แคว้นอัสดงเื ไม่ได้ถูกขนานนามเช่นนี้เพราะความงดงามของแสงอาทิตย์ยามเย็นที่สาดส่องกระทบยอดเขา ทว่าชื่อนี้ได้มาตรึงประทับอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์ด้วย "ธรรมเนียม" อันวิปริตและน่าสะพรึงกลัว แคว้นแห่งนี้ไม่มีกำแพงเมืองที่ก่ออิฐถือปูนสูงตระหง่านเหมือนนวภพนคร แต่กำแพงของที่นี่ถูกสร้างขึ้นจาก "ูเากระดูก" ของเชลยศึกนับแสนชีวิตที่ถูกสังเวยในพิธีกรรมบวงสรวงเทพแห่งาเมื่อหลายร้อยปีก่อน กลิ่นคาวเืที่ฝังรากลึกอยู่ในผืนดินหนาทึบจนแม้แต่สายฝนที่ตกกระหน่ำมานับเดือนก็ไม่อาจชะล้างความคาวคลุ้งนี้ให้เจือจางลงได้
ณ จุดสูงสุดของแคว้น ภายใน "หอคอยบัญชาฟ้า" หอคอยไม้สีดำสนิทที่สร้างขึ้นจากไม้ตะเคียนตกน้ำมันทั้งต้น บรรยากาศภายในกลับเงียบสงบขัดกับกลิ่นอายมรณะภายนอกอย่างสิ้นเชิง กลิ่นชาดอกหมื่นลี้ชั้นเลิศลอยอวลผสมกับกลิ่นกำยานจางๆ
เบื้องหน้ากระดานหมากรุกศิลาขนาดใหญ่ "อาจารย์เมือง" ยอดกุนซืออันดับหนึ่งแห่งไตรจักราราม ชายชราในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ไร้รอยเปื้อน กำลังนั่งขัดสมาธิหลับตาพริ้ม มือเหี่ยวย่นที่เต็มไปด้วยจุดด่างดำตามวัยลูบเคราสีดอกเลาของตนอย่างเชื่องช้า ทว่าสิ่งที่น่าขนลุกที่สุดคือ "ตัวหมาก" บนกระดาน... พวกมันไม่ใช่ไม้แกะสลัก แต่เป็ "ดวงิญญาคนเป็" ที่ถูกผนึกไว้ในก้อนผลึกแก้วขนาดเท่ากำปั้น ิญญาเ่าั้กำลังกรีดร้องและทุบตีผนังแก้วด้วยความทรมานทุกครั้งที่ถูกจับเดินไปตามตารางหมาก
"ิญญาของหน่วยเขี้ยวอสรพิษดับสูญไปหมดแล้ว ค่ายกลเบญจธาตุหน้าประตูเมืองหลวงก็แหลกสลาย... แม้แต่พระยาพิษณุราชผู้โง่เขลาก็ยังถูกหมากของตัวเองแว้งกัด" อาจารย์เมืองพึมพำโดยไม่ลืมตา น้ำเสียงของเขาราบเรียบไร้ระลอกคลื่นราวกับผิวน้ำในบ่อลึก "สิงหราช... สิบปีในป่าช้าต้องห้ามไม่ได้ทำให้เ้ากลายเป็เพียงสัตว์ร้าย แต่เ้ากลายเป็อสูรที่รู้จักการใช้สมองเสียด้วย ช่างน่าประทับใจยิ่งนัก"
ชั่วขณะนั้น ชายหนุ่มในชุดแม่ทัพเกราะเงินก้าวเข้ามาในห้องและคุกเข่าลงข้างกระดานหมากรุก เขาคือ "ขุนพลทัพฟ้า" ศิษย์เอกผู้เชี่ยวชาญการศึกของอาจารย์เมือง
"ท่านอาจารย์ สายลับรายงานว่าสิงหราชกำลังมุ่งหน้ามาที่แคว้นของเราขอรับ! มันมาเพียงลำพัง กับสตรีทรยศนามว่าบุหลันแดงเพียงหนึ่งคน เราควรส่งกองทัพพยัคฆ์เหินออกไปบดขยี้มันที่ชายแดนหรือไม่ขอรับ?"
อาจารย์เมืองลืมตาขึ้น ดวงตาของชายชราผู้นี้ไม่มีตาขาว มันเป็สีเทาขุ่นมัวที่มองทะลุไปถึงสัจธรรมแห่งโลก "ใช้กำลังทหารมนุษย์ไปสู้กับอสูรที่กินิญญาเป็อาหารงั้นหรือ? โง่เขลา... ต่อให้ส่งไปสักแสนคน ก็เป็ได้แค่มดปลวกให้มันเหยียบเล่น สิ่งเดียวที่จะหยุดกาลกิณีผู้นี้ได้ คือการใช้ 'กฎเกณฑ์' ที่เก่าแก่กว่าตัวมัน"
ชายชราหยิบตัวหมากผลึกแก้วที่บรรจุิญญาของ 'ขุน' ฝ่ายตรงข้ามขึ้นมา ก่อนจะวางมันลงบนจุดศูนย์กลางของกระดานอย่างแ่เบา
"ข้าได้เปิดใช้งาน 'ค่ายกลกระดูกหมื่นปี ทวารบาลกลืนมิติ' ที่หุบเขาชายแดนแล้ว... ต่อให้มันมี 'ยันต์เกราะเพชรนิลกาฬ' ครบถ้วนสมบูรณ์ แต่ค่ายกลนี้ไม่ได้โจมตีกายเนื้อ มันโจมตีที่ 'กรรม' และ 'ความทรงจำ' ใครที่ก้าวเข้าไปจะถูกขังอยู่ในห้วงเวลาที่วนเวียน สู้กับฝันร้ายของตัวเองจนกว่าจิติญญาจะแตกสลายไปเอง... ปล่อยให้มันเดินเข้ามาเถิด ข้าอยากจะรู้หนักหนา ว่าจิตใจของจอมอสูร จะทนรับน้ำหนักแห่งบาปกรรมของตัวเองได้สักกี่ก้านธูป"
ในเวลาเดียวกัน ณ "หุบเขาคนตาย" ปราการด่านแรกก่อนเข้าสู่แคว้นอัสดงเื
ท้องฟ้าบริเวณนี้ถูกบิดเบือนจนกลายเป็สีม่วงคล้ำราวกับรอยช้ำบนศพ สองข้างทางขนาบด้วยหน้าผาสูงชันที่เต็มไปด้วยช่องโพรงขนาดใหญ่ ภายในโพรงเ่าั้บรรจุหัวกะโหลกมนุษย์นับแสนหัวที่ถูกจัดเรียงไว้อย่างเป็ระเบียบตามหลักวิชาไสยศาสตร์แขนงค่ายกล ลมที่พัดลอดช่องกะโหลกเ่าั้ก่อให้เกิดเสียงหวีดหวิวคล้ายเสียงร้องเพลงกล่อมเด็กที่วิปริตที่สุด
สิงหราช เดินทอดน่องเข้ามาในหุบเขาอย่างไม่สะทกสะท้าน เส้นผมสีดำยาวที่มัดไว้ลวกๆ ปลิวไสวไปตามแรงลมอาถรรพ์ ร่างกายท่อนบนที่เปลือยเปล่าเผยให้เห็นมัดกล้ามและรอยสัก "ยันต์เกราะเพชรนิลกาฬ" ที่สมบูรณ์แบบ มันไม่ได้เป็เพียงรอยสักสีดำอีกต่อไป แต่ิับริเวณนั้นมีเกล็ดสีนิลละเอียดผุดขึ้นมาปกคลุมคล้ายกับเกล็ดของัโบราณ บ่งบอกถึงการผสานพลังจิตมารเข้ากับสายเือย่างแท้จริง
เื้ัของเขาห่างออกไปสามก้าว บุหลันแดง เดินตามมาด้วยอาการตัวสั่นเทา นางคือมือสังหารที่ผ่านความเป็ความตายมานับไม่ถ้วน แต่แรงกดดันจากอาถรรพ์รอบหุบเขานี้ทำให้นางแทบจะก้าวขาไม่ออก เืในกายของนางที่เต็มไปด้วยพิษกำลังปั่นป่วนราวกับถูกต้มเดือด
"นายท่าน... ระวังด้วยเ้าค่ะ" บุหลันแดงกัดฟันเอ่ยเตือน เสียงของนางแหบพร่า "ที่นี่คือค่ายกลกระดูกหมื่นปี... ว่ากันว่าอาจารย์เมืองใช้เวลาถึงสามสิบปีในการผูกดวงิญญาของเชลยศึกนับแสนให้กลายเป็หนึ่งเดียวกับภูมิประเทศ ทันทีที่เราก้าวล่วงเข้าไปถึงจุดกึ่งกลาง ค่ายกลจะตัดขาดเราจากโลกภายนอก มันจะดึงเอา 'บาป' ในใจเราออกมาสร้างเป็ศัตรูที่ไม่มีวันตาย..."
สิงหราชหยุดเดิน เขาไม่ได้หันกลับไปมองนาง แต่แหงนหน้าขึ้นมองหัวกะโหลกนับแสนที่ฝังอยู่ตามหน้าผา รอยยิ้มเย็นเยียบแสยะขึ้นที่มุมปาก
"บาปในใจงั้นหรือ? ช่างเป็ค่ายกลที่โรแมนติกเสียจริงสำหรับตาแก่ใกล้ลงโลง" สิงหราชแค่นหัวเราะ เสียงของเขาดังกังวานสะท้อนไปทั่วหุบเขา "เ้าคิดว่าคนอย่างข้า... คนที่สามารถกลืนกินิญญาของปรมาจารย์อายุห้าร้อยปีได้อย่างหน้าตาเฉย จะมีความรู้สึกผิดบาปหลงเหลืออยู่อีกงั้นหรือ?"
ครืนนนน!!
ทันทีที่สิงหราชก้าวเท้าล่วงล้ำเข้าสู่จุดศูนย์กลางของหุบเขา ูเาหินทั้งสองฝั่งก็เริ่มสั่นะเืเลื่อนลั่นราวกับแผ่นดินไหว ท้องฟ้าสีม่วงคล้ำบิดตัวเป็เกลียวพายุหมุน หัวกะโหลกนับแสนที่ฝังอยู่บนหน้าผาพร้อมใจกันอ้าปากกว้าง ปลดปล่อยควันสีขาวขุ่นที่มีกลิ่นเหม็นเน่าออกมา ควันเ่าั้พวยพุ่งลงมารวมตัวกันที่เบื้องหน้าของสิงหราช ก่อตัวเป็รูปร่างของ "มนุษย์" นับพันนับหมื่นคน!
พวกมันไม่ใช่โครงกระดูก และไม่ใช่หุ่นพยนต์ แต่มันคือ "เงากรรม" รูปลักษณ์ของพวกมันเปลี่ยนไปมา บ้างเป็ทหารองครักษ์ที่สิงหราชเคยบดขยี้ บ้างเป็พระยาเดโชที่เนื้อตัวเปื่อยยุ่ย บ้างเป็บรรดานักฆ่าที่เขาเพิ่งควักสมองออกมา ทุกเงาต่างจ้องมองมาที่สิงหราชด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความอาฆาตแค้นสุดขั้วิญญา!
"ตาย... ตายซะไอ้กาลกิณี! ชดใช้ชีวิตของพวกกูมา!" เสียงคำรามของคนนับหมื่นดังประสานกันจนแก้วหูแทบฉีกขาด
บุหลันแดงทรุดลงกับพื้น เอามือปิดหูแน่น นางเห็นภาพของเหยื่อที่นางเคยลอบวางยาพิษกำลังคลานเข้าหานางด้วยสภาพเือาบหน้า ค่ายกลนี้กำลังโจมตีจิตใจของนางจนสติแทบแตกกระเจิง
ท่ามกลางวงล้อมของความอาฆาตนับหมื่น สิงหราชยังคงยืนตระหง่าน มือทั้งสองข้างไพล่หลัง เขามองดูภาพมายาแห่งบาปกรรมเ่าั้ด้วยสายตาที่ว่างเปล่า ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ
"อาจารย์เมือง... ข้าอุตส่าห์คาดหวังว่าท่านจะมีอะไรที่สร้างสรรค์กว่านี้เสียอีก"
สิงหราชไม่ได้หลับตาเพื่อทำสมาธิต้านทานภาพมายา และไม่ได้ชักอาวุธขึ้นมาต่อสู้ เขาเพียงแค่ก้าวเท้าขวาออกไปข้างหน้าหนึ่งก้าว แล้วกระทืบลงบนพื้นดินอย่างรุนแรง!
"ตึงงงงงงงงงงง!!!"
ไม่ใช่การร่ายคาถา แต่เป็การปลดปล่อย "จิตสังหารระดับอนันตริยกรรม" ออกมาอย่างดิบเถื่อนที่สุด! ดวงตาสีดำนิลของสิงหราชแปรเปลี่ยนเป็สีแดงชาดสว่างโชติ่ รังสีอำมหิตสีดำทะมึนะเิออกจากร่างของเขาราวกับพายุคลั่ง รังสีนั้นหนักอึ้งและทรงพลังเสียจน 'เงากรรม' นับหมื่นที่กำลังพุ่งเข้ามาถึงกับชะงักงันกลางอากาศ!
"พวกเ้าบอกว่าข้ามีบาป? พวกเ้าบอกว่าข้าต้องชดใช้?" สิงหราชะโก้อง เสียงของเขาผสานด้วยพลังแห่งเนตรอสูรระดับที่สี่ จนทำใหู้เากระดูกทั้งสองฝั่งเริ่มปริร้าว "ฟังให้ดีไอ้พวกเศษสวะ! ในโลกของข้า ไม่มีคำว่าบาปกรรม! มีแต่คำว่า 'ผู้แข็งแกร่งคือผู้ตั้งกฎ'!"
เขายกมือขวาขึ้นชี้ขึ้นไปบนท้องฟ้าที่กำลังบิดเบี้ยว อักขระยันต์เกราะเพชรนิลกาฬบนตัวเขาสว่างวาบพร้อมกันทั้งหมด!
"มหาเวทย์บดขยี้วัฏสงสาร: เพลิงอเวจีกลืน์!"
คลื่นเพลิงสีดำสนิทที่ร้อนแรงยิ่งกว่าลาวาจากขุมนรกชั้นลึกที่สุดพุ่งพรวดออกจากฝ่ามือของสิงหราช มันไม่ได้เผาผลาญต้นไม้หรือก้อนหิน แต่มัน "เผาผลาญกฎเกณฑ์ของค่ายกล" โดยตรง! เพลิงสีดำลุกลามไปตามควันสีขาว เผาทำลายเงากรรมนับหมื่นให้สลายกลายเป็ความว่างเปล่าภายในชั่วพริบตา เสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวดังขึ้น ไม่ใช่จากสิงหราช แต่มาจากดวงิญญานับแสนที่ถูกผูกติดกับค่ายกล ซึ่งบัดนี้กำลังถูกสิงหราช 'ย่างสด' ทางิญญา!
"ไม่! พลังระดับนี้มันเป็ไปไม่ได้! มันขัดกับหลักเกณฑ์แห่งฟ้าดิน!"
เพลิงอเวจีของสิงหราชไม่เพียงแต่ทำลายเงากรรม แต่มันยังลุกลามไปตามสายสิญจน์ิญญาที่เชื่อมต่อหุบเขานี้เข้ากับหอคอยบัญชาฟ้าของอาจารย์เมือง!
เพล้งงงง!!!
ณ หอคอยบัญชาฟ้าที่อยู่ห่างออกไปหลายสิบโยชน์ กระดานหมากรุกศิลาเบื้องหน้าอาจารย์เมืองะเิแตกออกเป็เสี่ยงๆ! ตัวหมากผลึกแก้วนับสิบตัวปริร้าวและแตกกระจาย ดวงิญญาที่อยู่ข้างในถูกเพลิงสีดำที่พุ่งออกมาจากรอยแตกเผาผลาญจนสูญสิ้น
ขุนพลทัพฟ้ากระเด็นไปกระแทกผนังห้องจนกระอักเื ในขณะที่อาจารย์เมืองผู้สงบนิ่งมาตลอดชีวิตถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ชายชราผุดลุกขึ้นยืน มือที่เคยลูบเคราอย่างใจเย็นบัดนี้สั่นสะท้าน เขาััได้ถึงความร้อนระอุที่แผดเผาเข้ามาถึงกลางจิติญญา!
ท่ามกลางกลุ่มควันสีดำที่พวยพุ่งขึ้นจากซากกระดานหมากรุก ปรากฏใบหน้ามายาของสิงหราชที่แสยะยิ้มยโสระยำก้มมองลงมาหาชายชรา
"ค่ายกลกระดูกหมื่นปีของท่าน... รสชาติจืดชืดสิ้นดี" เสียงของสิงหราชดังก้องอยู่ในหัวของอาจารย์เมืองโดยตรง เป็การส่งกระแสจิตข้ามระยะทางด้วยพลังที่เหนือจินตนาการ "ถ้าท่านคิดจะใช้เื่ไร้สาระอย่าง 'บาปกรรม' มาหยุดข้า... ข้าก็จะไปเปลี่ยนคำว่าบาปกรรมในพจนานุกรมของไตรจักรารามด้วยมือของข้าเอง ล้างคอรอไว้เถิดตาเฒ่า... กระดานต่อไป ข้าจะเป็คนเดินหมากด้วยหัวของลูกศิษย์ท่านทุกคน!"