ตอนที่ 65 วิชาต้องห้าม
ในบล็อก B คนที่น่าสนใจมีเพียงสองคนเท่านั้น นั่นคือหยางหลิว และเจ้าฮั่น เจ้าฮั่นเขาเป็นหนึ่งในศิษย์หลักสำนักเจิ้งเถียน ส่วนผู้เข้าแข่งขันอีกสองคนที่เหลือ แม้จะมีความสามารถจนทำให้ผ่านเข้ารอบมาได้ แต่ก็เป็นเพียงผู้เข้าแข่งขันธรรมดาทั่วไปเท่านั้น ไม่ได้มีชื่อเสียงเรียงนามเท่ากับศิษย์ของห้าสำนักใหญ่ และในรอบก่อนหน้านี้ทักษะต่อสู้ที่พวกเขาใช้เมื่อรอบก่อนหน้านี้ก็ไม่มีอะไรน่าสนใจเป็นพิเศษ นั่นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่พวกเขาจะถูกเมินโดยคนจำนวนมาก ผิดกับหยางหลิวที่รอบก่อนหน้านี้ เขาได้แสดงความสามารถอันสุดยอดจนติดตราตรึงใจของผู้ชมทั่วทั้งสนาม
ครั้งนี้หยางหลิวมีความมุ่งมั่น และมั่นใจที่จะชนะมากกว่าครั้งก่อน เขาไม่ได้ประหม่าแม้แต่น้อย เมื่อเริ่มต้นการแข่งขัน หยางหลิวก็ตัดสินใจใช้ความสามารถด้านกีฬาและทักษะการต่อสู้อย่างสูงสุด เพื่อจบการแข่งขันนี้โดยเร็ว
จากนั้นหยางหลิวจึงพุ่งตัวเข้าไปหาเจ้าฮั่นอย่างซึ่งหน้า เจ้าฮั่นถูกเจ้าสำนักเจิ้งเถียนกำชับไว้อย่างดีว่าต้องระมัดระวังหยางหลิวไว้ พยายามป้องกันให้ดีที่สุด และค่อยหาโอกาสตอบโต้
ทว่าถึงเจ้าสำนักเจิ้งเถียนจะกำชับไว้อย่างนั้น แต่เจ้าฮั่นก็ไม่สามารถป้องกันการโจมตีของหยางหลิวได้แม้แต่น้อย เมื่อถูกหมัดกระแทกเข้ามา แขนทั้งสองข้างที่รับหมัดนั้นไว้ก็เหมือนถูกรถสิบล้อชนเข้าไปอย่างจัง
เจ้าฮั่นไม่สามารถบังคับตัวเองให้ตัวติดพื้นได้ดังเดิม ตัวของเขาถูกทำให้ลอยจนไปถึงอีกฝั่ง ทว่าหยางหลิวไม่ได้ตามไปจัดการเจ้าฮั่นในทันที เขากลับมุ่งเป้ายังหนึ่งในสองคนที่เหลือแทน
เพียงเวลาไม่นาน หยางหลิวก็จัดการหนึ่งในสองคนนั้นจนหมดสติ เจ้าฮั่นทำได้แค่มองไปทางหยางหลิวด้วยความรู้สึกหวาดกลัวราวกับหยางหลิวเป็นปีศาจ
ความแข็งแกร่งของหยางหลิวน่ากลัวเป็นอย่างมาก ในชั่วพริบตาหยางหลิวก็จัดการได้ถึงสองคน !
และในตอนนี้เจ้าฮั่นก็บังเอิญสบตาเข้ากับหยางหลิวพอดี เจ้าฮั่นสังเกตได้ถึงแววตาที่ไม่ได้มีความดุร้าย หรือความเกรี้ยวกราด ทว่าทั้งพลัง และความสามารถของหยางหลิวนั้นน่ากลัวผิดกลับรูปลักษณ์ภายนอกของเขาอย่างสิ้นเชิง
“ ผะ…ผมยอมแพ้ ”เจ้าฮั่นไม่ลังเลอีกต่อไป เขาจึงตัดสินใจพูดขอยอมแพ้ด้วยอาการสั่นกลัว เพราะถ้าเขาไม่ทำเช่นนี้ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาจะถูกหยางหลิวจัดการอย่างไร
หยางหลิวเห็นเจ้าฮั่นยอมแพ้ เขาจึงไม่ได้เข้าไปจัดการเจ้าฮั่น และจากนั้นกรรมการผู้ตัดสินก็ประกาศให้หยางหลิวเป็นผู้ชนะ !
เหตุการณ์ในวันนี้ไม่ได้น่าตื่นเต้นเหมือนครั้งก่อน หยางหลิวเอาชนะได้อย่างรวดเร็วก็จริง แต่นั่นแสดงให้เห็นว่าเขาเอาชนะได้อย่างง่ายดายเกินไป นั่นจึงทำให้ผู้ชมรู้สึกไม่ค่อยสนุก หรือรู้สึกมีส่วนร่วมสักเท่าไหร่ ดังนั้นเสียงโห่ร้องดีใจดังกึกก้องทั่วทั้งสนามเหมือนในรอบแรกของหยางหลิวก็ไม่ได้มีเช่นเดิม จะมีก็เพียงเสียงปรบมือเบา ๆ ให้กำลังใจหยางหลิวเท่านั้น
ทว่าเมื่อมองไปยังที่ ๆ หนึ่งก็จะพบว่ายังมีคนกลุ่มหนึ่งรู้สึกสนใจหยางหลิวเป็นพิเศษ พวกเขาเหล่านี้ก็คือห้าเจ้าสำนักใหญ่
ห้าเจ้าสำนักใหญ่ ยังคงให้ความสนใจหยางหลิวอยู่ไม่น้อย ยิ่งพวกเขาเข้าใจผิดว่าหยางหลิวเป็นศิษย์ของสำนักหวังลั่ว ยิ่งทำให้พวกเขากระตือรือร้นและให้ความสนใจกับทุกรายละเอียดของหยางหลิว
“ เหอะ ก็ไอ้ศิษย์ขี้ขลาด ทำให้สำนักเราต้องขายหน้า ”
“ คุณก็อย่าไปพูดแบบนั้นสิ เจ้าเด็กนั่นมีฝีมือไม่ธรรมดา ถ้าจะพูดให้ถูก เด็กนั่นมันเก่งมาก และไม่แปลกใจเลยถ้ามันคือตัวเต็งของการแข่งขันครั้งนี้ จะว่าไปครั้งนี้การเคลื่อนไหวของมันเร็วกว่ารอบที่แล้วหรือเปล่า ? ”
“ ใช่ ฉันก็คิดว่าอย่างนั้น ครั้งนี้การเคลื่อนไหวของมันเร็วกว่าครั้งก่อนมาก หมัดนั่นก็ดูเหมือนหนักขึ้น หรือว่าคราวที่แล้วเจ้านั่นยังไม่ได้ใช้ความสามารถที่แท้จริงออกมา ? ”
“ เจ้าสำนักหวังลั่วนี่โชคดีจริง ๆ ที่ได้ศิษย์แบบนี้มา ยอดเยี่ยม ๆ ”
“ โฮะ ๆๆ ” เมื่อเจ้าสำนักทั้งสี่พูดถึงหยางหลิว และมองมาที่เขา เจ้าสำนักหวังลั่วก็ได้แต่หัวเราะกลบเกลื่อนไม่พูดอะไรออกมา เขายังคงตั้งใจปล่อยให้คนเหล่านี้เข้าใจผิดไปเอง เพราะถ้าเกิดว่าหยางหลิวมีความสามารถมากจริง และนั่นทำให้ชนะการแข่งขันได้ ถึงแม้ตัวตนของหยางหลิวจะหายไป ทว่าความสำเร็จในครั้งนี้ก็จะกลายเป็นของสำนักหวังลั่วไปโดยปริยาย หรือถ้าเกิดว่าหยางหลิวเปิดเผยว่าตัวเองไม่ใช่ศิษย์ของสำนักหวังลั่ว เขาก็แค่แสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นอะไรเท่านั้นเอง
...
หลังจากจบการแข่งขันได้สักพัก หยางหลิวก็เดินทางกลับร้านโจวซือ ซึ่งครั้งนี้เขายังไม่ได้เปลี่ยนชุดที่ใช้ต่อสู้เป็นชุดธรรมดา รวมทั้งหน้ากากที่ใส่ก็ยังคงใส่ไว้อยู่แบบนั้น และไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดจึงมีคน ๆ หนึ่งเดินตามหลังหยางหลิวมาอย่างเงียบเชียบ
ทว่าในครั้งนี้ หยางหลิวกลับไม่ได้เดินตรงกลับไปร้านโจวซือในทันที เขาเดินคดเคี้ยวไปมา จนกระทั่งผู้คนรอบ ๆ ไม่เหลือใคร มีเพียงเขา และคนที่ตามหลังมาเท่านั้นที่ยืนอยู่บนถนนเส้นนี้
คนที่ตามหลังหยางหลิวก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นกัวฟู่เฉิงนั่นเอง
ที่แท้เป็นเพราะว่าตอนที่หยางหลิวกำลังเดินกลับไปยังห้องพักของตัวเอง เขาก็ได้เจอกัวฟู่เฉิงดักรออยู่หน้าประตู
กัวฟู่เฉิงยอมรับว่าเขาพ่ายแพ้การแข่งขัน แต่นั่นเป็นเพราะเหตุที่ไม่คาดคิด เขาถูกรุมทำร้ายด้วยศิษย์หลักถึงสามคน นั่นจึงทำให้เขารู้สึกรับไม่ได้ที่ต้องพ่ายแพ้เช่นนี้ และในครั้งนี้เขาก็เลยมาขอท้าสู้กับหยางหลิว อย่างน้อยเขาก็จะต้องสู้กับหยางหลิวให้ได้เพื่อรักษาสัญญาที่เขาท้าหยางหลิวเอาไว้
หยางหลิวเห็นความมุ่งมั่นในแววตาของกัวฟู่เฉิง เขารู้เลยว่าถึงเขาจะปฏิเสธไปสักกี่รอบ เขาก็คงไม่สามารถสลัดความมุ่งมั่นครั้งนี้ได้
ดังนั้นหยางหลิวจึงตอบตกลง และรับคำท้าของกัวฟู่เฉิง แต่หยางหลิวได้กำหนดเงื่อนไขว่าเขาจะเป็นคนเลือกสถานที่เอง กัวฟู่เฉิงเห็นว่าหยางหลิวตกลงเขาจึงไม่คัดค้าน
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำไม คนทั้งสองจึงมาหยุดอยู่ที่ถนนเส้นนี้ !
“ ก่อนที่จะสู้ ฉันขอถามอะไรนายสักอย่าง ฉันอยากจะรู้ว่านายเป็นใครกันแน่ !? ” กัวฟู่เฉิงที่กำลังเผชิญหน้ากับหยางหลิว เขาถามหยางหลิวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น เพราะเขาต้องการจะรู้ให้ได้ว่าที่จริงแล้วหยางหลิวเป็นใคร อย่างน้อยถ้าเขาแพ้ก็จะแพ้ได้อย่างไม่ติดใจใด ๆ อีก
“ เรื่องนั้น…ผมคิดว่าคงจะบอกไม่ได้ เอาอย่างนี้แล้วกันถ้าเกิดว่าคุณชนะผม ผมถึงจะบอกคุณ ” หยางหลิวพูดปฏิเสธออกไป และยื่นข้อเสนออื่นให้ได้ หลังจากที่กล่าวจบ หยางหลิวก็เริ่มตั้งท่าเตรียมพร้อม ทั้งยังกวักมือเรียกให้กัวฟู่เฉิงเข้ามาโจมตีเขาก่อนด้วย
กัวฟู่เฉิงเห็นท่าทางของหยางหลิวก็พลันรู้สึกโมโหขึ้นมาทันที นั่นเป็นเพราะเขารู้ตัวดีว่าความสามารถของเขาในตอนนี้ไม่สามารถเทียบกับหยางหลิวได้
ในเวลานั้นกัวฟู่เฉิงเขากลับฉุกคิดถึงบางอย่าง เขาฉุกคิดถึงคำสอน และวิชาต่าง ๆ ของสำนักเจิ้งเถียน
วิชาที่กัวฟู่เฉิงฝึกฝนนั้นมีหลากหลายประเภท และนั่นก็รวมวิชาต้องห้ามไว้ด้วย !
ในครั้งนี้เขาคิดที่จะใช้วิชาต้องห้ามเพื่อสู้กับหยางหลิว
วิชาต้องห้ามของสำนักเจิ้งเถียนค่อนข้างมีประโยชน์มากสำหรับการใช้ต่อสู้ แต่ว่าอาการที่เกิดขึ้นหลังจากใช้วิชาต้องห้าม นั่นแย่เสียยิ่งกว่าประโยชน์ที่ได้รับหลายเท่า ถ้าเกิดผิดพลาดอาจจะทำให้เขาถึงกับต้องพิการเลยทีเดียว
ทว่ากัวฟู่เฉิงไม่ได้สนใจมัน เขาล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ พร้อมกับหยิบขวดยาขึ้นมา ในนั้นมียาเม็ดหนึ่ง รูปร่างหน้าตาของมันค่อนข้างประหลาดตาไม่น้อย จะว่าเป็นลักษณะกลม ๆ ก็ไม่ใช่ หรือจะเป็นเหลี่ยม ๆ ก็ไม่เชิง
ขณะเดียวกันหยางหลิวก็กำลังสังเกตสิ่งที่กัวฟู่เฉิงนำออกมาอยู่ จู่ ๆ เม็ดยานั่นก็ลอยเข้าปากของกัวฟู่เฉิงในทันที
“ อ๊ากกกก ! ” ในชั่วพริบตา กัวฟู่เฉิงก็ร้องโอดครวญออกมาอย่างเจ็บปวด
หยางหลิวได้แต่มองกัวฟู่เฉิงที่กำลังส่งเสียงร้องอย่างทรมาน เขารู้สึกว่าเหตุการณ์นี้มันแปลกประหลาดเกินไป ทำไมกัวฟู่เฉิงถึงได้กินยาเม็ดนั้นลงไป ถ้ามันจะทำให้เขารู้สึกทุกข์ทรมานขนาดนั้น
ทันใดนั้น เสียงร้องอย่างเจ็บปวดก็ได้สลายหายไป เหลือแต่กัวฟู่เฉิงที่กำลังยืนนิ่งอยู่
ในเวลานี้ กัวฟู่เฉิงกำลังจ้องมองหยางหลิวด้วยสายตาอันรุนแรง
ในที่สุดกัวฟู่เฉิงก็พุ่งเข้ามาหาหยางหลิวด้วยความรวดเร็ว นั่นทำให้หยางหลิวรู้สึกตกใจอย่างมากกับความสามารถที่เปลี่ยนไปของกัวฟู่เฉิง
ความเร็วของเขาแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด และมันมากกว่าครั้งก่อนเกือบเท่าตัว
หยางหลิวยังไม่ทันหายจากอาการตกใจ กัวฟู่เฉิงก็เข้ามาประชิดด้านหน้าเขาแล้ว และจากนั้นกัวฟู่เฉิงก็เตะไปยังบริเวณไหล่ของหยางหลิว
ครั้งนี้หยางหลิวไม่ได้หลบ แต่เขาก็ใช้แขนป้องกันไว้แทน เขาจึงไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรมาก เพียงแต่ว่าลูกเตะของกัวฟู่เฉิงรุนแรงมาก ทำให้แม้แต่หยางหลิวก็ยังถูกลูกเตะนั้นทำให้กระเด็นออกไป
จากเหตุการณ์เมื่อครู่ ทำให้หยางหลิวไม่คิดที่จะประมาทกัวฟู่เฉิงต่อไปอีก หยางหลิวจึงคิดที่จะใช้ความเร็วของเขาให้เป็นประโยชน์บ้างเช่นกัน
ถึงแม้กัวฟู่เฉิงจะเร็วขึ้นมาก ทว่ามันก็ไม่ได้มากไปกว่าหยางหลิวเมื่อเขาใช้ความเร็ว
พอหยางหลิวเริ่มใช้ความเร็ว สถานการณ์ก็ได้เปรียบมากขึ้น เห็นได้อย่างชัดเจนว่าถึงแม้กัวฟู่เฉิงจะเก่งขึ้น แต่ก็เทียบกับหยางหลิวไม่ได้แม้แต่น้อย โดยเฉพาะเมื่อหยางหลิวระมัดระวังตัวเองมากขึ้น กัวฟู่เฉิงก็แทบจะทำร้ายหยางหลิวไม่ได้เลย
สถานการณ์ในตอนนี้เหมือนกับว่า หยางหลิวเป็นฝ่ายบุกข้างเดียว เขาโจมตีอย่างต่อเนื่อง ทว่าเขาก็ยังคงรักษาระยะห่างเอาไว้เช่นกัน นั่นจึงทำให้ไม่ปรากฏผู้ชนะเสียที
เหตุการณ์ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ทว่าดูเหมือนกัวฟู่เฉิงจะดุร้ายมากยิ่งขึ้นไปกว่าเดิม หมัดแต่ละหมัดก็ดูเหมือนว่าจะเฉียบคมขึ้น และรวดเร็วมากยิ่งขึ้น จนในที่สุดก็เหมือนว่าสถานการณ์เริ่มจะกลับมาสูสีกัน เพราะไม่ว่าหมัดของหยางหลิวจะต่อยถูกกัวฟู่เฉิงหรือไม่ กัวฟู่เฉิงก็ไม่แสดงท่าทีเจ็บปวดใด ๆ ออกมา
นั่นจึงทำให้หยางหลิวรับรู้ได้ถึงอันตรายที่กำลังใกล้เข้ามา กัวฟู่เฉิงที่อยู่ตรงหน้าเหมือนปีศาจที่ไม่มีวันเจ็บปวดใด ๆ เขาจึงไม่ลังเลอีกต่อไปที่จะตัดสินใจใช้ความสามารถที่เขามีทั้งหมดออกมา และเขาก็พร้อมที่จะทุ่มสุดตัวแล้ว
เมื่อหยางหลิวไม่รักษาระยะห่างอีกต่อไป เขาจึงตัดสินใจพุ่งเข้าไปใกล้กัวฟู่เฉิงด้วยความเร็วสูงสุด และจากนั้นเขาปล่อยหมัดอย่างรุนแรงสองหมัด
หมัดทั้งสองมีความเฉียบคม และรวดเร็ว ต่อให้กัวฟู่เฉิงคิดจะป้องกันก็ไม่สามารถทำได้
“ ตุ้บ ! ตุ้บ ! ” ฉับพลันบังเกิดเสียงหมัดของหยางหลิวกระแทกเข้าไปยังลำตัวของกัวฟู่เฉิง กัวฟู่เฉิงยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม เขาไม่ได้ล้มลงไป นั่นทำให้หยางหลิวรู้สึกแปลกใจมากขึ้น หยางหลิวรู้สึกได้ว่าหมัดทั้งสองที่เขาใช้ไปเมื่อกี้คือหมัดที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดแล้ว
ขณะนั้นหยางหลิวบังเกิดความหวาดกลัวขึ้นมาในจิตใจ นี่นับเป็นครั้งแรกที่เขาเจอศัตรูแบบนี้ เขาคิดเสมอว่าถ้าระดับของเขามาถึงระดับเริ่มต้นแล้วเขาก็จะไม่เจอใครที่แข็งแกร่งไปกว่าตน ทว่าเหมือนการต่อสู้ในครั้งนี้เขาจะคิดผิดไป
ทำให้หยางหลิวต้องกระโดดถอยหลังออกไปสองถึงสามก้าว จากนั้นเขาจึงค่อย ๆ มองไปทางกัวฟู่เฉิง
และเมื่อหยางหลิวจ้องมองไปทางกัวฟู่เฉิง ทำให้เขาถึงกับต้องตกใจอย่างที่สุด != = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = ตอนที่ 66 หนีไม่พ้น
ในขณะนั้นกัวฟู่เฉิงก็พ่นเลือดออกมาเป็นจำนวนมาก จากนั้นเขาก็เริ่มหายใจหอบ และถี่มากขึ้นเรื่อย ๆ ทั่วทั้งตัวของกัวฟู่เฉิงกลับกลายเป็นสีแดง หยางหลิวไม่เข้าใจเลยว่านี่มันเกิดอะไรขึ้น หมัดที่เขาโจมตีออกไปมันรุนแรงเกินไปหรือไม่ ? หรือมันเป็นเพราะผลกระทบของยาที่กัวฟู่เฉิงใช้
เมื่อถึงตอนนี้หยางหลิวก็ไม่มีกะจิตกะใจจะต่อสู้อีกต่อไปแล้ว เขาคิดว่ากัวฟู่เฉิงคงทนต่อไปไม่ไหวอีก ดังนั้นหยางหลิวจึงพุ่งตัวเข้าไปหากัวฟู่เฉิงเพื่อช่วยเขา
แต่ใครจะไปทันคาดคิดล่ะว่า การที่หยางหลิวจะช่วยเหลือกัวฟู่เฉิงกลับกลายเป็นการเปิดโอกาสให้กัวฟู่เฉิงโจมตี
ด้วยความที่หยางหลิวเห็นว่าอาการของกัวฟู่เฉิงนั้นย่ำแย่มาก เขาจึงลดการป้องกันโดยไม่รู้ตัว ทำให้ในจังหวะที่หยางหลิวพุ่งตัวเข้าไปช่วยกัวฟู่เฉิงนั้น เขาก็โดนหมัดของกัวฟู่เฉิงกระแทกเข้ากลางลำตัวอย่างจัง !
แม้หยางหลิวจะแข็งแกร่ง แต่เมื่อโดนเล่นงานทีเผลอแบบนี้เขาก็ถึงกับต้องรู้สึกจุกขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ และในขณะที่หยางหลิวกำลังจะหาหนทางเพื่อออกจากสถานการณ์ตรงนี้ เขาก็พบว่ามันสายเกินไป
หมัดอีกหมัดหนึ่งกระแทกเข้ามาอย่างจังบริเวณใบหน้าของหยางหลิว เขาโดนหมัดนี้ต่อยจนกระเด็นถอยหลังไป
หมัดเมื่อครู่รุนแรงมาก นี่นับเป็นครั้งแรกจริง ๆ ที่หยางหลิวรู้สึกเจ็บปวดขนาดนี้ ถ้าเป็นช่วงเวลาปกติ เขากับกัวฟู่เฉิงถือว่าแตกต่างกันอย่างมาก แต่หลังจากที่กัวฟู่เฉิงกินเม็ดยาแปลกประหลาดนั่นเข้าไป มันก็ส่งผลให้ความสามารถด้านการต่อสู้ของกัวฟู่เฉิงเพิ่มขึ้นมาหลายเท่า !
หยางหลิวได้แต่มองไปทางกัวฟู่เฉิงด้วยแววตาสับสน ตอนนี้เขาก็พอรู้ตัวว่ากัวฟู่เฉิงแข็งแกร่งขึ้น ทว่าสภาพที่เป็นอยู่ในตอนนี้ของกัวฟู่เฉิงย่ำแย่มากจริง ๆ โดยเฉพาะอาการหอบหายใจค่อนข้างถี่ และทั่วทั้งตัวของเขาก็เป็นสีแดงเข้มอีกด้วย
‘ นี่มันอะไรกัน !? เห็นชัด ๆ ว่าหมอนั่นอาการมันดูแย่แค่ไหน ทำไมมันถึงยังมีแรงมากขนาดนี้อีก ’ หยางหลิวคิดในใจ เหตุการณ์ตรงหน้าช่างแปลกประหลาดเกินไป ทำให้เขาไม่กล้าลงมือทำอะไรรุนแรงไปกว่านี้ ถึงแม้ว่าเขามีความมั่นใจที่จะชนะกัวฟู่เฉิงอย่างเต็มเปี่ยมอยู่ก็ตาม แต่ถ้ากัวฟู่เฉิงได้รับการโจมตีของหยางหลิวมากขึ้นเรื่อย ๆ ต่อให้กัวฟู่เฉิงจะไม่รู้สึกเจ็บ แต่มันก็ไม่แน่ว่าจะไม่ส่งผลกระทบใด ๆ ต่อกัวฟู่เฉิง เห็นได้ชัดจากสถานการณ์ในตอนนี้ หลังจากหยางหลิวใช้ความสามารถอย่างเต็มที่ ถึงดูเหมือนว่ากัวฟู่เฉิงจะไม่ออกอาการเจ็บปวดใด ๆ แต่เขาก็กระอักเลือดออกมาจำนวนหนึ่ง อีกทั้งอาการหายใจหอบถี่ และอาการตัวแดงเข้มนั่นอีกด้วย เห็นกันอยู่ชัด ๆ ว่าหมัดของหยางหลิวก็เป็นหนึ่งในผลกระทบต่อกัวฟู่เฉิง แล้วถ้าหากหยางหลิวยังทำแบบนี้ต่อไปอีก กัวฟู่เฉิงจะไม่ตายหรืออย่างไร ?
“ เฮ้ย ! กัวฟู่เฉิง ฉันว่าเราพอแค่นี้ดีกว่า ” ในเมื่อสู้กันไปหยางหลิวก็มีแต่เสียกับเสีย หยางหลิวจึงเริ่มต้นเจรจาเพื่อประนีประนอมกันไปอย่างน้อยให้อาการของกัวฟู่เฉิงดีขึ้นกว่านี้แล้วค่อยมาสู้กันใหม่ก็ยังไม่สาย ไม่อย่างนั้นเขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเรื่องราวในครั้งนี้จะจบลงที่ตรงไหน
“ … ” ทว่ามันไม่เป็นตามที่หยางหลิวคาดหวังไว้ มันไม่มีเสียงใด ๆ ตอบกลับเขามาแม้แต่น้อย กัวฟู่เฉิงคนนี้ดูคล้ายกับคนที่ไม่ได้สติ ไม่ว่าหยางหลิวจะพูดอย่างไร กัวฟู่เฉิงก็ไม่รับฟังเขาแม้แต่คำเดียว มิหนำซ้ำกัวฟู่เฉิงยังค่อย ๆ เดินขึ้นมาข้างหน้าทีละก้าว ๆ
หยางหลิวก็รู้สึกโล่งอกขึ้นมาเล็กน้อยที่กัวฟู่เฉิงไม่ได้บุ่มบ่ามพุ่งเข้ามาปะทะกับเขาในทันที ทว่าปัญหาที่ใหญ่ที่สุดในตอนนี้คือ หยางหลิวไม่รู้ว่าจะจัดการกัวฟู่เฉิงเช่นไรดี ถ้าให้หยางหลิวเอาจริงขึ้นมาอีก แล้วกัวฟู่เฉิงไม่สามารถทนรับบาดเจ็บได้ สุดท้ายกัวฟู่เฉิงตายไปหยางหลิวจะทำเช่นไร
ในเมื่อเป็นแบบนี้ หนทางเดียวที่หยางหลิวคิดออกก็คือ หนี !
ถูกต้อง เขาเลือกที่จะหนีไปจากกัวฟู่เฉิง
ในเมื่อหยางหลิวเผชิญหน้าไม่ได้ เขาก็ควรเลือกที่จะหนีถึงจะดีที่สุด
แม้ว่าการหนีจะดูเป็นการเสียเกียรติยศของเหล่านักสู้ ทว่าหยางหลิวไม่ได้อยากเป็นนักสู้สักหน่อย จะเสียเกียรติหรือไม่ เขาก็ไม่ได้สนใจมันแม้แต่น้อย
ดังนั้นหยางหลิวจึงตัดสินใจวิ่งหนีในทันที การวิ่งของเขาถือว่าเร็วมาก ๆ ต่อให้นักวิ่งอาชีพมาแข่งกับเขาก็ไม่แน่ว่าจะสู้หยางหลิวได้
แต่ที่น่าแปลกใจคือกัวฟู่เฉิงกลับวิ่งตามหยางหลิวมาได้ ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้เขายังเดินเข้าหาหยางหลิวอย่างเชื่องช้าแท้ ๆ
ถึงแม้จะไม่ได้วิ่งเร็วเท่าหยางหลิว แต่มันก็ไม่ค่อยแตกต่างกันเท่าใดนัก หยางหลิวทำได้แค่เพิ่มระยะห่างให้มากขึ้นเรื่อย ๆ นอกจากนี้ในบางจังหวะเขาก็คอยหาโอกาสสลัดให้กัวฟู่เฉิงออกไป
แต่การถูกกัวฟู่เฉิงติดตามไล่ล่าอย่างไม่ลดละเช่นนี้ ทำให้หยางหลิวค่อนข้างลนลาน จนทำให้รู้สึกหลงทางกับสถานที่นี้ ถึงแม้เขาจะมีแผนที่บันทึกไว้ในหัวอย่างชัดแจ้ง แต่ความทรงจำส่วนนั้นกลับใช้ไม่ได้เลยเมื่อต้องถูกไล่ล่าขนาดนี้ และบริเวณรอบ ๆ ก็ไม่มีอะไรที่เขาคุ้นเคยใช้เป็นจุดอ้างอิงได้เหมือนร้านเทียนเหมินอีกด้วย
หยางหลิวทำได้แต่วิ่งไปข้างหน้า เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา ในบางครั้งหยางหลิวก็โชคร้ายวิ่งไปอยู่ดี ๆ ก็เจอทางตัน นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมกัวฟู่เฉิงที่วิ่งช้ากว่าหยางหลิวจึงยังคงตามหยางหลิวมาได้อีก
คนหนึ่งวิ่งหนี คนหนึ่งวิ่งไล่ แต่เห็นได้ชัดว่าเหงื่อของกัวฟู่เฉิงออกมาเยอะมาก แต่น่าแปลกที่หยางหลิวกลับไม่ค่อยมีเหงื่อเท่าไหร่ ทั้งสองคนออกแรงวิ่งไม่ต่างกันมากแต่หยางหลิวกลับดูไม่เหนื่อย นี่คือข้อได้เปรียบของหยางหลิว เขาคิดว่าถ้ายังเป็นเช่นนี้ต่อไปเรื่อย ๆ ในที่สุดกัวฟู่เฉิงก็คงถูกเขาสลัดหลุดไปเอง
และในช่วงเวลานี้เอง ดูเหมือนว่าระยะห่างของคนทั้งคู่เริ่มห่างมากขึ้นเรื่อย ๆ จนแทบจะมองไม่เห็นกันแล้ว
ทว่าในทันใดนั้นเอง กัวฟู่เฉิงที่วิ่งไล่ตามหยางหลิวมาอย่างเนิ่นนานก็ล้มคว่ำลงไปอย่างไม่ทราบสาเหตุ
เท้าของหยางหลิวพลันหยุดชะงัก ใบหน้าของเขาพลันซีดเซียว ในที่สุดเหตุการณ์ที่หยางหลิวกังวลก็เกิดขึ้น กัวฟู่เฉิงนอนคว่ำกับพื้นพร้อมกับชักกระตุกอย่างรุนแรง !
หยางหลิวเองก็แทบจะทำอะไรไม่ถูก เขาวิ่งกลับมาหากัวฟู่เฉิงพร้อมกับตัดสินใจโทรขอความช่วยเหลือจากป่ายเฉียน โชคดีว่าการแข่งขันทั้งสี่รอบได้จบไปแล้ว ป่ายเฉียนจึงสะดวกพอดี แต่ถึงป่ายเฉียนไม่สะดวก เขาก็ต้องมาช่วยหยางหลิวเช่นเดิม เขาไม่สามารถปล่อยให้กัวฟู่เฉิงเป็นอะไรไปอย่างแน่นอน ไม่เช่นนั้นเขาก็รับประกันได้เลยว่า ห้าสำนักใหญ่จะต้องเพ่งเล็ง และให้เขารับผิดชอบกับเหตุการณ์นี้อย่างไม่ต้องสงสัย
เพียงระยะเวลาไม่ถึงห้านาทีกัวฟู่เฉิงกับลูกน้องก็มาถึง แต่ทว่ากัวฟู่เฉิงก็ยังคงเกิดอาการชักอยู่ดี ยังดีที่ว่าหยางหลิวโทรบอกเล่าอาการของกัวฟู่เฉิง พร้อมกับบอกว่ากัวฟู่เฉิงได้กินเม็ดยาแปลก ๆ เข้าไป ทำให้กัวฟู่เฉิงร้องออกมาอย่างเจ็บปวด แต่หลังจากนั้นก็เหมือนว่ากัวฟู่เฉิงกลายเป็นคนละคนไป จู่ ๆ กัวฟู่เฉิงก็กลายเป็นแข็งแกร่งขึ้นมาก และหลังจากสู้กันสักพักทั่วทั้งตัวของกัวฟู่เฉิงก็กลายเป็นตัวแดงไปทั้งตัว หยางหลิวที่ทำอะไรไม่ถูกได้แต่วิ่งหนี จนท้ายที่สุดกัวฟู่เฉิงล้มคว่ำลงไป และออกอาการชักกระตุกอย่างรุนแรง
พอหยางหลิวเล่าจบก็ดูเหมือนว่าป่ายเฉียนจะเข้าใจถึงเรื่องราวทั้งหมด เขายังสั่งให้หยางหลิวทำอะไรบางอย่างตามที่เขาสั่งเพื่อบรรเทาอาการกัวฟู่เฉิง จนสุดท้ายอาการของกัวฟู่เฉิงค่อย ๆ ดีขึ้นเล็กน้อย และเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่พวกป่ายเฉียนมาถึงพอดิบพอดี
เมื่อป่ายเฉียนมาถึง หยางหลิวก็ทำประสานมือความเคารพครั้งหนึ่ง และหยางหลิวก็ปล่อยให้ป่ายเฉียน และพรรคพวกจัดการเรื่องราวในครั้งนี้ ส่วนตัวหยางหลิวเองก็ได้แต่ยืนมองพวกป่ายเฉียนอยู่ห่าง ๆ
...
“ ฟู่ ” ป่ายเฉียนระบายลมหายใจออกมาครั้งหนึ่ง หลังจากที่เขาและลูกน้องรักษาอาการของกัวฟู่เฉิงให้คงที่ได้แล้ว
“ อาการของเขาเป็นยังไงบ้างครับคุณป่ายเฉียน ” หยางหลิวที่ค่อนข้างกังวลถามขึ้นมา เขาทั้งเป็นห่วงกัวฟู่เฉิง และกลัวอิทธิพลของห้าสำนักใหญ่ไม่ได้น้อยเช่นกัน จึงไม่แปลกที่เขาคิดมากเกี่ยวกับอาการของกัวฟู่เฉิง
“ ไม่ต้องกังวลไป เขาถือว่าโชคดีมาก ๆ ยาเม็ดที่คุณหยางหลิวเห็นนั้นเป็นยาของทางสำนักเจิ้งเถียน มันเป็นยาสูตรลับเฉพาะมาก ยานี้ถือว่ามีประโยชน์ไม่น้อยก็จริงอย่างที่คุณเห็น มันเพิ่มความสามารถของผู้ใช้ไปหลายเท่าตัว ทว่ามันค่อนข้างมีผลเสียค่อนข้างเยอะเช่นกัน ยังดีที่คุณหยางหลิวตัดสินใจได้ถูกต้อง คุณไม่ได้เข้าโจมตีคุณกัวฟู่เฉิงจนทำให้ร่างกายเขาบาดเจ็บไปกว่านี้ เพราะแค่ที่เขาโดนอยู่ตอนนี้ก็ถือว่าหนักมากแล้ว ผมคิดว่าเขาคงต้องพักรักษาตัวประมาณหนึ่งเดือน ถึงจะค่อย ๆ กลับมาเป็นปกติได้ ” ป่ายเฉียนค่อย ๆ อธิบายให้หยางหลิวฟังด้วยท่าทีสบาย ๆ นั่นจึงทำให้หยางหลิวรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น
“ อ๋ออีกอย่าง เรื่องนี้คุณหยางหลิวไม่ต้องเป็นห่วงไป เดี๋ยวทางเราจะไปอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้กับสำนักเจิ้งเถียนเอง อีกอย่างเรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของคุณซะทีเดียว อย่างที่ผมได้บอกไป มันเป็นเพราะผลกระทบจากยาที่เขาใช้ เรื่องนี้สำนักเจิ้งเถียนเข้าใจดี ” ป่ายเฉียนอธิบายให้หยางหลิวคลายกังวลมากขึ้นไปอีก เขาต้องการให้หยางหลิวไม่มีความกังวลในจิตใจใด ๆ แม้แต่น้อย
นั่นเป็นเพราะการแข่งขันในรอบสุดท้ายจะเริ่มขึ้นในสัปดาห์หน้าแล้ว ถ้าหยางหลิวเกิดกังวลมากเกินไป จนหยางหลิวไม่กล้ามาแข่งเขาจะทำอย่างไร ?
เม็ดเงินจำนวนมากที่เขาจะได้รับจากการที่หยางหลิวพลิกล็อกชนะก็จะไม่เกิดขึ้น จากที่เขาจะได้เงินนับร้อยห้าสิบล้านหยวน ก็อาจจะเหลือเพียงไม่กี่สิบล้านหยวน หรือแม้กระทั่งขาดทุนหลายล้านหยวน ดังนั้นป่ายเฉียนจะยินยอมได้อย่างไร ?
สถานการณ์ในตอนนี้ป่ายเฉียนยอมขัดใจห้าสำนักใหญ่เล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ดูแลเอาใจใส่หยางหลิวให้มากหน่อยจะดีกว่า ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ป่ายเฉียนให้ความสำคัญกับหยางหลิวเป็นอันดับแรก
คนทั้งสองพูดขึ้นกันอีกเล็กน้อยก่อนที่หยางหลิวจะขอตัวกลับไปอีกครั้ง โดยที่พวกเขาไม่รู้ตัวแม้แต่น้อยว่า ตั้งแต่ต้นจนจบกัวฟู่เฉิงนั้นยังคงมีสติแจ่มชัด และได้ยินทุกคำพูดอย่างชัดเจน != = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = ตอนที่ 67 บัตรเชิญอีกหนึ่ง
หลังจากเหตุการณ์นั้น หยางหลิวก็เดินทางกลับไปยังภัตตาคารโจวซือ โดยมีลูกน้องของป่ายเฉียนขับรถมาส่งถึงที่ เห็นได้ชัดว่าป่ายเฉียนให้ความสำคัญกับหยางหลิวเป็นอย่างมาก และนี่ก็ยิ่งทำให้หยางหลิวค่อนข้างประทับใจป่ายเฉียนไม่น้อยเช่นกัน
พอหยางหลิวเดินทางมาถึงที่ร้าน เขาก็รู้สึกแปลกใจเล็กน้อยกับความไม่ปกติบางอย่างที่เกิดขึ้น บริเวณด้านหน้าภัตตาคารโจวซือที่ปกติควรจะไม่มีแสงไฟใด ๆ แล้ว แต่ในตอนนี้ยังคงมีแสงสว่างอยู่ทั่วร้าน แม้ว่าเวลานี้จะเป็นเวลาเกือบห้าทุ่มแล้วก็ตาม
ในขณะนี้ลุงโจวซือกำลังเดินกลับไปเดินกลับมา เหมือนกับว่าเขากำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่ และในทันทีที่หยางหลิวเดินเข้ามาภายในร้าน ลุงโจวซือก็เห็นหยางหลิวพอดี ฉับพลันดวงตาของลุงโจวซือก็เป็นประกายทันที
ลุงโจวซือเดินเข้ามาหาหยางหลิวด้วยความดีใจอย่างมาก เขายื่นจดหมายซองหนึ่งที่มีตราประทับของ The CC ให้กับหยางหลิว พร้อมกับบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงเย็นวันนี้ให้กับหยางหลิวฟัง
ที่แท้ลุงโจวกำลังรอหยางหลิวอย่างใจจดใจจ่อ วันนี้มีแขกผู้ทรงเกียรติท่านหนึ่งมายังภัตตาคารโจวซือ เขาคนนั้นไม่ใช่ใครที่ไหน เขาเป็นคนที่หยางหลิวรู้จัก และให้ความเคารพนับถือเป็นอย่างมาก เขาก็คือนักชิมฟ่งยู่นั่นเอง
อันที่จริงนักชิมฟ่งยู่ตั้งใจจะมาหาหยางหลิวเพื่อพูดคุยธุระบางอย่าง แต่บังเอิญว่าวันนี้หยางหลิวไม่อยู่ เขาจึงขอพูดคุยกับลุงโจวแทน หลังจากที่คนทั้งสองได้พบกัน ฟ่งยู่ก็พูดถึงการจัดการแข่งขันทำอาหารชื่อดังของประเทศ ในงานการแข่งขันครั้งนี้มีปรมาจารย์อาหารแห่งแดนสวรรค์ห้าคน ปรมาจารย์อาหารแห่งแดนปฐพีนับร้อย นอกจากนี้ยังมีคนอื่น ๆ ที่ถูกเชิญเข้าร่วมการแข่งขันอีกเกือบห้าร้อยคน
พวกเขาเหล่านี้ล้วนถูกเชิญให้เข้าร่วมการแข่งขันในรายการ The CC
แล้วรายการ The CC คืออะไร ?
The CC ก็คือรายการแข่งขันการทำอาหารอย่างหนึ่ง ซึ่งถือว่าเป็นรายการทำอาหารที่มีคุณภาพมากที่สุดของยุคนี้ก็ว่าได้ เพราะมันมีทั้งเชฟ นักชิม ดารา หรือแม้กระทั่งนักการเมืองที่มีชื่อเสียงระดับประเทศเข้าร่วมนับพันคน เรียกได้ว่ารายการนี้มีแต่บุคคลสำคัญ ๆ ของจีนมารวมตัวกันที่นี่ นอกจากนี้ในช่วงการทำอาหาร รวมทั้งการแข่งขันก็ยังมีการถ่ายทอดสดทั้งทางโทรทัศน์ และบนอินเทอร์เน็ตอีกด้วย
แล้วทำไมลุงโจวถึงต้องตื่นเต้นขนาดนั้น ? อะไรที่ทำให้นักชิมฟ่งยู่ต้องมาหาหยางหลิวที่นี่ ?
จะไม่ให้ตื่นเต้นได้ยังไง ก็ในเมื่อนักชิมฟ่งยู่เดินทางมาที่ภัตตาคารโจวซือด้วยตนเอง เพื่อที่จะมอบบัตรเชิญเข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้ให้กับหยางหลิว !
ถูกต้องหยางหลิวได้รับเชิญให้เข้าร่วมรายการ The CC รายการทำอาหารแข่งขันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศ และยังมีผู้เข้าชมให้ความสนใจเป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศอีกด้วย
ถ้าหยางหลิวเข้าร่วมรายการนี้ ถึงแม้ไม่ชนะ อย่างน้อยเขาก็สามารถสร้างชื่อให้กับตนเองได้ ไม่ว่าใครที่เข้าร่วมการแข่งขันนี้ได้ พวกเขาก็ถือว่าประสบความสำเร็จไปเรียบร้อยแล้ว แต่ถ้าผลงานของพวกเขาพุ่งกระฉูดจนไปถึงรอบหลัง ๆ รับรองได้เลยว่าทั้งชื่อเสียง และเกียรติยศจะเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย
และยิ่งหยางหลิวมีชื่อเสียง ภัตตาคารโจวซือแห่งนี้ก็จะยิ่งมีชื่อเสียงมากขึ้นไปอีก นี่ไม่ใช่เป้าหมายของลุงโจวหรอกหรือที่ภัตตาคารของตัวเองจะมีชื่อเสียงเป็นอันดับต้น ๆ ของจีน ?
ดังนั้นในตอนนี้ลุงโจวก็เลยดูกระตือรือร้นเป็นพิเศษ ความฝันที่เคยทิ้งไปแล้ว อาจจะเป็นจริงได้เพราะหลานชายของเขา หยางหลิว !
หลังจากการลุงโจวบอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้หยางหลิวฟัง หยางหลิวก็ค่อย ๆ แกะซองจดหมายเพื่ออ่านรายละเอียดต่าง ๆ ในซองจดหมาย
มันเป็นข้อความของรายการ The CC รายการนี้จะจัดการแข่งขันทำอาหารในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมที่จะถึง ส่วนสถานที่จัดการแข่งขันก็อยู่ไม่ไกลนัก มันอยู่ในเมืองปักกิ่งแห่งนี้ รายละเอียดอื่น ๆ ก็เป็นเพียงรายละเอียดปลีกย่อยไม่ได้บ่งบอกอะไรชัดเจนนัก เล่นเอาหยางหลิวถึงกับงุนงงไปเลยทีเดียว
หลังจากหยางหลิวลองอ่านข้อมูลอย่างรวดเร็ว เขาก็เริ่มมาคิดดูว่าจะตัดสินใจไปแข่งขันดีหรือไม่ เนื่องจากความจริงเขาก็ไม่ค่อยอยากจะไปแข่งขันสักเท่าไหร่ แต่ทว่าทั้งลุงโจวซือ ทั้งนักชิมฟ่งยู่ต่างก็ถือเป็นผู้มีพระคุณของเขา และในเมื่อนักชิมฟ่งยู่เป็นฝ่ายเชื้อเชิญเขาให้ไปถึงขนาดนี้ รวมทั้งตัวลุงโจวเองก็อยากให้เขาไปเช่นกัน ไหนเลยที่หยางหลิวจะปฏิเสธไม่ไปแข่งได้ และในท้ายที่สุดหยางหลิวจึงบอกลุงโจวไปว่าเขาตกลงที่จะไปแข่งขันในรายการนี้ และจะคว้าเอาอันดับหนึ่งมาครองให้ได้ !
...
เช้าวันต่อมา วันนี้เป็นวันที่ 1 กรกฎาคม ความจริงแล้วหยางหลิวควรจะได้รับเงินเดือนของเดือนมิถุนายนเมื่อวานนี้ แต่ว่าหยางหลิวต้องไปแข่งขันต่อสู้เมื่อวานที่ร้านเทียนเหมิน เขาจึงไม่สะดวกที่จะรับเงินเดือน ดังนั้นหยางหลิวจึงขอเลื่อนมารับเงินเป็นวันนี้แทน
ลุงโจว และหยางหลิวเข้ามาพูดคุยกัน ในเดือนนี้ภัตตาคารโจวซือได้กำไรมากกว่าเดือนแรกถึงสองเท่าตัว หรือก็คือหนึ่งล้านหยวน !
นั่นทำให้ช่วงนี้ลุงโจวมีอารมณ์ดีเป็นพิเศษ ส่วนเรื่องที่ช่วงนี้หยางหลิวขอลาหยุดงานบ่อย เขาก็ไม่พูดถึงเรื่องนี้เลยด้วยซ้ำ ลุงโจวปล่อยให้หยางหลิวทำตัวตามสบาย อีกทั้งลุงโจวยังคิดจะมอบเงินจำนวนสองแสนหยวนตามที่ตกลงไว้ให้กับหยางหลิวอีกด้วย
ทว่าหยางหลิวกลับเป็นคนปฏิเสธเงินก้อนนั้นไปเสียเฉย ๆ ลุงโจวมอบเงินให้เขาถึงสองแสนหยวน แต่หยางหลิวกลับรับเพียงครึ่งเดียว ครึ่งเดียวเท่านั้น ส่วนสาเหตุ นั่นก็เพราะว่าหยางหลิวตำหนิในเรื่องที่เขาไม่ค่อยได้มาทำงานในช่วงนี้ และอีกอย่างเขาก็ไม่ได้ต้องการเงินมากขนาดนั้นจากลุงโจวอีกด้วย แม้ว่ากำไรที่ได้จะมาจากแนวคิด และสูตรอาหารของหยางหลิวก็ตามที เพราะไม่ว่ายังไงหยางหลิวก็ไม่ขอรับเงินมากไปกว่านี้อีกแล้ว
ลุงโจวเห็นท่าทีหัวแข็งของหยางหลิว เขาไม่ยอมรับเงินท่าเดียว ทำให้ลุงโจวเองก็จนปัญญา แต่ถึงอย่างนั้นลุงโจวก็ยังรู้สึกชื่นชมในตัวหลานชายคนนี้มากโข ลุงโจวรู้สึกได้เลยว่าหยางหลิวเป็นคนที่ดีจริง ๆ ถ้าเป็นเชฟคนอื่นที่มีฝีมือเท่ากับหยางหลิว หรือแม้กระทั่งน้อยกว่า พวกเขาเหล่านั้นก็ไม่แน่ว่าจะยอมจบแค่เงินเพียงเท่านี้ เผลอ ๆ พวกเขาอาจจะเห็นแก่เงิน จนขอค่าจ้างเป็นครึ่งหนึ่งจากกำไรก็เป็นได้
อันที่จริงแล้วหยางหลิวเองก็ต้องการเงินไม่น้อยเช่นกัน เนื่องจากการที่เขาคิดที่จะเป็นแฟนกับลู่เอิน หรือแม้กระทั่งเรื่องแต่งงานกับเธอ เขาจำเป็นที่จะต้องมีชื่อเสียงเงินทองมากเป็นพิเศษ ตัวเขาเองก็ไม่รู้แน่ชัดว่าต้องมีจำนวนเงินมากน้อยเท่าใดเพื่อให้พ่อแม่ของลู่เอินยอมรับในตัวเขา แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ได้ต้องการเงินจากลุงเขาเพื่อสร้างฐานะให้กับตนเอง
หรือถ้าจะพูดให้กระจ่างหน่อยก็คือ เงินเดือนทั้งสองเดือนนี้เขาเพียงต้องการนำไปใช้กับการศึกษาเล่าเรียนของตนเอง และนำเงินเหล่านี้ไปให้กับครอบครัวของเขาก็เท่านั้น ส่วนในเรื่องการสร้างฐานะของตนเอง เขาก็ค่อย ๆ คิดไปจะดีกว่า
...
หลังจากหยางหลิวพูดคุยกับลุงโจวเสร็จเรียบร้อย เขาก็ขออนุญาตลุงโจวออกไปข้างนอกอีกหนึ่งวันเช่นเคย ครั้งนี้เขาต้องการจะไปทำธุระสองเรื่อง หนึ่งคือไปหานักชิมฟ่งยู่ พูดคุยถึงเรื่องการเข้าแข่งขันทำอาหารในรายการ The CC และอีกหนึ่งก็คือไปเปิดบัญชีธนาคาร
ลุงโจวเองก็ไม่ได้ว่าอะไรหยางหลิว แถมยังรู้สึกเห็นด้วยอีกต่างหาก หนึ่งเพราะนักชิมฟ่งยู่จะไม่ได้บอกเรื่องการลงทะเบียนเพื่อแข่งขันในรายการ The CC ให้ละเอียดนัก รวมถึงเรื่องรายละเอียดการแข่งขันก็เช่นกัน ดังนั้นจึงจะดีที่สุดที่จะให้หยางหลิวเป็นฝ่ายเข้าไปพูดคุยกับนักชิมฟ่งยู่เพื่อให้หยางหลิวได้เตรียมพร้อมกับการแข่งขันในครั้งนี้ ส่วนเรื่องการเปิดบัญชีธนาคารเขาก็เห็นว่าหยางหลิวควรไปเปิดบัญชีไว้ตั้งนานแล้ว นั่นจึงทำให้ลุงโจวยังแปลกใจไม่น้อยที่เมื่อเดือนก่อนหยางหลิวกลับไม่ได้ไปเปิดบัญชีธนาคารไว้แต่เนิ่น ๆ เพราะเงินจำนวนแสนหยวนที่เขาให้ไปเมื่อเดือนก่อน การพกพาก็ไม่ค่อยสะดวกแถมค่อนข้างยากด้วยซ้ำ อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการโดนโจรกรรมอีกด้วย ดังนั้นพอลุงโจวได้ฟังหยางหลิวพูด เขาก็ไล่หยางหลิวให้ไปเปิดบัญชีในตอนนี้เลย
สุดท้ายวันนี้หยางหลิวก็ยังคงไม่ได้ทำงานอีกวัน ตั้งแต่เก้าโมงเช้าเขาก็ไปที่ธนาคารเพื่อทำการเปิดบัญชีของตัวเอง และจากนั้นเขาก็ยังโอนเงินจำนวนหนึ่งแสนหยวนที่ได้มาสด ๆ ร้อน ๆ ให้กับครอบครัวของเขา
เนื่องจากวันนี้เป็นวันอาทิตย์ ทั้งพ่อ แม่ และน้องสาวก็ต่างอยู่ในบ้านด้วยกันทั้งนั้น แต่พอพวกเขาทราบข่าวที่ว่า หยางหลิวโอนเงินจำนวนหนึ่งแสนหยวนมาให้ นั่นจึงทำให้พวกเขาถึงกับตกตะลึงไปโดยปริยาย จากนั้นพ่อของหยางหลิวก็ถามออกมาด้วยความสงสัยว่า “ เงินพวกนี้ได้มายังไง ไปทำงานอะไรกันแน่ถึงได้เงินเยอะขนาดนี้ ”
พ่อ และแม่ของหยางหลิวต่างก็ไม่เข้าใจว่าหยางหลิวกำลังทำงานอะไรอยู่ ก่อนหน้านี้ที่คุยโทรศัพท์กันหยางหลิวก็บอกแค่ว่าได้เป็นเชฟของภัตตาคารโจวซือแล้ว อีกทั้งลุงโจวซือก็ดูแลเขาดีมาก ๆ ด้วย นั่นจึงทำให้คนในครอบครัวของหยางหลิวต่างพึงพอใจเป็นอย่างมากแล้ว ทว่าเงินจำนวนหนึ่งแสนหยวนที่หยางหลิวโอนมานั่นทำให้พวกเขาถึงกับตะลึงงัน และเกิดความสงสัยขั้นรุนแรง
ณ ตอนนี้พวกเขากำลังคิดว่า หยางหลิวไปทำงานผิดกฎหมายบางอย่างเข้า ทั้งพ่อ ทั้งแม่ต่างเป็นกังวล พร้อมกับดุด่าว่ากล่าวให้หยางหลิวเลิกทำงานแย่ ๆ แบบนั้นซะ โดยที่หยางหลิวทำได้แต่ทนรับฟัง และรอโอกาสที่จะได้พูดแก้ตัว
กว่าคนทั้งสามจะพูดเข้าใจกันรู้เรื่องก็ปาไปเกือบสิบนาที แต่ถึงกระนั้นพ่อแม่หยางหลิวก็ยังคงไม่เชื่ออยู่ดี ในที่สุดหยางหลิวก็คิดหาทางออกได้ เขาบอกให้แม่ของเขาลองโทรไปสอบถามเรื่องราวกับลุงโจวซือดู และให้ลุงโจวซือยืนยันด้วยตัวเอง
และหลังจากที่แม่ของหยางหลิวโทรไปถามลุงโจวซือ คนที่กำลังพูดในโทรศัพท์ก็ร้องถามด้วยความประหลาดใจ
“ อะไรนะ !? หยางหลิวโอนเงินให้หนึ่งแสนหยวน ! ”= = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = =