เฟิ่งอิงฮวาที่ตื่นขึ้นมาั้แ่เช้าเพื่อเตรียมของก่อนจะแบกตระกร้าใบใหญ่ที่เต็มไปด้วยหน่อไม้เดินออกจากบ้านไป วันนี้นางได้บอกกล่าวกับท่านลุงผู้นำหมู่บ้านและชาวบ้านเอาไว้แล้วว่าจะสอนวิธีทำอาหารจากหน่อไม้พวกนี้ เมื่อพูดถึงเื่นี้คงต้องย้อนกลับไปเมื่อหลายวันก่อนหลังจากที่นางกลับออกมาจากป่าในวันนั้น
"เฟิ่งอิงฮวา เ้าเก็บเ้าสิ่งนี้มาด้วยทำไมกัน มันกินไม่ได้หรอกนะ" ท่านป้าฮุ่ยเจินภรรยาของท่านลุงหวงเจาพูดขึ้นมาเมื่อเห็นเฟิ่งอิงฮวาเดินแบกตระกร้าที่มีหน่อไม้ออกมาจากป่า
"ห๋าา!! ท่านป้าไม่รู้จักหน่อไม้พวกนี้หรือเ้าคะ? หน่อไม้พวกนี้กินได้แล้วก็อร่อยด้วยนะเ้าคะ" เฟิ่งอิงฮวาอุทานขึ้นมาด้วยความใ นางไม่คิดว่าคนที่นี่จะไม่รู้จักหน่อไม้!!
"กินได้จริงหรือ? ข้าไม่เคยเห็นผู้ใดนำมันมากินมาก่อนเลยนะ เมื่อก่อนเคยมีคนในหมู่บ้านนำมาลองกินดู แต่ว่ามันมีรสขมมาก จากนั้นก็ไม่มีผู้ใดเก็บต้นไม้พวกนี้มากินอีกเลย" นางฮุ่ยเจินเองก็พูดอย่างแปลกใจเมื่อได้ยินเด็กสาวบอกว่าต้นไม้นี่สามารถนำมากินได้
"กินได้จริงๆเ้าค่ะ หากท่านป้าไม่เชื่อข้าจะทำมาให้ท่านป้าลองชิมดูนะเ้าค่ะ" เฟิ่งอิงฮวาก็พูดขึ้นมาด้วยความมั่นใจพร้อมกับยิ้มให้กับท่านป้าฮุ่ยเจินและหญิงสาวในหมู่บ้านอีกสามสี่คนด้วย
เย็นวันนั้นเฟิ่งอิงฮวาก็ได้ทำแกงจืดหน่อไม้ใส่ไก่ป่าและผัดหน่อไม้ใส่ไก่ไปให้บ้านหวงได้ลองกินดู และก็เป็ไปตามคาด เช้าวันรุ่งขึ้นท่านป้าฮุ่ยเจินและท่านลุงหวงเจาก็พากันมาหาเฟิ่งอิงฮวาั้แ่เช้าและเอ่ยถามกับนางว่าจะสามารถบอกให้ชาวบ้านรู้ได้หรือไม่ว่าหน่อไม้พวกนั้นสามารถนำมากินได้เช่นกัน ซึ่งเฟิ่งอิงฮวาก็ไม่ได้คิดอะไรมาก นางเต็มใจบอกกล่าวชาวบ้านที่มีน้ำใจและคอยช่วยเหลือนางอยู่แล้ว และนั่นจึงเป็ที่มาของวันนี้ว่าทำไมนางจึงต้องแบกเอาหน่อไม้มาที่ลานกว้างกลางหมู่บ้านเช่นนี้
"ทุกคนมากันครบแล้วใช่หรือไม่เ้าค่ะ?" เฟิ่งอิงฮวาพูดขึ้นด้วยเสียงดังฟังชัด เมื่อเห็นชาวบ้านพยักหน้าเป็เชิงว่ามากันครบแล้วนางก็เริ่มพูดต่ออีกครั้ง "เช่นนั้นข้าจะเริ่มทำให้พวกท่านดูเลยนะเ้าค่ะ วิธีที่ข้าจะทำให้พวกท่านดูนี้คือวิธีกำจัดรสขมของหน่อไม้พวกนี้เ้าค่ะ"
เฟิ่งอิงฮวาลงมือปลอกเปลือกหน่อไม้ทั้งหมดโดยมีชาวบ้านสตรีเข้ามาช่วยด้วย จากนั้นนางก็ต้มหน่อไม้อีกสองถึงสามน้ำจนหน่อไม้ไม่มีรสขมแล้วก็ตักขึ้นมาหั่นเป็ชิ้นๆให้กับชาวบ้านได้มาชิมดูกัน หน่อไม้สดใหม่ที่มีรสชาติหวานกรอบเช่นนี้สร้างรอยยิ้มให้กับเหล่าชาวบ้านได้จริงๆ เมื่อรู้ว่าหน่อไม้นี้สามารถกินได้และสามารถนำมาทำอาหารได้หลากหลายเช่นนี้
ชาวบ้านทุกคนต่างก็กล่าวขอบคุณเฟิ่งอิงฮวาด้วยความจริงใจและซาบซึ้งในน้ำใจของนางที่ใจกว้างมอบวิธีทำอาหารจากหน่อไม้พวกนี้ให้กับพวกเขาอย่างไม่หวงแหนสูตรเช่นนี้ ต่อจากนี้ชาวบ้านในหมู่บ้านก็จะมีอาหารเพิ่มมากขึ้นแล้ว เพราะหน่อไม้พวกนี้เกิดขึ้นจนเต็มป่า เดินไปทางไหนก็เจอ เพราะฉะนั้นตอนนี้ทุกคนถึงได้ดีใจกันมากอย่างไรเล่า
"ขอบคุณเ้ามากที่มีน้ำใจบอกกล่าวและแบ่งปันความรู้ให้กับคนในหมู่บ้านของเราเช่นนี้" ผู้นำหมู่บ้านหวงเจียวหั่วพูดขึ้นด้วยความจริงใจและรู้สึกโชคดีที่ตนได้รับเด็กสาวคนนี้เข้ามาอยู่ในหมู่บ้านของตน เขารู้สึกว่าการตัดสินใจของเขาในวันนั้นเป็สิ่งที่ถูกต้องแล้ว
"ข้ายินดีเ้าค่ะท่านลุงผู้ใหญ่ ยามนี้ก็ไม่เช้าแล้ว…เช่นนั้นข้าขอตัวกลับก่อนนะเ้าค่ะ พอดีข้าตั้งใจจะปลูกผักเอาไว้กินเองนะเ้าค่ะ เลยต้องรีบกลับไปพรวนดินเตรียมเอาไว้ซะก่อน" เฟิ่งอิงฮวาพูดกับหัวหน้าหมู่บ้านด้วยรอยยิ้มจริงใจก่อนจะหันไปพูดกับชาวบ้านที่กำลังนั่งส่งยิ้มให้นางอยู่ "ข้าขอลานะเ้าค่ะ หากได้พบพืชผักที่กินได้อีกจะนำมาบอกกล่าวกับพวกท่านทุกคนอีกเ้าค่ะ"
"ขอบใจเ้ามากแม่หนู หากว่าเ้ามีเื่เดือดร้อนหรือ้าความช่วยเหลือก็ให้มาบอกพวกเราได้ตลอดเลยนะ บ้านของยายอยู่หลังนั้นล่ะ" ท่านยายหวงพูดขึ้นด้วยรอยยิ้มและสายตาที่ท่านมองมาที่เฟิ่งอิงฮวานั้นก็ทำให้นางรับรู้ได้ว่าท่านยายผู้นี้คิดอย่างที่พูดจริงๆ
"ขอบคุณเ้าค่ะ หากว่าข้า้าความช่วยเหลือจะมาหาท่านยายแน่นอน" เฟิ่งอิงฮวาก็ตอบรับด้วยความยินดีเช่นกัน
"พวกเราก็ยินดีจะช่วยเหลือเ้าเช่นกัน หากมีเื่อะไรก็ให้มาบอกกล่าวกับพวกเราได้เช่นกันอย่าได้เกรงใจเชียวนะ" ท่านป้าผู้หนึ่งที่เฟิ่งอิงฮวาก็ยังไม่รู้จักชื่อเช่นกันเอ่ยปากพูดขึ้นพร้อมกับชาวบ้านคนอื่นๆต่างก็พยักหน้าอย่างเห็นด้วยเช่นกัน
"ขอบคุณทุกคนมากเ้าค่ะ ข้าจะไม่เกรงใจแน่นอนเลยล่ะเ้าค่ะ" เฟิ่งอิงฮวาพูดขึ้นด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้าก่อนจะเดินออกจากลานกว้างกลับบ้านของนางไปด้วยความสุข
เมื่อมาถึงบ้านแล้ว เฟิ่งอิงฮวาก็ได้แต่ยืนนิ่งมองพื้นที่ว่างที่นางตั้งใจเอาไว้ว่าจะลองปลูกผักเอาไว้กินเองดู แต่ปัญหาตอนนี้ของนางก็คือ…"ข้าปลูกผักไม่เป็!!!"
'ชมพู่หน๋อชมพู่!!! เคยดูเคยอ่านแต่ไม่เคยปฏิบัติ ที่สำคัญอีกอย่างเลยก็คือ…เธอไม่มีอุปกรณ์ทำสวนเลยสักอย่างนะ!!' เฟิ่งอิงฮวาได้แต่ทอดถอนใจให้กับความยากจนของตนเอง จากคุณหนูที่ไม่ต้องทำอะไรก็มีกินมีใช้มาสู่ชีวิตที่ต้องทำอะไรด้วยตนเองเช่นนี้ แม้จะดีใจแต่ก็อดท้อแท้ไม่ได้เช่นกัน
เมื่อไม่มีทางเลือกอื่น อีกทั้งนางก็ยังลงมือเพาะต้นกล้าเอาไว้แล้วด้วย สุดท้ายแล้วหญิงสาวก็จำต้องเดินออกจากบ้านไปอีกครั้งเพื่อขอหยิบยืมอุปกรณ์ทำสวนมาพรวนดินขึ้นแปลงทิ้งเอาไว้ก่อนอย่างเสียไม่ได้
"เอ่อ!! ท่ะ…ท่านป้า คือข้าอยากจะมาขอยืมจอบจากบ้านท่านได้หรือไม่เ้าค่ะ? พอดีที่บ้านข้าไม่มีอุปกรณ์พวกนี้เลย" เฟิ่งอิงฮวาพูดออกไปอย่างเก้อเขิน เพราะนางไม่เคยต้องไปหยิบยืมของของผู้อื่นเช่นนี้มาก่อนเลยสักครั้ง เมื่อต้องมาเอ่ยปากขอยืมเช่นนี้จึงรู้สึกไม่มั่นใจนักว่าผู้อื่นจะยินยอมให้นางยืมหรือไม่?
"ได้สิๆ เ้ารอสักครู่นะเดี๋ยวป้าจะไปหยิบมาให้" นางหู่ซื่อสะใภ้ใหญ่บ้านหวงก็พูดขึ้นอย่างยิ้มแย้มก่อนจะเดินหายเข้าไปทางหลังบ้าน ยิ่งเห็นท่าทางเกรงอกเกรงใจของหญิงสาวตรงหน้าก็ยิ่งรู้สึกเอ็นดู เมื่อเช้าเฟิ่งอิงฮวาผู้นี้พึ่งจะบอกกล่าววิธีทำอาหารชนิดใหม่ให้กับนางและชาวบ้านอย่างใจกว้าง เหตุใดนางจะไม่ยอมช่วยเหลืออีกฝ่ายตอบแทนบ้างเล่า?
เฟิ่งอิงฮวายืนรอไม่นานก็เห็นท่านป้าหู่ซื่อเดินออกมาพร้อมกับจอบและเสียมมายื่นให้นาง "ขอบคุณมากเ้าค่ะ แล้วข้าจะรีบนำมาคืนนะเ้าค่ะ"
จากนั้นนางก็บอกลานางหู่ซื่อแล้วถือจอบและเสียมเดินกลับบ้านของตนเองพร้อมรอยยิ้มอ่อนด้วยความรวดเร็ว หญิงสาวลงมือขุดพรวนดินตามที่เคยเห็นและเคยอ่านมาอย่างทุลักทุเลไม่น้อยเลย กว่าจะได้แปลงผักทั้งห้าแปลงก็ใช้เวลาหมดไปทั้งวัน
"เฮ้อออ!! เหนื่อยมาก ปวดมือไปหมดเลย" เฟิ่งอิงฮวาถึงกับเอ่ยปากบ่นออกมาอย่างไม่อาย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการได้ทำอะไรเช่นนี้ก็ทำให้นางมีความสุขด้วยเช่นกัน แต่มันช่าง…เป็ความสุขที่มาพร้อมกับความเหน็ดเหนื่อยแทบิญญาออกจากร่างเสียจริง
เมื่อมองขึ้นไปบนท้องฟ้าเห็นว่ายามนี้ตะวันใกล้จะตกดินแล้ว เฟิ่งอิงฮวาจึงรีบนำจอบและเสียมไปคืนเพื่อนบ้านแล้วรีบกลับมาทำอาหารเย็นให้ตนเอง แม้จะเรียนทำอาหารและเบเกอรี่มามากมาย แต่ด้วยความไม่พร้อมในหลายๆอย่าง แม้อยากจะกินอาหารที่ดีๆแต่นางก็ทำได้แค่ปลอบใจตนเองว่าให้รอไปก่อน
"กินข้าวต้มไปก่อนก็ไม่ได้ลำบากอะไรหรอกน่า ถือเสียว่ากินเพื่อให้อิ่มก็แล้วกัน" ระหว่างรอให้ข้าวต้มในหม้อสุกได้ที่นางก็ได้แต่พูดพร่ำไปเรื่อยอยู่คนเดียวในห้องครัว
หลังจากกินข้าวเย็นเสร็จแล้วนางก็รีบไปอาบน้ำผลัดเปลี่ยนอาภรณ์แล้วรีบเข้านอนไปด้วยความเหนื่อยล้าทันที เนื่องจากในยุคนี้ไม่ได้มีไฟฟ้าให้ใช้ เมื่อความมืดมิดมาเยือนชาวบ้านส่วนมากก็พากันเข้านอนเพราะ้าประหยัดน้ำมันตะเกียงหรือเทียนกันทั้งนั้น
รุ่งเช้าวันต่อมา เฟิ่งอิงฮวาตื่นขึ้นมาั้แ่ยามเหม่า ( 05.00 - 06.59 นาที ) เพื่อมาเผามันเทศก่อนจะเดินออกจากบ้านขึ้นเขาไปั้แ่กลางยามเหม่าด้วยความหวังอีกครั้ง ตอนนี้นางได้มาอยู่ในยุคนี้สองเดือนกว่าแล้ว แต่ล่ะวันเฟิ่งอิงฮวาก็ใช้ชีวิตอยู่แบบประหยัดให้มากที่สุดเพราะนางยังไม่มีเงินทุนเพื่อจะเริ่มทำการค้าขายหรือลงมือทำสิ่งต่างๆได้มากนัก
'สาธุ!! ขอให้วันนี้ลูกช้างได้เจอของดีบ้างเถอะนะเ้าค่ะ เ้าป่าเ้าเขา ท่านเทพเทพารักษ์และสิ่งศักสิทธิ์ทั้งหลายช่วยเมตตาสงสารข้าน้อยบ้างเถิดนะเ้าคะ ข้าไม่อยากอดตาย!!' เฟิ่งอิงฮวายกมือขึ้นเหนือหัวพร้อมกับอ้อนวอนภาวนาอยู่ภายในใจก่อนจะก้าวเดินเข้าไปตามเส้นทางเดิมที่นางมักจะใช้อยู่เป็ประจำ
"วันนี้ข้าจะต้องได้กินเนื้อให้ได้ ขอให้มีสัตว์มาติดกับดักของข้าด้วยเถอะ สาธุเก้าเก้า!!" นางลงมือวางกับดักตามที่เคยเห็นในสารคดีอย่างเก้ๆกังๆเพราะไม่ได้มีความรู้อะไรมากมายนัก เพียงแค่เคยเห็นจึงลองทำตามเพียงเท่านั้น
นางเลือกวางกับดักตามจุดที่นางคิดว่าน่าจะมีสัตว์ป่าเดินผ่านมาบ้างอย่างไร้ความรู้ที่แท้จริง ในใจก็ได้แต่หวังว่าวิธีนี้จะสำเร็จ นางไม่รู้จักวิธีการดูรอยเท้าของสัตว์ป่าหรือวิธีสังเกตอะไรก็ตามที่พวกนายพรานมักจะทำกัน นางแค่อาศัยโชคช่วยเท่านั้น
"ขอให้วันนี้ข้ามีความโชคดีด้วยเถอะนะ"