บทนำ
“แม่มณี แม่มณีจ๋า” เสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากแอพพลิเคชั่นสีแดงขาว ตรงหน้าชายหนุ่มคนหนึ่ง ที่ตอนนี้กลับจิกผ้าห่มจนกลัวว่ามันจะขาดติดมือเ้าของมา
“ฮืออ อยากเป็แม่มณีจัง” ชายหนุ่มพูดขึ้นหลังจากที่ตั้งสติให้ตัวเองกลับมาเป็ปกติ ก่อนที่จะหันไปมองกระจกข้างเตียงบานหนึ่งที่มีขนาดใหญ่เท่ากับตัวเอง แล้วพูดออกมาว่า
“นี่อุตส่าห์ไปตามหากระจกที่เหมือนทั้งในละครและในนิยายละนะ ทำไมไม่เห็นมีเหตุการณ์แบบแม่มณีบ้างละ” ชายหนุ่มพูดพลางลูบกระจกตรงหน้าอย่างแ่เบา
“ฮ่าๆ นี่ชักติดละครเกินไปแล้วสินะ มันคงไม่มีจริงหรอก” เขาหัวเราะออกมาเบาๆ ทั้งๆที่หน้ายังดูมีความหวังว่ามันจะเกิดขึ้นกับเขาสักครั้ง
“เฮ้อ นี่ก็ดึกมากแล้ว พรุ่งนี้ก็ต้องตื่นไปเรียน เลิกเพ้อแล้วนอนดีกว่า” พูดจบ ชายหนุ่มก็จัดการปิดทุกอย่างแล้วเข้านอนทันที
‘จันทร์ เ้าอยู่ที่ใด พี่คิดถึงเ้าเหลือเกิน’ เสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากที่ใดก็ไม่ทราบ ก่อนที่จะหายไปพร้อมกับสายลม เหมือนไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้นมาก่อน
เช้าวันใหม่
กริ้ง กริ้งงงง
เสียงนาฬิกาปลุกข้างเตียงที่บอกว่าเวลานี้เป็เวลาเจ็ดโมงกว่าแล้ว แต่เ้าของนาฬิกากลับไม่มีท่าทีว่าจะตื่นขึ้นมาเลย จนกระทั่งเสียงนาฬิกาดับลงไป ก่อนที่จะแผดเสียงดังขึ้นอีกครั้งเมื่อเวลาแปดโมงเช้า ทำให้ชายหนุ่มที่นอนหลับอยู่นั้นตื่นขึ้นมาก่อนที่จะเบิกตากว้าง แล้วะโออกมาอย่างสุดเสียง
“เฮ้ยยย แปดโมง สายแล้วววววว” พูดจบก็รีบวิ่งไปอาบน้ำและแต่งตัวทันที
ผ่านไป 5 นาที
หลังจากที่แต่งตัวเสร็จแล้ว ชายหนุ่มก็หยิบโทรศัพท์มากดโทรออกหาใครสักคน
“ฮัลโหลตะวัน มารับพี่ที่คอนโดหน่อยสิ พี่ตื่นสายง่า” ชายหนุ่มพูดเง้างอดกับปลายสาย
“โหพี่จันทร์ ถ้าจะตื่นสายขนาดนี้ก็นอนไปเถอะ” ปลายสายว่า
“ตะวันนนนน~ วันนี่พี่ขาดไม่ได้ มารับพี่หน่อยนะ” ชายหนุ่มพูดด้วยเสียงออดอ้อนหวังว่าให้ปลายสายจะใจอ่อน
“อือๆ รอผม 10 นาที เดี๋ยวไปรับ” ปลายสายตอบกลับมาอย่างเหนื่อยใจ
“ขอบใจนะตะวัน ไม่มีแกพี่นี่แย่เลย”ชายหนุ่มพูดพลางยิ้มออกมาอย่างดีใจ
10 นาที ผ่านไป
หลังจากที่วางสายจากน้องชายแล้ว เขามายืนรอที่หน้าคอนโดทันที ก่อนที่จะมีรถสปอร์ตคันหนึ่งขับมาจอดข้างหน้า
“พี่จันทร์ ขึ้นรถได้แล้ว” ตะวันว่า ก่อนที่ชายหนุ่มจะขึ้นรถไป
“พี่จันทร์ ปกติพี่ไม่ตื่นสายนิ ทำไมวันนี้ถึงตื่นสายได้หล่ะ” เขาว่าขณะที่ยังขับรถไปเรื่อยๆ
“เมื่อคืนพี่ดูหนังจนดึกนะ เลยตื่นสาย” ชายหนุ่มหันไปยิ้มให้กับน้องชายก่อนที่จะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเล่น จากนั้นก็ไม่มีเสียงคุยกันมาตลอดทางจนถึงมหาวิทยาลัย
“ขอบใจนะตะวัน” ชายหนุ่มพูดก่อนจะลงรถ แล้วไม่ลืมโบกมือลาน้องชายตัวเอง
8.40
จันทร์รีบเดินไปยังห้องของตัวเองก่อนที่จะเปิดประตูเบาๆ ทำให้เห็นว่าอาจารย์ยังไม่เข้าก็รีบไปนั่งที่ตนเองทันที
“ไอ้จันทร์ แกก็รู้ว่าอาจารย์คนนี้เขาเข้าเลทครึ่งชั่วโมงเป็ประจำ ทำไมต้องรีบมาด้วย” ต้นเพื่อนสนิทของจันทร์ว่า
“ไม่ได้หรอกต้น นี่วิชาประวัติศาสตร์ไทยเลยนะ ฉันไม่อยากเข้าช้า ฉันอยากเรียนให้มากที่สุด” ชายหนุ่มว่าก่อนที่จะเตรียมของออกมาวางบนโต๊ะอย่างเรียบร้อย
“จ้าๆ พ่อคนรักประวัติศาสตร์” เขาว่าอย่างไม่จริงจังนัก ก่อนที่จะคุยกันไปเรื่อยเปื่อย จนกระทั่งอาจารย์เข้ามา
“สวัสดีนักเรียน วันนี้ฉันจะมาสอนเื่เงินถุงแดงนะ” อาจารย์พูดก่อนจะเริ่มสอนอย่างจริงจัง
“เงินถุงแดงนั้นเป็เงินพระคลังข้างที่ของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเ้าอยู่หัว ซึ่งเป็เงินที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเ้าอยู่หัวที่ทรงได้จากการค้าสำเภาส่วนพระองค์ แล้วทรงเก็บสะสมเอาไว้ั้แ่รัชกาลที่ 2 เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์โปรดฯให้ใส่ถุงแดงเก็บไว้ข้างพระแท่นบรรทม จนทระทั่งเมื่อปีพุทธศักราช 2431 ประเทศไทยมีเื่พิพาทกับฝรั่งเศส เื่ดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง และถึงปีพุทธศักราช 2436 เกิดกรณีพระยอดเมืองขวาง ต่อสู้กับนายทหารฝรั่งเศส นายทหารฝรั่งตาย 1 คน คนไทยตาย 5-6 คน รัฐบาลฝรั่งเศสได้ส่งเรือรบโคเมต์ กับเรือลังกองสตอง เข้ามาในน่านน้ำไทย สมทบกับเรือลูตัง ซึ่งเข้ามาจอดอยู่หน้าสถานทูตฝรั่งเศสั้แ่ พ.ศ.2435 ทั้งนี้ก็เพราะฝรั่งเศสมีเจตนาจะยึดครองดินแดนไทยให้ได้ เมื่อเรือทั้ง ๒ ลำของฝรั่งเศสเข้ามาถึงป้อมพระจุลจอมเกล้า เรืออรรคเรศของไทยจึงยิงเรือรบฝรั่งเศสเพื่อรักษาอธิปไตยของชาติไทย ขณะนั้นฝรั่งเศสเป็มหาอำนาจและประสงค์จะยึดครองไทยเป็อาณานิคม เหมือนดังที่ยึดครองดินแดนประเทศต่างๆในอินโดจีนไว้หมดแล้ว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเ้าอยู่หัว จึงต้องทรงดำเนินนโยบาย เสียน้อยเพื่อรักษาเอกราชของชาติไว้ มีการเจรจาตกลงกันระหว่างไทยกับฝรั่งเศส ซึ่งในที่สุดไทยต้องยอมตามข้อเรียกร้องของฝรั่งเศส โดยยอมชดใช้ค่าเสียหายให้ฝรั่งเศส เป็เงิน ๓ ล้านบาท และไทยต้องสละสิทธิในดินแดนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงให้แก่ฝรั่งเศส และฝรั่งเศสได้เข้ายึดเมืองจันทบุรีไว้เป็ประกัน ซึ่งยึดไว้เป็เวลานานถึง 10 ปี สมภพ จันทรประภา อดีตรองอธิบดีกรมศิลปากร เขียนเล่าไว้ว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเ้าอยู่หัว ต้องทรงนำเงินที่ใส่ ‘ถุงแอง’ จำนวนสามหมื่นชั่ง (๒,๔๐๐,๐๐๐ บาท) ที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเ้าอยู่หัว พระราชทานไว้สำหรับแผ่นดิน และ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเ้าอยู่หัว มิได้ทรงนำไปใช้จ่าย มาทรงใช้ในการนี้ และส่วนที่ยังขาดอยู่ ๖ แสนบาทนั้น ใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ของพระบรมวงศานุวงศ์โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝ่ายในช่วยกันออก ส่วนใหญ่เป็ของ สมเด็จกรมพระยาสุดารัตนราชประยูร ที่ทรงเก็บไว้ใต้ถุนตำหนัก จึงนับได้ว่า เงินถุงแดง นี้ ช่วยรักษา เอกราช ของชาติไว้ได้ ”
อ้างอิง : https://pantip.com/topic/31234861
“เื่เงินถุงแดงวันนี้พอแค่นี้ก่อน ค่อยมาต่อกันในคลาสหน้า มีใครสงสัยอะไรไหม” อาจารย์ว่าก่อนที่จะปิดตำราในมือก่อนที่จะถือเอาไว้
“ถ้าไม่มีคำถาม ก็เลิกคลาสได้” เธอว่าก่อนที่จะเดินออกจากห้องไป
“ไงจันทร์ เข้าใจไหม ถ้าเจ๊แกออกสอบเื่นี้ฉันคงทำไม่ได้ มีแต่ต้องจำปีพ.ศ.ทั้งนั้นเลย” ต้นพูดก่อนที่จะเดินมาหาจันทร์
“จันทร์ จันทร์เว้ย” ต้นะโเรียกเพื่อนที่นั่งเหม่อให้รู้ตัว
“ หะ หะ มีไรต้น” จันทร์หันมาก่อนจะขมวดคิ้วอย่างสงสัย
“นี่แกได้ฟังที่ฉันพูดป่ะเนี่ย แล้วนี่แกนั่งเหม่ออะไร” ต้นพูดอย่างเป็ห่วง
“เปล่าๆ ฉันแค่คิดอะไรเรื่อยเปื่อยหน่ะ” มันคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก จันทร์ได้แต่คิดในใจแต่ไม่พูดออกไป
“ไม่เป็ไรแน่นะ” ต้นถามเพื่อความแน่ใจ
“แน่สิ” จันทร์ยิ้มให้เพื่อนอย่างจริงใจ
“ก็ดีแล้ว ไปกินข้าวกันเหอะ” ต้นว่าพลางกอดคอเพื่อนแล้วลากไปโรงอาหารทันที
เวลา 14.00
ชายหนุ่มขึ้นรถกลับมาถึงคอนโดหลังจากที่เลิกเรียนเสร็จทันที กลับมาอาบน้ำแต่งตัวแล้วดูละครเื่โปรดซึ่งเป็ปกติอย่างนี้ทุกวัน แต่วันนี้กลับมีอะไรดลใจให้เขาไปนั่งอยู่หน้ากระจกแล้วพูดออกมาว่า
“กระจกจ๋า จันทร์อยากข้ามภพเหมือนแม่มณี จันทร์อยากไปเห็นผู้คนในยุคนั้น จันทร์อยากมีโอกาสแบบนั้นจังเลย คุณกระจก” จันทร์ว่า ก่อนที่จะยกมือไปลูบกระจกอย่างแ่เบา
“เฮ้อ เราต้องบ้าไปแล้วจริงๆ มาคุยกับกระจกเนี่ย” จันทร์ยิ้มออกมาเบาๆ ก่อนที่จะเปิดประตูออกไป แต่เขาไม่ได้สังเกตเลยว่า หลังจากที่เขาลุกไปนั้น กระจกกลับส่องแสงขึ้นมาราวกลับตอบรับคำขอของเขา..
------------------------------------------------------------------------------------------------
จบไปแล้วสำหรับบทนำนะคะ เขียนอยู่นานมากว่าจะจบตอนนี้ยังไงดี ไม่ให้ออกทะเลจนเกินไป ฮ่าๆ อย่าลืมติชมด้วยนะคะ ตอนหน้าน้องจันทร์จะเป็ยังไง โปรดติดตามนะคะ <3