ความเงียบเข้าเกาะกินห้วงอากาศรอบตัวเย่หลินราวกับเวลาหยุดเคลื่อนไหว ไม่มีแม้แต่เสียงลมหายใจ ไม่มีใครขยับตัว ทุกอย่างหยุดนิ่งลงยิ่งกว่าความตาย
จนกระทั่งเสียงของเด็กชายคนหนึ่งดังขึ้นเบาๆ ท่ามกลางความว่างเปล่าที่เยือกเย็น
“ข้า… ข้าไม่อยากเจ็บปวดอีกแล้ว ได้โปรด... ท่านก็แค่... ท่านก็แค่… เจ้าก็แค่ตายไปเท่านั้น!!! ยังไง… ยังไงเรื่องทั้งหมดนี้มันก็เกิดขึ้นเพราะเจ้าไม่ใช่หรือไง!! เย่หลิน?!”
น้ำเสียงของเขาไม่ได้เต็มไปด้วยความโกรธ แต่เต็มไปด้วยความปวดร้าวที่ไม่สมควรปรากฏบนเสียงของเด็กวัย 15 ปี
เย่หลินมองไปยังเด็กชายที่เขาเพิ่งช่วยเหลือเมื่อครู่ เด็กคนที่เขาป้อนยาให้ด้วยมือของตนเอง
ด้านข้างกัน เด็กสาวเพียงคนเดียวในกลุ่มร่างของนางสั่นไปมาทั้งร่าง น้ำตาไหลอาบแก้มโดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุด พร้อมเสียงของนางสั่นจนแทบฟังไม่รู้เรื่อง
“พวกเขา... พวกเขาบอกว่า ถ้าเรา... ถ้าเราแทงเข็มพิษใส่เจ้า พวกเขาจะปล่อยคนในตระกูลเย่ไป และ... และจะฟื้นคืนชีพให้ทุกคนที่ตายไปแล้ว...”
เสียงสะอื้นดังขึ้นในลำคอของนาง
เย่หลินมองหน้าของเด็กทั้งสี่คนอย่างช้าๆ แววตาที่เคยมั่นคงบัดนี้เริ่มเลือนรางและมันยังสั่นไหวราวกับคลื่นในสายตาของคนใกล้จมน้ำ
เด็กชายอีกคนที่เคยพูดอย่างไร้เดียงสา ตอนนี้กลับยืนมองเขาด้วยแววตาเย็นเฉียบ
“พี่ชายเย่หลิน ได้โปรดอย่าโทษพวกเราเลย ท่านต้องเสียสละ เพื่อให้ตระกูลเย่ยังคงอยู่รอดต่อไป…”
คำว่า เสียสละ กระแทกเข้าในหัวใจของเย่หลินราวกับค้อนหนักหลายหมื่นกิโล และสุดท้าย เด็กชายอีกคนที่เคยเงียบมาตลอด ก็ก้าวออกมา
แววตาของเขาเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง ความเกลียดชัง และความเจ็บปวดที่เก็บงำมานานจนระเบิดออกมา
“ที่พวกเราต้องเจ็บปวดแบบนี้... ที่ทุกคนในตระกูลต้องตาย... มันก็เพราะเจ้า เพราะเจ้า!! เพราะเจ้าคนเดียว!!”
“อ๊าาาาาาาาาาาา!!!”
เขากรีดร้องออกมาสุดเสียง ก่อนจะวิ่งเข้ามาหาเย่หลินโดยไม่รอคำสั่งจากชายชุดดำ มือเล็กๆ ที่กำเข็มพิษแน่นแทงลงมาที่ร่างของเย่หลินด้วยแรงทั้งหมดที่เด็กคนหนึ่งจะมี
แทงลงบนขา
แทงที่ไหล่
แทงที่หลัง
แทงซ้ำแล้วซ้ำเล่า
แทงจนมือของเขาสั่น
แทงจนเสียงหายใจกลายเป็นเสียงสะอื้น
แทง... ทั้งน้ำตาและความแค้น
เลือดของเย่หลินไหลออกมาจากบาดแผลทีละหยด เปรอะเปื้อนพื้น เปรอะร่างของเด็กคนนั้น
แต่เย่หลินไม่ได้ส่งเสียงใดๆ ออกมาแม้แต่คำเดียว ไม่มีเสียงร้อง ไม่มีคำอ้อนวอน ไม่มีแม้แต่แววตาของการต่อต้าน
ร่างของเขายังคงนิ่งเฉยต่อทุกสิ่ง หัวใจและสมองของเขา... ไม่สามารถรับรู้อะไรได้อีกแล้ว
เขานอนอยู่ตรงนั้น ปล่อยให้แรงแค้นจากเด็กหนุ่มที่เขาเคยสาบานว่าจะปกป้องระบายความโกรธใส่ตนเอง
เขาไม่ได้ยินเสียงของต้วนหลิงเฉินอีกต่อไปแล้ว ไม่ได้รู้สึกถึงสายลม ไม่ได้รับรู้แม้แต่กลิ่นเลือดของตนเอง เขารู้แค่อย่างเดียว เขา...ไม่เหลืออะไรอีกแล้ว
ก่อนที่เสียงฝีเท้าของชายชุดดำทั้งสามคนจะค่อยๆ เดินเข้ามาใกล้ ท่ามกลางความเงียบงันที่ไม่ต่างจากหลุมศพ
เสียงรองเท้ากระทบพื้นหินดังก้องเป็นจังหวะราวกับคำตัดสินของยมทูตที่ไม่มีวันผิดพลาด เมื่อทั้งสามคนหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าของเย่หลิน คนหนึ่งพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงอันเย็นชา
“เอาล่ะ...เด็กๆ ทำได้ดีมาก”
ทันทีที่สิ้นสุดคำพูดของชายชุดดำ เด็กทั้งสี่คนที่อยู่ข้างหลังเย่หลินก็คุกเข่าลงพร้อมกันโดยไม่ลังเล ศีรษะโน้มต่ำแนบพื้นอย่างเคารพยำเกรง เสียงของเด็กชายคนแรกดังขึ้นก่อน ดวงตาเปล่งประกายไปด้วยความจริงใจอย่างไม่น่าเชื่อ
“ขอบคุณท่านผู้อาวุโส...ที่ให้ข้าได้ล้างแค้นไอ้สารเลวที่เป็นต้นเหตุของการตายของทุกคนในตระกูล”
อีกสามคนก็พูดตามมา น้ำเสียงของพวกเขาเต็มไปด้วยความสุขและโล่งใจ
“ขอบคุณท่านผู้อาวุโสขอรับ...”
คำพูดเรียบง่ายแต่ตรงใจเหล่านั้น มันไม่ใช่คำพูดที่สร้างจากการแสดง ไม่ใช่ถ้อยคำที่ถูกบังคับ แต่เป็น...ความจริงใจจากหัวใจของพวกเขาเอง
เย่หลินมองภาพเบื้องหน้า ชั่วขณะนั้น...เขารู้สึกเหมือนหัวใจหยุดเต้น ไม่ใช่จากพิษ ไม่ใช่จากบาดแผล แต่มันคือความว่างเปล่าที่แทรกตัวเข้าไปในทุกอณูของจิตใจ ต้วนหลิงเฉินพยายามเรียกเย่หลินมาสักพักใหญ่แล้วแต่เสียงของเขากลับส่งไปไม่ถึงเย่หลินเลยแม้แต่น้อย
ไม่ต้องมีใครมาทำสิ่งใดเพิ่มอีกแล้ว... เพราะเพียงถ้อยคำนั้น จิตใจของเขาก็แตกละเอียดจนเกินจะปะติดได้
ในหัวของเย่หลิน กลับกลายเป็นเวทีของความทรงจำเก่าๆ ที่เขาพยายามจะลืมมันไป เสียงดูหมิ่น เสียงเย้ยหยัน และเสียงหัวเราะที่ฝังแน่นมาตลอดชีวิต พรั่งพรูกลับมาไม่หยุด
“ไอ้ขยะเอ๊ย! เจ้าสูบทรัพยากรของตระกูลไปเปล่าๆ ตั้ง 15 ปี ยังจะสร้างปัญหาให้อีกงั้นหรือ!” เสียงผู้อาวุโสที่เคยให้คำสอนตอนเขายังเป็นอัจฉริยะดังขึ้น
“เจ้าจะฝึกไปทำไม? มังกรอาจจะเป็นกลายเป็นขยะได้ แต่ขยะกลายเป็นมังกรนี้น่าจะเป็นไปไม่ได้ ฮ่า ฮ่า ฮ่า!” เสียงจากลูกพี่ลูกน้องรุ่นเดียวกันที่ครั้งหนึ่งเคยพูดยกย่องเขาในตอนเขายังเป็นอัจฉริยะดังขึ้น
“หึ...ออกไปให้ห่าง ข้าไม่รู้จักขยะเช่นเจ้า!” น้ำเสียงของหญิงสาวผู้เคยอยากเป็นเจ้าสาวของเขาดังขึ้นหลังจากเขากลายเป็นคนพิการ
เสียงของเด็กๆ ในตระกูลดังขึ้น
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า เจ้าคนพิการมาแล้ว! เจ้าคนพิการมาแล้ว! รีบหนีเร็ว!! เดี๋ยวติดโรคขี้แพ้!”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า...”
เสียงหัวเราะใสๆ นั้นกลายเป็นเสียงที่เหี้ยมโหดเมื่อมันดังก้องซ้ำไปซ้ำมา ก่อนที่ใบหน้าของเด็กทั้ง 4 คนจะซ้อนทับกับเด็กเหล่านั้นที่เคยเล่นตลกกับเขาในอดีต
เย่หลินอยากตะโกน อยากร้องไห้ออกมาดังๆ แต่ร่างกายเขาไม่ขยับแม้แต่นิ้วเดียว หัวใจที่แหลกคามือพวกเขา มันไม่หลั่งเลือดออกมาภายนอก แต่มันหลับแหลกสลายอย่างเงียบๆ อยู่ภายใน
จนสุดท้าย ร่างของเขาก็แน่นิ่งไปโดยสมบูรณ์ ลมหายใจยังมี แต่จิตใจของเขา...ไม่อยู่ที่นี่อีกต่อไปแล้ว เพราะวันนี้...เขากลับถูกคนที่เขาปกป้อง จับมือกันผลักเขาลงเหวอย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อย
ชายชุดดำยิ้มออกมาอย่างมีความสุข เสียงของเขานิ่งเฉยจนเกือบไร้อารมณ์ขณะเอ่ยขึ้นว่า “งั้นข้าจะปล่อยพวกเจ้าไปก่อนก็แล้วกัน”
ทันใดนั้นนิ้วเรียวยาวของเขาดีดออกเบาๆ เสียงดีดนั้นแทบไม่ดังพอจะทำให้ใครสะดุ้ง แต่ผลของมันกลับรุนแรงยิ่งกว่าการโจมตีด้วยอาวุธใดๆ
เลือดสีแดงสดพุ่งทะลักออกจากปากของเด็กทั้งสี่คนราวกับน้ำพุ พวกเขากระอักเลือดออกมาพร้อมกัน ร่างกายของทั้ง 4 คนล้มลงไปกระแทกกับพื้น
แต่พวกเขา...ยังคงไม่ตาย ความเจ็บปวดค่อยๆ วิ่งผ่านไปทั่วร่างกายของพวกเขาพร้อมกับดวงตาที่ยังคงเบิกกว้างออก ริมฝีปากยังสั่นไหว และกล้ามเนื้อทั้งตัวไม่สามารถขยับได้อีกต่อไป ก่อนจะกลายเป็นอัมพาตโดยสมบูรณ์
ชายชุดดำย่อตัวลงมองพวกเขาด้วยความเย้ยหยัน สายตาของเขาไร้ซึ่งความอบอุ่นหรือเห็นใจโดยสิ้นเชิง ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่มันดังยิ่งกว่าเสียงใดๆ
“ขอบคุณ...และลาก่อนนะเด็กๆ ลงไปในนรกแล้วอย่าลืมให้พ่อแม่ของพวกเจ้าสอนนะ ว่าอย่าไว้ใจศัตรู ฮ่าฮ่าฮ่า”
เด็กชายคนหนึ่งรวบรวมแรงสุดท้ายกระซิบขึ้นอย่างไม่เข้าใจ “ท…ทำไมกัน…?”
แต่ชายชุดดำนั้นไม่ตอบแม้แต่คำเดียว เขาเพียงกระโดดถอยออกไปทันที
เก๊าะ!!!
เสียงกัดโอสถดังขึ้นอย่างแผ่วเบา แต่มันกำลังจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของหายนะ
ทันใดนั้น ร่างของชายชุดดำก็ขาดออกเป็นสองส่วนทันทีพร้อมเลือดสีแดงสดพุ่งออกจากลำตัวของชายชุดดำ กลิ่นคาวเลือดอบอวลราวกับควันไฟ เสียงหัวเราะเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความเงียบอันน่าสยดสยอง
ออร่าปีศาจแผ่กระจายออกจากร่างของเย่หลินพร้อมกับเปลวเพลิงสีดำที่ให้ความรู้สึกว่ามันไม่มีทางมอดดับไปได้
ทุกคนในคุกแห่งนี้สัมผัสได้ทันทีว่าอะไรบางอย่างที่ไม่ควรถูกปลุกขึ้นมา...มันได้ตื่นขึ้นแล้ว
เด็กทั้งสี่ที่นอนจมกองเลือดอยู่ พวกเขาเห็นเงาร่างของเย่หลินในหมอกเลือดที่ลอยอยู่ในอากาศช้าๆ
เย่หลินยืนขึ้นอีกครั้ง ผมของเขากลายเป็นสีขาวโพลน ดวงตาสีแดงเข้มดั่งโลหิต ก่อนที่เขาจะหายตัวไป
ฉึก!!
แขนทั้งสองข้างของเขาแทงทะลุหน้าอกของชายชุดดำทั้งสองโดยที่พวกนั้นยังไม่ทันได้ตั้งตัว เปลวเพลิงสีดำสนิทพุ่งออกจากฝ่ามือของเย่หลิน เพลิงสีดำนั้นค่อยๆ กัดกินจิตวิญญาณ เผาผลาญการบ่มเพาะ แผดเผาทุกสิ่งที่สัมผัสได้
“อ๊าาาาา! อ๊าาาาาาา! แสบ! แสบมาก!”
เสียงกรีดร้องของชายคนหนึ่งดังขึ้นพร้อมกับร่างที่สั่นระริก
“การบ่มเพาะของข้า…มันกำลังลดลง! มันกำลังหายไป!”
นั่นคือเสียงสุดท้ายที่พวกเขาทิ้งไว้ ก่อนที่ร่างทั้งสองจะสลายไปท่ามกลางเปลวไฟที่ไม่มีวันดับ ไม่เหลือเศษซาก ไม่เหลือเถ้าถ่าน มีเพียงควันไฟสีหม่นที่ลอยเอื่อยๆ ในอากาศอย่างเงียบงัน
เย่หลินหันหลังกลับมาช้าๆ สายตาแดงฉานของเขาจ้องมองไปยังเด็กทั้งสี่ที่ยังนอนแน่นิ่ง ไม่มีความโกรธ ไม่มีความอาฆาต มีเพียงความว่างเปล่า
เด็กสาวคนเดียวในกลุ่มพยายามขยับริมฝีปาก น้ำตาไหลเป็นทาง “พะ...พี่ชายเย่หลิน…ช่วย…”
แต่ต้วนหลิงเฉินก็พูดแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยก่อนที่นางจะได้พูดจนจบ
“อย่า…ในร่างของพวกเขาถูกพิษกระจายไปทั่วร่างแล้ว… หากเจ้าเข้าไปใกล้พวกเขาในตอนนี้เจ้าจะตายไปพร้อมกับพวกเขา และรอบตัวเจ้ามีเงาดำมากมายจับตามองอยู่”
เย่หลินเข้าใจคำพูดของต้วนหลิงเฉินทุกถ้อยคำ ในตอนนี้เขามีสติทุกอย่างอยู่ครบก่อนที่เขาจะพูดขึ้นเบาๆ
“ข้าไม่โทษพวกเจ้าหรอก…ข้าเข้าใจดี...”
ขณะเดียวกัน เขาก็ยื่นมือออกไปดึงแหวนมิติของชายชุดดำที่ถูกเผาเป็นเถ้าถ่าน ก่อนจะดึงสิ่งของที่อยู่ภายในออกมา
หม้อหนึ่งลอยขึ้นมาอย่างช้าๆ หม้อวิญญาณ เย่หลินจ้องมันเพียงครู่เดียว ก่อนจะใช้พลังคัดเลือกวิญญาณของพ่อ ปู่ ย่า และคนสนิทในตระกูลเย่บางส่วนให้หลุดออกมาจากหม้อ
ก่อนที่เขาจะโยนหม้อที่ยังมีวิญญาณของตระกูลเย่ส่วนที่เหลือไปที่ด้านหน้าของเด็กทั้งสี่คนนั้น หม้อกระแทกพื้นเบาๆ เย่หลินไม่ได้พูดอะไรเพิ่มเติม ไม่มีคำสาปแช่ง ไม่มีการแก้แค้น มีเพียงสายตาสีแดงคู่นั้น...ที่มองผ่านพวกเขาเหมือนไม่ได้เห็นสิ่งมีชีวิต
เย่หลินหัวเราะเบาๆ ในลำคอ รอยยิ้มของเขาไร้ซึ่งความสุขใดๆ เพลิงสีดำสนิทเริ่มลามไปทั่วคุกช้าๆ จากปลายนิ้วของเขา มันเคลื่อนไปอย่างแผ่วเบา แต่กลับร้อนแรงจนเผาทุกอย่างที่มันสัมผัสได้ทั้งหมด
เปลวเพลิงเริ่มลามไปตามผนังหินของคุกแห่งนี้ เผาทุกสิ่งที่อยู่ในเส้นทางมัน ไม่ว่าจะเป็นไม้ กรงเหล็ก หรือแม้แต่เงา ก็ไม่อาจหลีกหนี
เสียงกรีดร้องแห่งความเจ็บปวดระเบิดขึ้นมาทันที
“อ๊าาาาา! พี่ชายเย่หลิน! ได้โปรด…!”
เสียงแรกมาจากเด็กสาวที่วิ่งมากอดเขาก่อนหน้านี้ เสียงที่เคยเปล่งออกมาด้วยความหวัง บัดนี้กลับเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและสิ้นหวัง
“พี่ชายเย่หลิน! ข้าเจ็บ! ข้าเจ็บ! ได้โปรดเถอะ! ช่วยข้า!”
อีกเสียงหนึ่งจากเด็กชายคนที่ใช้เข็มแทงร่างของเขาไม่ยั้ง เสียงของเขาสั่นเครือด้วยความเจ็บปวด แต่น้ำเสียงนั้นไม่อาจทะลุทะลวงเข้าไปถึงชายหนุ่มที่ยืนอยู่นอกเปลวไฟนั้นได้อีกแล้ว
เย่หลินไม่พูดอะไร ร่างของเขายืนนิ่งอยู่ท่ามกลางเปลวเพลิง เสียงกรีดร้องยังดังต่อเนื่องรอบตัวเขา แต่กลับไม่มีผลใดๆ กับหัวใจที่ตายด้านไปแล้ว เพลิงของเขาไม่ได้ไปสัมผัสร่างของทั้ง 4 คนแม้แต่น้อยหรือว่าความร้อนจากเพลิงของเขามันไม่ได้ส่งผ่านไปถึงทั้ง 4 คนแต่ความเจ็บทั้งหมดล้วนมาจากพิษภายในร่างของพวกเขาทั้งหมด
สิ่งสุดท้ายที่เขาพอจะช่วยเด็กเหล่านั้นได้ นั้นคือการปล่อยให้พวกเขาหลุดพ้นจากความทรมานนี้ ร่างของเด็กทั้งสี่ค่อยๆ ถูกกลืนกินด้วยเพลิงสีดำ ผิวหนังหลุดลอก เส้นเสียงแหลกสลาย ร่างเปลี่ยนเป็นเถ้าธุลีอย่างช้าๆ ในขณะที่หม้อวิญญาณที่ยังคงบรรจุวิญญาณของผู้คนในตระกูลเย่บางส่วนก็เริ่มถูกเผาไหม้ไปแล้ว ซึ่งเย่หลินไม่ได้เลือกช่วยเอาไว้
เขาเผาทุกอย่างด้วยมือของตนเอง
เมื่อเถ้าธุลีสุดท้ายปลิวไปกับกระแสอากาศ เย่หลินก็เงยหน้าขึ้น ดวงตาสีแดงที่ปกคลุมด้วยม่านมืดไร้แววสะท้อนของมนุษย์ใดๆ เขาหลับตา สูดลมหายใจเข้าลึกๆ
ทันใดนั้นเสียงของใครบางคนก็ดังขึ้น
“โอ้… ฆ่าคนในตระกูลเดียวกันได้ลงคอแบบนี้ช่างคู่ควรกับคำว่าเศษสวะ”
เย่หลินยิ้มออกมาพร้อมกับมองไปรอบตัวของเขาเงาดำมากมายในตอนนี้ได้เข้ามาล้อมรอบเขาจากทุกทิศทางโดยไม่มีช่องว่างให้หนีได้เลยแม้แต่นิดเดียว แต่ที่น่าแปลกใจคือบนตัวของพวกเขานั้นมีกลิ่นคาวเลือดของคนจากตระกูลอู๋ติดตัวอยู่ เย่หลินนิ่งเงียบไปก่อนที่เขาจะพูดขึ้น
“พวกเจ้าเองก็พึ่งไปฆ่าคนจากตระกูลอู๋มาไม่ใช่รึไง…”
ชายชุดดำหัวเราะเบาๆ ก่อนจะพูดขึ้น
“ฆ่า”