ท้องฟ้าเหนือแคว้นหมื่นกลจักรในยามเช้ายังคงมีหมอกบางคลุมอยู่รอบยอดหอจักรกล เส้นแสงของดวงอาทิตย์ไหลทะลุช่องกลไกบนเพดานอาคารอย่างอ่อนโยน ทอดเงาลงบนหน้าผากของหลิงเซียวที่ยังคงหลับตาอย่างสงบในห้องฝึกส่วนตัว
ห้วงลมหายใจของเขานิ่งสนิท แต่ภายในจิตกลับคุกรุ่นราวเปลวเพลิงที่ถูกเก็บกดมาเนิ่นนาน
“เงียบเกินไป…” เขาคิดในใจ
เงียบจนกระทั่งจู่ ๆ คลื่นพลังบางอย่างก็พลันพุ่งขึ้นจากจุดกึ่งกลางระหว่างอก! มันไม่ใช่เพียงพลังปราณธรรมดา แต่มันคือแรงสั่นสะเทือนของ “จิต”
—จิตที่กำลังตื่น!
หลิงเซียวสะดุ้งเล็กน้อย ร่างกายร้อนวูบขึ้นจากภายใน เส้นพลังวิญญาณที่เคยนิ่งก็พลันสั่นไหว พลังจิตที่ซ่อนอยู่ใต้จิตสำนึกเริ่มแทรกตัวขึ้นสู่ผิวกระแสพลังปราณ
ภาพในหัวของเขาพลันเปลี่ยนแปลง — เขาเห็นวงแหวนเวทขนาดใหญ่ลอยอยู่เหนือทะเลแห่งแสงสลัว วงแหวนนี้แตกต่างจากกลไกทั่วไป ไม่มีฟันเฟือง ไม่มีสลักเสลาใด ๆ แต่กลับเรืองแสงด้วยอักษรเร้นลับดั่งเป็นภาษาของสวรรค์
“นี่คือ…เวทมนตร์งั้นหรือ?”
ขณะที่เขายังคงเฝ้าดู ภาพในหัวก็พลันแตกกระจายกลายเป็นเส้นใยแสงที่ไหลย้อนเข้าสู่จุดรวมกลางหน้าผาก — ราวกับเปิด ‘ประตู’ บางอย่างออก
ทันใดนั้น เขารู้สึกถึงแรงบีบอย่างรุนแรงที่จิตกลางอก ก่อนที่พลังทั้งหมดจะพลุ่งพล่านออกมาอย่างรุนแรง พลังปราณและพลังจิตเชื่อมประสานกันราวกับเส้นใยสองเส้นที่บรรจบกลายเป็นฐานพลังใหม่ — ฐานพลังปราณวิญญาณ
หลิงเซียวเบิกตาขึ้น ดวงตาเรืองแสงบางเฉียบ แววตานั้นไม่มีเพียงแสงของความเข้าใจ แต่ยังแฝงด้วยความลึกของผู้ที่มองทะลุโลกอีกชั้น
เสียงเตือนบางอย่างดังในหัวเขา
“เจ้าคือหนึ่งในผู้ถือสิทธิ์… จงเลือกเส้นทางของจอมเวท หรือผู้ใช้กลจักร…”
แต่หลิงเซียวกลับหัวเราะในใจเบา ๆ
“ข้าไม่จำเป็นต้องเลือก…เพราะข้าจะเป็นผู้ผสานมันเข้าด้วยกันเอง”
พลันนั้น แสงจาง ๆ บนฝ่ามือเขาเริ่มเปล่งออกมาช้า ๆ รูปร่างวงเวทซ้อนทับกับรูปแบบของฟันเฟือง—บางสิ่งที่ไม่ควรอยู่ด้วยกัน แต่กลับกลมกลืนจนสั่นสะเทือนอากาศรอบตัว
เขาลุกขึ้นช้า ๆ จากพื้น กลไกฝึกพลังในห้องส่งเสียงเบา ๆ คล้ายเครื่องวัดรับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลง ทว่าพลังของเขาในตอนนี้กลับสงบนิ่งยิ่งกว่าน้ำในชาม
เฟิ่งเหยาซึ่งยืนอยู่หน้าห้องได้แต่จับบรรยากาศได้ลาง ๆ เท่านั้น
เมื่อเขาเปิดประตูออก แววตาของนางเบิกกว้างขึ้นเพียงครู่ก่อนจะกลับมาเป็นปกติ แต่ในใจกลับรู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างที่เปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิงในตัวเขา
“เจ้าดู…ต่างออกไป”
“ก็แค่เข้าใจตัวเองมากขึ้น” เขายิ้มจางอีกครั้ง
เฟิ่งเหยาไม่ได้ถามต่อ เพราะนางรู้ดี — หลิงเซียวในตอนนี้ ไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกับพวกเขาอีกต่อไปแล้ว
…
ช่วงสายของวันนั้น ณ ลานศิษย์ใหม่ หอคำสั่งแห่งหมื่นกลจักรส่งเสียงกลไกหมุนอย่างชัดเจน กล่องส่งสารลอยกลางอากาศก่อนจะปล่อยใบคำสั่งออกมา
เยว่อี้ยืนอยู่หน้าลานพร้อมใบสลักคำสั่งในมือ
“จากนี้เป็นต้นไป ศิษย์ใหม่ทุกคนจะเข้าสู่บทเรียนภาคสนามขั้นแรก — ‘ทัศนะกลจักร’ เพื่อให้แต่ละคนค้นหาเส้นทางเฉพาะของตน”
เขากวาดตามองศิษย์ใหม่ทั้งหก รวมถึงหลิงเซียวที่ยืนสงบนิ่งอยู่มุมหนึ่ง
“และเจ้าคือคนแรก…หลิงเซียว”
ศิษย์บางคนหันไปมองเขาด้วยความสงสัย บ้างด้วยความอิจฉา เฟิ่งเหยาสบตาเขาเงียบ ๆ ก่อนเอ่ยเบา ๆ
“ขอให้เจ้าเดินอย่างมั่นคงบนเส้นทางของเจ้า”
หลิงเซียวก้าวออกมาข้างหน้าโดยไม่กล่าวคำใด
และในแววตานั้น — มีแต่ความแน่วแน่ของผู้ที่เพิ่งค้นพบสะพานแห่งจิตใจ ที่เชื่อมเขาไว้กับเส้นทางที่เหนือความคาดหมายของใครทั้งสิ้น