[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 91 ไพ่ตายที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เริ่มสงสัยว่าตนเองจะกลายเป็นบอสใหญ่ในตอนจบไปเสียแล้ว

    ตอนที่ 91 ไพ่ตายที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เริ่มสงสัยว่าตนเองจะกลายเป็นบอสใหญ่ในตอนจบไปเสียแล้ว

            ตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ ยอดเขาไร้พ่าย

            บริเวณนี้เต็มไปด้วยพระราชวังและหอคอยเรียงรายภายใต้แสงอาทิตย์อัสดงที่ปกคลุมยอดเขา มองดูราวกับนครสวรรค์โบราณที่ตั้งตระหง่านอยู่บนโลกมนุษย์

            บริเวณเชิงเขากลางทางขึ้นมีถ้ำเซียนนับมิถ้วนที่พวยพุ่งทอประกายแสงสีทองอร่าม พร้อมปกคลุมด้วยหมอกเซียนขึ้นสู่ฟากฟ้า หมอกควันหลากสีสันลอยละล่อง แต่งแต้มให้ทัศนียภาพงดงามเปี่ยมด้วยความศักดิ์สิทธิ์ราวกับโลกแห่งความฝัน

            ยอดเขาแห่งนี้คือสถานที่พำนักของกู้ฉางเกอ

            เมื่อเทียบกับยอดเขาแห่งอื่นในตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์แล้ว สถานที่แห่งนี้ถือว่าเป็นพื้นที่ที่ปกคลุมไปด้วยพลังปราณอันบริสุทธิ์เข้มข้นมากกว่ายอดเขาอื่นๆ นับว่าเหมาะยิ่งแก่การฝึกบำเพ็ญเพียร 

            ตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ได้จัดสรรถ้ำเซียนหรือที่พำนักที่เหนือชั้นกว่าให้เพียงเหล่าผู้อาวุโสผู้มีวิถีเซียนลึกล้ำที่สุดเท่านั้น 

            อาณาเขตของตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์นั้นกว้างใหญ่ไพศาล ปกคลุมไปด้วยเทือกเขาและเกาะศักดิ์สิทธิ์สำหรับการฝึกบำเพ็ญเพียรมากกว่านับหมื่นแห่ง และยิ่งมิต้องพูดถึงพื้นที่ลึกลับที่ซ่อนอยู่ในส่วนลึกที่ยังมิได้ถูกสำรวจ

            ที่แห่งนี้เต็มไปด้วยภูเขาเทพเจ้าบรรพกาลและแท่นศิลาเก่าแก่จำนวนนับมิถ้วน บางครั้งยังมีศิษย์ผู้โชคดีค้นพบโอกาสอันล้ำค่าในสถานที่เหล่านี้ ทำให้พลังบำเพ็ญเพียรของพวกเขาเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล

            “โฮกก...”

            เสียงคำรามสะท้านฟ้าของมังกรสวรรค์ครามเก้าหัวสะท้อนก้อง

            ราชรถมังกรลากของกู้ฉางเกอพุ่งผ่านฟากฟ้าก่อนจะร่อนลงอย่างสง่างาม

            ที่บริเวณเชิงเขาไร้พ่าย เหล่าศิษย์อัจฉริยะรุ่นเยาว์จำนวนมากต่างปรากฏตัวออกมา ทั้งชายหญิงอีกสิ่งมีชีวิตบรรพกาลทรงพลัง ผู้มีสายโลหิตศักดิ์สิทธิ์อันแข็งแกร่งและมีพลังการต่อสู้ที่น่าเกรงขาม

            “นายท่าน!”

            “ขอคารวะนายท่าน!”

            เมื่อเห็นราชรถมังกรลากหยุดลง เหล่าศิษย์ทั้งหมดต่างพากันออกมาคารวะด้วยความเคารพและชื่นชม

            พวกเขาคือลูกศิษย์และผู้ติดตามที่กู้ฉางเกอเคยรับไว้ก่อนหน้านี้ ในโลกภายนอกพวกเขาคือตัวตนที่นับได้ว่าเป็นอัจฉริยะที่มีชื่อเสียงเลื่องชื่อ

            ในปัจจุบัน ผู้ที่มีพลังแข็งแกร่งที่สุดในหมู่พวกเขาได้ทะลวงเข้าสู่ระดับเจ้าครองแคว้นขั้นกลาง และยังเป็นทายาทของตระกูลโบราณอีกด้วย

            กู้ฉางเกอก้าวลงจากราชรถด้วยท่าทีสงบนิ่ง พลางพยักหน้าเล็กน้อยก่อนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า

            “ลุกขึ้นเถิด ระหว่างที่ข้ามิอยู่ มีสิ่งใดเกิดขึ้นบ้างหรือไม่”

            หลังจากออกจากเชิงเขาตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ กู้ฉางเกอก็มิได้ให้ความสนใจกับกู้เซียนเอ๋อร์อีก ก่อนจะกลับมาที่ยอดเขาซึ่งเป็นที่พำนักของเขาโดยตรง

            สำหรับเขาแล้ว กู้เซียนเอ๋อร์ในตอนนี้มิมีอิทธิพลอันใดต่อเขา พลังของนางยังห่างชั้นจากเขามาก ต่อให้คิดจะลงมือแก้แค้น ก็มิมีความสามารถเพียงพอที่จะทำได้

            เป้าหมายหลักของเขาในตอนนี้คือเหล่าศิษย์เอกคนอื่นๆ

            อย่างไรก็ตาม เมื่อพูดถึงที่พำนักของเขา ยอดเขาไร้พ่ายแห่งนี้ได้รับการแต่งตั้งนามโดยเจ้าตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์

            ยอดเขาของศิษย์เอกคนอื่นๆ ก็ได้รับการแต่งตั้งนามในลักษณะเดียวกัน ซึ่งแต่ละนามนั้นก็สะท้อนความหมายที่แตกต่างกันออกไป

            "เรียนนายท่าน ตลอดครึ่งปีที่ผ่านมา นอกจากเหล่าศิษย์เอกและผู้อาวุโสบางท่านที่ส่งคนมาสอบถามถึงที่อยู่ของท่านแล้ว ก็มิมีเหตุการณ์สำคัญอันใดเกิดขึ้นบนยอดเขาไร้พ่ายขอรับ" ศิษย์ผู้หนึ่งเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงนอบน้อม

            "แล้วในสำนักเล่า มีเรื่องสำคัญอันใดเกิดขึ้นหรือไม่"

            กู้ฉางเกอพยักหน้าเล็กน้อยก่อนเอ่ยถามต่อ

            "ช่วงที่ผ่านมา ศิษย์เอกฉู่ได้รับโอกาสพิเศษบางอย่าง หลังกลับมาจากสุสานเมฆา พลังบำเพ็ญเพียรของเขาก็ได้ทะลวงเข้าสู่ระดับเจ้าครองแคว้นขั้นสูงสุด จนเริ่มกลายเป็นผู้นำในหมู่ศิษย์เอกคนอื่นๆ"

            "นอกจากนี้ ศิษย์เอกอิ่นได้ฝากข้อความมากล่าวกับท่านไว้ว่า นางมีเรื่องสำคัญอยากปรึกษาท่าน และจะมาขอพบเมื่อท่านกลับมาขอรับ"

            ศิษย์ผู้นั้นกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเคารพ

            ศิษย์เอกฉู่ หรือฉู่อู๋จี๋ เป็นองค์รัชทายาทของราชสำนักเซียนแห่งหนึ่ง เขามีพรสวรรค์อันน่าเกรงขาม ตั้งแต่เยาว์วัยก็แสดงพลังอันน่าตื่นตะลึงดุจดาวประกายพรึกที่ไร้คู่เทียมทาน อีกทั้งยังมิเคยพ่ายแพ้ในสมรภูมิใด

            ส่วนศิษย์เอกอิ่น หรืออิ่นเหมย เป็นธิดาแห่งตระกูลจิ้งจอกสวรรค์เก้าหางซึ่งเป็นราชวงศ์โบราณแห่งยุคบรรพกาล มีพลังอำนาจและอิทธิพลมหาศาลจนทั่วทั้งแดนสวรรค์ต่างยำเกรง

            เมื่อได้ฟังคำรายงาน ดวงตาของกู้ฉางเกอก็ปรากฏแววครุ่นคิดแวบหนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ แล้วกล่าวว่า

            "ข้าเข้าใจแล้ว"

            จากนั้นเขาจึงเดินกลับไปยังพระราชวังซึ่งใช้สำหรับการฝึกบำเพ็ญเพียรในยามปกติ

            หลังจากกู้ฉางเกอจากไป เหล่าศิษย์ผู้ติดตามต่างก็เริ่มพูดคุยกันด้วยความเคารพและยำเกรง

            "พลังของนายท่านช่างลึกล้ำจนยากจะหยั่งถึงจริงๆ!"

            "ข้าได้ยินข่าวลือเมื่อครู่นี้แล้ว หน้าประตูภูผานั่น นายท่านได้ใช้ฝ่ามือสังหารข้ารับใช้ของจินอวี่ผู้มีพลังระดับเทวะมายาให้ดับสิ้นภายในกระบวนท่าเดียว นั่นแสดงว่านายท่านน่าจะทะลวงเข้าสู่ระดับจอมราชันแล้ว"

            "จนถึงตอนนี้ ยังมิมีข่าวใดที่กล่าวว่าอัจฉริยะรุ่นเยาว์ผู้อื่นได้ทะลวงถึงระดับจอมราชันเลยทั้งสิ้น"

            เหล่าศิษย์ผู้ติดตามต่างพูดคุยกันด้วยความชื่นชมและยกย่องต่อพลังอันน่าหวาดเกรงของกู้ฉางเกอ

            ในอดีต เมื่อตอนที่กู้ฉางเกอได้รวบรวมศิษย์ผู้ติดตามเหล่านี้ มิว่าเขาจะเคยใช้กลยุทธ์อันใดเพื่อดึงเหล่าศิษย์มาไว้ข้างกาย ทว่าในยามนี้ทุกคนล้วนให้ความเคารพและยอมรับเขาทั้งใจ

            การที่เหล่าศิษย์เอกผู้อื่นต้องร่วมมือกันถึงจะสามารถต้านทานกู้ฉางเกอได้ นั่นถือเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความแข็งแกร่งของเขาได้ดีที่สุด

            สถานการณ์ในตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์นั้นเป็นไปตามที่เขาคาดการณ์ไว้แทบทั้งหมด

            ศิษย์เอกทั้งห้าล้วนมีอำนาจเบื้องหลังสนับสนุนที่แตกต่างกันไป

            ในจำนวนนี้กำลังที่แข็งแกร่งที่สุดคือตระกูลแห่งชีวิตอันยืนยง ซึ่งเป็นขุมอำนาจที่ให้การสนับสนุนเขา นอกจากนี้จึงเป็นราชสำนักเซียนต้าฉู่ที่หนุนหลังฉู่อู๋จี๋

            ขณะที่ขุมกำลังอำนาจเบื้องหลังของศิษย์เอกอีกสามคนก็นับว่าอ่อนแอกว่าพวกเขาอยู่ขั้นหนึ่ง

            ด้วยเหตุนี้เอง เหล่าผู้อาวุโสในตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์จึงมิอยากยุ่งเกี่ยวกับการช่วงชิงตำแหน่งศิษย์ทายาทสืบทอด เพราะมิเพียงแต่จะมิได้รับผลประโยชน์อันใด ทว่ายังอาจสร้างความขัดแย้งขัดตาฝ่ายอื่นได้

            ท้ายที่สุดแล้วก็มิมีผู้ใดอยากจะลงมือทำเรื่องที่เหนื่อยเปล่าโดยที่มิได้รับผลตอบแทนกันทั้งสิ้น

            “ตำแหน่งศิษย์สืบทอดคงถึงเวลาที่จะต้องตัดสินแล้ว ทว่าหากต้องการจะควบคุมตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ให้ได้อย่างแท้จริง แม้ว่าข้าจะช่วงชิงตำแหน่งนี้ไป ก็ยังต้องเผชิญกับความยุ่งยากมากมาย โดยเฉพาะกับเหล่าผู้อาวุโสเหล่านั้นซึ่งนำโดยท่านผู้อาวุโสใหญ่ ผู้ซึ่งถูกยกย่องว่าเป็นหนึ่งในตัวตนที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดในแดนสวรรค์เบื้องบน…”

            กู้ฉางเกอขมวดคิ้วแน่น

            ตามแผนที่เขาได้วางไว้ร่วมกับบิดา ตระกูลแห่งชีวิตอันยืนยงจะเริ่มแทรกซึมควบคุมตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ โดยให้เขาได้ตำแหน่งศิษย์ทายาทผู้สืบทอดเป็นก้าวแรก

            ทว่าแม้จะทำได้สำเร็จ ทว่าก็ยังคงเป็นเส้นทางอีกยาวไกล

            ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ตำแหน่งเจ้าตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์นี้ได้เปลี่ยนมือไปหลายครั้ง และเคยมีอำนาจจากภายนอกเข้ามาแทรกแซงครอบครองตำแหน่งนี้

            ทว่ามีเพียงตำแหน่งผู้อาวุโสใหญ่เท่านั้นที่มิสั่นคลอน ยังคงมั่นคงยืนหยัดนั่งอยู่ในตำแหน่งเดิม

            มิว่าจะเป็นในอดีตที่มีการก่อกบฏหรือความวุ่นวายเพียงใด ผู้อาวุโสใหญ่ล้วนสามารถปราบปรามได้ทั้งสิ้น

            “เจ้าตำหนักนั้นเปลี่ยนผ่านหมุนเวียนมิจบสิ้น ทว่ามีเพียงตำแหน่งผู้อาวุโสใหญ่ผู้นั้นเท่านั้นที่รากฐานมั่นคงมิมีวันสั่นคลอน”

            ผู้อาวุโสใหญ่คือขุมอำนาจเบื้องหลังที่ทำให้ตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ยืนหยัดมิล่มสลาย อีกทั้งเหล่าผู้อาวุโสผู้อื่นก็ล้วนแล้วแต่มิอาจจะลงมือจัดการได้อย่างง่ายดาย

            เหล่าอัจฉริยะรุ่นเยาว์มากมายที่เข้าสังกัดตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ ก็ต่างคาดหวังว่าจะได้เรียนรู้พรสวรรค์และเคล็ดวิชาอันล้ำค่า รวมถึงคัมภีร์เซียนมรรคาโบราณ อีกทั้งยังมุ่งแสวงหาโอกาสพร้อมทรัพยากรเพื่อการฝึกบำเพ็ญเพียร

            แน่นอนว่าหากพวกเขาได้รับการสนับสนุนจากผู้อาวุโสของตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ ก็จะช่วยเพิ่มพูนอำนาจเมื่อกลับไปยังขุมกำลังอำนาจหรือสำนักของตนได้อย่างมหาศาล

            อย่างไรก็ตามสำหรับกู้ฉางเกอนั้น ตั้งแต่ต้นเป้าหมายของเขาก็มิใช่เป็นเพียงการฝึกบำเพ็ญเพียรเพียงอย่างเดียว ทว่ากลับรวมไปถึงการเข้าแทรกซึมและกลืนกินตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์

            กระนั้นการที่เขามีดวงจิตมารซ่อนอยู่ในร่างก็เริ่มเป็นที่จับตามองของผู้คน

            นี่นับเป็นสิ่งที่เหล่าผู้อาวุโสบางส่วนในสำนักหวาดระแวงมาโดยตลอด ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงคอยเฝ้าระวังกู้ฉางเกอมากกว่าเหล่าศิษย์เอกคนอื่นๆ เพราะแรงจูงใจนั้นนับว่าดูมิบริสุทธิ์ยิ่ง

            ตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์เต็มไปด้วยทรัพย์ล้ำค่าและมรดกอันยิ่งใหญ่ อีกทั้งตามประวัติศาสตร์ก็นับว่าได้สร้างยอดฝีมือผู้มีชื่อเสียงไปทั่วทั้งแดนสวรรค์

            ทว่าสำหรับกู้ฉางเกอแล้วนั้น เขามิได้ขาดแคลนเคล็ดวิชาหรือมรดกอันทรงพลังแต่อย่างใด

            สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเขามีเคล็ดวิชามารต้องห้าม ซึ่งนับว่าเป็นวิถีการฝึกบำเพ็ญเพียรที่ทรงพลังและสมบูรณ์แบบในตัวเอง

            อย่างไรก็ตาม หากเข้าได้รับพรสวรรค์หรือเคล็ดวิชาอันล้ำค่ามาไว้ในมือ เขาก็ย่อมมิปฏิเสธที่จะรับทอดสืบมา

            แม้ว่าเขาจะสามารถแลกเปลี่ยนความสามารถเหล่านี้จากร้านค้าในระบบได้ ทว่าก็ต้องใช้แต้มชะตาสวรรค์ซึ่งนับว่าเป็นทรัพยากรอันล้ำค่าเพื่อแลกมา

            ดังนั้น หากมีพรสวรรค์หรือเคล็ดวิชาอันทรงพลังอยู่ตรงหน้า เขาย่อมมิปล่อยให้หลุดมือไปง่ายๆ

            เมื่อกลับมาถึงพระราชวังของตนเอง กู้ฉางเกอก็ได้สั่งให้ทุกคนถอยออกไป

            จากนั้นเขาก็เรียกหน้าต่างคุณสมบัติของตนขึ้นมา

            ผู้ครอบครองระบบ: กู้ฉางเกอ

            รัศมี: ตัวร้ายผู้ลิขิตฟ้า

            อาวุธ: ทวนมารทลายสวรรค์

            สถานะ: ศิษย์เอกแห่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ นายน้อยตระกูลแห่งชีวิตอันยืนยง

            สายเลือดและร่างกาย: กระดูกมรรคาจิตมาร  

            ขั้นบำเพ็ญเพียร: ระดับจอมราชัน ขั้นต้น

            เคล็ดวิชา: คัมภีร์เซียนมรรคาสวรรค์ (ขั้นที่ 8 ความคืบหน้า 30 ส่วน) กายาอสูรหมื่นแปรผัน (พรสวรรค์) จิตแห่งเทพศักดิ์สิทธิ์กำเนิดฟ้า (พรสวรรค์) พลังแห่งมิติ (พรสวรรค์) วิชามหามารกลืนเทพ วิชาเซียนไร้สิ้นสุด…

            ค่าชะตาสวรรค์: 4,000

            ค่าวาสนา: 2,100 (ระดับสีดำ)

            ระบบร้านค้า: เปิดใช้งานแล้ว

            คลังเก็บของ: หนึ่งส่วนสามของเมล็ดพันธุ์โลกที่แตกหัก *3 (สามารถรวมกันได้) การ์ดปล้นวาสนา *3 

            แต้มวาสนาของกู้ฉางเกอได้เพิ่มขึ้นมาอย่างอัตโนมัติอีก 100 แต้ม และอีก 500 แต้มนั้นก็ได้มาจากเยวี่ยหมิงคงผู้เป็นคู่หมั้นของเขา

            หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง กู้ฉางเกอก็แลกเปลี่ยนแต้มวาสนาเพิ่มอีก 1,000 แต้ม

            แต้มชะตาสวรรค์ในตอนนี้ของเขาจึงนับว่ามี 14,000 แต้ม

            จากนั้นเขาจึงใช้แต้มชะตาสวรรค์ 8,000 แต้ม เพื่อทะลวงพลังเข้าสู่ระดับจอมราชันขั้นกลาง

            พลังปราณอันลึกลับไหลเวียนไปทั่วทุกอณูของร่างกาย แผ่ซ่านแทรกซึมเข้าสู่ไขกระดูก ก่อนจะหลั่งไหลมายังศูนย์กลางของทะเลจิตวิญญาณ

            ครืน!

            ความก้าวหน้าของคัมภีร์เซียนมรรคาสวรรค์ก็เพิ่มสูงขึ้นเป็น 60 ส่วน

            คลื่นความเข้าใจและความถ่องแท้อันลึกซึ้งได้หลั่งไหลเข้าสู่จิตใจของกู้ฉางเกอ ราวกับอักขระสีทองเปล่งประกายสว่างวาบพาดผ่านในจิตสำนึกของเขา ก่อนจะค่อยๆ สงบลง

            “ในที่สุดก็ทะลวงถึงพลังระดับจอมราชันขั้นกลาง เพียงแค่นี้ก็เพียงพอจะปกปิดความลับจากโลกภายนอกแล้ว” กู้ฉางเกอครุ่นคิดเล็กน้อย

            ตั้งแต่แรกเขาก็มีวิถีการฝึกบำเพ็ญเพียรสองสายที่แตกต่างกัน โดยคัมภีร์เซียนมรรคาสวรรค์เป็นวิถีการฝึกบำเพ็ญเพียรที่สามารถพัฒนาได้ผ่านการเพิ่มแต้มหรือการฝึกบำเพ็ญเพียร ซึ่งเป็นพลังที่เขาเผยให้โลกภายนอกเห็น

            ส่วนเคล็ดวิชามหามารกลืนเทพนั้นมีวิถีการบำเพ็ญเพียรด้วยการกลืนกินพลังต้นกำเนิดของเหล่าผู้แข็งแกร่ง และรวมพลังแห่งสรรพสิ่งเข้าสู่ร่างกาย

            วิถีการบำเพ็ญเพียรด้วยเคล็ดวิชามารนี้ทรงพลังเหนือธรรมดา ทว่ากลับมิอาจเปิดเผยออกไปได้

            หากผู้อื่นล่วงรู้ถึงความลับนี้เข้า แม้กระทั่งตระกูลกู้เองก็มิอาจปกป้องเขาได้

            ทว่าเหตุใดเคล็ดวิชานี้จึงถูกมองว่าเป็นสิ่งต้องห้าม

            กู้ฉางเกอเองก็ยังมิเข้าใจถึงมูลเหตุได้อย่างชัดเจน ทว่าเขารู้แต่เพียงว่าเคล็ดวิชามหามารกลืนเทพนี้คือตัวตนที่แข็งแกร่งที่สุดของเขา

            และเขาจะเปิดเผยมันออกไปมิได้ เว้นเสียแต่ว่าจะมิได้เผชิญหน้ากับช่วงเวลาอันวิกฤตอย่างแท้จริง!

            เหตุที่กู้ฉางเกอมิเข้าใจถึงความลึกลับของเคล็ดวิชามหามารกลืนเทพนั้น ก็เป็นเพราะเขาได้ผนึกความทรงจำส่วนใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับเคล็ดวิชานี้เอาไว้

            เขาสามารถควบคุมได้เพียงแค่ความลับบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับวิชานี้เท่านั้น

            หากคิดจะปิดบังผู้อื่น เขาก็จำเป็นต้องปิดบังตนเองให้ได้ก่อน

            จากนั้น กู้ฉางเกอพลันสะบัดแขนเสื้อคลุมของตน ก่อนจะปล่อยธงสีเทาหม่นหลายสิบผืนออกมา ธงเหล่านั้นสะท้อนประกายแสงอักขระซับซ้อนร้อยพันเกี่ยวกัน ทะลวงผ่านห้วงมิติ ก่อนจะสร้างม่านกั้นล้อมรอบพระราชวัง

            สิ่งเหล่านี้คือธงอำพรางสวรรค์ ซึ่งเขาทุ่มเทอย่างยากลำบากในการหลอมสร้างมันขึ้นมา สิ่งนี้มีพลังในการปกปิดเรื่องราวจากฟ้าดินอันน่าสะพรึงกลัว

            ครืน!

            หมอกสีเทาแผ่ปกคลุมทั่วทุกพื้นที่รอบบริเวณพระราชวัง ราวกับโลกทั้งใบถูกปกคลุมด้วยความมืดมัว

            ด้วยวิธีนี้ จะมิมีผู้ใดสามารถลอบมองสิ่งที่เกิดขึ้นภายในได้

            หากแม้แต่พลังแห่งจิตวิญญาณย่างกรายเข้ามา กู้ฉางเกอก็จะสามารถสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายแห่งพลังแปลกปลอมนั้นได้ในทันที

            เขานั่งขัดสมาธิ ก่อนจะเริ่มแผ่กลิ่นอายพลังอันลี้ลับออกมา ก่อนหน้านี้เขาทั้งเปี่ยมไปด้วยความสง่างามและความล้ำลึกราวกับเซียนเหนือโลก

            ทว่าในตอนนี้ กลิ่นอายก็กลับแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง

            ร่างของเขาปรากฏอักขระสีดำ ลอยขึ้นมาอย่างลึกลับ อักขระแต่ละอักษรดูโบราณและทรงพลัง ราวกับเป็นสัญลักษณ์ของยุคแรกเริ่มเมื่อจักรวาลถือกำเนิด

            ภายในทะเลจิตสำนึกปรากฏจิตวิญญาณต้นกำเนิดอันเป็นผลมาจากจิตแห่งเทพศักดิ์สิทธิ์กำเนิดฟ้า บนนั้นปรากฏลวดลายตราประทับลึกลับที่แผ่ปกคลุมทุกพื้นที่

            ในวินาทีนั้น ลวดลายเหล่านี้พลันแปรเปลี่ยนเป็นสีดำทมิฬมืด

            และในที่สุด...มันก็พลันแตกร้าวละเอียด!

            ตูม!

            ผนึกแห่งความทรงจำพลันถูกทำลาย!

            พลังของกู้ฉางเกอเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว กลายเป็นความมืดมิดและลึกล้ำ พลังมารแผ่ซ่านไปทั่ว ราวกับเขาคือมหามารผู้ยิ่งใหญ่ที่ปกครองทุกสรรพสิ่ง

            โชคดีที่เขาได้ใช้ค่ายกลอำพรางสวรรค์ปิดกั้นพื้นที่นี้ไว้ ทำให้มิมีผู้ใดสามารถสังเกตเห็นความผิดปกตินี้ได้

            อักขระแห่งมหามรรคาสีดำสนิทปรากฏขึ้นในมือของเขา ก่อนจะก่อตัวเป็นขวดศักดิ์สิทธิ์แห่งมหามรรคามาร เปล่งแสงมืดดำสลับสว่างล่องลอยอยู่เหนือศีรษะ ก่อนจะปล่อยเส้นแสงพลังศักดิ์สิทธิ์นับพันล้านสายลงมาคลุมทั่วร่าง

            แรงกดดันอันมหาศาลและน่าสะพรึงกลัวพลันแผ่กระจายออกจากร่างกายของเขา

            จิตวิญญาณต้นกำเนิดของเขาเริ่มแปรเปลี่ยน ร่างกายทอแสงมารสีดำเข้มสะท้อนปกคลุมไปทั่ว

            ระดับพลังของเขาพุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว!

            จอมราชันขั้นกลาง!

            จอมราชันขั้นปลาย!

            จอมราชันขั้นสูงสุด!

            เทวะมายาขั้นต้น!

            เทวะมายาขั้นกลาง!

            …

            ขอบเขตเทวะศักดิ์สิทธิ์!

            เทวะศักดิ์สิทธิ์ขั้นต้น!

            เทวะศักดิ์สิทธิ์ขั้นกลาง!

            …

            เทวะศักดิ์สิทธิ์ขั้นสูงสุด!

            ครึ่งก้าวสู่เทวะสวรรค์!

            ในวินาทีนั้น ทวนมารทลายสวรรค์อันเป็นอาวุธของเขาก็สัมผัสได้ถึงพลังของกู้ฉางเกอ มันสั่นสะท้านเบาๆ ราวกับแสดงอาการยินดีและตื่นเต้น

            กู้ฉางเกอเริ่มดูดซับความทรงจำส่วนที่เขาเคยผนึกไว้

            ก่อนสีหน้าของเขาจะแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อยราวกับเต็มไปด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดที่มิอาจอธิบายได้…

            “ดังนั้นนี่คือไพ่ตายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของข้า ระดับพลังที่แท้จริงที่อยู่ในขั้นครึ่งก้าวสู่เทวะสวรรค์งั้นหรือ”

            “เป็นอย่างที่คิด หากเรื่องนี้ถูกเปิดเผยออกไป ต่อให้ข้ามิได้ทำลงมือทำสิ่งใดร้ายแรง เพียงแค่ระดับความเร็วในการฝึกบำเพ็ญเพียรอันน่าเหลือเชื่อของเขานี้ ก็คงจะทำให้ทุกคนไล่ล่าเข่นฆ่าสังหารข้า...”

            “การใช้สรรพชีวิตเป็นอาหาร เพื่อดูดกลืนพลังช่วยเสริมสร้างตนเอง วิธีนี้ช่างน่าหลงใหลยิ่งกว่าการเพิ่มแต้มเสียอีก...”

            “การถูกสรรพชีวิตทั้งโลกมองเป็นศัตรู คงมิใช่คำพูดที่เกินจริงแล้ว”

            กู้ฉางเกอหลับตาลง

            มิแปลกใจเลยว่าเหตุใดความทรงจำส่วนนี้จึงถูกผนึกไว้

            ความล้ำเลิศของเคล็ดวิชามหามารกลืนเทพนั้นเหนือธรรมดาสามัญจนสามารถทำลายสมดุลแห่งโลกของการฝึกบำเพ็ญเพียรได้

            มันสามารถทำให้เขากลายเป็นศัตรูคู่แค้นของทุกสรรพสิ่งในโลกได้อย่างแท้จริง

            ในขณะที่คนรุ่นเดียวกันยังคงฝึกบำเพ็ญเพียรอย่างยากลำบากในระดับเจ้าครองแคว้นหรือจอมราชัน

            พลังที่แท้จริงของเขากลับทะยานไปถึงครึ่งก้าวสู่เทวะสวรรค์

            นี่เป็นสิ่งที่น่าตื่นตะลึงยิ่ง แม้แต่การใช้ระบบเพิ่มแต้มให้เขาก็ยังมิอาจทำให้เขาแข็งแกร่งได้ถึงเพียงนี้

            หากเรื่องนี้ถูกเผยแพร่ออกไป ย่อมก่อให้เกิดความวุ่นวายอย่างเหนือจินตนาการเป็นแน่ ทั้งใต้หล้าจะต้องตกอยู่ในสภาวะคลุ้มคลั่งอย่างแท้จริง!

            “เส้นทางของตัวร้ายอย่างนั้นหรือ ข้าเริ่มสงสัยว่าตนเองจะกลายเป็นบอสใหญ่ในตอนจบไปเสียแล้ว...”

            กู้ฉางเกอหัวเราะเบาๆ ก่อนจะรวบรวมพลังของเคล็ดวิชามหามารกลืนเทพกลับคืนสู่ภายใน

            สำหรับความทรงจำที่เขาเพิ่งปลดผนึกนี้ กู้ฉางเกอครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ทว่ามิได้เลือกที่จะปิดผนึกมันกลับคืน

            เรื่องนี้นับว่ามีความสำคัญมาก แม้เขาจะต้องระมัดระวังตัวยิ่ง ทว่าการปิดผนึกมันอีกครั้งก็หาใช่เป็นสิ่งจำเป็นไม่

            เคล็ดวิชามหามารกลืนเทพนั้น เคยถูกผู้คนค้นพบและมองว่าเป็นเคล็ดวิชาที่น่าสะพรึงกลัวในอดีต อีกทั้งยังเป็นที่เห็นพ้องต้องกันว่าควรถูกลบเลือนหายไปจากกาลเวลา

            ตอนนี้ถึงแม้ว่าเขาจะปิดผนึกข้อมูลเกี่ยวกับพลังที่แท้จริงของตนเองไว้ ทว่าเขาก็เห็นว่ามิมีความจำเป็นที่จะต้องทำเช่นนั้นเท่าไร

            ท้ายที่สุดแล้ว เขาก็ยังมีความลับเกี่ยวกับทักษะมากมายของเคล็ดวิชามหามารกลืนเทพ

            หากเขาต้องผนึกทุกสิ่งเช่นนี้ ก็นับว่าย่อมมิใช่หนทางที่เหมาะสม

            ในตอนนี้ ภายนอกของเขายังคงเป็นศิษย์เอกแห่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ และทายาทของตระกูลแห่งชีวิตอันยืนยง อีกทั้งยังมีพลังอยู่ในระดับจอมราชันเท่านั้น

            มินานนัก พลังอันน่าสะพรึงกลัวของเขาก็จางหายไป ก่อนที่บรรยากาศรอบตัวจะกลับคืนสู่ความสงบ

            ทุกอย่างกลับมาเป็นปกติ มิมีสิ่งใดที่บ่งบอกถึงความผิดแปลกไปจากเดิม

            เว้นเสียแต่เขาจะเปิดเผยความลับด้วยตนเอง มิเช่นนั้นแล้วก็มิมีผู้ใดที่จะสามารถสัมผัสได้ถึงพลังที่แท้จริงของเขาได้

            กู้ฉางเกอมิได้กังวลเรื่องนี้แต่อย่างใด

    คล้ายกับเรื่อง[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา ที่คุณอ่าน