ท่ามกลางเสียงกระซิบกระซาบและสายตาหลายคู่ที่จับจ้องมายังทิศทางเดียวกัน หานลู่ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นช้าๆ ดวงตาแน่วแน่มุ่งตรงไปยังมุมหนึ่งของลานประลองกว้าง สายตาของเขามิได้จับจ้องอยู่ที่อวี้เหวิน หากแต่เป็นสตรีนางหนึ่งที่ยืนอยู่เคียงข้างชายผู้นั้น นางงามสง่าราวเทพธิดาลงมาจากสรวงสวรรค์ สายลมเย็นพัดผ่านเส้นผมดำขลับดุจแพรไหมของนางให้พลิ้วไหว ชั่วขณะนั้นเอง หานลู่รู้สึกราวกับโลกทั้งใบได้ล่มสลายลง คงเหลือไว้เพียงเงาร่างของนางที่สะท้อนอยู่ในดวงตาของเขา
‘สตรีผู้นั้น… นางควรเป็นของข้า มิใช่ของเขา’ ความรู้สึกบางอย่างถาโถมเข้าสู่หัวใจของเขาอย่างรุนแรง ม่านตาทั้งสองข้างที่เคยสงบนิ่งเริ่มฉายแววขุ่นเคืองและริษยา สุดปลายสายตาคือชายหนุ่มในชุดดำผู้ยืนอยู่ข้างกายนาง อวี้เหวิน ผู้ซึ่งทั้งเรืองรองและสง่างาม
“อวี้เหวิน…” เสียงของเขาก้องกังวานขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน ก่อนจะก้าวเท้าออกมายังกลางลานประลองอีกครั้ง
“เจ้า… ยินดีที่จะรับคำท้าประลองของข้าหรือไม่?”
บรรยากาศโดยรอบพลันเงียบสงัด สายลมเย็นโชยพัดผ่านเส้นผมของหานลู่ เขาเว้นช่วงคำพูดเล็กน้อย คล้ายจงใจยั่วยุ จากนั้นจึงเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน
“หากเจ้าปฏิเสธ… ก็จงถือเสียว่าข้าได้มองคนผิดไป เจ้าคงมิอาจคู่ควรแม้แต่จะเป็นคู่ต่อสู้ของข้า”
เสียงฮือฮาดังกระหึ่มขึ้นอีกระลอกหนึ่ง สีหน้าของเหล่าศิษย์โดยรอบเต็มไปด้วยความคาดหวังที่จะได้เห็นการประลอง
อวี้เหวินยังคงยืนอยู่ที่เดิม สองแขนไขว้หลัง ริมฝีปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบา ดวงตาเหม่อมองไปยังหานลู่ราวกับมองสิ่งที่ไม่คู่ควรแก่การใส่ใจ ‘หึ… เจ้าต้องการบีบบังคับให้ข้าเล่นตามเกมของเจ้าสินะ’
เสียงของอวี้เหวินดุจสายน้ำที่ไหลเอื่อย ทว่าแฝงไว้ด้วยความหนักแน่นมั่นคง “เหตุใด… ข้าจึงต้องรับคำท้าประลองจากเจ้าด้วยเล่า?”
ดวงตาของหานลู่ฉายแววราวกับคาดการณ์ทุกสิ่งไว้ล่วงหน้า เขารู้ดีว่าอวี้เหวินผู้นี้หากไร้ซึ่งสิ่งล่อตาล่อใจ ย่อมไม่ลดตนลงมาคลุกคลีกับใครง่ายๆ เขาเผยรอยยิ้มออกมาอย่างมั่นใจ แล้วกล่าวช้าๆ ชัดถ้อยชัดคำ
“มิต้องกังวล ข้ารู้ดีว่าเจ้ามิใช่ผู้ไร้เหตุผล ข้ามีสิ่งของเดิมพัน… ที่คู่ควรกับการท้าประลองกับเจ้า”
เขาเอื้อมมือไปสัมผัสป้ายหยกสีเขียวอ่อนที่ห้อยอยู่บริเวณเอว ป้ายหยกนั้นส่องประกายวาววาม ทันใดนั้นเอง คลื่นพลังวิญญาณบางเบาก็แผ่ซ่านออกมาจากป้ายหยก เขาหยิบสมุนไพรวิเศษออกมาหนึ่งกำมือ ใบของมันเปล่งประกายราวกับอาบแสงจันทร์ ผลสีทองอมแดงลอยเด่นอยู่ในอุ้งมือ สั่นสะเทือนแม้ในมือของผู้ถือครอง
“สมุนไพรนี้ ช่วยเพิ่มพลังให้ผู้บ่มเพาะระดับกำเนิดกายได้ทะลวงกำแพงภายในเพียงครึ่งเดือน ผลไม้นี้...แม้แต่ผู้บ่มเพาะระดับหลอมรวมกายยังต้องสั่นไหวเมื่อพบเจอมัน”
เสียงแตกตื่นระลอกใหม่ดังขึ้นทันที ผู้คนต่างกรูกันมาดูสิ่งของเบื้องหน้า สีหน้าของพวกเขาฉายชัดทั้งความตื่นเต้นและความละโมบ
“เด็กผู้นี้… เป็นใครกันแน่? ถึงได้ร่ำรวยเพียงนี้!”
“แม้แต่แต้มคะแนนทั้งหมดที่ข้ามี ยังมิอาจแลกสมุนไพรเพียงชิ้นเดียวนี้ได้เลย!”
อีกคนเอ่ยแทรกด้วยแววตาลุกวาว “ถ้าอวี้เหวินไม่รับ ข้ารับเองก็ได้! ของล้ำค่าเช่นนี้ มิใช่สิ่งที่ได้เห็นง่ายๆ!”
หานลู่ยังคงมิหยุดยั้ง เขานำขวดยาเล็กสีม่วงเข้มออกมา เปิดจุกขวดอย่างแผ่วเบา กลิ่นโอสถอันหอมหวานเจือด้วยกลิ่นโลหิตจางๆ แผ่กระจายปกคลุมไปทั่วทุกอณู
“โอสถนี้...คือโอสถทะลวงขั้นระดับหลอมกายา หากมีไว้ครอบครอง ผู้ใดในระดับกำเนิดกายจะไม่ยอมสังเวยทุกสิ่ง?”
ทั้งลานพลันระเบิดเสียงอึงอล คล้ายคลื่นพายุซัดถาโถมเข้าฝั่ง
“ข้าขอรับคำท้าแทนเถอะ!”
“เจ้าหนุ่มคนนี้คิดจะใช้ของล้ำค่าข่มขู่หรือจริงใจจะแลกศักดิ์ศรีกันแน่!?”
“และสุดท้าย…” เขากล่าว พลางเงียบลงช่วงหนึ่ง ราวกับกำลังปล่อยให้ฝูงชนกลั้นหายใจรอฟัง
“แต้มคะแนนทั้งหมดหนึ่งพันแต้มของข้า… หากข้าพ่ายแพ้ จะตกเป็นของเจ้าทันที!”
ครั้งนี้เสียงอุทานแทบจะกลืนหายไปในความโกลาหล
“บัดซบ! เจ้าหนูคนนี้เป็นบ้าไปแล้วหรือ? เขาทุ่มสุดตัวจริง ๆ!”
“หนึ่งพันแต้ม? ต่อให้เป็นศิษย์หลักยังต้องใช้เวลาหลายเดือน! เจ้าหนูนี่ทุ่มเกินไปแล้ว!”
“เขาต้องการประลองขนาดนั้นเชียวหรือ?”
เหล่าศิษย์ต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ บ้างชื่นชม บ้างมองว่าโง่เขลา บ้างกลับเริ่มมองหานลู่ในมุมใหม่ ราวกับเขาคือวีรบุรุษที่กล้าท้าทายฟ้าดิน
แต่อวี้เหวินยังคงนิ่งสงบ ดวงตาสีดำสนิทของเขามองตรงไปยังหานลู่ราวกับล่วงรู้ความคิดในใจ
'เขาต้องการให้ข้ารับคำท้า ไม่ใช่เพื่อชัยชนะ หากแต่เพื่อบางสิ่งที่มากกว่านั้น...'
เขากระตุกยิ้มบางๆ คล้ายเยาะเย้ย หากแต่ในดวงตากลับแฝงไว้ซึ่งความขบขัน ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าแฝงไว้ด้วยแรงกดดัน
“แล้วเงื่อนไขของเจ้าคือสิ่งใด?”
เสียงนั้นแม้มิได้ก้องกังวาน หากแต่กลับกระแทกกระทั้นลงกลางจิตใจของผู้ฟังราวกับกระบี่วายุที่ไร้ซึ่งเงา เส้นผมยาวสยายพลิ้วไหวภายใต้ลมเย็นเยียบ ประหนึ่งเงาของมัจจุราชผู้ไร้ซึ่งความหวาดหวั่น
หานลู่ยกยิ้มที่มุมปาก ท่าทีนั้นมั่นใจยิ่งนัก ราวกับรอคอยช่วงเวลานี้มาเป็นเวลานาน เขาเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่นก้องกังวาน “หากเจ้าเป็นผู้ชนะ สิ่งของทั้งหมดที่ข้านำออกมาเมื่อครู่ จะตกเป็นของเจ้าโดยสิทธิ์ขาด”
ผู้คนรอบลานประลองที่ยังคงตื่นตะลึงกับของเดิมพันอันล้ำค่าเมื่อครู่ พลันตื่นตะลึงยิ่งกว่าเดิมจนมิอาจกล่าวคำใด แต่หานลู่ยังมิหยุดอยู่เพียงเท่านั้น แววตาของเขาพลันหยุดลงที่ร่างอรชรของผู้หนึ่ง… หญิงสาวผู้มีเรือนกายอ้อนแอ้นอรชรในชุดขาวบางเบาดุจม่านหมอกยามเหมันต์ ใบหน้างามล้ำเลิศแม้ภายใต้ผ้าปิดหน้าสีขาวบาง ก็ยังมิอาจปิดบังรัศมีแห่งความงามที่ยากจะหาผู้ใดเทียบเคียง เซี่ยชิงหลัว
“แต่หากเจ้าเป็นฝ่ายพ่ายแพ้…” หานลู่ทอดเสียงยาว “เจ้าจะต้องประกาศต่อหน้าผู้คนทั้งหมด ณ ที่แห่งนี้ ว่าเจ้ามิคู่ควรกับนาง!”
เมื่อสิ้นสุดถ้อยคำนั้น เสียงของผู้คนพลันฮือฮาดังกระหึ่ม บ้างอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง บ้างตะลึงงันจนมิอาจเคลื่อนไหว
อวี้เหวินเลิกคิ้วเล็กน้อย ดวงตาดำขลับทอดมองไปยังชายหนุ่มตรงหน้าอย่างครุ่นคิด
“หึม...ที่แท้ เขาหลงรักชิงหลัวอย่างนั้นหรือ?”
ความคิดนั้นพลันแว่วขึ้นในห้วงจิตสำนึก ยามที่ดวงตาคมกริบเหลือบมองไปยังหญิงสาวที่ยืนอยู่เคียงข้างกาย
ทันใดนั้นเอง เซี่ยชิงหลัว ผู้ซึ่งยืนสงบนิ่งราวกับภาพวาดอันงดงามมาโดยตลอด ก็ขยับปลายเท้าเล็กน้อย ประหนึ่งว่ากำลังใคร่ครวญที่จะก้าวออกมากล่าวบางสิ่งบางอย่าง
ทว่า… มือข้างหนึ่งของอวี้เหวินกลับยื่นออกไปสัมผัสแขนของนางอย่างแผ่วเบา
สัมผัสนั้นอ่อนโยนนัก หากแต่กลับหนักแน่นมั่นคงดุจขุนเขา นางหันกลับมาสบดวงตาของเขา ในดวงตาคู่นั้นมิได้เอื้อนเอ่ยวาจาใดๆ หากแต่กลับเปี่ยมล้นไปด้วยความหมายแห่งคำว่า “เชื่อใจ”
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
อวี้เหวินเอ่ยถาม พลางเงยหน้าขึ้นสบตากับหานลู่ น้ำเสียงของเขาราบเรียบดุจผืนน้ำในทะเลสาบยามไร้คลื่น หากแต่นัยน์ตากลับลึกล้ำดุจห้วงทะเลในคืนเดือนดับ
หานลู่ก้าวเท้ามาข้างหน้าอีกก้าวหนึ่ง ริมฝีปากเผยรอยยิ้มบาง ทว่าดวงตากลับแข็งกร้าวและเฉียบคมดุจคมมีด
“ก็หมายความตามที่ข้าเอ่ยไปนั่นแหละ” เขาตอบด้วยน้ำเสียงที่เหือดแห้งและแฝงไว้ด้วยความขมขื่นอย่างประหลาด ดวงตาจ้องมองไปยังหญิงสาวที่ยืนอยู่เคียงข้างอวี้เหวินอย่างแน่วแน่
“นาง… เซี่ยชิงหลัว เหมาะสมกับบุรุษผู้คู่ควร มิใช่ผู้ที่เพียงโชคดี พระเจ้านำพาให้ได้ครอบครองนางเพราะยืนอยู่ในห้วงเวลาที่ถูกต้อง!”
คำพูดเหล่านั้นถูกเอื้อนเอ่ยออกมาพร้อมกับความคับแค้นที่สั่งสมมานาน ความริษยาที่กัดกินหัวใจ และความรักที่ถูกกักเก็บไว้ พ่นออกมาทุกถ้อยคำราวกับเขาปรารถนาที่จะกล่าวสิ่งเหล่านี้มาตลอดชีวิต
ขณะนั้นเอง ท่ามกลางฝูงชนนับร้อย สายตาของหานลู่พลันสบเข้ากับบุรุษผู้หนึ่ง ผู้สวมอาภรณ์สีดำสนิทราวกับกลืนกินแสงแห่งราตรี ใบหน้าของเขาราวกับถูกบดบังด้วยม่านหมอกบางเบา หากทว่าดวงตากลับเจิดจ้าและลึกล้ำเกินกว่าจะหยั่งถึง แม้จะเป็นเพียงชั่วพริบตาเดียว แต่ชายผู้นั้นก็ส่งกระแสสายตาที่สื่อความหมายบางอย่างมายังหานลู่อย่างหนักแน่น
หานลู่หันกลับมา ดวงตาแปรเปลี่ยนเป็นดุดันยิ่งกว่าเดิม ก่อนจะกล่าวเสริมอีกประโยคหนึ่ง
“และหากเจ้าพ่ายแพ้…”
เขาหยุดไปเพียงครู่ ปล่อยให้ความเงียบอันหนักอึ้งแผ่ซ่านไปทั่วลานประลอง
“…เจ้าจะต้องก้มศีรษะขออภัยโทษต่อหน้าทุกผู้คน ณ ที่แห่งนี้ ที่เจ้าบังอาจปรามาสผู้ใช้ค่ายกล และยอมรับว่าเจ้าเป็นเพียงกบตัวหนึ่งในบ่อ มิคู่ควรกับตำแหน่งศิษย์ใหม่อันดับหนึ่ง!”
คำกล่าวนี้ดังก้องกังวานสะท้อนไปทั่วทั้งลานประลอง!
ฝูงชนเริ่มสั่นไหวด้วยความตื่นตระหนก บ้างผงะถอยหลังเล็กน้อย บ้างเริ่มส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์ บ้างขมวดคิ้วด้วยความครุ่นคิด “คำท้าในครั้งนี้มิใช่เรื่องเล็กน้อยเสียแล้ว…”
อวี้เหวินเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ความประหลาดใจฉายวาบขึ้นในดวงตา ‘ข้าเคยดูแคลนผู้ใช้ค่ายกลหรือ?’ เขาครุ่นคิดในใจ ‘ผู้ที่ข้าประมือด้วยมีเพียงอ๋าวหยินห่าวเท่านั้น มิได้เคยเอ่ยคำปรามาสต่อผู้ใด…’
ในห้วงความคิดของเขาเริ่มมีบางสิ่งบางอย่างที่ผิดปกติกระจ่างชัดขึ้น ราวกับเสี้ยวหนึ่งของม่านหมอกที่ถูกแสงจันทร์สาดส่อง “หานลู่ผู้นี้… มีเงื่อนงำบางอย่างซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลัง”
หากแต่เพียงชั่วกระพริบตา เขากลับยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบดุจสายลมที่พัดผ่าน
“ข้ารับคำท้าของเจ้า”
เสียงที่เอื้อนเอ่ยนั้นมิได้ก้องกังวาน หากแต่กลับสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งลานราวกับอสนีบาตที่ฟาดผ่าลงบนผืนน้ำอันสงบ ฝูงชนโดยรอบแทบจะโห่ร้องออกมาพร้อมกันด้วยความตื่นเต้น
“เขารับคำท้าจริงๆ ด้วย!”
“หากเป็นข้า ข้าก็คงรับเช่นกัน แม้เหตุผลจะดูไร้สาระ แต่ของเดิมพันนั้น…”
“ศักดิ์ศรีของบุรุษ ย่อมมิอาจยอมให้ผู้ใดมาหยามเกียรติได้ โดยเฉพาะต่อหน้าสตรีที่ตนรัก!”
หานลู่เผยรอยยิ้มออกมา สีหน้าปรากฏความยินดีที่มิอาจซ่อนเร้นได้ เขาพยักหน้าเบาๆ อย่างพึงพอใจ
“ดี… ดีมาก…”
แล้วเขาก็ทอดสายตาไปรอบลานจัดกิจกรรม ภายใต้แสงโคมยามราตรีที่ล่องลอยอยู่เหนือศีรษะ ราวดวงดารานับพันในคืนที่ไร้ซึ่งจันทรา
เขาแย้มยิ้มเย็นเยียบ และมองไปยังผู้คนรอบลานอย่างสงบนิ่ง ราวกับผู้ที่ได้รับชัยชนะมาแล้วแต่เนิ่นนาน พลันเอ่ยด้วยเสียงก้องกังวาน
“ขอให้ทุกท่าน ณ ที่แห่งนี้… จงเป็นพยานในการประลองครั้งนี้!”
เสียงรับขานดังก้องกังวานขึ้นจากหลายทิศทาง
“ได้!”
“ข้าจะเป็นพยานให้!”
“ให้ความยุติธรรมตัดสิน!”
เสียงรับรองของฝูงชนเปี่ยมด้วยพลัง ราวกับแสงตะเกียงนับพันที่ลุกโชนขึ้นท่ามกลางความเหน็บหนาวของราตรี
ทันใดนั้นเอง เสียงกลองประกาศการเริ่มต้นกิจกรรมดังก้องกังวานไปทั่วลานพิธี บรรยากาศที่เคยคลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่มารวมตัวกันภายใต้ท้องฟ้ากว้างใหญ่พลันเงียบสงัดลงในฉับพลัน เมื่อบุรุษผู้หนึ่งก้าวขึ้นสู่เวทีที่ตั้งอยู่ด้านข้างลานจัดกิจกรรม ชายชราในอาภรณ์สีครามเก่าคร่ำ
เขาเอ่ยวาจาด้วยสุ้มเสียงหนักแน่นมั่นคง
“ทุกท่าน บัดนี้ ด่านที่หนึ่ง… ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว!”
เสียงฮือฮาเบาบางแทรกผ่านหมู่ผู้คน ก่อนจะเงียบลงอย่างรวดเร็วราวกับถูกมนต์สะกด เมื่อคำกล่าวของชายชรานั้นคล้ายปลุกสติผู้คนจากความตื่นเต้นของการเดิมพันระหว่างศิษย์ใหม่ทั้งสอง หานลู่และอวี้เหวิน ให้กลับคืนสู่กิจกรรมหลักที่อยู่เบื้องหน้า
ชายชรายกมือขึ้นเล็กน้อย กล่าวต่อด้วยน้ำเสียงชัดถ้อยชัดคำ
“ในด่านนี้มีชื่อว่า ‘เนตรทิพย์ไขปริศนา ส่องทะลุมายาค่ายกล’ แบ่งออกเป็นสี่รอบ รอบแรก… จะใช้เพียงค่ายกลขั้นพื้นฐานแสดงภาพมายาออกมาสองครั้ง แล้วให้ทุกท่านตอบคำถามเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างภาพทั้งสอง”
“ขอให้ทุกท่านตั้งใจพิจารณาให้ถี่ถ้วน จากนั้นจึงส่งคำตอบลงในป้ายค่ายกลที่ทุกคนได้รับจากการลงทะเบียน และขอให้ผู้เข้าร่วมการทดสอบทุกท่านเข้ามาอยู่ในบริเวณลานจัดกิจกรรม ส่วนผู้ที่มิได้เกี่ยวข้อง โปรดถอยร่นออกไปอยู่บริเวณรอบนอก”
“และข้าขอย้ำอีกครั้งว่า ทางผู้จัดจะประกาศเพียงรายชื่อของผู้ที่สามารถผ่านไปยังด่านต่อไปเท่านั้น ส่วนคะแนนทั้งหมด… จักถูกรวบรวมและเปิดเผยพร้อมกันภายหลังจากที่กิจกรรมทั้งสี่ด่านได้สิ้นสุดลง ”
สายตานับร้อยคู่เงยขึ้นมองอย่างตั้งใจ
“เริ่มได้!”
แสงเรืองรองพลันแผ่กระจายออกมาจากกลางลานพิธี เสียงกระทบกันของหินปราณบดเบาๆ ดังขึ้น เมื่อผู้เข้าประลองทุกท่านต่างหยิบป้ายค่ายกลของตนขึ้นมาถือไว้ในมือ
ท่ามกลางความเงียบสงบ ภาพมายาแรกก็เริ่มปรากฏขึ้นเหนือค่ายกลกลางลานอย่างเชื่องช้า..
วงค่ายกลซ้อนกันห้าชั้น แผ่รัศมีเป็นรูปวงกลม หมุนวนอย่างช้าๆ ประหนึ่งจักรกลแห่งกาลเวลา ตรงกลางวงมีจุดแสงเลือนรางคล้ายเปลวเทียนที่ต้องม่านหมอก ปลดปล่อยคลื่นพลังบางเบาไหววูบออกมาเป็นระลอก สงบนิ่ง… แต่แฝงไว้ด้วยความเย็นเยียบ
ไม่นานนัก ภาพแรกก็ค่อยๆ เลือนหายไป ราวกับคลื่นน้ำที่คืนกลับสู่ผิวน้ำอันราบเรียบ
แล้วภาพที่สองก็ปรากฏขึ้นต่อเนื่องในทันที
ค่ายกลพื้นฐานกลับมาปรากฏแทนที่ภาพแรก ลักษณะเป็นรูปแบบง่ายๆ คล้ายเขาวงกตอย่างหยาบๆ มีวัตถุเพียงไม่กี่ชิ้นลอยกระจายอยู่กลางภาพ ลวดลายที่คล้ายเขาวงกตเชื่อมต่อกันด้วยเส้นพลังบางๆ บางตำแหน่งเปล่งแสงริบหรี่ มีภาพเงาแสงคล้ายหมอกปราณลอยอยู่เหนือจุดหนึ่งอย่างมีนัยสำคัญ
ทันใดนั้น ชายชราก็เอ่ยคำถามขึ้นด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจก้องกังวานไปทั่วลานประลอง
“ในภาพที่สอง มีวัตถุสิ่งใด… ถูกเพิ่มเข้ามา หรือถูกเคลื่อนย้ายตำแหน่งไปจากภาพแรก?”
เสียงอื้ออึงเบาๆ ระลอกใหม่ปะทุขึ้นทั่วทั้งลาน ผู้คนขมวดคิ้วมุ่น ใบหน้าฉายแววครุ่นคิดอย่างหนัก บ้างจ้องมองป้ายค่ายกลในมือพลางจรดนิ้วเขียน บ้างหลับตาลงเพื่อไล่ทบทวนภาพทั้งสองซ้ำไปซ้ำมาในห้วงความคิด
อวี้เหวินยังคงยืนสงบนิ่งดุจขุนเขา สายตาคมกริบราวกับดาบเหล็กน้ำเงินที่ถูกตีขึ้นอย่างพิถีพิถันจับจ้องไปยังภาพมายาเบื้องหน้า เขาไม่เคลื่อนไหวแม้เพียงเล็กน้อย สีหน้าเรียบเฉยราวกับผู้ที่เคยเผชิญและก้าวข้ามพายุใหญ่ในจิตใจมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
“หึ…”
เขาหัวเราะแผ่วเบาในลำคอ พลางครุ่นคิด
‘แค่ค่ายกลพื้นฐานเพียงเท่านี้… คิดจะหลอกลวงข้าได้เชียวหรือ?’
นัยน์ตาข้างขวาของเขาทอประกายเรืองรอง จุดไฝใต้ดวงตาดำขลับราวกับแต้มหมึกบนผืนพัดโบราณ สายตานั้นกวาดผ่านวงค่ายกลอย่างเชื่องช้าและละเอียดถี่ถ้วน ก่อนจะหยุดลงที่จุดหนึ่งอย่างแม่นยำ
“จุดไขว้พลัง… เปลี่ยนตำแหน่งไปสองส่วน” เขาพึมพำกับตนเองเบาๆ
“แสงหมอกจางที่ปรากฏขึ้นเหนือมุมขวาล่าง… นั่นคือส่วนที่ถูกเพิ่มเข้ามา”
ทันใดนั้นเอง เขาก็จรดปลายนิ้วลงบนป้ายค่ายกล พลังปราณบางเบาสะท้อนผ่านหยกสลักเล็กที่ส่องแสงวาบขึ้นครู่หนึ่งก่อนจะกลับคืนสู่ความสงบนิ่ง
ห่างออกไปไม่ไกลนัก หานลู่ผู้สวมอาภรณ์ธรรมดาสามัญเหลือบสายตามาสบกับเขาเพียงเล็กน้อย รอยยิ้มบางๆ ผุดขึ้นบนใบหน้าอย่างคนที่ไม่ยี่หระต่อสิ่งใด ชายผู้นั้นกดส่งคำตอบลงในป้ายค่ายกลอย่างไม่ลังเล ไม่มีแม้แต่ร่องรอยแห่งความเคร่งเครียดในดวงตาคู่นั้น
เสี้ยววินาทีนั้นเอง ลานพิธีก็กลับคืนสู่ความเงียบสงัดอีกครั้ง
“รอบที่หนึ่ง… สิ้นสุดลงแล้ว”
เสียงของชายชราเอ่ยขึ้นอีกครั้ง ดังก้องกังวานราวกับสายลมเย็นที่พัดผ่านยอดไม้สูง สั่นสะท้านอยู่ในห้วงหัวใจของผู้เข้าประลองทุกผู้คน