สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 บทที่ 48 แตกพ่าย

            ในฐานะทหารเหล่าทหารเกราะดำต่างเข้าใจดีว่าหากมีอัศวินระดับสูงปรากฏตัวในสนามรบนั่นหมายความว่าอะไรนั่นหมายความว่าในฝ่ายของศัตรูมีอุปกรณ์รักษาเคลื่อนที่ในร่างคนน่ะสิแค่อัศวินใช้วงแหวนแห่งสงคราม ‘บทเพลงแห่งชีวิต’ ทหารฝ่ายศัตรูก็จะไม่มีอาการอ่อนเพลียและเหนื่อยล้ายิ่งอยู่บนสะพานหินแคบๆ แบบนี้ และมีอัศวินระดับสูงปรากฏตัวขึ้นท่ามกลางฝูงสัตว์ประหลาดพวกนี้ผลที่ตามมาคือมันคืออะไร ใช้หัวแม่เท้าคิดก็รู้ มันคือการสังหารหมู่ฝ่ายเดียวน่ะสิ!

            ทหารเกราะดำจำนวนมากที่ยังมีขวัญกำลังใจเหลืออยู่และคิดจะพลิกสถานการณ์วิกฤติตอนนี้ก็อดไม่ได้ที่จะเปลี่ยนท่าทีขวัญกำลังใจที่ลุกโชนเมื่อกี้เหมือนกับถูกแสงอาทิตย์อันร้อนแรงส่องลงมาที่หิมะบางๆจนระเหยกลายเป็นไอน้ำหายไปในอากาศอย่างรวดเร็วและเริ่มถอยหลังอีกครั้ง

            แต่ซุนเฟยไม่ยอมให้โอกาสข้าศึกพวกนี้หลบหนีแน่

            “ว้าก!”

            เขากระทืบเท้าซ้ำอีกทีและปาฏิหาริย์เกิดขึ้นอีกครั้ง

            วงแหวนสีเขียววงหนึ่งปรากฏขึ้นจากร่างของซุนเฟย ก่อนจะกระจายออกไปบริเวณรอบๆราวสิบเมตร เข้าปกคลุมร่างเหล่านักรบที่อยู่ด้านหลังเขาทั้งหมด ฉับพลัน เพียร์ซและดร็อกบาก็รู้สึกเหมือนกับว่าพลังของตัวเองเพิ่มขึ้นหนึ่งเท่าอาวุธในมือฟาดออกไปอย่างว่องไวและดุดันเหล่าข้าศึกเหมือนกลายเป็นเครื่องกระเบื้องที่เปราะบางแตกง่าย พลังการป้องกันหรือพลังต่อต้านก็ลดลงในชั่วพริบตา

            ทักษะ ‘พละกำลัง’ ของพาลาดินปรากฏ

            “โอ้ สมควรตาย นั่นเป็นวงแหวนแห่งสงคราม ‘โจมตีสองเท่า’…”

            “พระเจ้า เป็นโจมตีสองเท่าจริงๆ ด้วย...ผู้ชายคนนั้นสามารถควบคุมวงแหวนแห่งสงครามได้สองวงโจมตีสองเท่า...น่ากลัวเกินไปแล้ว!”

            “ถอยเร็ว...พวกเราต้านไม่ไหวหรอก...พลธนู! ไอ้พวกสมควรตายพลธนูมันอยู่ไหนกัน? รีบๆ มายิงธนูมาฆ่าพวกมันเร็ว...”

            ดวงตาของทหารเกราะดำแทบถลนออกจากเบ้าเมื่อเห็นฉากนี้

            สถานการณ์บนสะพานหินตอนนี้วุ่นวายยิ่งกว่าเดิม

            แค่วงแหวนสีทองก่อนหน้านี้ก็ทำให้เหล่าทหารเกราะดำละทิ้งความคิดต่อต้านอยู่แล้วทว่าเมื่อวงแหวนสีเขียวนี้กระจายออกมาจากร่างของซุนเฟย ยิ่งทำให้พวกเขากลัวจนแทบฉี่ราดขวัญกำลังใจที่จะต่อต้านหายวับไปทันที

            ที่แผ่นดินอาเซรอท เพราะการดำรงอยู่ของสัตว์ประหลาดอย่างโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์ทำให้อาชีพอัศวินมีพลังและอำนาจพิเศษมากกลุ่มอัศวินส่วนใหญ่จะครองตำแหน่งสำคัญที่มีอิทธิพลซับซ้อนมากในแผ่นดินอาเซรอทเหล่าอัศวินสามารถเข้าร่วมกับกองทัพเพื่อทำสงครามกวาดล้างศัตรูได้ ในขณะเดียวกัน ทหารที่ทำสงครามฝ่ายเดียวกับพวกเขาจะมีพลังที่แข็งแกร่งมากอัศวินจะคอยช่วยสนับสนุนในด้านรักษา สาปแช่ง เสริมทักษะต่อสู้ทุกอย่าง และยังมีความสามารถฟื้นฟูความแข็งแกร่งได้อย่างน่าทึ่งทำให้พวกเขากลายเป็นตัวชูโรงในสงครามได้อย่างง่ายดาย และกลายเป็นฝันร้ายของฝ่ายศัตรู

            ดังนั้น ทันทีที่ซุนเฟยปล่อยทักษะพาลาดินพลโล่หอกมังกรทั้งหมดก็เลิกต่อต้านและรีบถอยหลังหนีอย่างควบคุมไม่ได้

            อาชีพอัศวินของแผ่นดินอาเซรอทและพาราดินของโลก Diablo มีบางส่วนที่คล้ายกันมาก ทักษะพิเศษบางส่วนของพาราดินมีผลและลักษณะที่เหมือนกับทักษะวงแหวนแห่งสงครามของอัศวินในแผ่นดินอาเซรอทนี่เป็นสาเหตุที่ทำให้ทหารเกราะดำเข้าใจผิดคิดว่าซุนเฟยเป็นอัศวินและสามารถความคุมทักษะวงแหวนแห่งสงครามได้ต้องมาเจอกับอัศวินแบบนี้ยังไงพวกเขาก็แพ้

            พลังอำนาจของอัศวินแข็งแกร่งมาก แม้แต่อัศวินเกราะดำ ‘หมายเลขสอง’ ผู้บัญชาการทัพของพวกเขาถูกซุนเฟยเตะทีเดียวก็ตายเหล่าทหารเกราะดำก็เหมือนหนูเจอแมว พวกเขาร้องโหยหวนด้วยความหวาดกลัวและหลบหนีขบวนทัพวุ่นวายและแตกกระจาย บางคนกลัวมากถึงขั้นกระโดดลงจากสะพานหินเองบางคนก็ตื่นตกใจจนวิ่งหนีไปทางเมืองแซมบอร์ดแต่ก็ถูกพลธนูบนกำแพงเมืองยิงจนพรุนและกลายเป็นเม่น...

            ทหารส่วนใหญ่หมุนตัววิ่งหนีไปด้านหลังวุ่นวายจนไม่สามารถควบคุมได้จนปะทะเข้ากับขบวนทัพที่มีหน้าที่ปกป้องบันไดยึดเมืองก็ถูก

            “โอกาสดี พวกเราบุก!”

            ซุนเฟยเห็นว่าหลังจากที่ตัวเองปล่อยทักษะ ‘ภาวนา’ และ ‘พละกำลัง’ ของพาลาดิน จู่ๆ พวกทหารเกราะดำก็พากันแตกพ่าย หนีตายกันวุ่นวาย แม้จะไม่รู้สาเหตุว่าทำไมแต่เขาก็รู้ว่านี่เป็นโอกาสดีที่จะโจมตี เขาตะโกนเสียงดังนำเหล่านักรบบุกโหมเข้าโจมตีทหารหนีตาย สังหารพวกมันตลอดทางไม่ช้าก็โจมตีขบวนทัพโล่หอกมังกรจนแตกพ่าย

            ไม่นานขบวนทัพป้องกันที่เลืองชื่อและมั่นใจว่าสามารถต้านทหารม้าเกราะหนักได้ภายใต้การบุกโจมตีของซุนเฟยและเหล่านักรบ ขบวนทัพนี้ก็ต้านทานพวกเขาได้ไม่ถึงสองนาทีด้วยซ้ำก่อนที่อาวุธจะแตกหักและแขนขาก็ถูกฟันจนปลิวว่อน

            สะพานแคบๆ เหมือนกลายเป็นเส้นทางแห่งความตายที่เต็มไปด้วยเลือดที่นองไปทั่ว

            “เพียร์ซ ดร็อกบา รีบไปผลักบันไดยึดเมืองลงแม่น้ำซะ...”

            ในขณะที่ซุนเฟยกำลังรุดหน้าสังหารไปเรื่อยๆ คอยเปิดเส้นทางเลือดนี้ในที่สุดพวกเขาก็ฝ่ามาถึงบันไดยึดเมือง ตอนนี้พวกเขารุดหน้ามาได้หกสิบกว่าเมตรแล้วซุนเฟยเป็นคนต้านเหล่าทหารเกราะดำที่พุ่งเข้ามาเหมือนกระแสน้ำซัดเข้ามา และให้เพียร์ซกับดร็อกบาโจมตีทหารที่ปกป้องบันไดและทำลายบันไดยึดเมือง

            “น้อมรับพระบัญชา ฝ่าบาท!”

            นักรบทั้งสองคนตอบรับเป็นเสียงเดียวกัน อาวุธในเหมือนโบกสะบัดเหมือนพายุปัดทหารเกราะดำหลายนายที่อยู่ตรงหน้ากระเด็นออกไปเหมือนสิงโตที่กำลังเกรี้ยวกราดดวงตาสีแดงก่ำจ้องไปที่บันไดยึดเมืองอย่างดุร้ายแล้วกระโจนเข้าไป...

            ตูมๆ!

            ทหารเกราะดำที่คอยปกป้องบันไดยึดเมืองก็ยากที่จะต้านทานพวกเขาได้ไม่ช้าก็ถูกปัดออกไปกลางอากาศ จากนั้นบันไดยึดเมืองขนาดใหญ่ทั้งสองอันก็ถูกนักรบที่ทรงพลังผลักมันลงจากสะพานระลอกน้ำลอยขึ้นกลางอากาศ เหมือนมีปีศาจกำลังสะบัดหางของมันในแม่น้ำ

            ขวัญกำลังใจของเหล่านักรบเพิ่มสูงขึ้นหลังจากผลักบันไดยึดเมืองสองอันล้มคว่ำไปปลุกเร้าความฮึกเหิมให้สูงขึ้นเหมือนเป็นฝูงหมาป่าที่หิวโหยพวกเขาตะโกนเสียงดังแล้วพุ่งเข้าไปบันไดยึดเมืองอีกสี่อันที่เหลือ เมื่อใดที่บันไดเหล่านี้ถูกทำลายก็เท่ากับว่าได้ทำภารกิจบุกโจมตีครั้งนี้สำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง

            ทันใดนั้น

            มอ!!!

            ริมชายฝั่งแม่น้ำจูลี่ก็มีเสียงแตรสัญญาณดังกึกก้องขึ้นมาทันที

            เสียงแตรสัญญาณจะมีท่วงทำนองสั้นยาวแตกต่างกันตามคำสั่งการที่สั่งมาคำสั่งใหม่กระจายไปยังเหล่าทหารเกราะดำที่อยู่บนสะพานนองเลือดอย่างชัดเจนแต่เหล่าทหารเกราะดำมองหน้ากันและกัน พวกเขาไม่สามารถปฏิบัติตามคำสั่งที่ได้รับเพราะว่าคำสั่งทหารครั้งนี้เป็นคำสั่งทหารสำหรับพลโล่หอกมังกร ทว่าตอนนี้อดีตขบวนทัพโล่หอกมังกรที่เหล่าทหารเกราะดำขนานนามมันว่าเกราะป้องกันชั้นแรกต่างถูกโจมตีด้วยน้ำมือของเหล่ามัจจุราชกลุ่มนั้นพ่ายแพ้ไม่เป็นท่าทั้งกองทัพ!

            ใครก็คิดไม่ถึงว่าคนแค่ยี่สิบกว่าคนจะสามารถทำลายพลโล่หอกมังกรที่ผ่านการฝึกฝนมาเป็นอย่างดีตั้งร้อยคนได้คำสั่งทหารที่ส่งมา แม้ว่าจะเว้นระยะห่างสั้นๆ ไปสองนาที แต่เห็นได้ชัดว่าตอนนี้มันไม่มีประโยชน์อะไรเลย

            ช้าเกินไป!

            เพียงสองนาที ขบวนทัพป้องกันที่แข็งแกร่งก็ถูกทำลายลงในพริบตา

            ในทางตรงกันข้าม จำนวนข้าศึกเพียงยี่สิบสามคนกลับไม่มีใครตายสักคนเลยบนสะพานหินแคบๆ นี้ พวกเขายังคงสังหารอย่างบ้าคลั่งแบบไม่รู้จักเหนื่อย รุดหน้าเข้ามาอย่างรวดเร็วไร้ผู้ต้านทาน!

            สะพานหินแคบกลายเป็นเส้นทางแห่งความที่เป็นทางผ่านไปสู่นรกมัจจุราชกำลังเรียกหา ท่ามกลางแสงเป็นประกายอันหนาวเหน็บทหารเกราะดำก็ไม่สามารถต้านทานไว้ได้ ท่ามกลางเสียงกรีดร้องและโหยหวนทุกๆ ก้าวของพวกเขาเหมือนเดินไปยังปลายทางของชีวิต

            ไม่ช้า บันไดยึดเมืองสี่อันที่เหลือก็ถูกเหล่านักรบผลักลงจากสะพาน หล่นลงไปในแม่น้ำจากความสูงหลายร้อยเมตรและถูกกระแสน้ำกลืนหายและทำลายไป

            “ฆ่า!”

            เสียงตะโกนของคนยี่สิบสามคนประสานกันดังกึกก้องทั่วฟ้าเหล่านักรบต่างเลือดเดือดพล่าน บ้านเกิดเมืองนอนถูกคนชั่วเข้าข่มเหงภายใต้การนำของราชา นักรบทั้งยี่สิบสามคนก็เหมือนมัจจุราชที่ฝีกออกมาจากทะเลเลือดในนรกทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วยเลือดจนทำให้ผู้คนที่เห็นหวาดกลัว

            สะพานหินยาวสองพันเมตร คนทั้งยี่สิบสามคนก็บุกเข้าไปได้สี่ร้อยห้าร้อยเมตร

            ทำลายบันไดยึดเมืองแล้วก้าวไปด้านหน้า เป้าหมายต่อไปคือขบวนทัพยิงหิน

            แต่ยิ่งก้าวล้ำไปด้านหน้า พื้นที่ของสะพานหินก็ยิ่งแคบความกว้างค่อยๆ ลดลงไม่ถึงสามเมตร และตรงกลางสะพานหินมีพื้นที่กว้างไม่กี่เมตรอาจจะกว้างไม่ถึงหนึ่งเมตรครึ่งด้วยซ้ำ นั่นเป็นจุดที่อันตรายที่สุดของสะพานหินเสียงกระแสน้ำเชี่ยวกรากดังครืนๆไม่รู้ว่าเพราะอะไรน้ำในแม่น้ำถึงปรากฏอ่างน้ำวนขนาดใหญ่ บางครั้งก็เกิดแรงดึงดูดขนาดใหญ่ด้วยหากคนธรรมดาเดินบนสะพานโดยไม่ทันสังเกตก็อาจถูกดูดลงไปในแม่น้ำและถูกกลืนหายลงไปไม่เห็นแม้แต่ศพ

            การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือด

            ซุนเฟยพานักรบตัวเองก้าวไปด้านหน้าทีละก้าว ค่อยๆ เข้าใกล้เครื่องยิงหินเรื่อยๆ...

            ห่างออกไป บนกำแพงเมืองแซมบอร์ดเต็มไปด้วยเสียงโห่ร้อง

            ทหารองครักษ์ราชาและชาวบ้านที่ถูกเกณฑ์ทหารชั่วคราวกำลังโห่ร้องอย่างบ้าคลั่งพวกเขาพยายามใช้พลังทั้งหมดเพื่อตะโกนให้เสียงของตัวเองส่งไปถึงสนามรบบนสะพานหินที่ดุเดือดนั่น

            ไม่รู้ว่าเมื่อไรพวกคนแก่และสตรีที่หลบซ่อนอยู่ในเมืองด้วยความหวาดกลัวก่อนหน้านั้นต่างปีนขึ้นมาบนกำแพงในมือพวกนางถืออาวุธป้องกันทุกชนิด ท่ามกลางเสียงโห่ร้องก็มองเห็นราชาและคนสนิทของตัวเองกำลังบุกเข้าไปสังหารเหล่าข้าศึกอย่างดุเดือดฉากนี้ได้ประทับลงไปในจิตวิญญาณของพวกนาง บางทีเมื่อจุดจบของชีวิตเดินทางมาถึง พวกนางก็คงไม่อาจลืมฉากนี้ไปได้

            สาวงามแองเจล่าและสาวน้อยผมทองเจ็มม่ายกมือปิดตาและแอบถ่างนิ้วออกเพื่อดูการต่อสู้บนสะพานนั่นเหมือนกับคนกำลังลุ้นเวลาดูหนังสยองขวัญในโลกเก่าเมื่อเห็นจุดที่หวาดเสียวก็อดไม่ได้ที่จะกรีดร้องออกมามองดูซุนเฟยผู้กล้าหาญที่กำลังพลิกเหตุการณ์ร้ายๆ ให้กลายเป็นดีอีกครั้งทั้งสองคนกอดกันแล้วตะโกนโห่ร้องไปด้วย กระโดดไปด้วย

            แลมพาร์ด ยอดฝีมืออันดับหนึ่งเมืองแซมบอร์ดร่างกายตั้งตรง ยืนนิ่งเหมือนหอกอยู่ตรงหัวเมือง

            แม้ว่าสีหน้าจะไม่แสดงอาการใดๆแต่หัวใจของเขาแทบจะทะลุออกมาข้างนอกด้วยความตื่นตะหนกอย่างยากจะควบคุมไว้ได้ตั้งแต่ตอนที่อเล็กซานเดอร์ลงจากกำแพงเมืองแล้วเริ่มต่อสู้จนทำลายขบวนทัพโล่หอกมังกรได้ในฐานะที่เป็นนักรบสามดาว แลมพาร์ดมีข้อมูลมากมายกว่าคนอื่นๆ มาก เห็นได้ชัดว่าในร่างของอเล็กซานเดอร์มีพลังแข็งแกร่งที่แตกต่างกันถึงสามอย่าง พลังกายที่แข็งแกร่งพลังเย็นยะเยือกสีเงิน และพลังศักดิ์สิทธิ์ที่เหมือนอัศวินข้อพิสูจน์เหล่านี้ที่แลมพาร์ดคาดเดาไว้ก่อนหน้าแต่ไม่กล้าเชื่อ คนที่มีพลังแตกต่างกันถึงสี่ประเภทและแสดงความสามารถต่อเนื่องกันในหอสังเกตการณ์ก็คือราชาอเล็กซานเดอร์

            “มันเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายของอเล็กซานเดอร์กันแน่ แค่คืนเดียวนอกจากจะทำให้เขากลายเป็นคนปกติแล้วยังมีพลังแข็งแกร่งเกินขอบเขตอีก?หรือเขาจะได้รับการสนับสนุนจากพระเจ้าจริงๆ...”

            แลมพาร์ดงุนงงมาก

            แต่ในใจลึกๆ ของเขา แลมพาร์ดหวังว่าอเล็กซานเดอร์ตรงหน้าจะสามารถรักษาพลังมหัศจรรย์แบบนี้ได้ต่อไปทันใดนั้น ในใจเขารู้สึกลึกล้ำเงยหน้าขึ้นมองไปยังท้องฟ้าสีครามราวกับได้เห็นใบหน้าที่คุ้นเคยอดไม่ได้ที่จะรู้สึกยินดีขึ้นมาในใจ สหายเอ๋ยเจ้าอยู่บนฟ้าก็คงจะเห็นบุตรชายของตัวเองแสดงความแข็งแกร่งและกล้าหาญใช่ไหม? บางทีสักวันหนึ่ง เมื่อเขาเติบโตขึ้นเขาก็อาจจะหาเฮเลนที่หายสาปสูญไปจนเจอก็ได้

            ------------------------------

    คล้ายกับเรื่องสดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน