ช่างมนตราผ่าโลกเวทมนต์

    บทที่ 40 ความเงียบที่ดังที่สุด

          พวกภัทรเดินทะลุอุโมงค์ทางหนีฉุกเฉินออกมาและพบว่าภายนอกเหมือนอยู่กลางสมรภูมิ ร้านค้าและซุ้มขายของบ้างก็ถูกพังทลาย บ้างก็ถูกเผา เวทมนตร์หลากสียิงสาดกระจายใส่กันเต็มฟากฟ้า ฝูงสัตว์วิเศษและผู้คนวิ่งหนีตายอลหม่าน พวกเขาวิ่งหนีฝ่าวงล้อมและหลบตามสิ่งกีดขวางเป็นระยะ ภัทรกำลังจะหยิบพลั่วออกมา แต่ชีตาห์จับมือของเขาไว้ก่อน


           “ทำอะไรน่ะ?”


           “นายจะบ้าหรือไง นั่นอุปกรณ์ราชการ เจ้าหน้าที่คนอื่นเห็นเข้า พวกเราได้โดนจับติดทัณฑ์บนอีกแน่ ฉันเองก็ใช้เวทมนตร์สายฟ้าไม่ได้เพราะในจังหวัดเรามีไม่กี่คนที่ใช้ได้ ขืนใช้ก็โดนสาวตัวถึงพอดี”


           “อย่างนี้เองสินะครับ” ภัทรพยักหน้า ก่อนจะควานหาอะไรบางอย่างในกระเป๋า


           “หาอะไรอีกล่ะ เราไม่มีเวลาแล้ว!”


           “อุปกรณ์เวทมนตร์อื่น... นี่ไง!”


           ภัทรหยิบโล่พับทรงกลมโค้งสีดำขนาดกะทัดรัดส่งให้ชีตาห์


           “โล่นี่กันเวทมนตร์ระดับสามัญได้ระดับหนึ่งครับ”


           ชีตาห์รับมาพลิกดูด้วยสายตาประหลาดใจ ก่อนจะสวมเข้าที่แขนแล้วลองขยับไปมาเล็กน้อย เมื่อพบว่ามันเวิร์กมากๆ จึงหันมาชมภัทร “ฝีมือไม่เลวนี่หว่า”


           ภัทรเองก็หยิบโล่พับที่ซ่อมแล้วของเขาออกมาสวมเข้าที่แขนซ้าย พร้อมกับสะพายกระบอกปริศนาอีกหลายอย่างไว้ที่กระเป๋าคาดเอว ก่อนจะออกตัววิ่งต่อ


           “นั่น! จับพวกโจรเร็ว!” เจ้าหน้าที่หลายคนเห็นพวกเขาและร่ายเวทมนตร์ระดับสามัญใส่พวกเขาทันที


           ชีตาห์ที่วิ่งหนีอยู่ลองยกโล่ที่ภัทรให้มารับการโจมตีดู พบว่าลำแสงเวทมนตร์ถูกปัดแฉลบออกไปด้านข้างได้อย่างง่ายดายเนื่องจากสารเคลือบสีดำ


           “ฮ่าๆ ไม่ใช่แค่พอใช้ แต่นี่นับว่าเป็นของระดับเริ่มต้นแล้วเว้ย!”


           "ยังไม่ขนาดนั้นหรอกครับ ผมเอาส่วนประกอบพลั่วมาทำมันเลยทนทาน ถ้าให้ทำด้วยตัวผมเอง ผมยังหลอมเหล็กไม่เป็นด้วยซ้ำ จึงยังไม่นับว่าเป็นฝีมือของผมครับ" ภัทรยักไหล่


           พวกเขาวิ่งฝ่าความวุ่นวายมาจนถึงลานจอดรถ ก็พบว่าตอนนี้ลานจอดรถได้กลายสภาพเป็นทะเลเพลิงไปแล้ว รถด้านในต่างถูกเผาจนเหลือแต่ตอตะโก


           ชีตาห์ถึงกับเข่าทรุด แข้งขาอ่อนแรง “ไม่นะ... ‘ซูเปอร์ อัลตร้า อัลติเมต เกรซ ช็อปเปอร์’ ของฉัน...”


           “รีบหนีไปทางออกกันเถอะครับ!” ภัทรลากตัวรุ่นพี่ออกไปจากจุดจอดรถ พลางใช้โล่ปัดเวทมนตร์ลำแสงที่พุ่งเข้ามาเป็นระยะ


           พวกเขาวิ่งมาหลายสิบนาทีจนหลุดเข้ามาในเขตชายป่าที่คั่นกลางระหว่างจุดเกิดเหตุกับหน้าผาที่เป็นทางออก ภัทรเหลือบไปเห็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งในชุดคลุมสีน้ำตาลล้มอยู่บนพื้น เธอกำลังจะถูก ‘แรดนิลกาฬ’ สัตว์อสูรระดับหนึ่งพุ่งเข้าทำร้าย เขาจึงปาโล่พับในมือไปสุดแรง โล่กระแทกเข้าที่ต้นคอของแรดตัวนั้นจนมันเสียหลักล้มตึง ภัทรรีบวิ่งเข้าไปประคองเธอ


           “ไม่เป็นไรใช่มั้ย พ่อแม่อยู่ไหน หลงกันเหรอ” ภัทรละล่ำละลักถาม


           “ภัทร! อย่ามัวแต่ทำตัวเป็นฮีโร่ รีบหนีเร็ว พวกนั้นไล่ตามมาแล้ว!” ชีตาห์ตะโกนเร่ง แต่ก็ยังยืนช่วยดูต้นทางให้


           “ได้ครับ... ขอโทษนะ ผมพาคุณหนีไปด้วยไม่ได้ แต่ผมน่าจะพอช่วยถ่วงเวลาให้ได้”


           ภัทรหยิบลูกบอลโลหะยัดใส่มือเธอ “กดปุ่มด้านบนแล้วปาใส่อะไรก็ตามที่ตามเธอมานะ ผมไปก่อนนะครับ... พี่ชีตาห์ไปกันเถอะ!”


           ทั้งสองคนรีบร่ายเวทสร้างสิ่งกีดขวางไปด้านหลังแล้ววิ่งหนีไปอีกทางอย่างรวดเร็ว เจ้าหน้าที่ที่ตามมาตัดสินใจไล่ตามพวกภัทรไป แต่อยู่ๆ ก็มีเจ้าหน้าที่อีกสองนายหยุดชะงักเมื่อหันมาเห็นเด็กสาว พวกมันคุยกันครู่หนึ่งแล้วเดินตรงมาทางเธอ


           “เด็กผู้หญิงนี่หว่า... สวยด้วยว่ะ” ชายร่างอ้วนหน้าหัวล้านในชุดเจ้าหน้าที่แสยะยิ้ม


           “แบ่งกันไหม... ขอข้าก่อนนะ อดอยากปากแห้งมานาน” ชายตัวผอมบางหน้าตาซูบซีดตอบรับ


           "อย่าให้เลอะเทอะนะเว้ย ขอแบบดีๆ บ้าง" ชายอ้วนหันหลังกลับไปช่วยดูต้นทางให้


           "มานี่สินางหนู มาเล่นอะไรสนุกๆ กัน พี่จะดูแลหนูเป็นอย่างดีเลย รับรองไม่เจ็บแถมมีเงินให้ใช้ด้วย" ชายร่างผอมเดินเข้ามาด้วยสีหน้าหื่นกระหาย มันเริ่มปลดเข็มขัดออกจากกางเกงอย่างชำนาญราวกับไม่ได้กระทำการเลวทรามแบบนี้เป็นครั้งแรก ทว่าขณะที่มันเดินมาได้ครึ่งทาง ก็ต้องหยุดชะงักเมื่อพบว่าเท้าของพวกเขาทั้งคู่ถูกตรึงแน่นด้วยรากไม้ที่ผุดขึ้นมาจากผืนดิน


            “วินคิร เด บินดรา (Vincir De Bindra)”


           เถาวัลย์เส้นใหญ่กว่าท่อนแขนเลื้อยพันขึ้นมารัดร่างของพวกเขาทั้งสองคนไว้อย่างแน่นหนา


           “ตายโหงแล้ว... พ...พวกสายเลือดชนชั้นสูง!” ชายตัวผอมร้องเสียงหลงด้วยความหวาดกลัว


           “ผมขอโทษครับท่าน! ผมรู้เท่าไม่ถึงการณ์!” ชายหัวล้านรีบร้องขอชีวิตน้ำหูน้ำตาไหล


          “สายไปแล้ว...” หญิงสาวส่ายหน้าช้าๆ ก่อนจะยกมือขึ้นแล้วกำหมัดแน่น


           “อิกดรา-ฮาลส์ เคียร์คา (Yggdra-Hals Kerka)”


           เถาวัลย์หนาอีกสองเส้นพุ่งเกลียวขึ้นจากพื้นดิน รัดเข้าที่คอของเจ้าหน้าที่ทั้งสองอย่างรุนแรง ก่อนจะกระชากร่างของพวกเขาให้ลอยสูงขึ้นไปในอากาศในสภาพห้อยหัวกลับด้าน


    กร๊อบ!!!


           เสียงกระดูกคอหักดังก้องป่า ร่างของเจ้าหน้าที่ทั้งสองกระตุกเกร็งก่อนจะสิ้นลมหายใจจากโลกนี้ไปตลอดกาล


           "พวกมนุษย์ช่างเลวทรามต่ำช้า น่าขยะแขยง... กระทำสิ่งโหดร้ายแม้แต่กับรุ่นเยาว์ของพวกมันเอง"


           เธอส่ายหัวอย่างเบื่อหน่าย ทอดถอนใจเบาๆ ก่อนจะก้มลงมองลูกบอลโลหะในมือ พลางพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย


           "แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ได้เลวร้ายไปเสียทั้งหมด... ตานั่น… แปลกคนเสียจริง”


           พวกภัทรวิ่งหนีตายออกมาพร้อมคลื่นฝูงชนที่กระจัดกระจายไปทุกทิศทาง โชคดีที่พวกหน่วยงานไม่ได้ตามออกมาอย่างที่คิด อาจเพราะกำลังคนไม่พอ หรืออาจเพราะไม่อยากรับแรงโทสะของมวลชนที่กำลังโกรธแค้น


           ทั้งคู่มาหยุดหอบแฮ่กๆ อยู่ที่ถนนเลียบหน้าผา หันกลับไปมองท้องฟ้ายามค่ำคืนเหนือพื้นที่ทับซ้อนที่บัดนี้แดงฉานไปด้วยเปลวเพลิง แม้แต่เต็นท์สีน้ำตาลขนาดยักษ์ก็พังทลายลง ลำแสงเวทมนตร์ยังคงพุ่งขึ้นฟ้าไม่หยุด นี่คือความเสียหายครั้งใหญ่ที่สุดในรอบทศวรรษ ทั้งทางเศรษฐกิจและโครงสร้างอำนาจของโลกใต้ดิน


           “แล้วพวกเราเอาไงต่อดีครับ รถเมล์คงหมดแล้วเวลานี้” ภัทรถามพลางปาดเหงื่อ


           “รถ... รถขนส่งเวทมนตร์เปิดทำการ... โดยสารถึงแค่เที่ยงคืน พวกเราคงต้องเดิน... ไม่ก็หารถรับจ้างที่บังเอิญผ่านมา...” ชีตาห์ตอบเสียงอ่อย


           ทันใดนั้น รถเก๋งสีเหลืองคันหนึ่งที่ดูไม่ค่อยใหม่นักก็แล่นเข้ามาจอดเทียบด้านหน้าของพวกเขาสองคน รินโผล่หน้าออกมาจากกระจกฝั่งซ้ายด้วยสีหน้ากังวลสุดขีด


           "พี่ชีตาห์! นายห่วย! ขึ้นมาเร็วเข้า! ก่อนที่ทางการจะเห็น เร็วเข้า!”


           “ริน! ยะฮู้! พี่รักเธอที่สุดเลย!”


           ชีตาห์รีบวิ่งไปเปิดประตูเบาะหลังแล้วกระโดดขึ้นรถอย่างรวดเร็ว ภัทรก็ตามขึ้นไปติดๆ แต่เขากลับรู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ


           “ริน... เธอขับรถไม่เป็นไม่ใช่เหรอ?”


           คำถามของภัทรทำให้บรรยากาศในรถเปลี่ยนไปทันที เขาเพิ่งสังเกตว่าชีตาห์ที่ควรจะโวยวายดีใจกลับนั่งตัวลีบติดประตูรถราวกับลูกนก


           ภัทรค่อยๆ หันไปมองที่เบาะคนขับ... และพบกับสายตาเย็นยะเยือกของหญิงสาวผมดำขลับที่มองจ้องเขาผ่านกระจกมองหลัง


           “คาดเข็มขัด...” เสียงเรียบๆ ของ ริศ ดังก้องขึ้นในความเงียบ


           บรรยากาศในรถหนาวเหน็บจนขั้วหัวใจสั่นสะท้าน ทั้งที่ภัทรกับชีตาห์เพิ่งวิ่งหนีตายมาจนเหงื่อท่วมตัว


           ตลอดการเดินทางกลับสำนักงาน ไม่มีใครกล้าพูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว รินได้แต่ส่งสายตาแห่งความสงสารมาให้จากเบาะหน้า ส่วนภาพสะท้อนของภัทรบนกระจกรถนั้นดูไม่ได้เลย... เนื้อตัวเปื้อนฝุ่นควัน ใบหน้าซีดเซียว แต่ที่แย่ที่สุดคือแววตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด


           เมื่อถึงหน้าตึกสำนักงาน ริศจอดส่งพวกเขาแล้วขับรถออกไปทันทีโดยไม่เอ่ยคำร่ำลา ทิ้งให้สองหนุ่มยืนคอตกอยู่ริมถนน


           “ภัทร... เอ็งซวยแล้วว่ะ เจ๊โกรธเอ็งมาก... และคงโกรธฉันมากกว่า” ชีตาห์คราง


           “พี่ริศอาจจะไม่ได้โกรธผมหรอกครับ...” ภัทรพึมพำ “แต่เธอคง... ผิดหวังในตัวผม”


           ชีตาห์ทำหน้าเหยเก ก่อนที่ทั้งสองจะแยกย้ายกันกลับห้องไปอาบน้ำนอนอย่างหมดสภาพ เพื่อเตรียมตื่นมาเผชิญหน้ากับความจริงในอีก 3 ชั่วโมงข้างหน้า


           หนึ่งสัปดาห์ต่อมาคือขุมนรกสำหรับเจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามฯ นอกจากงานประจำที่ล้นมือ ยังมีเรื่องร้องเรียนมหาศาลเกี่ยวกับการกระทำเกินกว่าเหตุของหน่วยปราบปรามในคืนนั้น ภาคินกลายเป็นคนดังที่ได้รับคำชมจากเบื้องบนในฐานะผู้ยึดวัตถุอันตรายระดับ A ได้สำเร็จ และยังกำจัดตรอกสนิมที่เคยเป็นแหล่งค้าของเถื่อนมาอย่างยาวนาน ทว่าเขาเองกลับถูกสาปแช่งลับหลังจากเพื่อนร่วมงานทุกคนที่ต้องมาตามล้างตามเช็ดปัญหา และจากชาวบ้านผู้วิเศษที่ต้องเสียเงินเสียธุรกิจ ส่งผลให้หน่วยปราบปรามขอความช่วยเหลือจากชาวบ้านได้ยากขึ้นกว่าเดิมมาก


           แต่ภัทรไม่ได้สนใจเลยว่าใครจะเสียหน้าหรือไม่ เพราะสิ่งที่เจ็บปวดที่สุดสำหรับเขา ไม่ใช่งานหนัก... แต่คือความห่างเหินของริศ


            เธอไม่คุยกับเขาเลยตลอดหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา หลบหน้าเขาตลอดเวลา ถ้ามีงานก็จะฝากรินเอาเอกสารมาให้ ภัทรเองก็ต้องออกไปทำงานภาคสนามที่หนักหน่วง พอกลับมาถึงออฟฟิศ ริศก็เลิกงานกลับบ้านไปแล้ว รินแอบกระซิบกระซาบว่าเธอไม่เคยเห็นพี่สาวโกรธใครขนาดนี้มาก่อนเลยในชีวิต แม้แต่ภูมิรพีที่ชอบมาวุ่นวายกับเธอก็ยังไม่เคยทำให้โกรธได้เท่านี้


            "ภัทร... ข้าว่าเอ็งต้องทำอะไรสักอย่างแล้วว่ะ ไม่งั้นพวกเราได้ทำงานจนตายแน่" ชีตาห์บ่นอุบอิบที่โรงอาหาร พร้อมกับนัทที่ทำงานหนักจนแก้มอ้วนๆ ของเขาเริ่มมีรอยซูบผอมลงเล็กน้อย


           "แต่... ผมจะทำยังไงล่ะครับ พี่ริศไม่ยอมคุยกับผม ไม่ยอมเจอหน้ากับผมด้วยซ้ำ" ภัทรกลุ้มใจ ตักข้าวเข้าปากอย่างเลื่อนลอย


           "ภัทร นายเก่งเรื่องประดิษฐ์ของแปลกๆ ไม่ใช่เหรอ ลองทำอะไรให้คุณริศดูสิ" นัท ออกความเห็น


           "เออใช่ภัทร! เครื่องประดับไง! เจ๊แกชอบเครื่องประดับ ลองไปทำมาง้อดูสิ ไม่ต้องเป็นของเวทมนตร์ก็ได้" ชีตาห์พูดไปพลางเคี้ยวลูกชิ้นแก้มตุ่ย


           "ได้ครับ... ผมจะลองดู" ภัทรพยักหน้ารับ ก่อนจะเหม่อมองไปทางตึกทำงานที่ตอนนี้ว่างเปล่า


    ....................................................................................................................................

    ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2559 ​ผมจะขอปรับเป็นอัปเดตสัปดาห์ละ 2 วัน คือ ทุกวันอังคาร และ วันพฤหัสบดี เวลา 10.00 น. ครับ

    การติดเหรียญ

    ​สำหรับ 50 ตอนแรก (ตอนที่ 1-50) ยังคงเปิดให้อ่านฟรีจุใจเหมือนเดิมครับ!

    ​ตั้งแต่ตอนที่ 51 เป็นต้นไป ตอนใหม่จะ เปิดให้อ่านฟรี 24 ชั่วโมงแรก หลังจากนั้นจะขออนุญาตติดเหรียญเพื่อเป็นค่าขนมของผู้เขียนด้วยนะครับ

    เนื่องจาก "ช่างมนตราผ่าโลกเวทมนต์" เป็นนิยายเรื่องแรกของผม หากมีข้อผิดพลาดประการใดต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะครับ ทุกยอดวิว ทุกคอมเมนต์คือกำลังใจที่ยิ่งใหญ่มากๆ ฝากติดตามการสู้ชีวิตของภัทรช่างมนตราตัวน้อยกันต่อไปด้วยนะครับ!