คัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 125 ดาราวาย

            

            เมื่อความสะพรึงกลัวในหัวใจสลายไป แสงสว่างไสวจากดวงดาวก็ทำให้พวกเขามองเห็นอวี้เหิงชัดๆเสียที

            ดวงตาของเขาเปล่งประกายราวกับดวงดารา ใบหน้ามุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว มุมปากยังมีรอยยิ้มที่สดใสราวกับอากาศในฤดูร้อนประดับอยู่อีกด้วย

            ร่างสูงโปร่งอยู่ในชุดคลุมสีเขียว มือที่หมดจดราวกับหยกสลักกระชับกระบี่นามว่า‘สิบทิศ’ เอาไว้แน่น

            เขายืนตระหง่านอยู่กลางอากาศ โดยมีแสงดาวเปล่งประกายอยู่โดยรอบพลันสายลมที่พัดมาจากทิศใดก็ไม่ทราบ ลูบให้เส้นผมของเขาพลิ้วไหวไปในอากาศเผยให้เห็นใบหน้าหล่อเหลาที่ซ่อนอยู่ภายใน

            เขายืนตระหง่านอยู่กับที่ ราวกับเทพเจ้าก็ไม่ปาน

            แค่มีเขาอยู่ ความหวาดผวาที่ก่อตัวขึ้นในใจของคนทั้งหลาย ก็สลายไปอย่างน่าอัศจรรย์

            แม้รูปโฉมจะเปลี่ยนไปจากเดิม แต่คนทั้งหลายก็ยังดูออกตั้งแต่ครั้งแรกว่าเขาก็คืออวี้เหิงอวี้เหิงที่ยังหนุ่มแน่น อวี้เหิงในช่วงที่แข็งแกร่งที่สุด

            เทียนจ้าวหน้าถอดสีไปในพริบตา หาใช่เพราะเขาไม่เคยเห็นการย้อนวัยเช่นนี้มาก่อนด้วยช่วงชีวิตอันแสนยาวนานที่ผ่านมา เขาย่อมเคยเห็นเรื่องราวต่างๆ มากกว่าคนธรรมดาทว่าสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกตกตะลึงก็คือ ทักษะการย้อนอายุเช่นนี้มีเพียงคนที่มีพลังอยู่ในระดับครึ่งเทพ หรือเทพแท้ที่แข็งแกร่งจนควบคุมกาลเวลาได้เท่านั้นจึงสามารถทำได้

            แต่อวี้เหิงเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาๆ คนหนึ่งเท่านั้น หากมนุษย์ธรรมดาผู้หนึ่งสามารถควบคุมกาลเวลาซึ่งมีเพียงเทพเจ้าเท่านั้นที่ทำได้ เช่นนั้นย่อมหมายความว่ามนุษย์ผู้นั้นอยู่เหนือกว่าอำนาจแห่งกาลเวลาในโลกไปแล้วเหตุนี้ คนผู้นั้นย่อมไม่แก่ หรือตายเป็นธรรมดา แล้วมนุษย์ที่เป็นเช่นนี้จะแตกต่างจากเทพตรงไหนเล่า

            สิ่งที่เห็นทำให้เขารู้สึกหวาดผวาขึ้นทันที เหตุนี้เขาจึงร้องคำรามขึ้นอีกครั้ง ทันใดนั้น ผีร้ายนับหมื่นๆตัวที่ลอยไปทั่วเมืองก็ระเบิดความบ้าคลั่งขึ้นยิ่งกว่าเดิมพวกมันพากันกลืนกินมนุษย์และสิ่งมีชีวิตทุกชนิดอย่างบ้าคลั่งกลืนกินทุกสิ่งเท่าที่จะทำได้ และส่งเลือดเนื้อและร่างกายของเหยื่อไปให้เทียนจ้าวผ่านเส้นใยที่เชื่อมอยู่กับร่างของเทียนจ้าวเป็นลำดับสุดท้าย

            เพียงไม่กี่อึดใจ เทียนจ้าวก็แข็งแกร่งมากขึ้นหลายเท่า เขาหัวใจกระตุกวูบพลันพลังมารที่มากราวกับหยดน้ำในท้องทะเลก็ปะทุขึ้นไปในอากาศและปกคลุมพื้นพิภพและท้องนภาเอาไว้อย่างมิดชิด

            แน่นอน... พลังนั้นไม่อาจบดบังดาวดวงนั้นไว้ได้เช่นเดิม

            เสียงร้องโหยหวนและกรีดร้องจากประชาชนเบื้องล่างทำให้สีหน้าของอวี้เหิงเย็นยะเยือกมากขึ้นเรื่อยๆ

            หลังนิ่งเงียบไปหลายอึดใจ ในที่สุดเขาก็เอ่ยขึ้น

            “เชื้อสายแห่งสำนักเทียนหลาน ได้รับมอบหมายจากบรรพบุรุษให้ดูแลและปกป้องเผ่ามนุษย์มานับพันปี”

            “ข้า... อวี้เหิง ผู้อารักษ์เผ่ามนุษย์คนที่แปดของสำนักเทียนหลาน”

            “ข้ามีชีวิตอยู่บนโลกมานานกว่าสองร้อยห้าสิบแปดปีแล้ว”

            “เมื่อสองร้อยสามสิบปีก่อน ข้ามีโอกาสได้เข้าไปทำลายจิตมารในหอเชื่อมดารา”

            “เมื่อสองร้อยสิบสามปีก่อน ข้าเก็บตัวเพื่อบำเพ็ญเพียรบนเขาฉางหยุนและกลายเป็นนักรบแห่งดาราจักรในที่สุด”

            “ข้าใช้ครึ่งชีวิตในการปกปักแผ่นดินทางตะวันออกแก่ราชวงศ์ต้าฮั่น และใช้อีกแปดสิบเจ็บปีหรือก็คือครึ่งชีวิตที่เหลือในการดูแลแผ่นดินต้าเว่ยต่อ!”

            “ตราบใดที่ข้ายังอยู่ เผ่าหมานจะไม่กล้าข้ามเข้ามาในเขตซีหลิงเผ่าปีศาจก็ไม่กล้าข้ามเขตโยวหยุนมาเช่นกัน”

            “ตราบใดที่ข้ายังอยู่ เมืองสู่ตี้ที่ทิศตะวันตกจะไม่กล้ากอบกู้ราชวงศ์ฮั่นคนที่เมืองตงหวู่ย่อมไม่กล้าข้ามแม่น้ำหลีเจียงมาเช่นกัน”

            “ตราบใดที่ข้ายังอยู่ เผ่ามนุษย์จะดำรงอยู่ได้อย่างปลอดภัย”

            “ไม่ว่าเจ้าจะมีวิชามาร จะเป็นทวยเทพ หรือปีศาจก็ตาม...”

            “ข้าจะสังหารเจ้าด้วยกระบี่ในมือนี้เอง”

            เมื่อพูดจบรอยยิ้มที่แสนสดใสก็ถูกความเย็นยะเยือกบดบังจนไม่มีเหลือไปในที่สุดรังสีสังหารอันแสนเข้มข้นเริ่มปรากฏขึ้นให้เห็น ก่อนเสียงที่ดังราวกับเสียงสายฟ้าของอวี้เหิงจะปะทุขึ้นมาอีกครั้ง

            “กระบี่สิบทิศ!!!”

            ทันทีที่สิ้นเสียง...

            ลำแสงแห่งกระบี่แสนคมเฉียบจำนวนนับไม่ถ้วนพุ่งมาจากที่ไกลลิบพร้อมกับประกายที่เย็นยะเยือกท่ามกลางสายตาที่เต็มไปด้วยความตกตะลึงของคนทั้งหลาย มันพุ่งมารวมกันในราตรีอันแสนมืดมิดจากนั้นก็ร้อยเรียงเข้าด้วยกันจนกลายเป็นพายุอันแสนเฉียบคม ลอยวนเวียนอยู่รอบร่างอันสง่างามของอวี้เหิงราวมังกรศักดิ์สิทธิ์คลอเคล้าอยู่บนร่างของผู้เป็นเจ้าของเช่นนั้น

            กระบี่เพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ มันบดบังร่างของอวี้เหิงจนมิดในที่สุด

            ท่ามกลางราตรีที่แสนมืดมิด หลังความเงียบเข้าควบคุมได้เพียงไม่กี่อึดใจ...

            เสียงคำรามแห่งกระบี่ระเบิดขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว

            จู่ๆ กระบี่เหล่านั้นก็แหวกออกไปทางซ้ายและขวาเผยให้เห็นร่างสูงโปร่งที่ซ่อนอยู่ภายใน พลันกระบี่จำนวนมหาศาลที่แหวกออกไป ร้อยเรียงเข้าด้วยกันจนกลายเป็นปีกขนาดใหญ่งอกออกจากแผ่นหลังของเขา มือเรียวยังคงจับกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ที่มีเงาพลังแห่งกระบี่ลอยวนเวียนอยู่รอบด้านเอาไว้ดังเดิมถูกต้อง มันเป็นกระบี่สิบทิศ

            เทียนจ้าวรับรู้ได้ถึงความอันตรายที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนจากร่างของอวี้เหิงในที่สุดเขาก็ไม่คิดจะรอต่อไปอีก เทียนจ้าวร้องคำรามขึ้นอย่างน่าสยดสยองพลันพลังมารที่มากราวกับคลื่นยักษ์ในมหาสมุทรก็ระเบิดขึ้นจนถึงขีดสุดผีร้ายนับหมื่นในเมืองก็ราวได้รับคำสั่งอะไรบางอย่างเช่นนั้นพวกมันเลิกสนใจคู่ต่อสู้ตรงหน้า กลายร่างเป็นลำแสงสีดำ และพุ่งเข้ามาโจมตีอวี้เหิงในพริบตา

            ทุกคนพากันเงยหน้ามองฟากฟ้ามองดูร่างของคนที่พวกเขายกย่องราวกับเทพเจ้าด้วยความหวังกันอย่างพร้อมเพรียง

            ทว่าร่างนั้นกลับถูกผีร้ายที่รุมเข้าหาจากทุกสารทิศบดบังจนหายไปเสียแล้ว

            ท่ามกลางผีร้ายที่กรูกันเข้ามา แม้แต่แสงดาวที่เคยสว่างไสว ก็ยังหม่นลงเล็กน้อยไม่ได้แลดูเจิดจ้าสมจริงเฉกเช่นแต่ก่อนอีกต่อไป

            พลังมารที่ผีร้ายซึ่งรุมทึ้งร่างบนท้องนภาเริ่มเกิดการเคลื่อนไหวขึ้นบ้างแล้ว ทว่าร่างที่ถูกฝูงผีปกคลุมกลับนิ่งเงียบ ไร้การเคลื่อนไหวใดๆเกิดขึ้น

            ช่างน่าเหลือเชื่ออะไรเยี่ยงนี้ พวกเขาไม่อยากจะเชื่อว่าเทพเจ้าของพวกเขาจะถูกความมืดกลืนร่างลงเข้าไปอย่างเงียบงันเช่นนี้

            ทว่าในตอนที่คนทั้งหลายจมอยู่ในความสิ้นหวัง...

            จู่ๆ เสียงที่เย็นยะเยือกทว่าเด็ดเดี่ยวก็ดังขึ้นอย่างฉับพลัน

            เหมือนกับแสงดาวที่ส่องให้แผ่นดินผืนนี้สว่างไสวขึ้นอีกครา...

            ...เสียงนั้นทำให้คนทั้งหลายรู้สึกอบอุ่น และจุดไฟแห่งความหวังที่ใกล้จะมอดดับของคนทั้งหลายขึ้นมาอีกครั้งเช่นกัน

            “เสียงขับมาร!”

            เมื่อสิ้นเสียง ลำแสงสีขาวปะทุขึ้นกลางวงล้อมของพลังมารและเหล่าผีร้ายก่อนลำแสงแห่งกระบี่จำนวนนับไม่ถ้วนจะพุ่งออกมาจากวงล้อมของความมืดมน ทันใดนั้นผีร้ายทั้งหลายราวเป็นปีศาจที่ได้ยินเสียงสวดมนต์ ต่างร้องโหยหวน แล้วกลายเป็นไอก่อนจะสลายไปเพราะแสงสีขาวและกระบี่คมกริบของอวี้เหิง

            “กระบี่พิทักษ์ราษฎร์!”

            เมื่อควันดำรอบๆ สลายลงจนสิ้น ร่างที่ยืนตระหง่านอยู่จึงเริ่มขยับขึ้นในที่สุด

            ปีกกระบี่ขนาดใหญ่กระพือขึ้นก่อนกระบี่จำนวนนับไม่ถ้วนจะถูกส่งออกไปอีกครั้งและกระบี่เหล่านั้นก็ทำลายพลังมารและผีร้ายที่ยังคงพุ่งเข้าหาอย่างไม่ลดละจนหมดสิ้น

            พลังแห่งกระบี่แสนมหาศาลปะทุออกมาจากร่างของเขา สายลมที่เกิดจากพลังแห่งกระบี่ก่อตัวเข้าด้วยกันที่ใต้ปีกกระบี่ขนาดใหญ่ของอวี้เหิงเช่นกันร่างนั้นเพิ่มความเร็วมากขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดคนทั้งหลายก็แทบจะจับภาพร่างนั้นไม่ได้อีกเลย

            ด้วยสายลมที่โหมกระหน่ำและแสงจากดวงดาราในที่สุดเขาก็พุ่งกระบี่ไปที่หว่างคิ้วของเทียนจ้าวสำเร็จ

            วินาทีนั้น ร่างของเขาราวจะผสานเป็นหนึ่งเดียวกับกระบี่ในมือ หรือพูดอีกอย่างก็คือร่างของเขากลายเป็นลำแสงแห่งกระบี่ แล้วพุ่งหนีไปเสียแล้ว...

            จากนั้น เขาก็พุ่งไปยังเทียนจ้าวราวฝนดาวตก...

            เทียนจ้าวเบิกตาขึ้นอย่างฉับพลัน เขาอยากจะถอยกลับออกไป แต่ในตอนนั้นเองจู่ๆ ความเคารพยกย่องที่สรรพสิ่งมีต่อเขา กลับกลายมาเป็นพลังในทิศตรงกันข้ามซึ่งเป็นผลเสียกับเขาแทน...

            เพราะการชักจูงของอวี้เหิง จู่ๆ ความคาดหวังของชาวเมืองฉางอัน จึงกลายมาเป็นพลังจิตบางอย่างที่พันธนาการร่างของเทียนจ้าวเอาไว้อย่างแน่นหนาแม้เทียนจ้าวระเบิดพลังมารทั้งหมดที่มีออกมา กระทั่งยอมทำลายพลังเทพในตัว ก็ไม่อาจหลุดจากการพันธนาการนี้ได้

            ในที่สุด ภาพของกระบี่ที่สะท้อนอยู่ในดวงตาของเขาก็ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

            ยังไม่ทันที่ความหวาดผวาในหัวใจจะถูกส่งไปที่ใบหน้า จู่ๆร่างของเขาก็ชะงักลง

            กระบี่เล่มนั้นถูกแทงลงที่กลางหว่างคิ้วของเขา วินาทีนั้น เขารู้สึกราวพลังในร่างถูกดึงออกไปจนหมดร่างที่เคยทรงพลังก็ถูกดันจนลอยถอยกลับไปด้านหลังอย่างไม่อาจควบคุมได้

            วินาทีนั้น ราวกับเวลาจะเดินช้าลงมาก

            เทียนจ้าวยื่นมือออกมาอย่างตกตะลึงเขาต้องการจะยื่นมือไปแตะที่หว่างคิ้วของตนแต่ในตอนนั้น เมื่อเขาเริ่มขยับ ควันสีดำที่เลือนรางจนแทบมองไม่เห็นก็ลอยออกมาจากร่างของเขาด้วยเช่นกัน

            ในที่สุดเขาก็สัมผัสได้ว่าพลังแห่งเทพเจ้าที่ตนซ่อนเอาไว้ที่หว่างคิ้วถูกกระบี่เล่มนั้นทำลายลงแล้ว เหตุนี้ ชีวิตของเขาจึงสิ้นลงด้วยเช่นกัน

            และเมื่อความคิดนั้นผุดขึ้นมาในหัวเสียงหนึ่งก็ดังก้องขึ้นในแผ่นดินอันแสนเงียบงัน...

            ร่างมหึมาพังทลายราวกับกระจกที่ถูกทุบจนแตกละเอียด

            เสียงเฮสนั่นปะทุไปทั่วเมือง ผู้คนที่ยังเหลือรอดโอบกอด หัวเราะและร้องไห้เพื่อฉลองการรอดจากความตายในครั้งนี้กันถ้วนหน้า

            ทว่าคนจำนวนหยิบมือในนั้นกลับเอาแต่มองขึ้นไปบนท้องนภาด้วยสีหน้าที่แฝงไปด้วยอารมณ์อันแสนหลากหลาย...

            เพราะบนนั้น มีร่างของใครบางคนยืนตระหง่านอยู่

            แสงดาวที่เปล่งประกายอยู่บนร่างของคนผู้นั้นค่อยๆ หม่นหมองลงเรื่อยๆปีกกระบี่ที่ขาวกระจ่างดุจหิมะแรกก็ค่อยๆ เลือนหายไปด้วยเช่นกัน

            ร่างที่ตรงตระหง่านของเขาค่อยๆ กลับมาค่อมโค้ง ริ้วรอยมากมายก็ลุกลามไปทั่วใบหน้าอันแสนหล่อเหลาราวจอมอสรพิษเข้ารัดร่างเหยื่อก็ไม่ปาน

            ในที่สุดเขาก็กลับมาเป็นอวี้เหิงที่แก่ชราดังเดิม

            เขาก้มหน้าลงต่ำ มองไปที่เด็กหนุ่มที่ยืนอยู่ในสำนักเทียนหลานซึ่งบัดนี้ก็กำลังมองมาที่เขาเช่นกัน

            แสงแห่งความเมตตาส่องประกายขึ้นในดวงตาคู่นั้น

            “ข้าเดินมาสุดทางอย่างที่ต้องเดินแล้ว”

            “ทั้งยังรักษาหน้าที่ที่ควรรักษาเอาไว้แล้ว”

            “แต่เจ้า... เจ้าเป็นผู้อารักษ์แห่งเทียนหลานที่มีอายุน้อย...”

            “เส้นทางของเจ้า เพิ่งจะเริ่มขึ้นเท่านั้น”