บทที่ 36: เหตุผล
“ไหงวันนี้น้องใหม่จิตตกอย่างงี้? นารีต้องใช้พลังความวิ้งๆและคิวท์ๆ ทำให้สดใสขึ้นซะแล้ว!”
“ใครมันอยากได้พลังอย่างนั้นของเธอกัน...”
“เป้าหมายของเราวันนี้คือมาหาช่างทำอาวุธนะ ไม่ได้มาทะเลาะกัน”
ยิ่งฟังสามคนนี้คุยกันมากเท่าไหร่ ลัคนาก็ยิ่งห่อเหี่ยวลงเท่านั้น
“ได้ข่าวว่าเมื่อวานรอดจากผู้เล่นเวลเกือบห้าสิบตั้งสองคน ไม่เลวเลย สมเป็นตัวประกอบคนสนิทของนางเอกสุดน่ารักและเทพคนนี้จริงๆ”นารียิ้มแยกเขี้ยว ลมที่ปะทะใบหน้าบนหลังแมวน้ำยักษ์ดูไม่เป็นอุปสรรคสำหรับเธอนัก
“ก็ต้องขอบคุณวศินที่ช่วยไว้...”
“เรื่องที่เธอมีพรสวรรค์ ฉันไม่เถียงหรอก แค่ต้องใช้เวลาอัปเกรดตัวละคร...จริงสิเอไอทดสอบระบบจะมีพรสวรรค์ได้ยังไง...” ชายหนุ่มหนึ่งเดียวในกลุ่มพูดเป็นงานเป็นการมือก็เอาผ้าสีขาวสะอาดเช็ดทำความสะอาดปืนซุ่มยิงพร็อคนอสต์ ลัคนาที่ประจักษ์กับความน่าเกรงขามของอาวุธชิ้นนี้อดขนลุกขึ้นมาหน่อยๆไม่ได้ “จะว่าไป ทำไมตอนนั้นเธอจับดาบอย่างกับหนังพระนเรศวรเลยล่ะ? เห็นแต่ก่อนจับสองมือแท้ๆ”
“หมายถึงจับดาบมือเดียวเหรอ?” ลัคนากะพริบตาปริบๆ
“ฉันสังเกตหลายรอบแล้ว เดี๋ยวมือเดียวเดี๋ยวสองมือ”
“นารีไม่เห็นสังเกตเลยนา” สาวผมแกละทำปากจู๋
“เหรอ...”
หลังทนลมหนาวมาได้พักใหญ่ พวกเขาก็มาถึงถ้ำฟีนิกส์ ได้ยินเสียงนกร้องก้องมาแต่ไกลนารีหอบหิ้วเพื่อนร่วมทีมขึ้นเขาอย่างยากลำบาก กว่าจะขึ้นไปถึงปากถ้ำเธอก็หอบจนตัวโยน
“อ๊า~ เหนื่อยชะมัดเลยขอนั่งพักหน่อยได้ไหม?” นารีขยิบตาข้างหนึ่งแล้วทำท่าปาดเหงื่อที่คิดว่าน่ารักที่สุดผลที่ได้คือวศินลากเธอเข้าถ้ำอย่างไม่สนใจไยดี
“รีบๆ จัดการธุระได้แล้ว” เขาพูดเสียงเรียบ
“แง้ว~ ไอ้วศินบ้า! คนจะเก๊กสักหน่อยก็ไม่ได้!สงสารคนดูไลฟ์หน่อยเซ่!” นารีประท้วง
ข้างในมีนกฟีนิกส์ขนาดเท่าสุนัขตัวใหญ่อยู่ยั้วเยี้ย การจะเข้าไปถึงส่วนที่NPC อยู่จำต้องฝ่าพวกมันเข้าไป
นารีบุกเข้าไปฟันนกสีแดงเพลิงจนสลายเป็นสะเก็ดไฟทีละตัวสองตัว ฝันฮีลมือเป็นระวิงเพราะเพื่อนสาวไม่คิดจะหลบการโจมตีที่ถาโถมเข้ามาเลยสักนิดส่วนวศินยิงเก็บฟีนิกส์ซึ่งอยู่อีกฟากของถ้ำได้แบบสบายๆ
ลัคนายิ่งห่อเหี่ยว เธอไม่เก่งพอ สิ่งเดียวที่เธอทำได้คือคอยให้กำลังใจอยู่ห่างๆ...อีกแล้วเธอรู้สึกว่าตัวเองเป็นเพื่อนร่วมทีมที่ไม่ดีนัก
ห้านาทีให้หลัง พวกเขาก็เข้ามาถึงห้องของ NPC ทำอาวุธ
เขามีนามว่า ‘เฟลมวอทเชอร์’ เป็นชายแก่เครายาวใบหน้ามีแต่รอยเหี่ยวย่นแต่ท่าทางการวางตัวเหมือนกับคนหนุ่ม เสื้อผ้าเป็นเพียงผ้าหยาบๆพันรอบเอว เผยให้เห็นกล้ามเนื้อแน่นปึ๋งราวกับกาลเวลาไม่ได้ทำอะไรเขาเลยแม้แต่น้อย
“พวกเจ้ามีธุระอะไรกับข้ารึ?”
“ก็หลอมอาวุธนั่นแหละคุณตา มีใครเคยมาเรื่องอื่นด้วยเหรอคะ?” แม้คำพูดจะจิกกัด แต่นารีเริ่มหว่านเสน่ห์เด็กน่ารักน่าเอ็นดูกับ NPC ชายแก่ทันที
“ถ้าอย่างนั้นก็ส่งวัตถุดิบมาสิ บอกข้าด้วยว่าอยากได้อาวุธแบบไหน”
“อาวุธเทพ <Sjálfvili>” นารีออกเสียงแบบดัดจริตจนชายแก่เอามือแคะหู
“จัดให้เลยหนู ค่าใช้จ่ายสิบเพชร มีพอใช่ไหม?”
นารีดึงหน้าต่างกระเป๋าของตัวเองมาโอนเงินให้เฟลมวอทเชอร์ ปากก็ถามไปด้วยว่าจะเอาเงินไปทำอะไร
“อ้าวๆ ถ้าตาหาเงินจ่ายค่าเช่าที่ให้ท่านผู้นั้นไม่ได้ก็อดกินข้าวสิหลานเอ๊ย”ชายแก่หอบกองวัตถุดิบล้ำค่าโยนลงบนโต๊ะทำงาน สายตามองหาเครื่องมือสำหรับหล่อขวาน
“ท่านผู้นั้น?” ลัคนาหูผึ่งเพราะเหมือนเคยได้ยินคำนี้มาก่อน
เฟลมวอทเชอร์ชะงักแล้วหันกลับมามองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า
“ลูกแกะนี่เอง นึกว่าใคร ไหนๆ มาแล้ว ระหว่างรอก็ฟังเรื่องเล่าของตาแก่เหงาๆคนนี้หน่อยแล้วกัน”
ลัคนาเริ่มคิดแล้วว่าทุกคนในโลกนี้เพี้ยนไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ทั้งฮิเก็นเอยนารีเอย สกายดรอปเอย เฟลมวอทเชอร์เองก็ดูท่าจะไม่ต่างกัน
“ในสงครามใหญ่ที่ครอบคลุมทุกทวีปในโลก จะเกิดภัยพิบัติครั้งใหญ่ขึ้น ภัยพิบัตินั้นไม่ใช่ภัยพิบัติจากธรรมชาติแต่เกิดขึ้นด้วยน้ำมือมนุษย์ในเวลาที่พระจันทร์เปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน ไม่ว่าผู้ใดก็จะถูกกลืนกินด้วยความบ้าคลั่งและผู้ที่คอยมองเหล่าแกะน้อยด้วยความห่วงใยก็คือพระเจ้าแห่งสตาร์ดัสต์ เรล์ม”ชายแก่พูดไปมือก็หลอมเหล่าวัตถุดิบหายากไป ลัคนากลืนน้ำลายฝืดคอ
“...สงครามเวิลด์บอส? ไม่ว่าผู้ใดก็จะถูกกลืนกินด้วยความบ้าคลั่ง?” วศินเชื่อมต่อเรื่องราวได้อย่างรวดเร็ว “นี่คุณกำลังยืนยันข่าวลือว่าบริษัทเกมนี้กำลังทดลองมนุษย์เหรอครับ?ถ้าเกิดทำอันตรายผู้เล่น พวกผมก็มีสิทธิ์ฟ้องร้องรัฐบาลให้ดำเนินการกับเกมนี้”
“หนุ่มน้อย เจ้ายังเด็กนัก ไว้โตขึ้นก็เข้าใจเอง” ชายแก่หัวเราะหึๆ
“นี่...” ฝันที่ไม่ได้พูดอะไรตั้งแต่เข้ามาในถ้ำส่งเสียงทัก“ฉันสังหรณ์ใจไม่ดีเลย เรากลับไปคุยกับไอชาดีกว่านะ เธอไม่หยุดที่นารีแน่... ถ้าเกิดว่ารู้สาเหตุแท้จริงที่เธอเริ่มทำPK...”
“คิดว่าเรายังไม่เคยลองเหรอฝัน? ตั้งแต่วันแรกที่เธอส่งข้อความมานารีก็หาเธอทุกซอกทุกมุมแล้วนะ! ยัยนั่นหายหัวไปไหนก็ไม่รู้ ติดต่อก็ไม่ได้ ไม่เชื่อถามวศินสิ!”นารีตะโกน
“ถ้าคุยได้ก็คุยไปนานแล้ว” วศินพูด ทำเอาฝันไหล่ตก
ลัคนามีความรู้สึกว่าแต่ก่อนเธอเป็นคนเชื่อในลางสังหรณ์หลายครั้งหลายคราบางครั้งก็จบลงด้วยหายนะ บางครั้งก็ทำให้พวกพ้องของเธอรอดมาได้ แต่เธอก็จำไม่ได้แล้วว่าพวกพ้องที่ว่าคือใคร
ก่อนที่ฝันจะได้มีโอกาสตอบโต้ เฟลมวอทเชอร์ก็ทุบค้อนบนขวานของนารีรัวๆกลบเสียงพูดคุยไปสิ้น ในที่สุด ชายแก่ก็ชูอาวุธที่สำเร็จขึ้น เขาหยิบเครื่องมือแกะสลักออกมาจากกล่องไม้บนโต๊ะทำงานแล้วสลักชื่อของเขาลงไป
“F. Watcher” (ฟ. วอทเชอร์)
“ไม่เอาอะ คุณตาสลักชื่อนารีลงไปไม่ได้เหรอ?”
“F. Watcher & คงกระพันนารี”
“.................”
วศินกับฝันชะโงกหน้ามองตัวอักษรเล็กๆ บนด้ามขวานที่ถ้าไม่หยีตาดูก็มองไม่เห็นแล้วพยายามกลั้นหัวเราะสุดฤทธิ์นารีโกรธจนควันออกหู
ท้ายที่สุดนารีก็ต้องยอมรับขวานใหม่ของเธอแต่โดยดี เอวังด้วยประการฉะนี้
...
ลัคนามือสั่นเมื่อได้เวลากดใช้ตั๋วสุ่มไอเทมระดับเจ็ดดาว
“ถ้าได้พวกเครื่องประดับ เกราะ หรือดาบก็โอเคนะ แต่ถ้าได้อาวุธผิดประเภทล่ะซวยมหาซวยเลยเธอคงต้องเปลี่ยนคลาสหลักสถานเดียว” นารีเท้าสะเอวเอียงคอไปมาจนแกละสะบัดอย่างน่ารัก“อ๊ะ นารีมีสูตรสุ่มให้ได้ของดีๆ ล่ะ! ถ้าท่องว่า ยาราไนก้า ยาราไนก้า ยาราไนก้าซ้ำๆ จะได้ของดีๆ นะ!”
วศินกับฝันหันไปมองนารีเป็นตาเดียว สอนอะไรให้คนเพิ่งเล่นเนี่ย...?
“ยาราไนก้า...ยาราไนก้า...ยาราไนก้า...”
เจออย่างนี้เล่นเอาคนที่รู้ความหมายที่แท้จริงของคำว่ายาราไนก้าเงิบรับประทานเลยทีเดียว
“อ๋อๆ มีอีกอันนึง อันนี้นารีใช้แล้วเวิร์คนะ อะตวย อะตวย อะตวย อะตวย...”
“อะตวย อะตวย อะตวย...”
หลังท่องอย่างนั้นอยู่ครึ่งนาที ลัคนาก็กดใช้ตั๋วสุ่มไอเทม
มีแสงระยิบระยับลอยรอบตัว เมื่อแสงสว่างหายไปก็พบว่ามีดาบญี่ปุ่นเล่มหนึ่งในมือฝักของมันเป็นสีดำสนิท ด้ามพันด้วยผ้าสีดำและมีเครื่องรางรูปดอกซากุระห้อยอยู่ ลัคนาถอนหายใจเฮือกใหญ่ที่ไม่ได้ของแปลกๆ
ซากุระมารุ +0 (ผูกมัด)
★★★★★★★
ธาตุ มืด
ประเภท คาตานะ
คุณสมบัติพิเศษ มีโอกาสทำให้ศัตรูติดพิษ 12% เป็นอัมพาต 5% มีโอกาสทำให้ศัตรูไม่สามารถใช้สกิลได้เป็นเวลา5 วินาที 2% เอฟเฟกต์เดียวกันจะไม่ซ้อนทับ ศัตรู 1ตัวสามารถติดเอฟเฟกต์จากซากุระมารุได้แค่ 1 อย่างในเวลาเดียวกัน
โอกาสทำ Instant Death 0.00001%
Instant Death ไม่มีผลกับเวิลด์บอส มินิบอส ปีศาจเลเมเกทันสตอรี่บอส หรือผู้เล่น (ยกเว้นระหว่างอีเวนต์สงคราม)
สามารถวิวัฒนาการเป็น เท็นเซ็นบงซากุระมารุ ได้
ไอเทมนี้ผูกมัดกับผู้ใช้ ระดับการผูกมัดคือ “ด้ายแห่งชะตากรรม” ไม่สามารถขายฝาก ทำลาย เก็บในคลัง หรือทิ้งได้ไม่ว่าจะในกรณีใด
ลัคนาอ้าปากค้างกับคุณสมบัติที่สุดยอดกว่าอาวุธทั่วไปของมัน พอดึงดาบออกมาจากฝักก็ได้ยินเสียงแหลมสูงใบดาบสีแดงเหมือนได้ดื่มกินโลหิตเผยโฉมออกมา สามสหายมองดาบของเธอตาเป็นมัน
“สุดยอดเลย อย่างนี้ค่อยน่าให้ร่วมทีมกับนางเอกหน่อย” นารีตบหลังเธอดังป้าบๆ“ไม่รู้ว่าเพราะยาราไนก้าหรืออะตวย แต่ท่าทางคาถาจะได้ผล!”
“ถ้าทำให้สัตว์อสูรของไอชาติดสถานะได้ก็เท่ากับชนะไปครึ่งหนึ่งแล้ว” วศินพูดพลางดันแว่น“อาวุธของลัคนาจะทำให้พวกเราได้เปรียบมาก ที่เหลือก็แค่เลือกสายที่เข้ากับดาบของเธอ”
วศินดึงหน้าต่างขึ้นมาไล่อ่านสายย่อยต่างๆ ของนักดาบ ลัคนามองอย่างตื่นเต้น
“ที่เกาะเหนือมี NPC ที่ฝึกให้เธอได้สนใจสายนี้ไหม?” เขาพลิกหน้าต่างให้เธอดูบนนั้นมีภาพเด็กสาวผมสีขาวคนหนึ่ง ใส่ชุดเกราะและถือดาบญี่ปุ่นเล่มโต บนศีรษะของเธอมีเขาสองข้างรายละเอียดคลาสรองเขียนไว้ยาวยุบยับ ลัคนาหยีตาอ่านตัวอักษรขนาดเท่าขี้มด
“นักดาบ...ปีศาจ...?” พูดแล้วก็นึกถึงฮิเก็นหรือวอร์ดรอปสังหรณ์ใจว่าต้องได้เจอเขาอีกรอบแน่
“ไปกันเต๊อะ!” นารีเด้งขึ้นเด้งลงเมื่อรู้ว่าจะได้คนเทพๆ มาร่วมทีม เห็นเธอแล้วลัคนาก็ยอมทิ้งข้อกังขาทั้งหมดใจอ่อนตามน้ำ
พวกเขาใช้จุดวาร์ปของทวีปน้ำแข็งเนเววาร์ปไปที่ห้องสมุดโลกใจกลางเกาะเหนือซึ่งเป็นทั้งเมืองหลักของเกาะและสถานที่สำหรับหาข้อมูลเกี่ยวกับโลกของเกมนี้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวประวัติศาสตร์ที่มาของเวิลด์บอสหรือการก่อตั้งเมืองต่างๆ แต่คนส่วนใหญ่สนใจกับการเล่นเกมมากกว่าอ่านเนื้อเรื่องจนทีมงานฝ่ายเขียนหนังสือรู้สึกละเหี่ยใจไปตามๆกัน พักหลังเลยเอาหนังสือการ์ตูนและแฟนอาร์ตตัวละครในเกมมาใส่ในห้องสมุดแทน
นั่งเรือไปยัง ‘เกาะแห่งไฟ’ ก็จะพบสถานที่สำหรับฝึกสายรองของนักดาบถ้าลัคนาฝึกที่นี่ เธอจะอยู่ฝ่ายเกาะเหนือในสงครามเวิลด์บอสโดยอัตโนมัตินอกเสียจากจะจ่ายเงินเพื่อย้ายฝ่ายแต่นั่นดูจะไม่เดือดร้อนนารีกับคนอื่นๆ เท่าไหร่ เพราะตอนนี้...เรื่องของไอชาต้องมาก่อน
“ว่าไงคนสวย~ อ้าว เจ้าเองรึ?! ลูกศิษย์สุดแสนน่ารักของข้า! โดนออร่าความหล่อเข้าจนคิดถึงฮิเก็นผู้นี้ทุกคืนวันถึงขั้นต้องมาตามหาเลยรึ?” ยังไม่ทันได้เหยียบเท้าลงบนเกาะก็ได้ยินเสียงทักทายดังลั่นของฮิเก็นจากท่าเรือไม้ลัคนาอยากจะทำเหมือนเขาไม่มีตัวตนเสียเหลือเกิน แต่มันก็สายไปแล้ว
“คนรู้จักเหรอ?” ฝันถามซื่อๆ ลัคนาจะส่ายหน้าปฏิเสธก็เกรงใจฮิเก็นเลยได้แต่อ้ำอึ้งอยู่อย่างนั้น
“แหม ไม่ต้องอาย คนเทพๆ ก็ต้องอยู่กับคนเทพๆ จริงไหมลูกศิษย์น้อยน่ารักของข้า? ยิ่งถ้าหน้าตาดีด้วยกันคงไม่ต้องพูดถึง” ฮิเก็นช้อนตัวลัคนาจากเรือแล้ววางเธอลงบนพื้นไม้กระดานของท่าเขาผายมือไปยังเมืองซึ่งมีอาคารไม้เตี้ยๆ เรียงราย “ยินดีต้อนรับสู่เกาะแห่งไฟ บ้านเกิดอันงดงามสมกับรัศมีคนหล่ออย่างข้ามาที่นี่เพื่อฝึกสายรองอย่างนั้นรึ?” ชายหนุ่มเสยผมจนเห็นเขาสีขาวนวลมันวับสองข้าง
“...อะ...อือ...นักดาบปีศาจ...สายของฮิเก็นสินะ?”
“เยี่ยม! ก่อนอื่นก็เซ็นสัญญาว่าจะทำตามกฎของเกมอย่างเคร่งครัด และจะรักษาเกียรติยศและชื่อเสียงของพวกเราในฐานะนักดาบปีศาจบอกไว้ก่อนว่าเราไม่มีประกันชีวิตเหมือนกับสายนักบวชของเมืองหลวงหรอก!” เขาชี้ไปที่สาวนักเวทในชุดแดงฝันชี้หน้าตัวเองงงๆ “ใช่แล้ว แต่เจ้าจะได้สายพลังที่ทั้งว่องไวและโจมตีได้รุนแรง ยืดหยุ่นปรับตัวกับสถานการณ์ใดๆก็ได้ ยังไม่ต้องพูดถึงพลังใจอันแรงกล้าและความหนังเหนียวดั่งแมลงสาบของพวกเรา!”
ฮิเก็นบีบแขนเธอไว้แน่น มือใหญ่นั้นราวกับคีมเหล็ก
“แน่นอนว่าคนที่ได้ยินข้าพูดแบบนี้มักจะวิ่งกลับขึ้นเรือไปเลย แต่ข้าสัมผัสออร่าความไม่ธรรมดาของเจ้าได้ฉะนั้นศิษย์น้อย วอร์ดรอปผู้นี้จะไม่ปล่อยให้เจ้าหลุดมือเด็ดขาด!”
การฝึกของฮิเก็นเป็นเพียงการทำร่างกายให้คุ้นชินกับดาบและพลังธาตุมืดที่เอ่อล้นในตัวเท่านั้นลัคนาปฏิเสธเสียงแข็งว่าจะไม่ยอมมีเขางอกขึ้นมาจากหัวเด็ดขาด
“ทำไมล่ะ ปฏิเสธกันอย่างนี้ข้างอนแล้วนะ เชอะ!” ฮิเก็นพูดไปส่ายสะโพกไป“คิดว่าตัวเองเป็นใครกัน?!”
“ฮิเก็น...ฉันเป็นใครเหรอ?” ลัคนาถามเสียงเบา
ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับร่างกายทำให้นึกถึงเรื่องต่างๆ ที่ไม่เคยคิดมาก่อนวันนี้เธอได้เลือกเส้นทางชีวิตว่าจะเป็นนักดาบปีศาจแล้ว แต่ในใจไม่ได้รู้สึกถึงความยิ่งใหญ่ของการตัดสินใจนั้นเลยสักนิดเธอรู้สึกจะเป็นยังไงก็ช่าง เสียมากกว่า
“เจ้าเป็นใคร? ก็เป็นลูกศิษย์ของข้านักดาบปีศาจคนใหม่ล่าสุด และเป็นผู้เล่นชื่อลัคนาไง” เขาตอบพลางยักคิ้วกวนๆ
“ฉันรู้สึกเหมือนไม่ใช่คนของโลกนี้ยังไงก็ไม่รู้ เหมือนว่า...บาเรียเป็นที่ของฉันแต่คนในบาเรียเกลียดผู้เล่นทุกคนฉันเลยไม่มีที่ให้กลับแล้ว” ลัคนาระบายความอึดอัดใจออกมา
ถ้าเธอพูดกับนารีหรือฝัน สองคนนั้นไม่มีทางเข้าใจแน่ แต่กับอาจารย์สุดเพี้ยนที่ไม่ได้เข้าๆออกๆ โลกนี้อาจจะรู้ถึงความรู้สึกของเธอ
ฮิเก็นวางมือลงบนศีรษะของเด็กสาวด้วยรอยยิ้มกว้างเกือบถึงหู
“เพราะเจ้าเป็นที่รักของท่านผู้นั้น ไม่ว่าที่แห่งใดในโลกนี้ก็เป็นบ้านของเจ้าทั้งนั้นทั้งหมดเป็นบททดสอบของเจ้า ลูกศิษย์น้อย เจ้าจากบาเรียมาอย่างเจ็บปวด ยอมรับความจริงอันโหดร้ายวังวนความทุกข์ของเจ้าวนซ้ำแล้วซ้ำเล่า เหมือนลูกเต๋าที่ไม่ว่าทอยกี่ครั้งก็จะออกเลขเดิมที่นี่อาจจะเป็นโลกที่จืดชืดเมื่อเทียบกับบาเรียที่เต็มไปด้วยความผูกพัน แต่...ข้าอยากให้เจ้ารู้ว่าเจ้าสำคัญกับท่านผู้นั้นและพวกข้ามากถ้าเจ้ารู้ความหมายที่แท้จริงที่เจ้าอยู่บนโลกนี้... รู้ raison d’être ของตัวเองเมื่อไหร่อีเดนของพวกเราจะสำเร็จเมื่อนั้น จำไว้ล่ะลูกศิษย์น้อย” วินาทีที่เขาพูดจบ ข้อความก็เด้งขึ้นมาบอกว่ารับสายรองสำเร็จ
คุณได้เรียนรู้สกิล ดาบผ่าเงาจันทร์ ระดับแรก
คุณได้รับสกิลติดตัว เกียรติยศของนักดาบปีศาจ
“เอาล่ะ! ได้สกิลแล้วก็รีบๆ กลับไปผจญภัยเสียนะ จนกว่าเราจะได้พบกันใหม่ศิษย์น้อยของข้า!”
...
“เป็น NPC ที่ตลกดีนะ เจ้าสองเขานั่น” นารีหันหลังไปมองนักดาบที่โบกมือลาลัคนาหย็อยๆจากท่าเรือ “แต่ฉันไม่ชอบหน้าเจ้านั่นเลยแฮะ”
“อย่างนี้สินะที่เขาว่า คนเหมือนกันมากๆ จะอยู่ด้วยกันไม่ได้” วศินเท้าคางพึมพำ
“ฉันกับไอ้เพี้ยนนั่นเหมือนกันตรงไหนยะ?!” นารีระดมกำปั้นทุบหลังหนุ่มแว่นที่ทำหน้าซังกะตายฝันเห็นเพื่อนตัวเองทะเลาะกันก็หัวเราะคิกคัก ส่วนลัคนานั่งจ้องดาบสีแดงเลือดของตนโดยไม่พูดอะไร
นับแต่วันนี้เป็นต้นไป เธอคือนักดาบปีศาจ สายรองที่ทำให้เธอใช้ดาบซากุระมารุได้มีประสิทธิภาพที่สุดแต่สิ่งที่ฮิเก็นพูดก่อนเขาจะผลักไล่ไสส่งเธอในวันนี้ดังซ้ำในหัว คิดเท่าไหร่ก็ไม่เข้าใจความหมายของมันเลย
เขากำลังบอกว่าเธอเคยเป็นคนในบาเรียอย่างนั้นหรือ? อีเดนที่ว่าคืออะไร? แล้วสาเหตุที่เธอมีตัวตนในโลกนี้...Raison d’être ของเธอคืออะไร?
ยิ่งคิดยิ่งไม่เข้าใจ ตอนนี้สิ่งที่แน่นอนคือเรือที่โคลงเคลงบนผืนน้ำ ดาบที่วางอยู่บนตักและเพื่อนที่อยู่รอบกายเท่านั้น
...
“นารีคิดแผนดีๆ ได้แล้ว!” เด็กสาวประกาศก้องเมื่อพวกเขาเดินทางกลับมาถึงหอสมุดโลก“ทำไมเราไม่ปั๊มเวลสักหน่อยก่อนสู้กับยัยไอชาล่ะ? ไปบุกเคลียร์ <มิติไร้กาลเวลา> บนเกาะลอยฟ้ากันเถอะ!”
ฝันกับวศินมองหน้ากันแล้วหันไปมองนารี
“แบบนั้นไม่เร็วไปหน่อยสำหรับลัคนาเหรอ?” เด็กหนุ่มหรี่ตามอง
“ถ้าไม่รู้ขีดจำกัดก็ไม่สามารถก้าวพ้นขีดจำกัดได้ใช่ไหม~ อีกอย่าง ถ้าอยู่ข้างหลังฝันกะนายแล้วมีสติหลบสกิลมากพอ ลัคนาไม่มีทางตายหรอก”นารียักไหล่ นิ้วข้างหนึ่งชี้แผนที่โลกบนเพดานรูปโดมของหอสมุด ลัคนามองเกาะลอยฟ้าเหนือเมฆรูปทรงเกาะเหมือนใครกระชากดินหลายๆ ก้อนขึ้นมาจากพื้นแล้วเอามันวางไว้กลางอากาศ
“เรื่องนั้นฉันเห็นด้วยนะ คนที่สู้กับไอชาล่าสุดบอกว่าตอนนี้เธอเลเวล98 เข้าไปแล้ว แถมยังปีศาจเลเมเกทันอีก... ถึงนารีจะมีอาวุธตำนาน ฉันอยากให้พวกเราพร้อมสุดๆก่อนไปสู้” ฝันชี้แจง สุดท้ายวศินก็ต้องฟังเสียงข้างมาก
ลัคนามองรูปวาดสีน้ำมันเหนือศีรษะ รู้สึกเหมือนเคยเห็นภาพนี้ที่ไหนมาก่อน
แต่สุดท้าย... ก็ลงเอยเช่นเดิม
นึกไม่ออก