องค์หญิงทรงม้าเพื่อเสด็จกลับแคว้นลู่ แต่การเดินทางของขบวนเสด็จนั้นล่าช้าจากการขนของบรรณาการจำนวนมากกลับแคว้น เนื่องจากท่านอ๋องทรงมอบเพื่อเป็นการถ่ายโทษที่ทรงทำผิดกับองค์หญิง
“องค์หญิงพะย่ะค่ะ พวกเราควรรีบเดินทางกลับเถิด ไม่ควรมาแวะซื้อข้าวของมากมายแบบนี้”
“โถ่ ท่านกงกง ข้าอยากซื้อของแปลกๆ ไปฝากเสด็จย่าบ้าง” องค์หญิงทรงตื่นเต้นที่ได้ทอดพระเนตรเห็นของแปลกๆ ที่ไม่เคยเจอในวัง
สักพักขบวนเสด็จก็หยุดกะทันหัน
“ย…หยุด” ทหารตะโกน
องค์หญิงทรงลงจากม้าแล้วรีบไปดูเหตุการณ์
“เกิดอะไรขึ้นงั้นหรือ” องค์หญิงตรัสถาม
“มีชายนิรนามบาดเจ็บแล้วนอนขวางขบวนเสด็จพะย่ะค่ะ” ทหารรายงาน
องค์หญิงกำลังเดินเข้าไปดูชายคนนั้น แต่กงกงห้ามไว้
“ระวังพะย่ะค่ะ มันอาจเป็นแผนลวงของโจรป่า ชายคนนั้นอาจเป็นตัวล่อ สักพักก็ส่งสัญญาณให้พรรคพวกมาปล้นสะดมของบรรณาการ” กงกงอู่ฉานกล่าวตามประสบการณ์
แต่อีกพระทัยขององค์หญิงก็ทรงกลัวว่าคนตรงหน้าจะบาดเจ็บจริงๆ “ไม่เป็นไร เจ้าก็เดินไปดูกับข้าไง เกิดอะไรขึ้น ข้าก็ยังมีท่านคอยปกป้องข้า”
“แต่ว่า” กงกงไม่อาจค้าน
ไม่ทันเสียแล้ว เพราะพระองค์ทรงรีบเข้าไปจับชายนิรนามที่นอนคว่ำหน้าให้กลับมานอนหงาย แล้วตรัสอย่างตะลึงว่า “โห ชายคนนี้หน้าตาดีจริงๆ ใบหน้าละม้ายคล้ายคลึงท่านหมอฉินฟงเหมือนกันนะ” สักพักองค์หญิงก็ทรงสำรวจลมหายใจของชายดังกล่าว พบว่าเขายังมีชีวิตอยู่ พระองค์จึงตรัสเรียก “ทหารมาพาตัวชายคนนี้ไปที่กระโจม พวกเราจะปักหลักที่นี่ชั่วคราว”
ทหารสองคนเลยมาช่วยกันแบกชายรูปงามไปที่กระโจม โดยมีหมอหลวงคอยตรวจอาการให้
เช้าวันรุ่งขึ้น ชายนิรนามก็ฟื้น
องค์หญิงทรงเฝ้าดูอาการอย่างใจจดใจจ่อ เพราะทรงตั้งพระทัยว่าจะรอให้ชายผู้นี้ฟื้น ถึงจะเดินทางต่อ
ชายรูปงามตกใจที่เห็นหญิงแปลกหน้า ก็เลยตั้งหลักเตรียมต่อสู้
“ข้ามาดี และอุตส่าห์เป็นคนช่วยชีวิตเจ้า เหตุใดท่านถึงคิดที่จะทำร้ายข้าล่ะ” องค์หญิงตรัสอย่างพระทัยเย็น
“ท่านเป็นใคร และต้องการอะไร ทำไมต้องช่วยข้า” ชายแปลกหน้าถามห้วน
“ข้าคือองค์หญิงซานยี่แห่งแคว้นลู่ เห็นคนใกล้ตายก็ต้องช่วยเป็นธรรมดา ข้าไม่ได้ต้องการอะไรจากเจ้า และในเมื่อเจ้าหายแล้ว พวกข้าก็ต้องออกเดินทางต่อ” องค์หญิงตรัส
“ขอบพระทัยพะย่ะค่ะ” ชายคนนั้นกล่าวเสียงอ่อนลง
“ว่าแต่เจ้าเป็นใครล่ะ ทำไมถึงบาดเจ็บแบบนี้” องค์หญิงตรัสถาม
“ข้าชื่อฉินฟุ ข้าถูกตามฆ่า พวกมันทำร้ายข้าจนได้รับบาดเจ็บสาหัส โชคดีที่พระองค์ทรงช่วยเหลือพะย่ะค่ะ” ฉินฟุกล่าว
“งั้นทานอาหารและทานยาก่อนนะ” องค์หญิงทรงรับถ้วยข้าวต้มจากนางกำนัล แล้วส่งให้ฉินฟุ
ฉินฟุทานอาหารด้วยความหิวโหย และยอมทานยาอย่างว่าง่าย
องค์หญิงทรงเห็นร่างกายฉินฟุยังไม่ฟื้นตัวอย่างเต็มที่ ก็เลยหยุดอยู่ที่เมืองถานกู่ บัดนี้องค์หญิงทรงข้ามชายแดนมาที่แคว้นลู่แล้ว เลยรู้สึกสบายพระทัยมากขึ้น
ตกกลางคืน องค์หญิงทรงเบื่อก็เลยนำขลุ่ยหยกมาเป่าเรียกผีเสื้อกลางคืนท่ามกลางแสงจันทร์ตรงป่าหลังค่าย
ฉินฟุลุกจากเตียงตามเสียงขลุยเข้าไปในป่าก็เห็นองค์หญิงทรงเป่าอย่างไพเราะ และยิ่งเห็นผีเสื้อบินมาเกาะองค์หญิงอย่างไม่เกรงกลัว ก็ยิ่งตกตะลึงในความงามของหญิงสูงศักดิ์ ในใจฉินฟุคิดว่า “กระหม่อมจะรับพระองค์มาเป็นฮูหยิน แล้วพวกเราจะครองยุทธภพด้วยกันพะย่ะค่ะ”
เช้าวันรุ่งขึ้น องค์หญิงทรงมอบอัฐและอาหารให้ฉินฟุก่อนแยกกันออกเดินทาง
“ขอบพระทัยพะย่ะค่ะ กระหม่อมจะไม่ลืมบุญคุณครั้งนี้ และจะไม่มีวันลืมองค์หญิงเลย” ฉินฟุกล่าวคำมั่น
“ไม่ต้องถึงขนาดนั้นหรอกฉินฟุ ข้าไปก่อนนะ เดินทางปลอดภัย” องค์หญิงทรงม้า และสั่งเคลื่อนขบวนเตรียมกลับเมืองหลวง
ฉินฟุยังคงยืนมองขบวนเสด็จไปจนลับตา แล้วเขาก็พึมพำว่า “ข้าต้องแย่งตำแหน่งประมุขพรรคมารคืนจากเจ้าให้ได้ ฉินฟง ไอ้น้องทรยศ”
********************************************************
ณ จวนผู้ว่า
ตั้งแต่มือปราบหานอู่กลับมาเมืองหลวง เขาก็เอาแต่มุ่งทำงานเพียงอย่างเดียว ไม่ยอมหยุดพัก เหมือนต้องการลืมอะไรบางอย่าง
“พักผ่อนบ้างเถิดท่านมือปราบ ร่างกายท่านอาจไม่ไหวได้นะ” กุนซือเป็นห่วง
“อย่าห่วงเลยท่านกุนซือ ข้าแข็งแรงดี” หานอู่ไม่ฟัง
“ท่านกำลังอกหักหรือเปล่า” กุนซือถามตรงๆ
“ทำไมคิดเช่นนั้นล่ะ” หานอู่รู้สึกเหมือนโดนแทงใจดำ
“อ้อ พฤติกรรมของท่านเหมือนมือปราบเฉินเลย เขาอกหักจากเจินเจิน ก็เลยเอาแต่ทำงานแบบท่านนี่แหละ” กุนซือวิเคราะห์
มือปราบหานอู่คิดในใจว่า “ข้ามีเพื่อนแล้ว” แต่ปากบอกว่า “ข้าก็แค่อยากทำงานเท่านั้น อย่าคิดมากเลยท่านกุนซือ”
“งั้นตามสบายเถอะนะ” กุนซือเลยกลับไปทำงานต่อ
ตกค่ำมือปราบก็เลยเดินไปที่สะพานแก้เซ็ง สักพักก็ยกข้อมือตัวเองก็เห็นสร้อยข้อมือที่องค์หญิงทรงมอบให้ เห็นทีไรก็ยิ่งคิดถึงพระองค์ “ทำไมภาพของพระองค์มันถึงติดตากระหม่อมแบบนี้ กระหม่อมต้องหาทางตัดใจจากพระองค์ให้ได้ คอยดู” สักพักหานอู่ก็เลยกลั้นใจถอดสร้อยข้อมือลูกประคำและโยนลงน้ำอย่างไม่ใยดี และพึมพำว่า “ต่อไปกระหม่อมจะไม่คิดถึงพระองค์อีก”
วันต่อมา จะด้วยบังเอิญหรือเป็นเพราะไม่มีสร้อยลูกประคำคอยป้องกันสิ่งชั่วร้ายก็ไม่ทราบ ตั้งแต่นั้นมาหานอู่ก็เจอแต่เรื่องซวยๆ ร้ายๆ เช่น กระถางต้นไม้หล่นใส่หัว ถูกใครไม่รู้ซัดมีดสั้นใส่ ลื่นจากเปลือกกล้วย ต้นไม้ใหญ่โค่นหล่นทับ ฯลฯ โชคยังดีที่หานอู่เป็นชาวยุทธ์ เลยสามารถหลบทุกอย่างได้อย่างปลอดภัย
“ทำไมพี่หานอู่ถึงเจอแต่เรื่องโชคร้าย หรือเป็นเพราะท่านไม่ใส่สร้อยลูกประคำหรือเปล่า” มือปราบรุ่นน้องให้ความเห็น
“ไม่เกี่ยวกันหรอก พวกเจ้าคิดมาก” หานอู่ไม่เชื่อเรื่องโชคลาง
เหตุการณ์เกิดขึ้นหนักขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ทุกคนเชื่อว่าบางทีหานอู่ควรจะมีเครื่องรางป้องกัน มีเพียงหานอู่เท่านั้นที่สงสัยว่าอาจมีคนตั้งใจปองร้ายเขา ดังนั้นเขาจึงวางแผนจับกุม
หานอู่เดินเข้าไปในป่าเพื่อสืบคดีโจรย่องเบา เขาเดินไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเขาพลาดเหยียบหลุมกักดัก จนหล่นลงไปก้นหลุมลึกมาก เขาพยายามกระโดดขึ้นไป แต่กระโดดไม่ถึง สักพักก็มีเสียงหัวเราะ
“555 ในที่สุดเจ้าก็มีวันนี้ หานอู่”
หานอู่มองเห็นเด็กชายวัย 12 ปีเดินมาพูดเยาะเย้ยอยู่ปากหลุม “เจ้าใช่มั้ยที่พยายามลอบทำร้ายข้าอยู่หลายครั้ง”
“ฉลาดมาก สมกับเป็นมือปราบ แต่ดันมาโง่พลาดตกหลุมอย่างง่ายดายเช่นนี้”
“เจ้าเป็นใครและทำเพื่ออะไร” หานอู่อยากรู้
“ข้าคือ หลงจ้าน น้องชายหลงเฉียน คนที่เจ้าจับเข้าคุกไง”
“หลงเฉียนเป็นโจรขโมยของชาวบ้าน ก็ต้องถูกจับเป็นธรรมดา” หานอู่กล่าว
“แต่เขาทำเพื่อจุนเจือครอบครัว” หลงจ้านเถียง
“คนเราสามารถหาอาชีพสุจริตทำโดยไม่ทำให้ใครเดือดร้อนได้ การเป็นโจรมันเป็นสิ่งผิดนะหลงจ้าน” หานอู่สอน
“ข้าไม่สน ท่านทำให้ครอบครัวข้าอยู่อย่างอดๆ อยากๆ ดังนั้นจงตายอยู่ที่ก้นหลุมซะเถอะนะ 555” เด็กน้อยหลงจ้านเลยเอาแผ่นไม้มาปิดปากหลุม เพื่อไม่ให้ใครมาช่วยมือปราบ แต่ทว่าพอเขาเดินออกจากหลุมไม่ไกล เขาก็เจอ…
“ท…ท่าน ข้าจับท่านแล้วนี่ หานอู่ ทำไมท่านถึงอยู่ตรงนี้ ท่านเป็นผีหรือยังไง” หลงจ้านตกใจ
“เดี๋ยวก็รู้” หานอู่เข้าไปจับกุมเด็กน้อยหลงจ้านได้อย่างง่ายดาย เพราะหลงจ้านฝึกวรยุทธ์พอป้องกันตัวเท่านั้น ทำให้เขาไม่อาจต่อสู้ชนะคนมีฝีมืออย่างหานอู่ได้ และหานอู่ก็ทำเพียงแค่จับเสื้อของเด็กยกขึ้นสูง ทำให้เด็กลอยตัว
“ปล่อยข้าไอ้มือปราบบ้า ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้” หลงจ้านโวยวาย
สักพักหานอู่ก็ใช้พลังยุทธ์ดึงเชือกมามัดเด็กน้อยให้แขวนอยู่กับกิ่งไม้ใหญ่
“ปล่อยข้าลงเดี๋ยวนี้ ไอ้มือปราบชั่ว” หลงจ้านเอะอะโวยวายหนักขึ้น
“เจ้าสิ ที่เป็นเด็กชั่ว” หานอู่กล่าว
“เจ้าจะไปไหน อย่าทิ้งข้าไป” หลงจ้านเริ่มขอร้อง
แต่ก็ผิดคาด หานอู่เดินไปที่หลุม ดึงแผ่นไม้ออก จากนั้นก็โยนเชือกให้คนข้างล่าง
และแล้วก็เห็นหานอู่สองคน
“จ..เจ้า ทำไมพวกเจ้าถึงมีสองคน พวกเจ้าเป็นฝาแฝดกันงั้นหรอ” หลงจ้านตกใจ
สักพักมือปราบที่หล่นลงหลุมก็ถอดหน้ากากกลายเป็นกงกงเหอเป่ย
“ขอบคุณมากกงกงที่ร่วมมือกับข้าช่วยจับคนร้าย” หานอู่ตัวจริงกล่าว
“อย่าได้เกรงใจ มีอะไรให้ข้าช่วย บอกได้ทุกเมื่อ” กงกงเหอเป่ยกล่าวเป็นกันเอง
“พวกท่านหลอกลวงข้า พวกท่านหลอกเด็กอย่างข้านี่” หลงจ้านเสียรู้
“ท่านจะเอายังไงกับเด็กคนนี้ เขายังไร้เดียงสามากนะ” กงกงเหอเป่ยห่วงเด็กน้อย
“ข้าจะส่งให้ผู้อาวุโสหมิงเยี่ยนอบรมให้ เพราะถึงจับเข้าคุกไป เด็กก็คงไม่สำนึกผิดหรอก” หานอู่บอกแนวทาง
“อย่างนี้นี่เอง เชิญท่านตามสบาย ข้าขอตัวก่อน” กงกงทำท่าคารวะ
หานอู่เลยสามารถจับคนร้ายที่แอบปองร้ายเขาตลอดเวลาได้ เป็นการพิสูจน์ว่าเหตุการณ์ร้ายๆ ที่เกิดกับเขา ไม่ได้เป็นผลมาจากการถอดสร้อยลูกประคำทิ้งอย่างที่เพื่อนๆ มือปราบสงสัย
ท่านหมิงเยี่ยนยอมรับเลี้ยงเด็กน้อยหลงจ้าน เพื่อคอยอบรมคุณธรรม และสอนให้เขาหาเลี้ยงชีพอย่างสุจริต ไม่เป็นโจรเหมือนพี่ชาย
สองวันต่อมา หานอู่รู้สึกดีขึ้นหลังจากทิ้งสร้อยไปแล้ว ทำให้เขาไม่คิดถึงองค์หญิงอีกแล้ว จนกระทั่ง…
หานอู่กลับมาที่จวน อยู่ดีๆ เขาก็เห็นทุกคนในจวนสวมสร้อยข้อมือลูกประคำ ในใจคิดว่า “นี่ข้าตาลายเห็นทุกคนสวมสร้อยหรือนี่” หานอู่พยายามขยี้ตาและดูอีกครั้ง ก็ยังเห็นสร้อยลูกประคำนั้นอยู่
“ท่านกุนซือ มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมทุกคนถึงสวมสร้อยลูกประคำ”
“อ้อ ที่วัดมีงานเซ่นไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เลยถือโอกาสแจกสร้อยข้อมือลูกประคำให้กับผู้ที่ไปร่วมงาน ใต้เท้ากับข้าไปร่วมพิธีด้วยก็เลยขอสร้อยมาแจกจ่ายลูกน้องทุกคน ท่านจะเอาสักเส้นมั้ยล่ะ” กุนซือกล่าว
หานอู่คิดในใจ “ข้าเพิ่งจะทิ้งสร้อยไปเพื่อทำให้ลืมองค์หญิง ทุกคนยังมาสวมสร้อยย้ำเตือนข้าอีก” ปากบอกว่า “ไม่เป็นไรท่านกุนซือ ข้าไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสิ่งศักดิ์สิทธิ์”
และแล้วกลายเป็นว่าเขาได้เห็นสร้อยลูกประคำทุกที่ในจวน เพราะทุกคนพร้อมใจกันสวมใส่ให้เขาเห็น ทำให้รู้สึกเหมือนองค์หญิงทรงตามหลอกหลอนเขา ดังนั้นแผนการตัดใจจากองค์หญิงโดยการทิ้งของต่างหน้า มันก็ไม่ประสบความสำเร็จ
ผ่านไปสองวัน ฝ่าบาทมีรับสั่งให้ขุนนางทุกคนเข้าเฝ้า
ขุนนางและเชื้อพระวงศ์พร้อมเพียงกันในท้องพระโรงรวมไปถึงหานอู่ด้วย ทุกคนต่างพากันแปลกใจว่าเกิดอะไรขึ้น
สักพักฝ่าบาทก็ตรัสให้กงกงเบิกตัวองค์หญิงซานยี่ สร้างความประหลาดใจให้กับทุกคนในท้องพระโรง
หานอู่ทั้งดีใจและตกใจที่ได้ยินว่าองค์หญิงซานยี่ทรงกลับแคว้นลู่แล้ว