สองสาวเดินทะลุประตูมิติไปโผล่ที่ หน้าห้อง ICU ทำให้ทั้งสองเห็นคนสามคน นั่นคือ สาวสวย สาวทอม และหนุ่มหน้าตี๋ กำลังยืนรอฟังอาการของรันธิมาอย่างใจจดใจจ่อ
บุษตกใจเพราะเธอได้ปรากฏตัวต่อหน้าคนทั้งสาม กำลังจะพูดอธิบาย “เอ่อ คือ….”
“อย่ากังวลเลยค่ะ คุณบุษ พวกเขามองไม่เห็นดวงวิญญาณอย่างพวกเราหรอก” จากนั้นอุไรก็พาดาราสาวเดินทะลุประตูห้อง ICU เพื่อเข้าไปภายในห้อง ก็เห็นคุณหมอกำลังปั๊มหัวใจอย่างโกลาหล
ผ่านไปไม่นาน ร่างของรันธิมาก็ไม่ไหวติง ดวงวิญญาณของรันออกจากร่าง และเดินไปที่ไหนสักแห่ง เพราะมีท่านนำทางดวงวิญญาณนั้นไปสักที่
บุษปิดปากตัวเองด้วยความกลัว เพราะเธอมองเห็นคนตายต่อหน้าต่อตาตัวเอง ทั้งๆที่ตัวเองก็เป็นดวงวิญญาณเหมือนกัน
“อย่ามัวแต่นิ่งเฉยสิคะ รีบเข้าร่างได้แล้ว” อุไรเตือน
“เอ่อ ค่ะ” บุษรีบเข้าร่างรันธิมา ทำให้สัญญาณชีพของร่างนี้กลับคืนมา แพทย์ที่กำลังจะคลุมผ้า รีบกลับมาช่วยรักษาให้ใหม่ จนกระทั่งรันธิมาพ้นขีดอันตรายแล้ว
อุไรเห็นว่าทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว จึงหายวับไปกับตา ปล่อยให้บุษใช้ชีวิตสวมรอยเป็นรันธิมาตามยถากรรม เนื่องจากบุษไม่ได้สร้างกุศลมากพอ ดังนั้นอุไรจึงช่วยบุษได้ไม่มากนัก และต้องปล่อยให้บุษสืบหาความจริงด้วยตัวของเธอเอง
หมอผู้ซึ่งแปลกใจที่อยู่ดีๆ รันธิมาก็ฟื้นคืนชีพภายในเวลาไม่นาน หลังจากรักษาเสร็จ เขาก็เปิดประตูห้อง ICU ออกมาเพื่อแจ้งข่าวให้ญาติๆรับทราบ แต่กลับพบเพียงเพื่อนและแฟนของรันธิมาเท่านั้น
“เอ่อ แล้วญาติของคุณรันธิมาล่ะครับ”
“แม่ของรันยังอยู่ในโรงพยาบาลครับ ส่วนยายเธอยังขายของที่ตลาดนัด ผมซึ่งเป็นแฟนของรันจะจัดการทุกอย่างเองครับ”
“ตอนนี้คุณรันธิมาพ้นขีดอันตราย ปล่อยให้เธอพักผ่อนก่อน คาดว่าจะฟื้นในพรุ่งนี้ครับ ดังนั้นพวกคุณค่อยมาเยี่ยมใหม่ในวันพรุ่งนี้นะครับ” หมอกล่าวด้วยสีหน้าเหน็ดเหนื่อยเพราะใช้เวลานานในการรักษา
“ขอบคุณค่ะคุณหมอ” วนัญญา สาวสวยกล่าว
“งั้นหมอขอตัวนะครับ” หมอเดินจากไปทันที
วนัญญาเดินไปจับไหล่ของดนุวัฒน์ “รันธิมาปลอดภัยแล้วนะคะ พวกเรากลับกันก่อนเถอะ”
“นั่นสิ พรุ่งนี้นายจะได้มาเยี่ยมรันแต่เช้าไง” ปริญภากรณ์ สาวทอมเห็นด้วย
“ก็ได้ งั้นพวกเรากลับกันเถอะ” แฟนหนุ่มหน้าตี๋ตัดใจเดินจากไป
***********************************
เช้าวันรุ่งขึ้น เกิดเหตุน่าอัศจรรย์
หมอและพยาบาลต่างพากันแปลกใจมาก ที่บาดแผลบนตัวรันธิมาหายเป็นปลิดทิ้ง และรันก็ฟื้นขึ้นมาเป็นปกติ มีร่างกายแข็งแรงราวกับว่าไม่เคยประสบอุบัติเหตุมาก่อนเลย
“ตอนนี้คุณรู้สึกอย่างไรบ้างครับ” หมอกล่าวหลังจากใช้สเต็ตโทสโคปฟังเสียงจากปอด และชีพจรการเต้นของหัวใจ
“ดีขึ้นมากแล้ว นี่ไงคะ ฉันเดินได้ปกติแล้ว” รันธิมาลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว จนหมอและพยาบาลต่างพากันตกใจ และกำลังจะร้องห้าม
พอห้ามไม่ได้ หมอก็เลยว่า “งั้นก็รอให้ญาติมารับกลับบ้านนะครับ”
หนึ่งชั่วโมงผ่านไป ปริญภากรณ์ สาวทอมบอยขับรถมารับเพื่อนสาวตั้งแต่เช้า
“เฮ้ย เป็นไงบ้างรัน ไม่น่าเชื่อว่าเธอจะหายเร็วแบบนี้” กรณ์รีบทักเพื่อนอย่างดีใจ
บุษบงในร่างของรันธิมาตกใจที่เห็นสาวทอมมารับเธอเป็นคนแรก เลยคิดว่าตัวรันอาจจะมีแฟนเป็นทอมก็เป็นได้ เลยว่า “แล้วพวกเราเป็นอะไรกันงั้นหรอ”
“นี่เธอจำไม่ได้เลยงั้นหรอ ให้หมอตรวจเช็คสมองหน่อยมั้ย” กรณ์สำรวจไปที่หัวของเพื่อน
“ฉันไม่เป็นไร แค่ลองถามดู” บุษต้องรีบกลบเกลื่อน
“พวกเราเป็นเพื่อนกันตั้งแต่เด็กแล้ว ส่วนแฟนเธอติดงานที่บริษัท เลยมารับเธอไม่ได้” กรณ์เลยอธิบาย
รันรู้สึกโล่งอกที่ตัวเองไม่ได้มีแฟนเป็นทอม เลยยอมปล่อยให้กรณ์ช่วยถือของแล้วพาไปที่รถ หลังจากที่กรณ์ได้จ่ายค่ารักษาให้เรียบร้อยแล้ว
ระหว่างที่กรณ์ขับรถไป รันก็ถามอีก “นี่จะพาฉันไปไหนน่ะ นี่มันทางไปโรงพยาบาลรักษาอาการทางจิตไม่ใช่หรอ”
“อ้าว นี่เธอลืมได้ยังไงนี่ ฉันจะพาเธอไปเยี่ยมแม่เธอที่โรงพยาบาลก่อน ถึงแม้ท่านจะไม่รับรู้เรื่องราวภายนอก แต่ก็ควรให้ท่านเห็นว่าเธอปลอดภัยนะรัน” กรณ์กล่าว
“นี่รวิวรรณ เอ้ย แม่ฉันป่วยงั้นหรอ” รันตกใจ
“โห! ฉันว่าฉันต้องขับรถวกกลับพาเธอไปตรวจสมองจริงๆเสียแล้ว แม่เธอเป็นโรคจิตประสาท รักษาตัวอยู่ที่นี่ตั้งแต่เธอเกิดแล้ว เธอก็ชอบพาฉันและญามาเยี่ยมแม่เธอบ่อยๆไง” กรณ์ทบทวน
“สมองฉันอาจยังจำอะไรได้ไม่มาก ช่วยบอกฉันทีได้มั้ยว่า แม่ฉันเป็นแบบนี้ได้ยังไง” รันอยากรู้
“เห็นยายเธอเคยบอกว่า แม่เธอ เอ่อ คือ เคยโดนข่มขืนจนเสียสติอย่างที่เห็น ยังดีที่ยายคอยดูแลแม่เธอจนคลอดเธอ แล้วค่อยไปส่งแม่เธอไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลเต็มตัว ดังนั้นเธอจึงอยู่กับยายไง” กรณ์รู้สึกสะเทือนใจและสงสารแม่เพื่อน เลยเล่าตะกุกตะกัก
“ไม่น่าเชื่อว่า รวิ เอ้ย แม่ฉันจะเจอกับเรื่องอันเลวร้ายแบบนี้ ชายชั่วคนนั้นเป็นใครกันแน่” บุษในร่างรันสงสารสาวใช้
“ตอนที่แม่เธอได้กลับมาอยู่บ้านเช่าของยายวรรณชั่วคราว เห็นยายท่านว่า แม่เธอแอบไปพบประธานบริษัทค้ากระดาษด้วย ชื่อว่าอะไรนะ อ้อ ชื่อว่าอนุชิน แม่เธอเอะอะโวยวายเข้าไปทำร้ายคุณนิธิชล ซึ่งเป็นภรรยาท่านประธาน ทำให้คุณอนุชินสั่งรปภ. จับแม่เธอโยนออกมาจากบริษัท ความจริงฉันก็รู้ไม่ละเอียดนัก” กรณ์เล่า
“เป็นไปได้มั้ยว่า คนที่ข่มขืนอาจเป็นคุณอนุชินก็ได้ บางทีเขาอาจเป็นพ่อฉัน แต่เห็นว่าแม่ฉันต่ำต้อย เลยได้แล้วทิ้ง” รันคาดการณ์
“แม่เธอไม่ได้ต่ำต้อย อย่ามองคนที่ฐานะสิรัน ไม่ว่ายากดีมีจน ทุกคนก็มีคุณค่าไม่ต่างกันหรอก แค่โอกาสของคนเราไม่เท่ากันเท่านั้นเอง” กรณ์ไม่พอใจกับคำพูดเพื่อน
“จ้า ฉันก็พูดไปแบบนั้นเอง” รันยิ้มเจื่อนๆ ไม่คิดว่าเพื่อนจะโกรธ
“อะ ถึงแล้ว รีบไปหาแม่เธอกันเถอะ” กรณ์นำทางเพื่อนไปพบรวิวรรณ
บุษบงไม่รู้เรื่องราวในยุคปัจจุบันนี้เลย ทำให้เธอต้องคอยเดินตามเพื่อนทอมไปที่สวนข้างโรงพยาบาล และทั้งสองก็มองเห็นรวิวรรณวัยกลางคนกำลังนั่งเหม่อลอยอยู่คนเดียว
บุษบงทำตัวไม่ถูก ในฐานะเจ้านายเก่า เธอก็รู้สึกสงสารสาวใช้ที่เธอเคยทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจ ดังนั้นบุษบงจึงคุกเข่าและจับมือรวิวรรณไว้ และกล่าวว่า “เธอเป็นอย่างไรบ้าง”
“เฮ้ย! นั่นแม่เธอนะรัน” กรณ์ตกใจกับกิริยาของเพื่อน
“อ้อๆ ใช่ ฉันพูดผิด แม่เป็นยังไงบ้างคะ” บุษรีบตั้งสติ เธอต้องแสดงเป็นลูก
รวิวรรณหันมาสบตารันแค่เพียงชั่วครู่เท่านั้น แล้วก็หันไปทางอื่นเพื่อเข้าไปอยู่ในโลกส่วนตัวของเธอ
บุษบงมีน้ำตาคลอด้วยความสงสาร อยากจะขอโทษในสิ่งที่เธอเคยทำร้ายสาวใช้คนนี้ และยิ่งตอนนี้เธออยู่ในสถานะลูกของรวิวรรณ ก็ยิ่งทำให้เธอรู้สึกเหมือนเวรกรรมตามสนอง และกล่าวว่า “ขอโทษนะคะ ขอโทษในทุกๆเรื่อง ที่หนูเคยทำอะไรไม่ดีต่อแม่”
รวิวรรณหันมายิ้มให้
ทำให้บุษบงรีบกุมมือรวิวรรณไว้ แล้วกล่าวว่า “นี่แม่รับรู้ใช่มั้ยคะ”
“หิวแล้ว จะไปกินข้าว” รวิวรรณพูดด้วยสายตาเลื่อนลอย
บุษบงหุบยิ้มเพราะเธอนึกว่ารวิวรรณกำลังจะได้สติ สักพักก็มีพยาบาลมาพาตัวรวิวรรณไปโรงอาหาร
กรณ์สงสารเพื่อน เธอก็เลยช่วยประคองเพื่อนให้ลุกขึ้น แล้วพากลับบ้านยายวรรณ
บุษพยักหน้าแล้วเดินจากไปแต่โดยดี ในระหว่างที่นั่งรถไปกับเพื่อน บุษก็ร้องไห้ไปตลอดทาง
“อย่าร้องไห้ไปเลยนะรัน สักวันแม่เธอต้องหายแน่ๆ” กรณ์พยายามปลอบ
“ขอบใจนะ ที่พูดปลอบใจ”
***********************************
แต่พอกรณ์ขับไปถึงบ้านเช่า ก็เห็นชายฉกรรจ์สองคนถือปืนจ่อไปที่ยายวรรณ โดยยายกำลังนั่งคุกเข่าขอร้องชีวิต
“เฮ้ย รีบไปกันเถอะรัน” กรณ์ตกใจกับภาพที่เห็น
บุษต้องแสดงตัวเป็นรัน รีบเอาตัวเข้าไปขวาง และกล่าวว่า “กลางวันแสกๆ มาฆ่าคนแบบนี้ได้ยังไง ไม่เกรงกลัวกฎหมายบ้างเลยงั้นหรือ”
“ยายแกติดหนี้เป็นแสน ผัดผ่อนมาหลายต่อหลายครั้งแล้ว มาครั้งนี้ยังไม่มีมาจ่ายอีก” ชายคนหนึ่งกล่าว
“ตอนนี้ฉันมีห้าพัน เอาไปแค่นี้ก่อน ให้เวลาพวกเราหน่อย ต้องหามาใช้ได้แน่” กรณ์ควักเงินให้ชายพวกนั้น
บุษซึ่งกอดยาย เลยว่า “ฉันประสบอุบัติเหตุ เพิ่งออกมาจากโรงพยาบาล ให้เวลาอีกหน่อยได้มั้ย”
“ก็ได้ สัปดาห์หน้า ถ้าไม่มี ตายลูกเดียว ไป พวกเรากลับ” นักเลงทวงหนี้พากันกลับ
สองสาวมองชายฉกรรจ์ทั้งสองขี่มอเตอร์ไซด์ออกไปก่อน เลยหันมาถามยาย
“ยายเอาเงินไปทำอะไรตั้งมากมายคะ” รันรีบถาม
“ก็เป็นค่ารักษาของยัยรวิวรรณน่ะสิ” จากนั้นยายก็หันไปขอบคุณ “ขอบใจมากเลยนะกรณ์ ที่ช่วยจ่ายเงินให้ตั้งห้าพัน ยายจะรีบนำเงินมาคืนให้นะ”
“งั้นหนูขอเป็นคนชำระหนี้ให้เองค่ะยาย” รันนึกวิธีออก
“เธอจะเอาเงินมาจากที่ไหนน่ะรัน” กรณ์สงสัย
“จากพ่อฉันไง” รันกล่าว
“ห๊า! เธอรู้แล้วหรอว่าพ่อเธอเป็นใคร” กรณ์ตกใจ
“ก็ต้องเป็นคุณอนุชิน เจ้าของบริษัทค้ากระดาษอยู่แล้ว” รันคาดเดาเหตุการณ์
“หลานรู้ได้ยังไงน่ะ หรือว่ายัยรวิวรรณยอมบอกแล้วว่าใครเป็นคนข่มขืน” ยายวรรณสงสัย
“เปล่าค่ะ แต่สมัยก่อนคุณอนุชินชอบพอกับแม่ ไม่ใช่หรอคะ” รันเดาเรื่องเอง
“แล้วหลานรู้ได้ยังไง ใครเล่าให้หลานฟัง” ยายสงสัย
“เอาเป็นว่า หลานจะไปพูดกับคุณอนุชิน หากเขาเป็นพ่อของหลานจริง เขาต้องช่วยชำระหนี้ให้แน่ ก็เป็นถึงมหาเศรษฐีไปแล้วนี่” ความจริงบุษต้องการทวงทรัพย์สมบัติคืน แต่ในเมื่อทำไม่ได้ ก็ต้องใช้วิธีพิสูจน์ความเป็นพ่อลูก ให้พี่ชินรับผิดชอบ
“ระวังจะโดนรปภ. โยนออกมาล่ะรัน” กรณ์กล่าวเตือน
“ไม่ต้องห่วงหรอก ฉันต้องทำให้สำเร็จ” รันกล่าวอย่างมาดมั่น
“วันพรุ่งนี้ทำงานที่สำนักงานเสร็จ ฉันจะพาไปก็แล้วกัน” กรณ์อาสา
“ฉันทำงานอะไรงั้นหรอ” รันสงสัย
กรณ์ส่ายหน้ากับความจำเสื่อมของเพื่อน ก็เลยว่า “รับจ้างทั่วไปน่ะ”
“ห๊า! แล้วรับจ้างอะไรน่ะ” รันสงสัยอีก
“วันพรุ่งนี้ไปถึงก็รู้เองนั่นแหละ ฉันขี้เกียจตอบน่ะ ตอนนี้ต้องไปสับเปลี่ยนกับยัยญาแล้ว ฉันไปก่อนก็แล้วกัน เจอกันวันพรุ่งนี้ล่ะ รัน” กรณ์กล่าวเสร็จก็หันไปไหว้ยายวรรณก่อนเดินจากไป
“ขอบใจเพื่อน” บุษบงประคองอดีตแม่บ้านเข้าไปในบ้านเช่าหลังเล็กที่พออยู่ได้สามคน เธอคิดในใจว่า “หากฉันเป็นลูกสาวของพี่ชิน สภาพความเป็นอยู่อาจจะดีขึ้น ยังไงเขาก็ต้องรับผิดชอบรับฉันเป็นลูกสาวของเขา