
ณ ปาจีนวังสทายวันอาราม ในยามเช้าที่สดชื่นท่ามกลางสายหมอกที่อ้อยอิ่งลอยล้อเล่นกับต้นไม้ใบหญ้าโดยเฉพาะยอดไม้น้อยใหญ่ที่เบียดเสียดกันแทงยอดขึ้นเพื่อรอรับแสงของพระอาทิตย์เสียงใส ๆ ของเสียงนกเล็กเสียงนกน้อยต้อยตีวิดส่งกันเป็ทอด ๆ ไปตามอาณาเขตของสวนพาลกโลณการกคามทำให้เห็นความเป็ธรรมชาติที่สมบูรณ์และหนาแน่นภายในสวนพร้อมบริเวณรอบนอกสวนส่วนหนึ่งระเรื่อยรอบนอกออกไปจนถึงท้องทุ่งเขียวขจีของป่ามัสตาดของชาวนาที่กำลังออกดอกเหลืองอร่ามกำลังโยกไหวน้อย ๆ ตามแรงลมโชยยามเช้า
เสียงนกที่กำลังดังต่อเป็ทอด ๆ หยุดเป็เป็พัก ๆ คล้ายกำลังหยุดสนทนาบอกกล่าวกันว่าพระคุณเ้าที่กำลังมองเห็นลิบ ๆ ตัดชายทุ่งฝากโน้นกำลังมุ่งหน้ามาทางด้านนี้แล้วนะ เพราะมองฝั่งชายทุ่งอีกด้านจะเห็นชายผ้าเหลืองของพระอนุรุทธะปลิวสบัดตามแรงลมชายทุ่งเป็ครั้งคราวเมื่อท่านกำลังเดินคลุมบาตรตามเส้นทางเดินเล็ก ๆ ตัดชายทุ่งมัสตาดตรงมายังสวนพาลกโลณการกคามที่ครึ้มไปไปด้วยต้นไม้
นายทายบาลผู้เฝ้าประตูมองเห็นท่านอนุรุทธะเดินมาแต่ไกลรีบเดินเข้าไปยืนรอรับบาตรเมื่อท่านเดินเข้ามาใกล้ ก็รีบพนมมือทำความเคารพแล้วยื่นมือออกไปรอรับบาตรจากท่านพร้อมเอ่ยทักทานท่านว่า
"วันนี้พระคุณเ้า อนุรุทธะ กลับมาถึงก่อนนะขอรับ"
"เดี๋ยวอีกสองท่านก็คงตามมาติด ๆ ล่ะ ท่านนายทายบาล"
พระอนุรุทธะตอบพร้อมยิ้มน้อย ๆ อย่างสำรวมสังวรณ์
"เราไปช่วยกันเตรียมสถานที่รอสองท่านกลับมาก็แล้วกัน"
"ขอรับ ท่านผู้เจริญ"
นายทายบาลก้มศีรษะน้อมรับแล้วเบี่ยงกายออกไปยืนรออยู่อีกด้านเพื่อรอให้พระอนุรุทธะท่านเดินนำเดินไปก่อน
พระอนุรุทธะเดินนำหน้าเข้ามาถึงลานโรงฉันซึ่งเป็หลังคามุงด้วยใบปุสสะไม่ใหญ่นัก ผนังทั้งสามด้านปล่อยโล่ง อีกด้านหนึ่งใช้ไม้ไผ่กั้นให้ทราบพอเป็ขอบเขตเท่านั้นเพราะเป็ที่ล้างบาตรและเก็บบาตร เก็บข้าวของที่จำเป็ของพระเท่านั้น โรงฉันตั้งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขาออกให้ร่มเงาแก่โรงฉันให้อีกชั้น บริเวณโดยรอบมีโขดหินน้อยใหญ่ลดหลั่นกันไป
พระอนุรุทธะเดินนำหน้านายทายบาลเข้าไปภายในโรงฉันซึ่งพื้นเป็ดินแข็งผสมกับพื้นหินที่ปูลาดแข็ง ๆ สะอาด พระอนุรุทธะพร้อมทั้งนายทายบาลช่วยกันจัดปูลาดอาสนะเอาไว้สามที่ด้วยการตั้งน้ำดื่ม น้ำล้างมือของที่จำเป็เอาไว้แล้วนำบาตรที่ไปรับบิณฑบาตรมาวางไว้ที่อาสนะแรก ขณะนั้นเองนายทายบาลก็หันกลับไปเห็นพระนันทิยะและพระกมพิละเดินคลุมบาตรเข้ามาจากประตูสวนอารามแต่ไกลตัดเข้ามายังโรงฉัน จึงรีบผละจากที่กำลังทำอยู่ตรงหน้าเพื่อไปรับบาตร
เมื่อไปถึงจึงยกมือพนมท่านกิพิละก่อนพร้อมรับบาตรจากท่าน เพราะท่านเดินนำท่านนันทิยะเข้ามาก่อน ส่วนตัวท่านก็แยกไปยังที่ล้างเท้าที่นายทายบาลได้เตรียมเอาไว้ให้แล้ว นายทายบาลเอาบาตรไปวางยังอาสนะที่เตรียมไว้แล้วรีบกลับมรารับบาตรยังพระนันทิยะอีกรูปเพื่อให้ท่านได้ไปล้างเท้า แล้วทั้งสามรูปก็ช่วยกันจัดอาหารที่ได้รับบิณฑบาตรมา
ขณะที่กำลังจัดเตรียมอาหารนั้นพระนันทิยะก็ได้พูดขึ้นว่า
"ขอบคุณขอรับท่านอรุทธะผู้เจริญ ที่เตรียมทุกสิ่งไว้รอพวกข้าพเ้าซึ่งเป็ภาระแก่ท่าน"
"หามิได้ท่านาุโ เป็หน้าที่อยู่แล้ว ไมถือเป็ภาระ" พระอนุรุทธะกล่าวขึ้น
"ข้าพเ้าก็จอขอบคุณเช่นกันขอรับ ไว้เป็ธุระของข้าพเ้าบ้างในวันถัดไป" พระกิมพิละเอ่ย
"เอาเถอะาุโ! ที่จริงพวกเราก็ต่างช่วยเหลือดูแลกันอยู่แล้ว ใครก็มาก่อนก็เตรียมไว้ให้ไม่เป็ไรหรอก พลัดกันไปตามวาระโอกาสก็แล้วกัน"
พระนันทิยะยิ้มน้อยๆขณะเทอาหารลงรวมใส่ในบาตร
"ความจริงที่ปาจีนวังสทายวันแห่งนี้ เป็ที่สัปปายะดียิ่ง เหมาะแก่การบำเพ็ญเพียรภาวนาชำระใจ...อยู่กันเพียง ๓ รูปเท่านั้นไม่วุ่นวายดี...ยิ่งท่าน "ภคุ" พักอยู๋ พากโลณกคาม รูปเดียวคงเงียบสงบดีแท้นะท่านาุโทั้งหลาย"
พระนันทิยะหันมาถามด้วยรอยยิ้มน้อย ๆ กับพระกิมพิละที่อยู่ใกล้ ๆ
"นั่นสิขอรับ ..แต่ที่โฆสิตาราม เขตโกสัมพี ซึ่งมีสมณะพักอยู่กันเยอะป่านนี้จะเป็อย่างไรบ้างหนอ..."
พระกิพิละก็อดที่จะปรารภขึ้นเสียงเบา ๆ ถึงโฆสิตารามในเขตเมืองโกสัมพีไม่ได้เช่นนี้เพราะที่นั่นมีพระภิกษุฝ่ายวินัยธรฝ่ายสุตตันติกะอาศัยอยู่เป็จำนวนมากซึ่งต่างจากที่ท่านอยู่ตอนนี้เพียงสามรูปเมื่อท่านปรารภเช่นนี้ไม่มีเสียงตอบจากรูปใดอีกต่างก็จัดอาหารเงียบ ๆ ไปตามกิจของตนต่างฝ่ายต่างก็ไม่ส่งเสียงถึงกันและกันอีก เมื่อแล้วเสร็จและลงมือฉันต่างก็ฉันไปเงียบ ๆ อีกเช่นเดิม โดยมีนายทาบาลนั่งอยู่อีกฝากหนึ่งของโรงฉัน
ในเวลาเดียวกันนั้นเองที่โฆสิตารามที่พระกิมพิละได้ปรารภถึงนั้น ณ ที่โรงฉัน เต็มไปด้วยพระภิกษุต่างอากับกริยากันบางรูปกำลังคลุมบาตรเดินเข้ามา บางกลุ่มก็กำลังนั่งฉัน บางกลุ่มก็กำลังจัดอาหารลงบาตร บางกลุ่มก็กำลังเดินอยู่ บางกลุ่มกำลังพูดคุยอยู่ บางกลุ่มกำลังปู่ลาดอาสนะเตรียมที่เพื่อฉันอาหาร บ้างก็เดินสวนกันไปมา บางครั้งเสียงภาชนะตกหล่นลงสู่พื้นเสียงดังดูวุ่นวายเอะอะ มีเสียงสอดแทรกเกิดขึ้นคล้ายกำลังมีเสียงของคนกำลังทะเลาะกันดังขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้เสียงเซ็งแซ่จากที่อื่น ๆ ต่างเงียบลงเพื่อเพ่งมาที่จุดเดียวจึงได้เห็นว่ามีพระสองกลุ่มกำลังทะเลาะกันโดยกำลังผลักไสและยืดยุดฉุดบาตรจากมือของพระภิกษูอีกกลุ่มหนึ่ง ส่งเสียงโวยวายเข้าใส่กันสลับกับการดึงบ้างผลักบาตรจากมือของออีกฝ่ายแรง ๆ บ้างแบบต่างฝ่ายต่างก็ไม่ยอมให้กัน แล้วก็มีพระบางรูปบางกลุ่มเข้ามาพยายามจะเป็ฝ่ายห้ามพยายามท่จะแยกกลุ่มพระภิกษุสองกลุ่มที่กำลังทะเลาะกันนั้นให้ออกจากกัน มันจึงยิ่งทำให้กลายเป็พระกลุ่มใหญ่เกิดขึ้น ทุกสายตาจึงเพ่งมารวมกัน ณ จุดนี้
"พอแล้ว! พอแล้ว...อย่าทะเลาะกันเลย"
เสียงะโห้ามของพระภิกษุผู้หวังดีฝ่ายเข้ามาพยายามจะแยกออกร้องขึ้น
ส่วนพระฝ่ายวินัยธรใช้มือซ้ายอุ้มบาตรที่เพิ่งไปรับบิณฑบาตรมาเอาไว้มือขวาของตนกลับใช้ผลักบาตรของพระฝ่ายสุตตตันตะกะกลับไปแรง ๆ กระแทกเข้าที่ลิ้นปี่ไม่สนเสียงร้องห้ามแต่อย่างใด
"ไม่อยกได้นักหรอก..ของจากพวกต้องอาบัติ!"
"โอ๊!"
พระฝ่ายสุตตันติกะตัวงอไปนิดหนึ่งตามแรงกระแทกแต่เมื่อยืดตัวได้ก็ฮึดปรี่เข้าหาอีกฝ่ายผลักไหล่พระวินัยธรอย่างแรง บาตรที่อยู่นมือซ้ายซึ่งถูกกอดๆว้แต่ต้นหล่นลงพื้นข้าวของหล่นกระจาย ขณะที่เพื่อน ๆ ขงพระวินัยธรเห็นเพื่อนถูกผลักต่างก็ทะลึ่งพรวดเข้ามาเป็กลุ่ม ฝ่ายภิกษุที่เข้าไปเป็ฝ่ายห้ามทัพก็รีบยกมือห้ามเอาตัวเรียงหน้ากระดานกันไว้ ปากก็ร้องห้ามพร้อมๆ กัน
"พอแล้วๆ ! ถอยออกไป ถอย พอแล้ว หยุด "
" อย่าท่าน อย่า"
ต่างฝ่ายต่างก็ดึงกันออกอย่างชุลมุนนัวเนียกันไปหมด ฝ่ายพระวินัยธรบางรูปก็ช่วยกันดึงพวกเดียวกันบ้างฝ่ายห้ามก็ดึงบ้างแม้ฝ่ายสุตตันติกะไม่รู้ฝ่ายไหนเป็ฝ่ายไหนดูชุลมุนวุ่นวายดีเพราะแม้จะถูกดึงแยกออกจากกันแต่แขนขามือก็ยังเปะปะ ปากก็ยังโหวกเหวกโวยวายจะเอาเื่ซึ่งกันและกันอยู่อย่างนั้น
"พวกขี้แพ้...พวกไม่มีความรู้ แตอวดฉลาด..."
ภิกษุวินัยธระโลั่นขึ้นแม้ตัวจะถูกดึงแยกออกไปแล้วแต่ปากก็ยังะโไม่โยมแพ้
"...อาจารย์ของพวกเ้าต้องอาบัติแล้วยังมาทำโอ้อวดเก่งว่าไม่เป็อาบัติอีก.."
"อาจารย์พวกเ้าดีนักเรอะ..."เสียงะโตอบจากภิกษุสุตตะตันติกะกลับมาอีก
"ทีแรกบอกไม่ต้องอาบัติ...ภายหลังมากลับคำบอกเป็อาบัติ พูดสับปรับชัด ไอ้พวกกลับกลอก!"
พระวินัยธรได้ยินดังนั้นพยายามสลัดร่างให้ออกจากการกอดเอาไว้ของพระภิกษุฝ่ายห้ามทำท่าฮึดฮัดอยากจะเข้าไปหาอีกฝ่ายให้ได้ แขนขาป่ายเปะปะ ปากก็ร้อหาอีกฝ่ายอย่างไม่ยอมเลิกรา
"เข้ามาเลย เข้ามา...เลยเลยพวกเรา สู้ไม่ถอย"
"พอแล้ว ๆ หยุดได้แล้ว บอกให้หยุด"
พระภิกษุที่กอดร่างเอาไว้เพื่อแยกให้สงบสติอารฒณ์ตกคอกเสียงกร้าวดึงสุดแรงลากให้ออกห่างจากกันออกมาให้ไกลอีก
"หยุดเดี๋ยวนี้!
"พอได้แล้ว!"
เกือบจะเป็เสียงเดียวกันเพราะดังขึ้นพร้อม ๆ กัน มันเกือบจะเป็เหมือนเสียงฟ้าผ่า ก็มันเป็เสียงตวาดก้องร้องะโห้ามขึ้นในฝ่ายของตนและตน คือฝ่ายพระวินัยธรและฝ่ายพระสุตตันติกะ นั่นคือพระอจารย์ของแต่ละฝ่ายยืนจังก้าตรงข้ามจ้องมองกันและกันแววตาแทบไมากระพริบแข็งกร้าวอย่างไม่ลดละนั่นต่างที่ทำให้ทุก ๆ คนในที่นั้นเงียบกริบและหยุดทุกอย่างลงได้อย่างฉับพลัน!
มันช่างเป็ความเงียบที่เหมือนไฟสุขอนเหลือเกินอาจารย์ของทั้งสองกลุ่มมาั้แ่เมื่อใดไม่มีใครทราบ ความแห่งเหตุของการทะเลาะกันก็มาแต่เพียงการเข้าสุขาของการทำวินัยในห้องน้ำเพราะคำว่าไม่รู็ ฝ่านหนึ่งคือผู้กำเื่วินัยไว้และถือตนว่าเป็ผู้ เมื่อฝ่ายสุตตะตันติกะเข้าสวมแล้วใช้น้ำในกระบอกไม่หมดฝ่ายวินัยธรก็เอาออกว่ากล่าวโทษ ฝ่ายสุตตะตันิกะบอกว่าไม่ทราบว่าเมื่อเข้าห้องน้ำจะต้องใช้น้ำในกระบอกนั้นให้หมด จึงเหลือไว้ ฝ่ายวินัยธรเป็ผู้กล่าวเองว่า
"ผู้ใม่รู้ย่อมเป็ผู้ไม่ผิด"
แต่ว่เวลาต่อมาฝ่ายวินัยธรเมื่อไปสอนลูกศิษย์กับบอกว่าฝ่ายสุตตันติกะไม่รู้อะไรเลยไม่รู้จักแม้กระทั่งวินัยเข้าห้องส้วมแล้วยังใช้น้ำไม่หมดเื่เท่านี้ยังไม่รู้อีก เมื่อฝ่ายภิกษุสุตตันตะรู้เข้าก็ไปบอกอาจารย์จึงทำให้เื่นี้บานปลายฝ่ายอาจารย์ก็ยกคำขึ้นมาว่า
"ก็ไหนท่านบอกเราว่าผู้ไม่รู้คือผู้ไม่ผืด
" เราก็ขอโทษไปแล้ว แสดงว่าท่านเป็ฯผู้สับปรับ"
ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้ภิกษุสองฝ่ายนี้กินแหนงแคลงใจกันมาโดยตลอดจนเกิดศึกนี้ขึ้นในในที่สุด!
(โปรดติดตามตอนต่อไป)