แก้วใบแล้วใบเล่าถูกเช็ดและวางเรียงคว่ำลงบนที่วางแก้วบนชั้นวางด้านหลังเค้าเตอร์ถึงแม้มันจะถูกล้างตั้งแต่เมื่อวานหลังร้านปิด แต่ในทุกเช้าก่อนเปิดร้านการเอาพวกมันมาเช็ดทำความสะอาดเสียก่อนก็เป็นสิ่งที่จำเป็นกับร้านอาหารเหมือนกัน
ซึ่งแน่นอนว่าเหล่าพ่อครัวเองก็กำลังทำความสะอาดครัวด้านในอยู่พวกบริกรในร้านเองก็พึ่งผละเข้าไปช่วยเมื่อสักครู่หลังจากจัดการหน้าร้านกันจนเสร็จเพื่อเตรียมเปิดร้านในไม่ถึงครึ่งชั่วโมงหลังจากนี้
นั่นทำให้มีแค่ผมเพียงคนเดียวเท่านั้นที่จัดการในส่วนเค้าเตอร์บาร์ของร้านที่ตอนนี้แทบจะกลายเป็นส่วนกั้นพิเศษเฉพาะผมไปเสียแล้วการจัดการกับทุกๆอย่างในบริเวณนี้จึงเสมือนกลายเป็นหน้าที่ของผมไปโดยปริยายและการทำแบบนี้เองก็ช่วยทำให้ผมรู้สึกเตรียมพร้อมกับการเปิดร้านรับลูกค้าคนแรกของวันเสียด้วยสิ
แต่ไม่ใช่กับช่วงนี้ล่ะนะครับ...
สองสามวันมานี้มันมีแต่เรื่องที่ทำให้ผมค้างคาใจอยู่เต็มไปหมด...ทั้งเรื่องของหนอนบ่อนไส้ที่ต้องรีบกำจัดก่อนครอบครัวของผมจะเป็นอะไรนั่นก็ดีเรื่องของร้านที่ตอนนี้ถึงแม้จะยังดูโอเค แต่ก็ต้องเตรียมตัวสำหรับงานเทศกาลต้อนรับฤดูร้อนที่จะจัดขึ้นในปลายเดือนหน้านี้ด้วยแถมเรื่องของขั้วอำนาจภายในเมืองหลวงที่ตอนนี้เริ่มมีการเคลื่อนไหวบ้างแล้วอีก มีแต่เรื่องหนักๆที่ทำให้ผมคิดไม่ตก
และที่สำคัญ...
ท่าทีแปลกๆคนรอบๆตัวผมนี่สิ...ที่ทำให้ผมงุนงงปนสงสัยว่าผมไปทำอะไรให้พวกเขากัน...
ทั้งท่านพ่อที่มองผมด้วยสายตาเวทนา...
ทั้งท่านแม่ใหญ่ที่มองผมด้วยสายตาเย็นเฉียบ...
ทั้งท่านพี่อเล็กเซียที่มองผมด้วยสายตาอ่อนใจ...
ทั้งท่านพี่อเล็กซ่าที่มองผมด้วยสายตาหงุดหงิด...
ทั้งเซบาสเตียนที่มองผมด้วยสายตาสงสาร...
ไหนจะเลดี้กราเซียกับคุณลิซ่าที่มองผมด้วยสายตาที่ไม่ค่อยจะพอใจอีก...
สรุปแล้วมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่นะ?
ผมพยายามไตร่ตรองและเรียบเรียงความคิดของตัวเองพร้อมกับคุ้ยความทรงจำในหัวไปด้วยว่าช่วงที่ผ่านมานี้ผมได้ไปทำอะไรไว้บ้างจนทำให้คนที่บ้านของผมและเพื่อนๆของพี่สาวนั้นไม่พอใจแต่ยิ่งนึกเท่าไหร่ ผมกลับยิ่งนึกไม่ออกเสียอย่างนั้นเพราะสิ่งที่ผมทำไปในช่วงมันไม่มีอะไรที่จะทำให้คนเหล่านั้นมองผมด้วยสายตาแบบนั้นเลยแท้ๆ?
แต่ในขณะที่ผมกำลังล้มเลิกความคิดที่จะหาสาเหตุของสายตาเหล่านั้น...
ภาพๆหนึ่งกลับเด้งออกมาจากในลิ้นชักของความทรงจำ...
ฉายชัดในสมองของผม...
มันคือภาพของแม่ทัพสาวที่ที่ดวงตาฉายแววเศร้าสร้อยที่ผมคิดไปเองว่าตาฟาดเมื่อตอนนั้น...
ไม่น่าจะใช่...มั้ง?
กริ๊ง!
แต่ในขณะที่ผมกำลังไม่แน่ใจกับภาพที่โผล่เข้ามาในหัวเมื่อครู่อยู่นั้นเองเสียงกระดิ่งของร้านก็ได้ดังขึ้นจากการเปิดประตูร้านปรากฏตัวของชายสองคนที่ผมรู้จักเป็นอย่างดีที่เดินเข้ามาพร้อมกับเสียงทักทาย
“โย่ว!เช้าๆมีไรกินมั่งไหมฟะนาธาน?”
“อรุณสวัสดิ์ลิเบอต้า”
“ถ้ายังเรียกชื่อผมให้ถูกเช้านี้ผมจะไม่มีอะไรให้คุณกินหรอกนะครับคลูส แล้วก็อรุณสวัสดิ์ครับเฟอร์น่าแปลกนะครับที่วันนี้พวกคุณมาเช้าขนาดนี้...ในสภาพเต็มยศแบบนั้นน่ะครับ?”ผมกล่าวทักทายกลับไปพร้อมกับกวาดตาตั้งแต่หัวจรดเท้าของคนทั้งสองเพราะว่าสภาพพวกเขาตอนนี้นั้น อยู่ในสภาพเครื่องแบบเต็มยศของตัวเองซึ่งหากดูจากอากาศช่วงนี้ที่อุณหภูมิเริ่มสูงขึ้นเพราะจะเริ่มเข้าหน้าร้อนมาแล้วนั้น...ไม่น่าจะสัมพัทธ์กันสุดๆ
“ไปบอกยัยจักรพรรดินีบ้านั้นสิฟะ!ประชุมบ้าอะไรตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า ! แถมยังเรียกประชุมแค่เรื่องงานเทศกาลต้อนรับฤดูร้อนที่แทบจะไม่มีอะไรด้วยซ้ำอีก!ชั้นละไม่เข้าใจความคิดยัยนั่นเลยเฟ๊ย!” คลูสบ่นตามประสาพร้อมกับก้าวเท้าปึงปังมาที่เก้าอี้ตัวประจำ แล้วถอดเสื้อคลุมอันหนาของตัวเองพาดกับมันแล้วทิ้งตัวนั่งตึงดึงแขนเสื้อเชิ้ตของตัวเองขึ้นอย่างลวกๆแบบไม่สนตำแหน่งบนบ่าตัวเองแน่นอนว่าผมกับเฟอร์ชินแล้ว จึงไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับพฤติกรรมของอีกฝ่ายนัก
“ก็อย่างที่คลูสว่านั่นแหละลิเบอต้า...แม้แต่เราเองก็ไม่อาจจะเข้าใจความคิดของคนผู้นั้นเลยว่าจะทำแบบนี้ทำไมจะบอกว่าเป็นการกลั่นแกล้งเหล่าขุนนางเล็กๆน้อยๆตามประสาก็เถอะแต่เล่นเอาซะเช้าแถมเป็นประเด็นที่มิได้สำคัญอะไรนักด้วย จะบอกว่าพระนางว่างเลยทำแบบนี้ก็ดูจะแปลกๆเนี่ยสิ?” เฟอร์ที่เดินตามมากล่าวเสริมพร้อมกับปลดเสื้อชั้นนอกที่ประดับไปด้วยเครื่องหมายยศชั้นต่างๆออกจนเหลือเพียงเสื้อเชิ้ตสีขาวก่อนจะนำเสื้อนอกนั้นพาดกับเก้าอี้แล้วพับแขนเสื้อของตัวเองเพื่อคลายร้อน
“แล้วพระนางเรียกประชุมอะไรกันล่ะครับ?”ผมถามพลางส่งน้ำเปล่าสำหรับดับกระหายให้แก่ทั้งคู่เพราะถึงแม้จะยังไม่พูดแต่ว่าเหงื่อตามไรผมและใบหน้าก็เป็นเครื่องบ่งบอกชั้นดีว่าอากาศข้างนอกและชุดที่พวกเขาใส่ตากแดดมานั้นร้อนแค่ไหนถึงจะนั่งรถม้ามาก็เถอะนะครับ
“ทวนหน้าที่ของขุนนางแต่ละฝ่ายที่ได้รับมอบหมายไปน่ะผนวกกับแจงความคืบหน้าต่อหน้าพระพักต์ของพระนางด้วยตัวเองแต่เพราะเป็นการเรียกประชุมด่วนแบบไม่แจ้งหัวข้อก่อนล่วงหน้าก็เลยมีหลายๆฝ่ายอึกอักตอบไม่ได้ไปเหมือนกัน” เฟอร์ตอบพลางรับแก้วน้ำจากผมไปจิบดับกระหายส่วนคลูสก็รีบคว้าไปพร้อมกับยกดื่มอึกๆพรวดเดียวจนหมดแก้วแล้วกระแทกแก้วลงกับเค้าเตอร์บาร์ พร้อมกับระบายความอัดอั้นออกมารวดเดียวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหงุดหงิด
“จะเรียกประชุมด่วนแบบไม่แจ้งล่วงหน้าเพราะอยากแกล้งหรืออะไรก็ทำไปสิฟะ!ไหงต้องปลุกชั้นที่แทบจะไม่มีความเกี่ยวข้องไปฟังด้วยตั้งแต่ไก่มันพึ่งโห่ไปได้ไม่กี่ชั่วโมงด้วย!ไอเราก็กุลีกุจอรีบไปเพราะนึกว่าเรื่องใหญ่อะไรที่ไหนได้...ก็เป็นแค่ไอเรื่องขี้ประติ๋วที่มันประชุมกันไปตั้งแต่ต้นเดือนเนี่ยนะ!แถมพวกรายงานความคืบหน้าเองก็ถูกส่งไปเรื่อยๆให้นังนั่นอ่านอยู่แล้วด้วยซ้ำแล้วไอชุดเต็มยศบ้านี่มันก็ร้อนตับแตกโคตรๆเลยด้วย! อ้า...ว่าแต่มีอะไรเย็นๆให้กินไหมฟะลิเบอต้า?”ผมกับเฟอร์หันมามองคนที่พูดระบายความอัดอั้นแบบไม่กะจะเผื่อให้คนอื่นได้พูดแล้วหันหน้ามามองกันเองด้วยความละเหี่ยใจผมว่าผมเสิร์ฟน้ำเปล่าให้นะ ไม่ใช่ว็อดก้าเสียหน่อย
"มีอยู่นะครับแต่เดี๋ยวผมคงต้องลงไปเอาก่อน น่าจะพอเย็นบ้างแล้วมั้งครับ"ผมตอบพลางนึกถึงของที่อยู่ในห้องเย็นหลังร้านที่ทำเอาไว้เมื่อเช้าตอนนี้น่าจะเซ็ตตัวและเย็นได้ที่แล้วล่ะมั้ง?
"ไม่เอามั้งสิฟะ..."คลูสที่แผ่หลาไปบนโต๊ะเค้าเตอร์บาร์ยกหัวขึ้นมาพูดด้วยน้ำเสียงเซ็งๆจากความร้อนที่ผจญมาจากภายนอกนั่นทำให้ผมได้แต่ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ แล้วหันไปถามเฟอร์ที่กำลังจิบน้ำชดเชยที่ระเหยจากการสั่งรถม้าอบๆมา
“เฟอร์จะเอาด้วยไหมครับ?”
“อืม...สำหรับเรา...ถ้าได้ก็ดีล่ะนะ”เฟอร์ชั่งใจเล็กน้อยก่อนจะตอบ ถึงแม้ประโยคจะดูเกรงใจแต่ก็สื่อความต้องการมาอย่างชัดเจนว่าอยากได้เช่นเดียวกัน
“โอเคครับเดี๋ยวผมไปหยิบมาแป๊ปนึงนะครับ” พูดจบผมก็ผละออกจากเค้าเตอร์บาร์เข้าไปในห้องครัวแล้วเดินตรงไปยังห้องเย็นต่อทันทีก่อนจะกลับออกมาหาคนทั้งสองพร้อมกับแก้วช็อตใบเล็กสองถ้วยในมือ
“นี่ครับทานให้อร่อยนะครับ” ผมวางแก้วช็อตดังกล่าวให้กับเฟอร์และคลูสตามลำดับโดยขนมที่อยู่ภายในนั้นเป็นสีขาวเนียนสวยไร้ซึ่งสิ่งเจือปนส่วนท็อปปิ้งด้านบนนั้นถูกราดด้วยแยมสีแดงพร้อมกับชิ้นผลไม้ที่ถูกหั่นเต๋ามันเป็นขนมที่คนในโลกนี้ไม่เคยเห็นอย่างแน่นอนแต่คนที่รู้จักมันเป็นอย่างดีอย่างสองหน่อผู้สูงศักดิ์ กับเหล่าเชฟและเหล่าทหารที่เคยร่วมงานราชพิธีวันฉลองพระชนมายุขององค์จักรพรรดินีที่เคยชิมมันจะต้องรู้จักมันอย่างแน่นอนเลยทีเดียว
“พานาคอตต้าอย่างนั้นรึ?นี่เจ้าลองทำเพื่อตรวจสอบค่าวัตถุดิบเพื่อสำรวจราคาก่อนวางขายแล้วสินะลิเบอต้า?”เฟอร์ถามพลางหยิบมันขึ้นมาพินิจดูเนื้อโยเกิร์ตภายในอย่างสนใจก่อนจะหยิบช้อนมาตักกินผิดกับคลูสที่คว้ามันมาสวาปามโดยไม่พูดไม่จาเลยแม้แต่น้อย
“ถึงคุณภาพของวัตถุดิบมันจะไม่เทียบเท่ากับตอนที่ใช้ในงานแต่ผมรับประกันความอร่อยแน่นอนครับ เสียอย่างตรงที่ราคาของมันนี่แหละครับที่ทำให้ผมกะปริมาณที่จะขายไม่ออกนี่สิ” ผมตอบพลางยิ้มแหยๆเพราะถ้าเทียบปริมาณและราคาของมันกับขนมชนิดอื่นๆในร้านแล้วมันถือว่าแพงกว่าแม้จะไม่มากเท่าไหร่ก็ตามทีแถมราคาที่ว่านั่นเองก็ตกไปกับระยะเวลาในการทำเสียมากกว่า ผมจึงกลัวว่ามันจะขายไม่ออกนี่สิ
“เรื่องนั้นมันไม่มีปัญหาไม่ใช่หรอกหรือ?เจ้าก็ทำโปรโมชั่นจับคู่กับของในร้านไปก็น่าจะพอนะถ้าห่วงว่าจะขายไม่ได้ล่ะก็ลองให้เป็นสินค้าทดลองดูก่อนก็ได้ เพราะสำหรับเราเจ้านี่ไม่น่ามีปัญหาถึงขนาดนั้นหรอก” เฟอร์ที่ได้ฟังก็พูดออกมาพร้อมกับทำสีหน้าแปลกใจที่ผมดันนึกเรื่องแบบนี้ไม่ออกผิดกับทุกๆที ก่อนที่คลูสที่ตั้งหน้าตั้งตากินจนขนมในแก้วหมดไปแล้วจะเงยหน้าขึ้นมาท้าวคางพูดด้วยสายตาที่เหมือนจะเดาอะไรบางอย่างได้เสียอย่างนั้น
“ไอเรื่องนั้นช่างหัวมันก่อนเหอะขอเดานะว่าแกมีเรื่องข้องใจบางอย่างที่ยังไม่ได้เล่าให้พวกชั้นฟังหลังจากกลับมาจากการไปหายัยนั่นสินะ?เพราะตอนออกจากห้องเย็นนั่นแกก็ไม่ยอมบอกอะไรให้พวกชั้นฟังด้วยยกเว้นไอที่สรุปมาสั้นๆยังกับจดโน๊ตสองบรรทัด”ผมผงะไปเล็กน้อยหลังจากเจอกับคำถามไม่ทันตั้งตัวของคนที่ปกติไม่ค่อยจะสนโลกนักแบบเขาแต่นั่นก็ทำให้ดยุคหนุ่มเลิกคิ้วหันมามองผมเช่นกัน
“อะไรที่ทำให้คลูสคิดแบบนั้นล่ะครับ?”ผมลองถามหยั่งเชิงดูก่อน เพราะเรื่องนี้ ถ้าอีกฝ่ายไม่คิดจะทักผมเองก็ไม่ค่อยอยากจะเล่าให้ฟังเท่าไหร่อยู่เหมือนกันเพราะมันเหมือนกับเป็นสิ่งที่ผมรู้สึกไปคนเดียวเสียมากกว่า
“กำแพงมีหูประตูมีช่องนา...เรื่องบางเรื่อง ต่อให้ชั้นไม่อยากจะรับรู้ แต่มันก็มากรอกอัดอยู่ข้างหูยังไงๆมันก็ต้องรู้นั่นแหละ” เจ้าตัวว่าพลางทำสีหน้าเซ็งจิตอย่างเหลือหลายซึ่งผมเองก็พอจะเดาได้ว่าทางนั้นไปรู้มาจากไหนล่ะนะครับ จึงถอนหายใจแล้วเริ่มเล่าสิ่งที่อัดอั้นใจเกี่ยวกับสายตาคนรอบข้างในช่วงนี้ให้กับทั้งคู่ได้ฟังจนเลยเวลาเปิดร้านมานิดหน่อย แต่ก็ยังไม่มีลูกค้าในร้านเลยแม้แต่คนเดียว
“นี่เจ้าทำบ้าอะไรลงไปอีกเนี่ย...”
“ขนาดชั้นฟังมาจากยัยปากมากนั่นมารอบนึงแล้ว...ชั้นยังคิดเหมือนนายเปี๊ยบเลยฟ่ะ...นี่ขนาดฟังรอบสองนะ...เหอๆๆๆๆๆ...”เฟอร์และคลูสบ่นพึมพำด้วยน้ำเสียงละเหี่ยใจ โดยที่คนนึงถึงกับก้มลงไปกุมขมับด้วยความปวดหัวส่วนอีกคนก็ทำเพียงกอดอกหัวเราะแห้งๆอย่างปลงตก
“เอ...ผมว่ามันก็ไม่ได้หนักอะไรขนาดนั้นนะครับ...ชะอุ้ย!”ผมแย้งก่อนสะดุ้งโหยงเมื่อเจอกับสายตาเหี้ยมๆของเพื่อนทั้งสองที่จ้องกลับมาพร้อมกับสีหน้าที่แสดงออกมาประมาณผมพูดบ้าอะไรออกไปแบบไม่เก็บอาการกันเลยแม้แต่น้อยนี่ยังดีนะที่ยังไม่ถึงช่วงเที่ยงๆที่ลูกค้าจะมากันในวันธรรมดาแบบนี้ไม่อย่างนั้นลูกค้าในร้านได้ขวัญหนีดีฝ่อจากการแสดงความหงุดหงิดของทั้งคู่แหงๆ
“แกรู้ไหมว่าไอที่แกพูดไปมันส่งผลลบขนาดไหนฟะ...ฮ่วย...มนุษย์ชาติ...”
“เราว่าเจ้าทึ่มเรื่องแบบนี้แล้วนะ...นี่ยังจะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเจ้านั้นติดลบหนักกว่าเดิมอีกงั้นหรอ...”
“เอ่อ...ก็ผมไม่รู้นี่ครับว่าจะต้องทำยังไงในสถานการณ์แบบนั้น...ผู้หญิงน่ะเข้าใจยากนะครับ...โดยเฉพาะท่านแม่ทัพคนนั้นแล้วด้วย...”
“ไอเรื่องนี้มันไม่เกี่ยวว่าผู้หญิงเข้าใจยากเลยนะ!”ทั้งสองบ่นออกมาพร้อมกับมองหน้าผมด้วยความกดดัน แต่ก่อนที่ทั้งสองจะกดดันผมไปมากกว่านี้เสียงบางอย่างก็ได้ดังขึ้นดึงความสนใจของพวกผมทั้งสามให้มองตรงไปยังที่ตั้งของเสียงดังกล่าวอย่างพร้อมเพรียงกัน
กริ๊ง!
ประตูร้านได้เปิดออกเผยให้เห็นร่างของสาวคุ้นตาในชุดสีเดียวกับผมคนหนึ่งที่สวมหน้ากากปกปิดใบหน้าของตนเอาไว้เธอทำท่าปิดปากอย่างมีจริตหลังจากเห็นพวกผมทั้งสามอยู่พร้อมๆกันแบบนี้ แล้วพูดออกมาด้วยน้ำเสียงแปลกใจว่า
“อยู่กันพร้อมหน้าเลยนะคะทุกๆท่านเช้านี้มีอะไรหรือเปล่าคะเนี่ย?”
เอ๊ะ...ถ้าเป็นผู้หญิงด้วยกันจะเข้าใจไหมนะ?ลองถามมิสอินวิซิเบิลดูอาจจะได้ล่ะมั้ง?