‘เอากับมันสิ! ไม่น่าชมเลย’ หานเซินกลอกตา อยากลบความคิดที่ชื่นชมคนตรงหน้าในใจเมื่อครู่ทิ้งให้หมด เขาถอนหายใจ “ต่อให้ฉันกับหัวหน้าฉินจะมีอะไรในกอไผ่อย่างนายว่าจริง แล้วนายคิดว่าฉันจะขอให้เธอช่วยเพราะเรื่องแค่นี้เหรอ? ถ้าทำแบบนั้นแล้วศักดิ์ศรีลูกผู้ชายฉันจะเอาไปไว้ไหนล่ะ”
“แต่ทั้งฐานพักพิงเกราะเหล็กนี่ มีแค่หัวหน้าฉินคนเดียวที่เจ๊หยางเขายอมฟังอะ ถ้าไม่ได้หัวหน้าฉินช่วยพูดให้ เราทั้งคู่ก็ไม่มีทางได้ไปล่าอสูรพรุ่งนี้หรอก…” ซูเสี่ยวเฉียวพูดพลางทำท่าน่าสงสารและส่งสายตาออดอ้อนวิงวอน “เพื่อนหาน ช่วยหน่อยเถอะค้าบ~
ลองคิดดูนะ ถ้าเทียบกับ ‘อสูรเลือดศักดิ์สิทธิ์’ ศักดิ์ศรีลูกผู้ชายอะไรนั่นจะสำคัญซักแค่ไหน? ถ้านายกับหัวหน้าฉินมีซัมธิงกันจริง ๆ ก็ใช้ทุกวิถีทางไปเถอะ ถ้าเป็นฉัน…ต่อให้ต้องคุกเข่าขอร้องก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ หรือจะให้ก้มกราบเท้ายอมเป็นทาสรักไปตลอดชีวิตเลยก็ย่อมได้
แค่ขอไปล่าอสูรเลือดศักดิ์สิทธิ์เองนะเพื่อน ไม่ได้ไปทำระยำตำบอนที่ไหน ถ้าผู้ชายอย่างเราแสดงความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะก้าวหน้า พัฒนาตัวเองให้เขาเห็น คะแนนในใจสาวก็จะยิ่งเพิ่ม ผู้หญิงที่ไหนจะไม่ชอบล่–”
หานเซินยกฝ่ามือขึ้นเบรกซูเสี่ยวเฉียวก่อนที่อีกฝ่ายที่พูดมากไปกว่านี้
“หยุด! แล้วฟังให้ดี ๆ นะ ระหว่างฉันกับหัวหน้าฉิน ไม่มี-อะไร-เลย-จริง ๆ” หานเซินตอบช้า ๆ ชัด ๆ พยายามเน้นเสียงตรงท้ายประโยค
“ฮื่อ~ ถ้างั้นเราก็จบแล้วเพื่อน พวกนั้นได้ไปล่าอสูรเลือดศักดิ์สิทธิ์ ส่วนพวกเราต้องติดแหง็กอยู่ที่นี่ ฝึกยิงธนูชดใช้เวรกรรม” ซูเสี่ยวเฉียวหูลู่หางตก ถอนหายใจอย่างหมดอาลัยตายอยาก
“เฮ้ อย่าเพิ่งทำท่าหมดหวังขนาดนั้นสิ ถึงจะขอให้คนอื่นช่วยไม่ได้ แต่เราก็ช่วยกันเองได้นี่” หานเซินพูดด้วยรอยยิ้ม
“ช่วยกันเอง? นายมีวิธีดี ๆ เหรอ?” ซูเสี่ยวเฉียวรีบเงยหน้ามองเพื่อนใหม่ ประกายความหวังในแววตาเจิดจ้าขึ้นอีกครั้ง
“อื้ม ก็ยิงธนูนี่ให้ครบพันดอกไง” หานเซินพูดพลางชี้ไปยังกองลูกธนูฝึกหัดหลายมัดที่วางรออยู่นานแล้ว
ซูเสี่ยวเฉียวเหี่ยวเฉาลงทันตา สภาพเหมือนลูกโป่งที่โดนปล่อยลมจนฟีบ เขาพูดอย่างอ่อนแรง “เพื่อน นายเข้าใจคำว่า ‘ต้องยิงธนูเข้าเป้าคนละพันดอก’ ปะ? คือ เราสองคนต้องยิงธนูนี่จากระยะร้อยห้าสิบเมตรให้ลูกศรปักในเป้าทั้งหมดหนึ่งพันดอก ถ้าไม่โดนเป้าก็ถือว่าไม่ผ่าน ไม่นับ ต้องยิงใหม่ เพราะฉะนั้น อย่างต่ำคือง้างธนูแค่หนึ่งพันครั้ง ซึ่งแทบเป็นไปไม่ได้ ยังไงก็ต้องยิงไม่ต่ำกว่าพันรอบแหง ๆ แต่ทั้งหมดทั้งมวลยังไงก็ไม่มีทางเสร็จภายในวันนี้ อย่างเก่งเลยฉันให้สามวัน ถ้ากากกว่านั้นก็โน้น ห้าวัน”
“ไม่เสมอไปหรอกน่า มา! รีบเริ่มกันเถอะ!” หานเซินชี้ชวนขณะลองดึงสายของธนูสำหรับฝึก ธนูสำหรับฝึกนี้มีน้ำหนักเบากว่าธนู ‘ดูมส์เดย์โซล’ ของเขามาก จริงอยู่ ถ้าต้องดึงสายดูมส์เดย์โซลพันครั้งคงต้องใช้พละกำลังมหาศาลและคงไม่สามารถทำสำเร็จได้ภายในหนึ่งวัน แต่สำหรับการดึงสายธนูฝึกนี้ เขาไม่ต้องออกแรงเยอะเท่าไหร่ การยิงต่อเนื่องก็น่าจะทำได้ไม่ลำบากนัก
หานเซินหยิบลูกธนูสำหรับฝึกหัดขึ้นมาเสียบกับคันธนู ดึงสายให้ยืดออกจนสุดพร้อมเล็งเป้าแล้วปล่อยลูกธนู
*ฉึก* ลูกธนูดอกแรกพุ่งข้ามระยะร้อยห้าสิบเมตรไปปักลงกลางเป้าทันที เขาไม่รอช้า ยิงธนูดอกต่อไปอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าลูกธนูของหานเซินจะไม่ถูกกลางเป้าทุกครั้ง แต่ก็ยังอยู่ในเป้าครบทุกดอก
ซูเสี่ยวเฉียวเห็นในตอนแรกก็ส่ายหน้า คิดว่าแบบนี้อย่างไรก็ยิงครบพันไม่ทันภายในวันนี้ แต่พอเห็นเพื่อนใหม่ยิงธนูปักเป้ามากถึงสี่สิบดอกโดยไม่หยุดแถมยังดูไม่เหนื่อยเลย เด็กบ้านรวยก็ถึงกับออกปากชม “เฮ้ยเพื่อน นายเจ๋งแฮะ ยิงธนูได้สี่สิบดอกติด แบบนี้ไม่ธรรมดาแล้ว!”
การยิงธนูต่อเนื่องนั้นใช้แรงเยอะมาก นักยิงธนูทั่วไปยิงได้แค่สิบกว่าดอกก็เริ่มแสดงความอ่อนล้าให้เห็นแล้ว และคนยิงได้ถึงยี่สิบดอกติดต่อกันแสดงว่าคนคนนั้นจะต้องมีพละกำลังและความแข็งแกร่งของร่างกายสูงกว่าค่าเฉลี่ยนักธนูทั่วไป ส่วนคนที่ทำตัวเลขได้อย่างหานเซินนี่ต้องเรียกว่าไม่ธรรมดาเลยทีเดียว
หานเซินยิ้มแล้วพูดกับซูเสี่ยวเฉียว “นายก็อย่าเพิ่งขี้เกียจสิ ยิงคนละพัน สองคนก็สองพันดอก เราสองคนช่วยกันยิงธนูสองพันดอกให้หมดภายในวันนี้ พรุ่งนี้จะได้ไปล่าอสูรเลือดศักดิ์สิทธิ์กัน”
“เหอะ! ไร้เดียงสา ไก่อ่อนจริง ๆ” หลิวหงเถาที่คอยเฝ้าดูพวกเขาอยู่ไม่ไกลส่งเสียงสบประมาทอย่างเย็นชาเมื่อได้ยินที่หานเซินพูด
ถึงแม้การยิงธนูสี่สิบดอกติดกันจะน่าทึ่ง แต่การยิงธนูหนึ่งพันดอกไม่ใช่เรื่องง่าย แค่ความแม่นยำ ความไว และพละกำลังหรือความอึดอย่างเดียวไม่พอ หากฝืนยิงต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ มือและแขนอาจพังจนใช้การไม่ได้ ถึงวันนี้จะยิงครบ พรุ่งนี้ก็อาจหมดสภาพ ไม่มีแรงจับธนูไปล่าอสูรที่ไหนเลยก็ได้
หานเซินก็รู้ดีเช่นกันว่าการยิงธนูต่อเนื่องใช้แค่พละกำลังอย่างเดียวไม่ได้ แต่ก่อนหน้านี้ ระหว่างฝึกคนเดียวในโกดังร้าง เขาได้ลองซ้อมยิงธนูติดต่อกันแบบหนักหน่วงมาแล้ว และผลลัพธ์ที่ได้ก็ทำให้ตัวเขาเองยังแปลกใจ...
ระหว่างการยิงธนูต่อเนื่อง กล้ามเนื้อของเขาไม่ใช่แค่มีความทนทานและยืดหยุ่นที่ดีเยี่ยมเท่านั้น แต่ยังมีความสามารถในการฟื้นฟูที่รวดเร็วจนน่าตกใจอีกด้วย เมื่อเขายิงธนูดูมส์เดย์โซลติดต่อกันประมาณยี่สิบหรือสามสิบดอก กล้ามเนื้อของเขาเพียงแค่รู้สึกเมื่อยล้านิดหน่อย และเมื่อเขาแค่ขยับแขนเปลี่ยนท่าทางเล็กน้อย กล้ามเนื้อก็ฟื้นตัวกลับมาเป็นปกติในทันที
ยิ่งกว่านั้น แม้จะเกร็งและใช้กล้ามเนื้อต่อเนื่องไปอีกเป็นเวลานาน ร่างกายของเขาก็ไม่เกิดความร้อนเพิ่มขึ้นมากนัก กรดแล็กติกที่เกิดขึ้นในเซลล์กล้ามเนื้อระหว่างการใช้งาน–สาเหตุของอาการเมื่อยล้าก็คล้ายจะถูกขับหรือกำจัดออกไปในเวลาอันรวดเร็ว จนเขารู้สึกแทบตลอดเวลาว่าร่างกายยังคงสดชื่นเย็นสบาย ไม่มีอาการปวดเมื่อยหรือตึงส่วนที่ถูกใช้งานหนักเลย
หานเซินเข้าใจว่านี่ไม่ใช่ผลพลอยได้จากการที่เขามีจีโนพอยต์ทั้งสี่ชนิดเกือบเต็มอย่างเดียวเท่านั้น แต่เกิดจากผลลัพธ์ของวิชา ‘กระดูกหยกผิวหิมะ’ ที่เขาฝึกมาระยะหนึ่งแล้วด้วย
อย่างที่บอกไว้ ธนูที่ใช้สำหรับฝึกมีน้ำหนักเบากว่าดูมส์เดย์โซลมาก การดึงสายธนูก็ใช้พลังของกล้ามเนื้อน้อยกว่าหลายเท่า ดังนั้นการยิงธนูหนึ่งพันดอกจึงไม่ถือเป็นเรื่องยากสำหรับหานเซิน ด้วยความแข็งแกร่งของร่างกายที่เขามี ธนูน้ำหนักเบาพวกนี้ไม่ใช่สิ่งที่ท้าทายแม้แต่น้อย
หานเซินยิงธนูไปเรื่อย ๆ อย่างต่อเนื่อง ยาวนานจนคนที่นับลูกธนูอยู่ด้านข้างยังนั่งอึ้ง เขายิงครบแปดสิบดอกในเวลาไม่นาน และถึงจะเปลี่ยนเป้ายิงถึงสองครั้งแต่ก็ยังคงอัตราเร็วไว้ได้อย่างสม่ำเสมอ และยังคงยิงต่อเนื่องได้โดยไม่มีท่าทีว่าจะหยุด
“โห ไอ้หมอนี่สุดยอดจริง ๆ ชักมือไวขนาดนี้ …เหมือนคนที่โสดมาเกินสามสิบปีเลยแฮะ” ชายหนุ่มที่ทำหน้าที่นับลูกธนูพึมพำ
“ฮะ? เมื่อกี้แกว่าอะไรนะ? ชักมือไวเหมือนโสดสามสิบปี…หมายถึงชักว่-วไวเหมือนคนอายุสามสิบที่ยังซิงน่ะเหรอ?... ไหน ๆ ใคร? แกเห็นใครชักว่-วอยู่ตรงไหน?” ใครอีกคนได้ยินคำพูดพึมพำของคนคนนั้นก็รีบถามขึ้น
“ไอ้บ้า! ข้าหมายถึงขยับมือไวตอนยิงธนูเฉย ๆ โว้ย โน่นไง! ไอ้คลั่งทะลวงก้นที่อยู่ตรงนู้นน่ะ หมอนั่นยิงธนูไปแล้วเจ็ดแปดสิบดอก ใช้เวลาแป๊บเดียวเอง แถมยังไม่หยุดพักเลย” ชายหนุ่มตอบ
“จริงเหรอ? ไอ้คลั่งทะลวงก้นมันเก่งขนาดนั้นเลยเหรอ?”
“ไม่เชื่อก็รอดูสิ แล้วลองนับต่อจากแปดสิบดู เหลือเชื่อจริง ๆ จนป่านนี้มันยังยิงไม่หยุดเลย”
ไม่นานนัก สมาชิกทีมแม่นธนูจำนวนนับสิบก็พากันหยุดยืนดูหานเซินยิงธนู หลังจากตั้งใจดูกันอยู่สักพัก คนทั้งหมดก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจ
“โห ลูกธนูที่ปักเต็มเป้าพวกนี้ ไอ้คลั่งทะลวงก้นยิงเองทั้งหมดเหรอเนี่ย?”
“ก็ยืนหัวโด่อยู่นั่น ถ้าไม่ใช่มันแล้วจะเป็นใคร พี่สะใภ้แกเรอะ? ไอ้เจ้าซูเสี่ยวเฉียวเพิ่งจะยิงไปแค่สิบกว่าดอกเอง เป้ายังไม่เต็มด้วยซ้ำ”
“ไม่น่าเชื่อ…เป็นไปได้ไงวะ หรือว่าหมอนั่นมันใช้ธนูฝึกหัดระดับต่ำ?”
“พูดแบบนั้น เอ็งจะหาว่าข้าโง่หรือไง? ธนูฝึกแต่ละระดับมันต่างกันชัดจะตาย ข้าไม่ควายจนแยกไม่ออกหรอก อีกอย่าง คันธนูของไอ้คลั่งทะลวงก้นก็เหมือนของซูเสี่ยวเฉียวเป๊ะ! ข้าไม่ได้ดูพลาด แต่หมอนั่นมันไม่ธรรมดาจริง ๆ โว้ย” ชายหนุ่มที่นับลูกธนูพูดพร้อมกับถลึงตาใส่เพื่อน
จำนวนคนที่จับตาดูหานเซินยิงธนูมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ กระทั่งหลายคนทนไม่ไหวต้องเข้าไปมุงใกล้ ๆ จากกลุ่มย่อม ๆ ล้อมเป็นวง จนแม้แต่หลิวหงเถาที่เฝ้าดูอยู่เงียบ ๆ มานานก็ทนไม่ไหว เขาลุกขึ้นและเดินมาดูหานเซินยิงธนูด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์
“ขอลูกธนูเพิ่มอีก” หานเซินที่ยังยิงธนูต่อเนื่องไม่หยุดพูดขึ้น เขาไม่ได้สนุกกับการยิงธนูแบบนี้มานานแล้ว ตอนที่ฝึกอยู่คนเดียว เขามีลูกธนูแค่ไม่กี่ดอกต้องไปเก็บเอากลับมาใช้ใหม่ ทำให้ต้องหยุดยิงเพื่อวิ่งไปที่เป้าหลายรอบ แม้จะซ้อมยิงไม่พักแต่ก็อารมณ์สะดุดอยู่หลายจังหวะ ทว่าที่นี่ต่างออกไป ตอนนี้มีลูกธนูเป็นมัด ๆ พร้อมเป้ามากมายตั้งเรียงรายให้ยิงได้ตามสบายและตามใจชอบ
“เพื่อนหาน… ไม่สิ พี่หานนี่สุดยอดจริง ๆ นี่ก็หมดมัดที่สองไปแล้วนะ ไม่เหนื่อยมั่งเหรอ?” ซูเสี่ยวเฉียวถามขณะรีบปลดมัดลูกธนูสำหรับฝึกมัดใหม่แล้วเอาใส่กระบอกเตรียมให้หานเซิน
“นี่ยังแค่วอร์มเท่านั้น” หานเซินยิ้มก่อนง้างสายธนูและปล่อยลูกศรปักเข้าเป้ากลางอย่างแม่นยำ
“โหยย~ เจ๋งว่ะเพื่อนนน~ นี่ถ้านายยิงธนูได้ครบจนพวกเราไปล่าอสูรเลือดศักดิ์สิทธิ์พรุ่งนี้ได้ ฉันจะยกนายเป็นลูกพี่ของฉันเลย ให้ฉันซักกางเกงในให้ยังได้!” ซูเสี่ยวเฉียวพูดอย่างตื่นเต้น
“ซักกางเกงในไม่ต้องหรอก เอาเป็นเงินมาแทนดีกว่า” หานเซินหัวเราะ
“แหม พูดเรื่องเงินมันจะเสียมิตรภาพเอานะ ฮ่าฮ่าฮ่า” ซูเสี่ยวเฉียวพูดพร้อมหัวเราะ
หานเซินยังคงยิงธนูต่อไปเรื่อย ๆ อย่างต่อเนื่อง เขาจะขยับแขนเปลี่ยนท่าทางเล็กน้อยในทุก ๆ การยิงครบห้าสิบดอก ทว่ามีอีกเรื่องที่น่าตกใจคือ ที่ผ่านมาเด็กหนุ่มยิงธนูโดยใช้มือขวาตลอด ซึ่งนอกจากจะไม่หยุดพักแล้ว เขาก็ยังไม่เคยสลับมาใช้แขนด้านซ้ายเพื่อพักแขนขวาเลย
.
.
.