หลังจากพิธีปักปิ่นของจิ่นฮวาสองเดือน จิ่นหยางก็อายุครบห้าขวบแล้วเช่นกัน ส่วนเด็กแฝดทั้งสอง เกิดก่อนจิ่นหยางหนึ่งเดือน ทั้งสามจึงพร้อมสำหรับพิธีปลุกพลังปราณแล้ว
“อีกหนึ่งเดือนพิธีปลุกพลังปราณจะจัดขึ้นที่เมืองเชียง พวกเจ้าทั้งสามตื่นเต้นหรือไม่” จิ่นฮวาเอ่ยถามขณะนั่งเล่นกินขนมกับพวกเด็กๆ ในสวนดอกไม้หน้าเรือน
ถึงเด็กฝาแฝดจะเป็นบ่าวแต่จิ่นฮวาปฏิบัติกับพวกเขาเหมือนเป็นน้องสาวน้องชายอีกคน นางเอ็นดูเด็กสองคนนี้มาก ส่วนจิ่นหยางก็มองพวกเขาดั่งสหายเช่นกัน เด็กทั้งสองนั้นวางตัวเหมาะสม รู้ความอย่างมาก พวกเขาปฏิญาณกับตัวเองว่าจะซื่อสัตย์กับครอบครัวนี้ที่ช่วยฉุดพวกเขาขึ้นมาจากนรก และเลี้ยงดูพวกเขาอย่างดี
“ตื่นเต้นขอรับ ข้าจะมีพลังปราณใช่ไหมขอรับท่านพี่” จิ่นหยางถามพี่สาวอย่างกังวลเล็กน้อย เขาจำได้ดีตอนที่พี่สาวไม่มีพลังปราณนางถูกคนในจวนดูถูกกลั่นแกล้งมากแค่ไหน
“เจ้าย่อมต้องมีพลังปราณแน่นอน” จิ่นฮวาเห็นสายตาหวั่นๆ ของน้องชาย นางดึงเขามากอดลูบหัวเบาๆ แล้วพูดให้เขามั่นใจ
…….
ในที่สุดวันพิธีปลุกพลังปราณก็มาถึง จิ่นฮวาและครอบครัวพากันเข้าเมืองเชียงแต่เช้า วันนี้ผู้คนคึกคักเป็นพิเศษ ครอบครัวใดที่มีเด็กอายุครบ 5 ขวบก็พาบุตรหลานตัวเองมาลงทะเบียนเพื่อรับการปลุกพลังปราณ ผู้คนจึงมารวมตัวที่ลานกลางเมืองกันมากมาย บางคนก็แค่มาดูความครึกครื้น
วันนี้ในเมืองก็เหมือนมีงานเทศกาลแบบย่อมๆ ก็ว่าได้ เพราะมีร้านรวงต่างๆ มาเปิดแผงลอยขายสินค้ามากมาย ที่ใดมีคนมาก ที่นั่นย่อมค้าขายดี นอกจากมาปลุกพลังปราณแล้วผู้คนก็จะจับจ่ายซื้อของ เดินเลือกซื้อขนม ของกินต่างๆ ที่มีมาวางขายอย่างหลากหลาย
“เราพาเด็กๆ ไปลงทะเบียนก่อน แล้วค่อยไปหาอะไรกินกัน” หลินซานหยางบอก ช่วงเช้าจะเป็นการลงทะเบียน พิธีปลุกพลังปราณจะเริ่มตอนบ่าย เพราะต้องรอให้เด็กๆ มาลงทะเบียนครบก่อน
พิธีนี้จะจัดแค่ปีละครั้งเท่านั้น ใครมาไม่ทันต้องไปที่เมืองอื่น หรือรอปีหน้า การปลุกพลังช้ากว่าคนอื่นไปหนึ่งปีไม่ใช่เรื่องที่ดีเลย เด็กบางคนมาจากหมู่บ้านที่อยู่ไกลหน่อยก็ต้องใช้เวลา คนที่มาถึงก่อนก็ถือโอกาสเดินเที่ยวหาของกิน หรือหาที่นั่งพักผ่อนตามอัธยาศัยไปก่อน
เมื่อลงทะเบียนเรียบร้อย หลินซานหยางจึงพาภรรยาและเด็กๆ เดินซื้อขนม ดูข้าวของ ซื้อซาลาเปาจากร้านแผงรอยมานั่งกินกันที่ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง แทนที่จะไปนั่งกินในโรงเตี้ยม เพื่อให้เด็กๆ ได้เปิดหูเปิดตาและผ่อนคลายความตื่นเต้น
ในที่สุดพิธีก็เริ่มขึ้น เหล่าเด็กๆ ที่อายุครบห้าขวบในปีนี้ต่างมายืนต่อแถว ที่ข้างลานพิธี ปรมาจารย์ผู้ทำพิธีได้ส่งพลังไปยังลูกแก้วกำเนิดปราณที่อยู่บนแท่นกลางลานพิธี เกิดแสงสว่างขึ้นที่ลูกแก้วจากนั้นก็ปรากฏวงแหวนอักขระปลุกพลังปราณขึ้นที่พื้น โดยมีแท่นวางลูกแก้วเป็นศูนย์กลาง
เด็กคนแรกถูกเรียกขึ้นไปยืนกลางวงแหวนตรงหน้าแท่นวางลูกแก้ว
“ทำใจให้สงบ เจ้ายื่นมือไปจับที่ลูกแก้วกำเนิดปราณแล้วซึมซับพลังที่ไหลเวียนเข้าสู่กายเจ้าอย่างช้าๆ ไม่ต้องรีบ” ปรมาจารย์ผู้ทำพิธีกล่าว
ลูกแก้วนี้ถูกสร้างขึ้นโดยปรมาจารย์อักขระที่มีปราณระดับเซียน ตั้งแต่เมื่อพันปีก่อน ในยุคสมัยนั้น มีผู้คนจำนวนน้อยมากที่สามารถปลุกพลังปราณได้ด้วยตัวเอง จากวิธีที่แตกต่างกัน จึงมีผู้ฝึกตนในยุทธภพเพียงหยิบมือ
ปรมาจารย์อักขระท่านนั้นกล่าวว่า แท้จริงมนุษย์ทุกคนมีพลังปราณไหลเวียนอยู่ในร่างกายด้วยกันทั้งนั้น เพียงแต่ไม่ได้รับการกระตุ้นจึงไม่แสดงพลังออกมา เขาจึงสร้างลูกแก้วกำเนิดปราณนี้ขึ้นมา เพื่อปลุกพลังให้เด็กๆ ซึ่งช่วงวัยที่เหมาะสมที่สุดที่จะปลุกพลังได้ต้องมีอายุ5ขวบขึ้นไป
ลูกแก้วกำเนิดปราณนี้จะถูกเก็บที่หอคอยศักดิ์สิทธิ์ ที่เมืองหลวงแคว้นชิงหลง โดยจะถูกนำออกมาใช้เพียงปีละครั้ง เวียนไปจนครบสิบเมืองในแคว้นชิงหลงแล้วนำมาเก็บที่หอคอยศักดิ์สิทธิ์ดังเดิม
แต่ละแคว้นก็มีวิธีปลุกพลังปราณที่แตกต่างกัน ลูกแก้วกำเนิดปราณนี้จึงถือเป็นสมบัติศักดิ์สิทธิ์ของแคว้นชิงหลง ที่จะถูกเก็บรักษาเป็นอย่างดี
เด็กคนแรก เมื่อยื่นมือไปจับลูกแก้วกำเนิดปราณ ก็เริ่มมีกระแสปราณอบอุ่นไหลเวียนผ่านฝ่ามือเข้าสู่เส้นลมปราณ และผ่านชีพจรต่างๆ ทั่วร่างกายผ่านตันเถียน วนสามรอบเพื่อกระตุ้นชีพจรทุกจุดให้สามารถดูดซับพลังปราณจากภายนอกได้ แล้วลูกแก้วก็หยุดส่งพลัง เด็กน้อยเมื่อสามารถสัมผัสพลังปราณจากธรรมชาติรอบตัวได้แล้วก็ลืมตาขึ้น
“สัมผัสได้แล้วใช่หรือไม่” ปรมาจารย์เอ่ยถาม เด็กน้อยจึงพยักหน้าตอบรับ
“เช่นนั้นก็มาตรงนี้ ประทับฝ่ามือที่เสาศิลานั่น แล้วส่งพลังปราณของเจ้าเข้าไป” บริเวณด้านขวาของลานพิธี มีเสาศิลาอยู่หนึ่งต้น เมื่อส่งพลังปราณเข้าไปจะสามารถวัดความเข้มข้นของลมปราณเริ่มต้นก่อนการฝึกฝนของพวกเขาได้ ค่าความเข้มข้นนี้จะเป็นตัวชี้วัดความก้าวหน้าในอนาคตของพวกเขา
เด็กคนแรกเมื่อส่งปราณเข้าไปในเสาศิลา เสาศิลาก็ส่องแสงสว่างขึ้น เพิ่มระดับไปจนถึงขั้นที่ห้า แล้วหยุดลง เมื่อเด็กน้อยดึงมือออก แสงก็ดับไป เขามีพลังปราณเริ่มต้นระดับห้า ถือว่าปานกลาง หากฝึกฝนอย่างถูกวิธีก็สามารถก้าวหน้าได้
พิธีกรรมดำเนินไปกว่าครึ่งทางแล้ว เด็กๆ ที่ขึ้นไปปลุกพลังปราณ ความเข้มข้นของพลังปราณเริ่มต้นสูงสุดคือระดับเจ็ด และต่ำสุดคือระดับสาม ถือว่าพวกเขาเหล่านั้นสามารถฝึกยุทธ์ได้ แต่ถ้าหากต่ำกว่าสามจะไม่สามารถฝึกฝนได้ นับว่าตอนนี้ยังไม่มีใครโชคร้ายเพียงนั่น
“หลินจิ่นหยาง” ปรมาจารย์ขานชื่อ ในที่สุดก็ถึงคิวของเขา จิ่นหยางก้าวออกไปด้วยฝีเท้ามั่นคง บิดาเคยอธิบายวิธีโคจรพลังกับเขามาบ้างแล้ว เขาทำได้แน่
เมื่อจิ่นหยางยืนที่กลางวงแหวนอักขระ ยื่นมือไปสัมผัสลูกแก้วกำเนิดปราณ เมื่อกระแสพลังปราณอันอบอุ่นไหลเข้ามาในที่ฝ่ามือเขา เขาก็ตั้งสมาธิโคจรพลังตามการไหลเวียนของพลังปราณสายนั้น จนครบสามรอบ เขาก็รับรู้ถึงกระแสปราณที่อยู่ในร่างกายเขา และปราณธรรมชาติที่ไหลเวียนอยู่ในอากาศรอบตัว เขาลืมตา และทำตามที่ปรมาจารย์บอก
ทันทีที่เขาส่งพลังปราณเข้าไปในเสาศิลาแสงสว่างเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนถึงขั้นที่แปด และค่อยๆ ขึ้นไปยังขึ้นที่เก้า และสิบ เสาศิลาสว่างจ้าเต็มสิบขั้น ทุกคนมองอย่างตื่นตะลึง สุดยอดพรสวรรค์ในรอบร้อยปี จะมีสักหนึ่งคนที่มีพลังปราณแรกเริ่มเต็มสิบขั้นเช่นนี้
“เด็กคนนี้จะเป็นอัจฉริยะเหนืออัจฉริยะในอนาคตอย่างแน่นอน” ชาวบ้านเริ่มวิจารณ์กันเสียงอื้ออึง
“เขามาจากตระกูลไหนกัน” เริ่มมีคนถามหาที่มาที่ไปของจิ่นหยาง
“บุตรชายคนเล็กของนายท่านหลินแห่งหมู่บ้านป่าหมอกไง ที่เป็นเจ้าของผักพลังวิญญาณ” เริ่มมีคนจำเขาได้แล้วก็บอกต่อๆ กัน
“ต้องเป็นเพราะผักพลังวิญญาณแน่ๆ ที่ทำให้คุณชายหลินมีพรสวรรค์สูงเพียงนี้ ต่อไปข้าต้องหาเงินมาซื้อให้ลูกข้ากินบ้างแล้ว ปีหน้าเขาจะห้าขวบแล้ว ต้องบำรุงเยอะๆ” ชาวบ้านคนหนึ่งเอ่ยขึ้น คนอื่นๆ ก็เห็นด้วย
ผู้คนต่างวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างออกรส ในที่สุดปรมาจารย์ผู้ทำพิธีก็บอกให้เงียบเสียง เพื่อจะได้ดำเนินพิธีต่อ คนที่ขึ้นมาปลุกพลังคนต่อไปคือ ไป่หลง เขามีพลังปราณแรกเริ่มขั้นเก้า คนต่อมาคือไป่เซียนพลังขั้นเก้าเช่นกัน มีคนจำได้ว่าพวกเขาสองคนก็มากับนายท่านหลิน ทุกคนจึงมั่นใจว่าต้องเป็นผลมาจากการที่เด็กๆ ได้กินผักพลังวิญญาณเป็นประจำแน่ๆ
มีหลายคนเข้ามาแสดงความยินดีกับหลินซานหยางและเด็กๆ บางคนพยายามตีสนิทและประจบประแจง พวกเขาจึงต้องใช้ความพยายามอย่างมาก ในที่สุดก็หนีจากฝูงชนออกมาได้ ทั้งหมดรีบมุ่งหน้ากลับบ้านทันที