มหาศาสตรากู้แผ่นดิน

    ตอนที่ 84 การต่อสู้ที่อยู่ใกล้ๆ

    ตอนที่84 การต่อสู้ที่อยู่ใกล้ๆ

     

    “นี่เอ็งจักมาอยากรู้อะไรตอนนี้วะถ้าเอ็งยังมิรีบหนีละก็....พวกเราได้ตายกันหมดตรงนี้เป็นแน่แท้!”

     

    เมื่อชายหนุ่มบุญสมเห็นว่ากล้วยไม่คิดที่จะวิ่งหนีจิตใจของเขาก็ยิ่งเป็นกังวลและร้อนใจมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมเขาพยายามที่จะเร่งเร้าให้กล้วยไปจากที่นี่ในตอนที่ยังมีโอกาสอยู่......

     

    “ท่านไม่ต้องเป็นกังวล พวกเรามิได้มาหาเรื่องมันเสียหน่อยเหตุใดมันจักต้องเข้ามาทำร้ายพวกเราด้วยข้าว่าท่านควรสงบจิตสงบใจและวางอาวุธของท่านลงก่อนเถิด!”

     

    อ๊ะ!

     

    แต่สิ่งที่กล้วยทำคือการบอกให้ชายหนุ่มบุญสมใจเย็นลงและให้ทำเหมือนกับว่ากระทิงป่าเขาเพลิงไม่ได้อยู่ที่นี่ในเวลานี้.....

     

    “ข้าเข้า.......จะบ้าหรือเยี่ยงไรกล้วย!นี่เอ็งไปเอาความมั่นใจมาจากไหนกันถึงได้คิดว่ามันจักมิทำร้ายพวกเราเยี่ยงไรมันก็เป็นสัตว์ มิมีทางที่มันจัก.......”

     

    ม้อ!!

     

    ฟุ๊ด!ฟุ๊ด! ฟุ๊ด!

     

    เว้ย!!

     

    ในตอนแรกเจ้ากระทิงป่าเขาเพลิงยังคงดูสงบนิ่งอยู่แต่เมื่อมันได้ยินคำพูดของชายหนุ่มบุญสม ดูเหมือนว่ามันจะเริ่มรู้สึกโกรธขึ้นมาและพ้นลมหายใจอย่างแรงออกทางจมูกเพื่อแสดงให้เห็นว่ามันรู้สึกอย่างไรในตอนนี้.......

     

    “เอาน่าพี่ชายบุญสม! เชื่อข้าเถิด ข้ารู้ว่าข้ากำลังกระทำการอันใดอยู่”

     

    แต่กล้วยก็ยังมิหวั่นเกรงและรู้สึกกลัวกับท่าทางที่ดูจะไม่พอใจของเจ้ากระทิงป่าเขาเพลิงตัวนี้เขายังคงพูดปลอบใจชายหนุ่มบุญสมและบอกให้เขาใจเย็นลงเหมือนเดิม......

     

    “เอ็งแน่ใจนะว่ามันจักมิทำอันตรายใดๆ พวกเรา?”

     

    แน่สิ!

     

    ในตอนแรกกล้วยก็คิดว่าเจ้ากระทิงป่าเขาเพลิงตัวนี้จะต้องเข้ามาโจมตีพวกเขาแน่แต่เมื่อเขาสังเกตเห็นลูกกระทิงสองตัวข้างหลังเจ้ากระทิงป่าเขาเพลิงตัวนี้เขาก็มั่นใจแล้วว่ามันแค่พยายามที่จะปกป้องลูกของมันเท่านั้น.....

     

    ดังนั้นกล้วยจึงพาชายหนุ่มบุญสมค่อยๆ เดินถอยหลังออกมาและเลี่ยงไปเดินอีกเส้นทางหนึ่งเพื่อเลี่ยงไม่เข้าไปไกลอาณาเขตของกระทิงป่าเขาเพลิงตัวนี้....

     

    แม้ว่าเขาจะสามารถสู้กับมันได้แต่ถ้าตัวผู้หรือกระทิงป่าเขาเพลิงตัวอื่นๆ กลับมาเขาคงไม่ใช่คู่ต่อสู้ของพวกมันอย่างแน่นอน.....

     

    ไม่นานหลังจากนั้น......

     

    ฟู่ว!

     

    “ไอ้ข้าก็คิดว่าจักต้องตายเสียแล้ว โชคดีจริงๆเลยที่มันมิได้กระทำการอันใดพวกเรา ว่าแต่เอ็งรู้ได้เยี่ยงไรกันกล้วยว่ามันจักมิทำอันตรายอันใดพวกเรา?”

     

    เมื่อหลุดพ้นจากการจ้องมองของกระทิงป่าเขาเพลิงมาได้แล้วชายหนุ่มบุญสมก็รู้สึกโล่งใจและสบายใจขึ้นมาในทันทีเขาถอนลมหายใจเฮือกใหญ่ออกมาพร้อมๆ กับตั้งคำถามต่อกล้วยว่ากล้วยรู้ได้อย่างไรว่ากระทิงป่าตัวเมียเมื่อครู่นี้จะไม่ทำอะไรพวกเขา.....

     

    “ข้ามีวิธีการของข้า ถ้าท่านอยากจักรู้ ท่านก็แค่มาเป็นผู้ติดตามของข้าเพียงเท่านั้นท่านก็จักได้รู้สิ่งที่ท่านอยากจักรู้แล้ว หาใช่เรื่องยากอันใดเลยจริงไหมพี่บุญสม?”

     

    เอ็งนี่......

     

    บุญสมคิดว่ากล้วยจะไม่พูดเรื่องนี้แล้วซะอีกแต่เมื่อเห็นกล้วยยกเอาเรื่องนี้ขึ้นมาพูด เขาก็ไม่กล้าที่จะถามอะไรกล้วยอีกเลยราวกับว่า ถ้าเขาต้องการที่จะรู้อะไรไปมากกว่านี้เขาก็ต้องยอมเป็นผู้ติดตามของกล้วยเท่านั้น......

     

    “เอาเถอะ! พวกเราเดินทางกันต่อดีกว่า จักได้มิเสียเวลาไปมากกว่านี้”

     

    หลายชั่วโมงผ่านไป.....

     

    หลังจากที่เดินทางกันต่ออีกราวๆสี่ถึงห้าชั่วโมง กล้วยก็ได้พาทุกคนแวะพักใกล้ๆ กับลำธารขนาดเล็กแห่งหนึ่งซึ่งลำธารแห่งนี้ดูแล้วน่าจะยาวหลายสิบกิโลเมตรเลยเพราะพวกเขาไม่สามารถมองเห็นต้นน้ำและปลายน้ำของมันได้.....

     

    “พวกเราจักแวะพักกันที่นี่เสียก่อน ไอ้จ๋อ! หน้าที่ของเอ็งเหมือนเดิมส่วนพี่บุญสม ครั้งนี้ท่านจักต้องเป็นผู้ไปหาอาหาร ส่วนข้าจักออกไปสำรวจรอบๆนี้เสียหน่อย เมื่อได้ของครบเพื่อทำกองฟืนแล้วก็ให้กลับมารวมตัวกันที่นี่”

     

    อ้า!

     

    เพราะการอยู่ในป่าแบบนี้ทุกคนจึงจำเป็นต้องช่วยเหลือกัน ดังนั้นจึงไม่มีใครบ่นที่ถูกกล้วยสั่งให้ไปทำโน่นทำนี่แม้ว่าชายหนุ่มบุญสมจะรู้สึกเศร้าใจที่ตกต้องมาฟังคำสั่งของคนที่อายุน้อยกว่าตนอย่างกล้วยก็ตามแต่เขาก็ต้องยอมรับว่ากล้วยนั้นมีความคิดและสามารถตัดสินใจที่ดีกว่าเขามาก ถ้าให้เขาเป็นคนคิดเขาเองก็ยังไม่รู้เลยว่าจะทำเหมือนกล้วยได้ไหม......

     

    ห่างออกไปไม่ไกลจากจุดที่กล้วยและพรรคพวกเลือกเป็นที่พัก.....

     

    “ปั๊ดโธ่โว้ย! นี่ก็ผ่านมาหลายเพลาแล้วเหตุใดถึงยังไม่มีข่าวจากกองทัพเสริมอีกหรือว่าพวกนั้นคิดที่จักตัดหางปล่อยวัดพวกเราเสียแล้ว?”

     

    “นี่เอ็งจะตีโพยตีพายไปทำไมวะ? เอ็งก็รู้ว่าไอ้พวกยักษ์มันรุกเข้ามาในดินแดนของพวกเรามากน้อยเพียงใดการที่กองทัพเสริมมาจะมาถึงก็หาใช่เรื่องง่ายอันใดไม่ เอ็งมิคิดถึงเรื่องนี้บ้างรึ?”

     

    “ข้าเข้าใจเรื่องนั้นเลยล่ะท่านนายกอง แต่พวกเราต้องระหกระเหินเดินอย่างไร้จุดหมายเยี่ยงนี้มาหลายวันแล้วท่านมิคิดบ้างหรือว่าพวกเราจักถูกทิ้ง? อีกอย่างท่านนายกองก็รู้ดีนิ่ว่าไอ้นายกองหัวล้านมันเกลียดชังพวกเราเยี่ยงใดแล้วมันจักยื่นมือช่วยพวกเราจริงๆ หรือ? จริงไหมทุกคน?”

     

    ใช่!

     

    “ไอ้หัวล้านนั่นมันช่างนักรังเกียจยิ่งนัก พวกเราสู้กับข้าศึกจนตัวตายแต่มันกลับนั่งอยู่ในค่ายแล้วรอรับแต่ผลงานที่พวกเราทำให้ หากพวกเราทำผิดพลาดมันก็มิเคยช่วยเหลืออันใด มีแค่ซ้ำเติมและโยนความผิดให้พวกเราแลครั้งนี้เองก็คงจักเป็นเช่นนั้นเหมือนกัน!”

     

    “ท่านนายกอง ข้าว่าพวกเราออกจากกองทัพนี้เถิด ถึงอยู่ต่อไปก็คงจักมิอาจหาความเจริญก้าวหน้าอันใดได้อีกแล้วนอกจากความตายเท่านั้นที่รอพวกเราอยู่ถ้าพวกเรากลับไป”

     

    ท่านนายกอง!

     

    เฮ้อ......

     

    “ข้าเข้าใจความรู้สึกของพวกเอ็งดีนะแต่พวกเอ็งจักให้ข้าทิ้งครอบครัวที่รออยู่ภายในเมืองมะโล้ได้เยี่ยงใดกันหรือพวกเอ็งมิได้เป็นห่วงคนในครอบครัวของพวกเอ็ง?”

     

    พวกเรา........

     

    “ถ้าเยี่ยงนั้น พวกเราก็แค่หลบหนีทหาร และลอบเข้าไปช่วยพวกเขาออกมาและหนีไปจากที่นี่กันข้าได้ยินมาว่าที่ทางตะวันออกเฉียงเหนือมีค่ายอยู่ค่ายหนึ่งที่กำลังรับสมัครผู้คนเข้าร่วมเห็นว่าเป็นค่ายที่มีคุณธรรมและไม่ดูถูกผู้คนด้วย”

     

    หือ?

     

    “เอ็งหมายถึงค่ายทัพอาสาบ้านท่าเสด็จกระนั้นรึ?”

     

    ใช่!ใช่! ใช่!

     

    “ที่นั่นแหละที่ข้าหมายถึง ถ้าพวกเรา..........”

     

    แกร๊บ!!

     

    โฮก!!

     

    บ้าเอ้ย!

     

    พวกอสุรกาย!

     

    ตั้งขบวนรบเร็วเข้า!!

     

    ในขณะที่ทหารกองนี้กำลังพูดคุยกันอยู่นั้นอสุรกายรูปหน้าตาน่าเกลียดก็พลันปรากฏตัวออกมาจากมุมมืดของป่าซึ่งอสุรกายสามตัวที่เดินออกมา และแน่นอนว่าเมื่อมีอสุรกายแล้วมันย่อมต้องมีนายของพวกมันอย่างพวกยักษ์ด้วย......

     

    ตึ้ง!ตึ้ง! ตึ้ง!

     

    “มิคิดเลยว่าหนูที่หลบหนีไปได้จักมาหลบซ่อนตัวกันอยู่ที่นี่ ฮ่า ฮ่า!ข้านี่ช่างโชคดียิ่งนักที่เป็นคนพบพวกเจ้า!”

     

    ยักษ์ตัวสีเขียวสวมชุดเกราะบางๆพร้อมกับกระบองหนามในมือได้เดินตามเหล่าอสุรกายออกมาอย่างช้าๆก่อนที่มันจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่มีความสุขและพึงพอใจ......

     

    ซึ่งดูจากรูปลักษณ์ของยักษ์ตนนี้แล้วมันน่าจะเป็นเพียงยักษ์ชั้นทหารเท่านั้น เพราะมันไม่มีเขาที่หัวเลยสักเขาเดียวนั่นจึงบ่งบอกได้ว่ามันเป็นเพียงแค่ยักษ์ชั้นทหารส่วนความแข็งแกร่งของมันนั้นเทียบได้กับนักรบระดับหัวหมู่ขั้นสูงของเผ่ามนุษย์ของเล็กน้อย.......

     

    “พวกเอ็งรีบหนีไป ข้าจักต้านมันเอาไว้ให้เอง!”

     

    ท่านนายกอง!

     

    “ไม่! พวกเรามิใช่คนขลาดกลัว แม้ว่าพวกเราจักชักชวนท่านหนีทัพก่อนหน้านี้แต่มันก็เป็นเพราะกองทัพนี้มันมิได้เรื่อง แต่ถ้าจักให้พวกเราทิ้งท่านไปพวกเรามิมีทางทำเยี่ยงนั้นแน่!”

     

    ใช่!

     

    “แม้ว่าวันนี้ข้าจักต้องตาย ข้าก็ขอตายเยี่ยงนักรบเถอะ!”

     

    พวกเอ็ง.......

     

    ฮ่าฮ่า ฮ่า!

     

    “ช่างน่าขำยิ่งนัก ลำพังพวกเอ็งนะรึจักมาจัดการข้ากับอสุรกายของข้า?ก็แค่นักรบระดับหัวหมู่ขั้นกลางหนึ่งคนกับหัวหมู่ขั้นต้นแปดคนแค่ข้าขยี้พวกเอ็งเบาๆ พวกเอ็งก็ตายคามือข้าแล้ว!”

     

    เมื่อยักษ์ตนนี้เห็นทหารกองนี้รวมใจกันเพื่อต่อสู้กับมันมันก็ส่งเสียงหัวเราะออกมาอย่างดัง เพราะมันไม่ได้กลัวการร่วมมือของทหารในกองนี้เลยหรือต่อให้มีกองทหารนี้อีกหนึ่งกองมาร่วมด้วยมันก็ยังมั่นใจว่ามันจะสามารถเอาชนะได้.......

     

    ฮึ!

     

    “แม้ว่าพวกเราจักมิใช่ทหารที่ดีเลิศอันใด แต่ก็อย่าให้ได้ดูถูกกันให้มากนักมิเช่นนั้น มันจักเป็นเอ็งเสียมากกว่าที่ต้องเสียใจในภายหลัง!”

     

    เมื่อนายกองเห็นทหารในกองของตัวเองไม่หวั่นเกรงต่อความตายและความกลัวเขาก็ไม่คิดที่จะละทิ้งความกล้าและหวั่นเกรงต่อความตายเช่นกันในเมื่อไม่สามารถถอยได้แล้วการเลือกที่จะสู้จนตัวตายนั้นจึงเป็นทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่ซึ่งเขาคิดว่าจะทำมันให้เต็มที่ด้วย.....

     

    ดี!

     

    “ในเมื่อพวกเอ็งคิดว่าสามารถจัดการกับข้าได้ เช่นนั้นก็เข้ามาข้าก็อยากจักรู้นักว่าพวกเอ็งจักทำได้เยี่ยงที่ปากว่าหรือไม่!”

     

    อสุรกาย!

     

    จัดการพวกมัน!!

     

    โฮกกกกกกกก!!

     

    ตึ้งตึ้ง ตึ้ง!!

     

    แม้ว่าพวกยักษ์จะมีพละกำลังที่มากมายเป็นทุนเดิมอยู่แล้วแต่ยักษ์ชั้นทหารอย่างยักษ์ตนนี้ก็ไม่ได้มีความแข็งแกร่งมากพอที่จะสู้ทหารจำนวนมากได้ดังนั้น เพื่อให้ตัวเองได้เปรียบและสบายมากยิ่งขึ้นมันจึงสั่งให้พวกอสุรกายลงมือก่อน.....

     

    “ตั้งขบวนตั้งรับที่หนึ่ง!”

     

    โอ้ว!!

     

    ทหารทุกคนในกองนี้ล้วนแต่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีเมื่อได้รับคำสั่งจากหัวหน้าให้จัดตั้งขบวนรบเพื่อตั้งรับการโจมตีของพวกอสุรกายพวกเขาทั้งหมดก็ปรับเปลี่ยนตามที่ได้ฝึกฝนมาทันที......

     

    โดยที่รูปขบวนรบแบบตั้งรับนี้จะให้นายทหารสี่คนอยู่ข้างหน้าและที่เหลืออยู่ข้างหลัง ซึ่งทหารที่อยู่ข้างหลังจะใช้หอกยาวเพื่อสะท้อนการโจมตีส่วนคนที่อยู่ข้างหน้าจะใช้โล่ในการป้องกัน.....

     

    ฆ่าพวกมัน!

     

    ตู้มมมมมม!!

     

    ครืดดดดดดดดดดด!!

     

    ฉึบ!!ฉึบ!

     

    โฮกกกกกกกก!!

     

    แรงปะทะจากการพุ่งชนของพวกอสุรกายนั้นหนักหน่วงมากมากจนทำให้ทหารแถวหน้าทั้งสี่คนถึงกับถูกผลักให้ถอยหลังกลับมาอย่างช่วยไม่ได้แต่ก็ยังถือว่าโชคดีเช่นกันเพราะหอกของทหารที่อยู่แนวหลังสามารถสร้างบาดแผลขนาดใหญ่ให้กับอสุรกายเหล่านี้ได้ไม่น้อย......

     

    “ปรับขบวนโจมตี!”

     

    ฮึด!!

     

    แทง!!

     

    ฉึบ!ฉึบ! ฉึบ!!

     

    โฮกกกกกกกก!!

     

    ทว่าทุกอย่างกลับไม่ได้จบเพียงแค่การตั้งรับเท่านั้นแต่นายกองยังได้สั่งให้ปรับขบวนเป็นการโจมตีเพื่อตอบโต้อสุรกายทั้งสามตัวในวินาทีถัดมาด้วยซึ่งการออกคำสั่งของเขาเป็นไปอย่างราบรื่นและมั่นคงอย่างมาก มันบ่งบอกให้รู้เลยว่านายกองคนนี้ผ่านศึกมาแล้วไม่ใช่น้อย......

     

    ไอ้พวกบัดซบ!!

     

    เมื่อยักษ์ตัวเขียวเห็นอสุรกายของมันได้รับบาดเจ็บหนักโดยที่ไม่สามารถทำอะไรทหารมนุษย์ที่กำลังได้รับบาดเจ็บกลุ่มหนึ่งได้มันก็พลันโกรธขึ้นมาพร้อมกับตะโกนด่าอย่างดัง เพราะในตอนแรกมันคิดว่าฝ่ายมันจะเป็นฝ่ายที่ได้เปรียบและแค่พวกอสุรกายสามตัวก็สามารถจบงานนี้ได้แล้วแต่ผลที่ออกมามันกลับตรงกันข้ามเลย.......

     

    “เก่งกันนักใช่ไหม? เยี่ยงนั้นก็รองรับกระบอกของข้าสักหน่อยจักเป็นไร!”

     

    วืดดดดดดดดดดด!!

     

    ตู้มมมมมมม!!

     

    อ้า!!!

     

    ไอ้เสียม!

     

    ไอ้มนต์!

    คล้ายกับเรื่องมหาศาสตรากู้แผ่นดิน ที่คุณอ่าน