ขณะที่เผชิญหน้ากับสายตาซักถามของเจ้าเมือง อิงเทาก็พยักหน้าอย่างไม่ลังเลด้วยใบหน้าเปี่ยมด้วยความฮึกเหิม จากนั้นก็ยกมือข้างขวาชูขึ้นสี่นิ้ว
เจ้าเมืองและแม่ทัพเยี่ยตกตะลึงในทันทีความหมายของอิงเทาคือเขากินยาวิเศษแบบนี้ไปถึงสี่เม็ด?
ไม่แปลกเลยที่ร่างกายของอิงเทาที่ใช้เวลานานหลายปีก็ไม่สามารถรักษาหายกลับหายดีด้วยการรักษาของฟ่านเสวี่ยหลี!
ตอนนี้เจ้าเมืองรู้สึกซาบซึ้งใจต่อฟ่านเสวี่ยหลีอย่างยิ่ง
ผังภาพเจ็ดดาราบนท้องฟ้าคงอยู่เป็นเวลาครึ่งถ้วยชาแล้วเลือนหายไปแต่เว่ยเจ่ายังคงแหงนมองฟ้า สติยังไม่กลับมาตอนนี้เขาได้จดจำผังเส้นทางพลังทั้งหมดไว้ในใจแล้ว แต่ทุกสิ่งเมื่อครู่นี้ส่งผลกระทบต่อเขาอย่างมาก!
เป็นเขาเองที่ประเมินผู้อื่นต่ำเกินไป!
ที่แท้ฟ่านเสวี่ยหลีก็ไม่ได้พูดจาใหญ่โตแต่ทุกอย่างล้วนอยู่ในการควบคุมของเขา
ระดับการปรุงยาของฟ่านเสวี่ยหลีไม่เป็นรองหัวหน้าหอแน่นอนเพียงแค่โอสถขัดเกลาร่างกายที่เพิ่มฤทธิ์ยาหนึ่งส่วนก็เพียงพอสำหรับพิสูจน์ทุกสิ่งแล้วอีกทั้งยังมีหัตถ์ระดับเงินนั่นอีก
เพียงแต่ระดับของเขาต่ำเกินไปจึงมีตาหามีแววไม่!ส่วนฟ่านเสวี่ยหลีจะต้องเป็นดั่งที่หัวหน้าหอบอก เป็นศิษย์คนสำคัญของสำนักปรุงยาที่ยิ่งใหญ่!
กล่าวกันว่าสำนักปรุงยาแบบนั้นจะมีผู้สืบทอดเพียงหนึ่งเดียวหากศิษย์ผู้นั้นไม่สิ้นชีพเสียก่อน ก็จะได้เป็นประมุขสำนักในอนาคตอย่างแน่นอน ไม่แปลกใจที่แม้แต่การคัดเลือกผู้ช่วยปรุงยายังเข้มงวดเช่นนี้!
หากเทียบกันแล้วเขาสู้เนี่ยชิวอวี่ไม่ได้จริงๆ ! เมื่อคิดได้ดังนี้ สีหน้าของเขาก็เปี่ยมด้วยความละอายใจ
ฟ่านเสวี่ยหลียิ้มเบาๆแล้วพยักหน้าเล็กน้อย ดูเหมือนว่าเนี่ยชิวอวี่จะไม่ทำให้โอสถขัดเกลาร่างกายสองเม็ดนี้เสียเปล่าและถือว่าผ่านมาตรฐานแล้ว
แต่ระดับของเนี่ยชิวอวี่ในตอนนี้ยังไม่เพียงพอหนทางแห่งการปรุงยายังอีกยาวไกล เมื่อพันปีก่อน ผู้ช่วยปรุงยาข้างกายเขาล้วนไม่ด้อยกว่าเนี่ยชิวอวี่การที่เนี่ยชิวอวี่จะเป็นผู้ช่วยปรุงยาที่โดดเด่นของเขา ไม่ใช่เรื่องที่จะสำเร็จได้ในชั่วข้ามคืน
ขณะนี้ เนี่ยชิวอวี่ที่อยู่ท่ามกลางความสนใจของทุกคนกลับยืนอย่างแน่นิ่งและจ้องมองมือของตัวเองอย่างตกตะลึง บนมือเปล่งประกายด้วยปราณโอสถนับไม่ถ้วน ซึ่งบ่งบอกว่านางได้ผ่านการอาบเพลิงเกิดใหม่และได้สื่อสารกับเตาไฟแล้ว
นางอยากจะร้องไห้หนักสักครั้ง
ความอดทนนับหลายปีความล้มเหลวนับครั้งไม่ถ้วน และสุดท้ายนางยังเกือบต้องก้มหัวให้อิงเหวยเพื่อชะตากรรมในอนาคตของตระกูล
ไม่นานก่อนหน้านี้แม้นางจะออกตัวช่วยเหลือฟ่านเสวี่ยหลี แต่นางหาได้มีความมั่นใจในตัวเขา กระทั่งยังเปี่ยมไปด้วยความสงสัย
น้ำตากระทบลงบนหลังมือแต่นางกลับไม่รู้สึกตัวแม้แต่น้อย เอาแต่จ้องมองฟ่านเสวี่ยหลี นางรู้ถึงความล้ำค่าของยาวิเศษสองเม็ดนั้นและหัตถ์ที่ได้เรียนรู้
เนี่ยชิวอวี่คุกเข่าลงต่อหน้าฟ่านเสวี่ยหลีอย่างไม่ลังเลแล้วพูดอย่างแผ่วเบา“อาจารย์หลิงหลงจื่อ ไม่ทราบว่าข้ามีคุณสมบัติในการเป็นผู้ช่วยปรุงยาของท่านหรือไม่”
สำหรับนางในเวลานี้หากได้เป็นผู้ช่วยปรุงยาของฟ่านเสวี่ยหลีก็ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่ง นางยอมทุ่มเททุกสิ่งเพื่อฟ่านเสวี่ยหลีไปชั่วชีวิตเพราะสิ่งที่ฟ่านเสวี่ยหลีมอบให้นางนั้นต่อให้นางใช้เวลาทั้งชีวิตก็ไม่สามารถคืนได้หมด
ฟ่านเสวี่ยหลีพยักหน้าและพูดด้วยสีหน้าที่เคร่งขรึม“การจะเป็นผู้ช่วยปรุงยาของข้า เจ้าจะต้องนอนกลางดินกินกลางทรายไปกับข้า เจ้าจะต้องศรัทธาในโอสถและตัวข้าเจ้าทำได้หรือไม่ เมื่อข้าถ่ายทอดสูตรยาและหัตถ์ให้เจ้าแล้ว หากทรยศข้า ต่อให้หนีไปไกลนับพันหมื่นลี้ข้าก็จะตามทวงคืนตบะของเจ้า เจ้ายอมหรือไม่”
เสียงของฟ่านเสวี่ยหลีราวกับระฆังอัสนีที่ดังก้องอยู่ในหัวใจของนาง
มันคือเสียงแห่งจิตวิญญาณและเป็นการซักถามชนิดหนึ่ง มีเพียงผู้ที่จิตใจแน่วแน่จึงจะตอบได้อย่างหนักแน่นภายใต้การซักถามเช่นนี้
เนี่ยชิวอวี่ตอบอย่างไม่ลังเล“ข้ายอม!”นางมีจิตใจอันแน่วแน่ตั้งแต่แรกแล้ว ประกอบกับฟ่านเสวี่ยหลีเป็นผู้มีพระคุณช่วยให้นางได้เกิดใหม่นางจึงตอบตกลงได้โดยไม่ต้องคิด
ขณะที่นางตอบตกลงนางก็รู้สึกราวกับจิตใจของตนถูกฝากฝังไว้กับฟ่านเสวี่ยหลี และเหมือนจะมีการตอบสนองทางจิตใจบางอย่าง
การตอบสนองทางจิตใจเช่นนี้มีเพียงนักปรุงยาระดับสูงเท่านั้นที่ทำได้! ที่แท้ฟ่านเสวี่ยหลีก็เป็นนักปรุงยาระดับสูง อีกทั้งยังเป็นนักปรุงยาระดับสูงที่อายุน้อยเช่นนี้!
ตอนนี้นางจึงเข้าใจสาเหตุที่ฟ่านเสวี่ยหลีต้องซักถามตนอย่างเข้มงวดเช่นนั้นแล้ว!
หากได้เป็นผู้ช่วยปรุงยาของนักปรุงยาระดับสูงเกรงว่าแม้แต่เหล่านักปรุงยาระดับต้นก็ยินดีจะเป็น แต่การจะเป็นผู้ช่วยปรุงยาของนักปรุงยาระดับสูงจะต้องผ่านการขัดเกลานับครั้งไม่ถ้วนจึงจะมีสิทธิ์เช่นนั้น
นางเผยสายตาประหลาดใจ
ในที่สุดเว่ยเจ่าก็ถามอย่างอดไม่ไหว “อาจารย์หลิงหลงจื่อ ไม่ทราบว่าตอนนี้ท่านอยู่ในระดับการปรุงยาขั้นใดหรือ”สิ่งนี้ไม่เพียงแต่เป็นความสงสัยของเขา แต่ยังเป็นความสงสัยของทุกคนตรงนี้
ทุกคนต่างกลั้นหายใจเฝ้ารอคำตอบจากฟ่านเสวี่ยหลี
เนื่องจากสิ่งที่ฟ่านเสวี่ยหลีแสดงออกมาช่างน่าอัศจรรย์เหลือเกินซึ่งเหนือจินตนาการของพวกเขาอย่างสมบูรณ์ มันพลิกฟ้าคว่ำปฐพี เปลี่ยนชะตาฟ้าลิขิต ฝีมือของฟ่านเสวี่ยหลีช่างน่ามหัศจรรย์
ฟ่านเสวี่ยหลียิ้มเล็กน้อยโดยที่ไม่ได้ตอบคำถามนี้และพูดกับเว่ยเจ่าว่า“เกรงว่าในอดีตท่านคงใช้ยาเพื่อเร่งการยกระดับ แต่ฤทธิ์ยาโอสถขัดเกลาร่างกายไม่เพียงพอจึงทำลายศักยภาพในตัวท่าน ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ท่านหมกมุ่นอยู่กับยาจนละเลยค่ายกล เมื่อขาดความสมดุลระดับพลังของจึงค่อยๆ ถดถอย แม้ท่านจะฝืนจดจำเส้นทางพลังของค่ายกลเจ็ดดาราไปก็ไม่สามารถปลดปล่อยอำนาจที่แท้จริงของเตาไฟออกมาได้อยู่ดีเพราะรากฐานไม่เพียงพอ ดังนั้น...” ฟ่านเสวี่ยหลีหยุดลงครู่หนึ่งแล้วพูดอย่างเคร่งขรึมว่า“ท่านต้องศึกษาค่ายกลสมุนไพรเทวา นอกจากจะสามารถชดเชยศักยภาพโดยกำเนิดของท่านได้แล้วในขณะเดียวกันยังสามารถหลอมรวมกับค่ายกลเจ็ดดารา ในอนาคต ท่านจะสามารถยกระดับได้อย่างแน่นอน”
ชั่วชีวิตของเขาเคยเจอนักปรุงยามานับไม่ถ้วนซึ่งมีจำนวนมากมายที่ตกอยู่ในสถานการณ์แบบเดียวกันกับเว่ยเจ่า ดังนั้นเขามองเพียงปราดเดียวก็รู้แล้ว
แต่การที่เขาพูดอย่างฉะฉานมั่นใจราวกับนับสมบัติในบ้านเช่นนี้กลับทำเว่ยจ่ายตกตะลึงอย่างสมบูรณ์ เขาคาดไม่ถึงว่าแต่ละคำของฟ่านเสวี่ยหลีจะลึกซึ้งถึงเพียงนี้ไม่เพียงชี้ถึงจุดบกพร่องที่แม้แต่เขายังไม่รู้มาก่อนอีกทั้งยังช่วยชี้เส้นทางในอนาคตให้กับเขาด้วย!
เขาคำนับด้วยมารยาทในฐานะศิษย์อย่างไม่ลังเลโค้งคำนับต่อฟ่านเสวี่ยหลีอย่างเคารพแล้วพูดว่า “ขอบคุณอาจารย์หลิงหลงจื่อที่ช่วยชี้ทางสว่างให้ข้าได้กระจ่างช่วยขจัดอุปสรรคและเปลี่ยนแปลงชีวิตข้า” สำหรับเขาแล้ว การชี้แนะแบบนี้ของฟ่านเสวี่ยหลีเปรียบดั่งการบุกเบิกเส้นทางสายใหม่ให้กับเขาแล้วสิ่งนี้จะไม่เรียกว่าเปลี่ยนแปลงชีวิตได้อย่างไร
จากนั้นเขาก็คำนับอีกครั้งพร้อมกับด้วยใบหน้าที่เปี่ยมด้วยความจริงใจว่า “หากอนาคตอาจารย์ต้องการสิ่งใด ข้าเว่ยเจ่าจะตอบตกลงอย่างมิปฏิเสธ!”เดิมทีคำพูดแบบนี้เป็นเพียงคำพูดแสดงความขอบคุณเท่านั้น แต่การที่เขาพูดอย่างจริงจังเช่นนี้ก็ทำให้ทุกคนตรงนี้รับรู้ถึงความจริงใจของเขา
ทุกคนต่างรู้ว่าเว่ยเจ่าได้ปฏิบัติต่อฟ่านเสวี่ยหลีดุจอาจารย์ท่านหนึ่งแล้ว!
เดิมทีทุกคนก็พอจะคาดเดาไว้ว่าระดับของฟ่านเสวี่ยหลีอาจไม่ใช่แค่นักปรุงยาระดับกลางแต่เมื่อเว่ยเจ่าพูดเช่นนี้ ทุกคนจึงมั่นใจได้ว่าฟ่านเสวี่ยหลีเป็นนักปรุงยาระดับสูงไม่ต่างจากหัวหน้าหอสมบัติโอสถอีกทั้งยังไม่เป็นรองเจ้าเมืองฉางซาน!
ผู้คนสติหลุดอีกครั้งมีเพียงอิงเทาที่ยังคงสีหน้าปกติ ตอนนี้เขาเบะปากเล็กน้อยและแสดงสีหน้าภูมิใจที่ตนเป็นผู้รู้ก่อนในบรรดาผู้คน มีเพียงเขาเท่านั้นที่กระจ่างและรู้ถึงความเก่งกาจถึงขั้นนี้ของฟ่านเสวี่ยหลีตั้งแต่แรก
แน่นอนว่าเขายังไม่กล้าเล่าเรื่องที่ฟ่านเสวี่ยหลีสามารถควบคุมปีศาจมากมายทำได้เพียงฝังไว้ในใจ หากเขาทำให้ฟ่านเสวี่ยหลีโกรธเพราะเรื่องนี้ เกรงว่าคงต้องเสียใจไปตลอดชีวิต