่เริ่มร้อนผ่าวกลับทำให้อุปาทานไปเองว่าฉันคงจะเมาแล้ว
เมาก็ดี... เมาดิบแบบนี้แหละ อย่างน้อยสมองอันเหนื่อยล้าจะได้หยุดฟุ้งซ่านเื่ตัวเลขอันน่าสยดสยองนั่นสักกี่ชั่วโมงก็ยังดี
"นั่งมาเกือบสองชั่วโมงแล้วนะแก้วเนี้ย..." ฉันบ่นพึมพำกับตัวเอง นั่งมองน้ำแข็งก้อนกลมในแก้วที่เริ่มละลายเจือจางจนน้ำค็อกเทลสีฟ้าเข้มค่อย ๆ กลายเป็สีฟ้าอ่อนโปร่งแสง ฉันรู้ดีว่าพนักงานเสิร์ฟในบาร์แห่งนี้คงจะสังเกตเห็นและแอบมองฉันอยู่เป็ระยะ บาร์ระดับไฮเอนด์ที่เงียบสงบแบบนี้มักใส่ใจความเคลื่อนไหวของลูกค้าเสมอ การที่มีผู้หญิงสวมเดรสสีดำเรียบหรูแต่นั่งทำหน้าเหมือนโลกจะแตกและจมปลักกับเครื่องดื่มแก้วเดียวนานข้ามชั่วโมง คงจะทำให้ภาพลักษณ์ของบาร์ดูเสียไปไม่น้อย
แต่ช่างปะไร... ในเมื่อตอนนี้ชีวิตของฉันพังพินาศขนาดนี้แล้ว หนี้ห้าล้านฉันยังไม่มีปัญญาจะจ่ายเลย กะอีแค่สายตาตำหนิหรือเหยียดหยามของคนแปลกหน้าทำไมฉันต้องเอามาใส่ใจให้รกสมองด้วยล่ะ?
ฉันเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ปล่อยมือข้างหนึ่งไปลูบไล้ขอบแก้วน้ำแข็ง เล่นกับหลอดดูดคนน้ำแข็งให้กระทบขอบแก้วส่งเสียงดังกังวานใส *คลิ้ง... คลิ้ง...* สลับกับเสียงเพลงแจ๊ส ในจังหวะนั้นเองท่ามกลางแสงสลัวของไฟ ฉันเผลอเหลือบสายตาขึ้นมองไปยังมุมเพดานบาร์ แล้วสบเข้ากับเลนส์กล้องวงจรปิดตัวเล็กที่ติดตั้งอยู่เงียบ ๆ แสงไฟสีแดงดวงจิ๋วของมันกะพริบถี่เป็จังหวะสม่ำเสมอ
*กล้องวงจรปิดดวงจิ๋วนั่นกะพริบตาปิ๊ง ๆ เหมือนชวนเล่นจ้องตา... บ้าบอ ฉันนี่ท่าจะเมาจริง ๆ ถึงได้รู้สึกว่ามันเป็ปีศาจทวงหนี้ที่เฝ้ามองดูความสมเพชของฉันจากห้องมืดสักแห่ง* ฉันหัวเราะเหยียดตัวเองเบา ๆ ในใจ
---
[มุมมองของนนท์ - บาร์เทนเดอร์]
นนท์เช็ดแก้วบรั่นดีใบใสอย่างระมัดระวังและคล่องแคล่ว สายตาของเขาคอยเหลือบมองไปยังหญิงสาวเดรสสายเดี่ยวสีดำที่นั่งอยู่ตรงมุมบาร์ลึกสุดเป็ระยะ เธอคนนั้นนั่งนิ่งอยู่ที่เดิมมาเกือบสองชั่วโมงเต็มแล้ว สั่งบลูมาร์การิต้าเพียงแก้วเดียวแถมยังแทบจะไม่ได้ดื่มมันเลย นอกจากการใช้นิ้ววนรอบปากแก้วและถอนหายใจออกมาซ้ำ ๆ ราวกับแบกโลกทั้งใบเอาไว้
"พี่นนท์ครับ ผู้หญิงชุดดำมุมโน้นยังไม่สั่งอะไรเพิ่มเลยเหรอครับ?" พนักงานเสิร์ฟรุ่นน้องเดินเข้ามาถามเสียงเบาพลางส่งสายตาชี้ไปทางหญิงสาวคนดังกล่าว "เธอเด่นมากเลยนะพี่ สวยจัดเลยล่ะ แต่รังสีความเศร้ามันแผ่ออกมาจนลูกค้าโต๊ะข้าง ๆ เริ่มหันมองด้วยความอึดอัดแล้ว นั่งคนเดียวนานขนาดนี้แถมทำท่ากึ่งเมาทั้งที่เหล้าไม่ลดเลย ผมเกรงว่าเธอจะเป็อะไรไปน่ะครับ"
"อืม เดี๋ยวฉันจัดการเอง" นนท์พยักหน้ารับอย่างเข้าใจ เขาเองก็รู้สึกว่าลูกค้าคนนี้มีความโศกเศร้าที่ลึกซึ้งและไม่ปรกติอย่างเห็นได้ชัด บาร์ 'The Midnight Room' เป็พื้นที่พักผ่อนส่วนตัวระดับสูงของเหล่าเซเลบและนักธุรกิจ ความหม่นหมองที่เด่นชัดเกินไปอาจทำลายความรื่นรมย์ของบรรยากาศโดยรวม
นนท์วางผ้าเช็ดแก้วลงกับเคาน์เตอร์ ก่อนจะเดินเลี่ยงไปทางประตูด้านหลัง มุ่งหน้าไปยังลิฟต์ส่วนตัวกดขึ้นไปยังชั้นสามซึ่งเป็พื้นที่ของห้องบริหาร เพื่อรายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ผู้เป็เ้าของร้านรับทราบ
---
[มุมมองของคิริน]
ภายในห้องทำงานขนาดกว้างขวางที่ตกแต่งด้วยโทนสีดำสลับทองสุดหรูหรา คิรินเ้าของร้านเอนตัวอิงหลังพิงเก้าอี้หนังแท้สีดำสนิทตัวใหญ่ แสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวในห้องทำงานอันสลัวนี้มาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์มอนิเตอร์ขนาดใหญ่สี่จอที่แสดงภาพสดจากกล้องวงจรปิดทุกมุมของบาร์เบื้องล่าง นิ้วมือเรียวยาวของเขาเคาะโต๊ะทำงานเสียงดังตามจังหวะเพลงแจ๊สช้า ๆ แววตาคมกริบประดุจพญาเหยี่ยวของเขาจดจ้องไปยังหน้าจอมอนิเตอร์ตัวล่างขวามาเป็เวลานานแล้ว
หน้าจอนั้นถูกซูมและล็อกมุมกล้องจับภาพผู้หญิงในชุดเดรสสายเดี่ยวสีดำที่กำลังนั่งเกาะแก้วน้ำแข็งอยู่ตรงเคาน์เตอร์บาร์
วินาทีแรกที่กล้องวงจรปิดตรวจพบร่างบางและประมวลผลใบหน้าหวานของเธอ คิรินถึงกับเบิกตากว้างและเผลอปล่อยปากกาหรูร่วงหล่นจากมือ ร่างสูงใหญ่ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงโดยสัญชาตญาณ สายตาจับจ้องที่หน้าจออย่างไม่เชื่อสายตา มือหนาที่เปี่ยมไปด้วยพละกำลังยกขึ้นััลูบไล้กระจกหน้าจอมอนิเตอร์ แตะต้องใบหน้าหวานของเกลผ่านพิกเซลกล้องเบา ๆ
ใบหน้านี้... ดวงตาคู่นี้...
เป็คนรักในอดีตชาติที่ทอดทิ้งเขาและหักหลังจนเขาต้องตายอย่างทรมาน! เป็ผู้หญิงคนเดิมที่เขาพยายามตามหามาตลอดั้แ่กลับชาติมาเกิดในชาตินี้!
"เกล..." คิรินพึมพำเสียงต่ำ แววตาคมกริบทอแสงดำมืด ดุดัน และอบอวลไปด้วยไฟแค้นปนความโหยหากระหายอย่างรุนแรงที่อัดอั้นมานานหลายปี นิ้วของเขาจิกลงบนขอบจอมอนิเตอร์แน่นจนเส้นเืปูดโปน
ในที่สุด... ฉันก็หาเธอเจอ ยัยคนทรยศ!
เสียงเคาะประตูห้องทำงานดังขึ้นสองครั้งเบา ๆ ก่อนที่นนท์จะเดินเข้ามาด้วยความนอบน้อม
"คุณคิรินครับ มีลูกค้าผู้หญิงชุดดำที่โต๊ะบาร์ริมสุดนั่งดื่มค็อกเทลแก้วเดียวนานเกือบสองชั่วโมงแล้วครับ ท่าทางเธอเหมือนคนเมาแต่ดื่มไปนิดเดียวเอง..."
"ฉันรู้แล้ว" คิรินพูดขัดจังหวะด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบ ทว่ามีพลังกดทับอันเยือกเย็น ดวงตาของเขายังคงจับจ้องอยู่ที่ภาพใบหน้าหวานของเกลในจอมอนิเตอร์ที่ดูเศร้าสลัวแต่เย้ายวนใจ "ฉันเฝ้ามองเธอตลอดเวลา"
นนท์ชะงักเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจกับสีหน้าจริงจังเคร่งเครียดของบอส "ครับ... แล้วคุณคิรินจะให้ผมจัดการอย่างไรดีครับ ให้เข้าไปสอบถามเื่บิลหรือช่วยดูแลเธอดีไหมครับ?"
"ไม่ต้อง" คิรินสวมเสื้อสูทดีไซเนอร์แบรนด์สีเทาเข้มขอบทองทับ ปรับเนกไทให้เข้าที่ แววตามาเฟียของเขาฉายประกายแวววาวแห่งการล้างแค้นและสยบเหยื่ออย่างมีเลศนัย มุมปากหยักโค้งยิ้มเ้าเล่ห์ดุดัน
"ชาตินี้แหละ... ที่เธอต้องชดใช้หนี้แค้นให้ฉันอย่างสาสม เกลิตา"
คิรินกดสวิตช์ปิดหน้าจอมอนิเตอร์จนห้องกลับสู่ความมืดสลัว ก่อนจะก้าวเท้ายาว ๆ เดินออกจากห้องทำงานตรงไปยังบันไดทางลงสู่บาร์เบื้องล่างเพื่อเริ่มเดินหมากต้อนเหยื่อเข้าสู่ถ้ำเสือของเขาในทันที...