ลงให้อ่านทุกวัน เวลา 18:00 น. เป็ต้นไป [ส่วน eBook มาวันที่ 23/05/68 ราคาเบา ๆ เพียง 89฿ เก็บเงินรอได้เลยนะคะ]
—————— ༻・ॐ・༺ ——————
บทที่ 5
กลิ่นดินชื้นฟุ้งตลบไปทั่ว ขณะที่ท้องฟ้าสีดำสนิทคล้ายกำลังกลืนโลกทั้งใบลงไปในห้วงหายนะ
ขบวนรถยารักษาของศาลาบัวซึ่งควรจะโลดแล่นกลับชะงักงันกลางถนนแคบเปื้อนโคลน ใต้แสงตะเกียงที่ไหวริกด้วยแรงลม
กลุ่มอันธพาลในชุดดำดักขวางอยู่เบื้องหน้า แววตาเหี้ยมเกรียมปกคลุมด้วยแรงอาฆาตร้อนเร่า กระบี่ไม้ครูดลากพื้นจนเกิดเสียงเสียดหู ราวกับซุ่มเตรียมฟาดฟันได้ทุกเมื่อ
ชิงเยว่นั่งอยู่ในรถยารักษา ร่างน้อยในชุดสีอ่อนสั่นไหวเล็กน้อยเมื่อสายตากวาดผ่านกลิ่นอายคุกคามที่โอบล้อม
เงาของหลี่เฉิงหู่...แม้ไม่ปรากฏตัวเอง แต่กลิ่นไอเลวร้ายที่แผ่ซ่านออกมาจากบรรดาลูกน้องก็ชัดเจนจนไม่อาจปฏิเสธ
"พวกมันมาเผายาอีกแล้ว..." ใครบางคนกระซิบเสียงสั่นอยู่ข้างตัวนาง
ไม่ต้องมีคำสั่งจากผู้ใด ชิงเยว่ผุดลุกขึ้นทันที
ปลายเท้าเหยียบโคลนเปื้อนคราบฝน ร่างบอบบางก้าวพรวดออกจากหลังรถ ยืนขวางระหว่างกลุ่มอันธพาลกับหีบยาสมุนไพรที่บรรจงเรียงซ้อนอย่างหวงแหน
แม้เสื้อผ้าจะบางเบา แม้มือจะสั่นเทา แต่แววตาคู่นั้นกลับเด็ดเดี่ยวอย่างหาได้ยาก
"หาก้าทำลาย..." นางเอ่ยเสียงแน่นคอ "ก็ต้องข้ามศพข้าไปเสียก่อน!"
ฝูงชนหัวเราะเย้ยหยัน ก่อเสียงแผดราวคลื่นสาดโครม ฝ่ามือหยาบกร้านกระชับด้ามดาบแน่น ท่าทีพร้อมจะฟาดฟันไร้ความปรานี
ไม่มีแม้สัญญาณเตือน
ดาบหนึ่งสะบัดกวัดเฉือนออกจากความมืดพุ่งตรงมายังนาง
ชิงเยว่เบี่ยงตัวหลบโดยสัญชาตญาณ แต่ยังช้ากว่าความรวดเร็วของคมดาบ
ปลายดาบเฉือนผ่านต้นแขนจนเนื้อแตกเป็ทาง เือุ่นสีสดทะลักออกจากรอยแผลในทันที
กลิ่นสนิมเหล็กกับเืสดผสมปนเปสู่ความมืดอย่างแสบจมูก
เสียงร้องะโดังลั่น ทว่าชิงเยว่ไม่ถอยแม้เพียงก้าวเดียว
มือข้างหนึ่งกำดาบสั้นที่ซ่อนไว้แนบเอวแน่น ร่างบางยืนหยัดทั้งที่รอยแผลกำลังซึมเืไม่หยุด
ด้านหลังนาง...รถยารักษาที่บรรจุชีวิตนับร้อยชีวิต รอคอยความหวังอย่างเปราะบาง
เสียงฝีเท้าโกลาหลดังระงมอีกระลอก ยามมารในชุดดำที่เฝ้าอารักขาอยู่โดยรอบลุกฮือขึ้นทันที แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นสบตากัน สัญญาณคำสั่งที่หนักแน่นกลับทำให้ทุกคนชะงัก
เพราะข้อตกลงลับข้อหนึ่งที่ไม่มีใครกล้าละเมิด...
'ห้ามสังหารมนุษย์'
ท่ามกลางความสับสน ร่างสูงใหญ่หนึ่งเคลื่อนผ่านม่านหมอกโคลนและสายฝนลงมาอย่างเงียบเชียบ
เฮยหลง
เงาร่างของอ๋องมารปรากฏขึ้นกลางหมู่ฝูงชนที่กำลังคลั่ง ท่วงท่าไม่รีบร้อน หากแต่แผ่ไอสังหารเยียบเย็นรุนแรงจนบรรยากาศรอบข้างดิ่งลงเหมือนถูกสูบอากาศหายใจ
ดวงตาสีดำสนิทเยียบเย็นยิ่งกว่าหิมะในฤดูมรณะ หยั่งลึกลงไปจนถึงกระดูก
ไม่ทันที่ใครจะทันได้ขยับ
เสียงหวดอากาศวูบเดียวดังก้อง
ไม่มีเสียงกรีดร้อง ไม่มีเสียงดาบกระทบ ไม่มีแม้แต่เสียงกายปะทะพื้นดิน
เพียงร่างของอันธพาลทั้งหมดทรุดลงกับพื้นดินโคลนพร้อมกัน...
ไร้เรี่ยวแรงจะขยับแม้แต่นิ้วเดียว
พลังมารอันมหาศาลกวาดกดทับลงทั้งถนนในคราวเดียว ราวกับ์ลงทัณฑ์
ทุกคนที่ยังมีสติอยู่ต่างพากันตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว บ้างซบหน้ากับโคลน บ้างครางเบา ๆ อย่างอับจนหนทาง
ชิงเยว่มองภาพเบื้องหน้าด้วยดวงตาเบิกโพลง
ก่อนที่ร่างสูงนั้นจะก้าวมาหยุดตรงหน้า...
เฮยหลงไม่เอื้อนเอ่ยวาจาแม้สักคำเดียว ไม่มีถ้อยคำสั่ง ไม่มีเสียงตำหนิ
มีเพียงผ้าคลุมสีเข้มผืนหนึ่งที่ถูกสะบัดโยนมาคลุมไหล่เล็กที่สั่นระริกนั้นอย่างเงียบงัน
ผ้าคลุมนั้นหนา อบอุ่น และกว้างใหญ่พอจะกั้นโลกที่โหดร้ายออกจากร่างบางได้ทั้งหมด
ชายหนุ่มหันหลังให้โดยไม่รอคำขอบคุณ ทิ้งเพียงไออุ่นแ่เบากับสายตาที่อ่านไม่ออกไว้เื้ั
ภายใต้ผ้าคลุมกลิ่นอายอุ่นไอจากตัวเขายังอ้อยอิ่ง...
และหัวใจของนางที่สั่นไหว...กลับยิ่งสั่นหนักกว่าที่เคย
กลิ่นหญ้าเปียกฝนยังกรุ่นกรอบจมูก ขณะสายลมเย็นชื้นจากช่องหน้าต่างบานเก่าคลี่ตัวเข้ามาในห้องเล็กอย่างเงียบเชียบ
เฮยหลงทรุดกายนั่งลงข้างเตียงไม้หยาบ ท่ามกลางแสงตะเกียงที่สั่นไหว ร่างสูงในชุดดำขลับนิ่งขรึม ราวกับเงามืดที่จับจ้องเหยื่อโดยไร้เสียง
ข้อมือเรียวของชิงเยว่ถูกเขากุมไว้แ่าในมือใหญ่ร้อนระอุ
ปลายนิ้วกร้านบรรจงพลิกแขนเล็กของนางขึ้นอย่างระมัดระวัง ราวกลัวว่าหากออกแรงแม้เพียงนิดเดียว องค์หญิงผู้เปราะบางตรงหน้าอาจแหลกสลายไปกับลมหายใจ
าแที่ต้นแขนยังสดใหม่ ร่องรอยเืสีเข้มซึมผ่านผ้าพันแผลเก่า เปื้อนจนดูน่าเวทนา
เสียงเตือนแ่เบาดังขึ้นในหัว
[ระบบแจ้งเตือน : ระดับสายสัมพันธ์เพิ่มขึ้น 3 หน่วย]
[อัตราการเต้นหัวใจเป้าหมาย...เพิ่มขึ้น]
เสียงแหบพร่าของระบบถูกกลบด้วยเสียงเต้นของหัวใจนางเองที่ดังสะท้อนอยู่ในอก
ชิงเยว่เม้มริมฝีปากแน่น ข่มสีหน้าไม่ให้สั่นไหว แต่ความร้อนผ่าวจากฝ่ามือใหญ่ที่จับข้อมืออย่างแ่เบากลับส่งแรงะเืไปถึงแก่นใจ
เงียบงันคล้ายโลกทั้งใบหยุดหายใจ
เขาไม่พูดสักคำ เพียงเอื้อมมือหยิบผ้าสะอาดจุ่มน้ำอุ่นช้า ๆ ก่อนจะบรรจงเช็ดคราบเืรอบาแของนางด้วยความอดทนอย่างผิดวิสัย
ท่ามกลางััร้อนจากมือใหญ่ที่ชโลมความอุ่นไอผ่านิับางเบา ชิงเยว่สะกดอาการสั่นระริกของร่างกายแทบไม่ไหว
'ใจเย็นไว้...ใจเย็นไว้...' นางพร่ำบอกตัวเองในใจซ้ำ ๆ
แต่กระนั้นหัวใจกลับไม่ฟังคำสั่ง เหมือนลูกนกน้อยแตกตื่นอยู่ในกรงอก
กระทั่งเสียงทุ้มต่ำของเขาก็ดังขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แ่กว่าเคย
"เหตุใด...เ้าจึงกล้าเสี่ยงชีวิตเพื่อคนแปลกหน้า?"
คำถามนั้นทิ่มแทงกลางห้องที่มืดสลัว
นิ้วมือหยาบกร้านยังคงเช็ดทำความสะอาดแผลอย่างแ่เบา คล้ายเกรงว่าความรุนแรงเพียงนิดเดียวจะทำลายบางสิ่งบางอย่างที่ไม่อาจซ่อมได้
ชิงเยว่ชะงักนิ่ง...
ความเย็นเยียบจากอดีตแวบซ้อนขึ้นมาราวกับเงากลืนกิน
ภาพความทรงจำ...เสียงกรีดร้องอ้อนวอน...เืร้อน ๆ ที่เคยสาดเปื้อนมือและร่างเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ไม่มีใครเหลียวแล ไม่มีมือไหนยื่นมา ไม่มีใครเลย
นางเม้มริมฝีปากแน่น รวบรวมสติที่แตกกระจายให้กลับมารวมเป็หนึ่ง ก่อนหลุบตามองผ้าพันแผลในมือเขา และเอื้อนเอ่ยเสียงเบาจนแทบกลืนไปกับลมหายใจ
"เพราะไม่มีใคร...สมควรถูกทิ้ง"
คำตอบนั้นเหมือนละอองไฟเล็ก ๆ ที่จุดขึ้นกลางค่ำคืนอันหนาวเหน็บ
มือใหญ่ของเฮยหลงที่เช็ดทำแผลให้พลันหยุดนิ่งไปชั่วขณะ
ในดวงตาคมดุซึ่งปกติแลดูไร้อารมณ์...บางสิ่งบางอย่างไหววูบ คล้ายเงาของาแเก่าแก่ที่เคยถูกฝังกลบไว้ใต้หิมะเย็นเยียบถูกขุดขึ้นมาอย่างเงียบงัน
ภาพของหญิงสาวผู้หนึ่ง
หญิงสาวผู้แบกเด็กน้อยไว้ในอ้อมแขนทั้งที่ตัวเองก็อ่อนแรงเต็มที...
หญิงสาวผู้ยิ้มให้เขา แม้ตัวเองกำลังจะตาย...
หญิงสาวที่เคยปกป้องเขาด้วยชีวิต โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใด ๆ
าแที่เคยปิดผนึกไว้แ่า...เริ่มเผยรอยร้าวเงียบ ๆ
ใต้แสงตะเกียงสลัว เงาสองเงานิ่งงันอยู่เช่นนั้น อบอวลไปด้วยอารมณ์ที่มิอาจเอ่ยเป็ถ้อยคำได้
ััระหว่างข้อมือบางกับมือใหญ่ยังคงอยู่
แต่โลกทั้งใบ...พลันเปลี่ยนไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ
เสียงโลหะเฉือนอากาศกรีดกรายพร้อมแรงปะทะหนักหน่วง
เงาของเฮยหลงสะบัดไปมากลางลานห้องฝึกร้าง ราวปีศาจดำที่ฟาดฟันกับปีศาจในใจตนเอง
ดาบยาวในมือเขาฟันฉับลงบนเสาไม้เก่าแก่จนะเืแทบโค่น
เศษไม้แตกกระจายกลางความเงียบเชียบที่แทรกซึมในบรรยากาศหนาวเหน็บ
ลมหายใจหนักหน่วง แรงกำลังไม่ลดทอนลงแม้แต่น้อย ทว่าทุกจังหวะดาบกลับแฝงไออาฆาตที่กัดกร่อนตัวเขาเองทีละน้อย
'เพราะไม่มีใครสมควรถูกทิ้ง...'
เสียงของนางที่เอ่ยไว้ก่อนหน้านั้นยังดังก้องในโสตประสาทอย่างไม่มีทีท่าว่าจะจางหาย
เฮยหลงเม้มริมฝีปากแน่น ร่างสูงเคลื่อนไหวเร็วจนแทบกลืนไปกับเงา แต่ท่วงท่ากลับแข็งกร้าวและเ็ปเสียยิ่งกว่าการต่อสู้กับศัตรูใด ๆ
ภาพความทรงจำในคืนนั้นย้อนทิ่มแทงใจอย่างไม่ปรานี
เด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ผู้เปียกปอน ทรุดตัวอยู่กลางสายฝนที่หนาวเหน็บ ใบหน้าเล็กซีดขาว มือบางโอบกอดตัวเองแน่นขณะร่างกายสั่นเทิ้ม
ขณะนั้นเขา...
เขาไม่แม้แต่จะเหลียวหลังกลับไปมอง
เฮยหลงฟาดดาบใส่เสาไม้จนไม้แหลกเป็เสี่ยง ๆ อีกครั้ง แรงเหวี่ยงรุนแรงจนน้ำฝนที่เกาะปลายดาบกระเซ็นแตกเป็หยาด
เสียงรองเท้ากระทบพื้นดังขึ้นเบา ๆ ด้านหลัง
เฟิงอวี้ที่ยืนมองอยู่เนิ่นนานในที่สุดก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าทิ่มลึก
"ท่านอ๋อง...กลัวสิ่งใดหรือ?"
ประโยคสั้น ๆ หยาบกระด้างเหมือนใบมีดสั้นเฉือนผ่านอากาศเย็นเฉียบ
เฮยหลงหยุดกึก
บรรยากาศรอบกายราวกับหยุดหมุนพร้อมกับปลายดาบในมือที่ชะงักค้างกลางอากาศ
ชายหนุ่มหันขวับกลับมา สายตาคมกริบถลึงขึ้นจ้องเฟิงอวี้เขม็งด้วยแววตาที่ราวกับจะเผาผลาญทุกสิ่งให้มอดไหม้
บรรยากาศระหว่างคนทั้งสองตึงเครียดจนน่าขนลุก
แต่เพียงพริบตา...ความดุร้ายในดวงตาคู่นั้นก็ค่อย ๆ คลี่จาง
แรงโทสะที่ปะทุข่มใจได้ด้วยเพียงถ้อยคำหนึ่งที่ค้างอยู่กลางอก
เขากดดาบลงแนบพื้น เสียงโลหะกระทบพื้นหินก้องกังวาน
แล้วเฮยหลงเอ่ยเสียงต่ำ แ่เบาเสียจนแทบจะละลายไปกับสายลมยามราตรี
"กลัวทำให้นางเจ็บอีก..."
ประโยคนั้นหลุดออกมาจากปากเขาอย่างยากเย็น ราวกับเป็ตรวนเหล็กที่พันธนาการมานานแสนนาน
เฟิงอวี้ขยับริมฝีปากเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็เลือกไม่พูดอะไร นอกจากก้มศีรษะรับอย่างเงียบ ๆ
ความเงียบทอดยาวปกคลุมห้องฝึกร้างอยู่อีกครู่ใหญ่
ก่อนที่เฮยหลงจะขยับตัวอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่ด้วยแรงโกรธเกรี้ยว หากเป็การเคลื่อนไหวที่เปี่ยมไปด้วยการตัดสินใจอันแน่วแน่
"ไปบอกหน่วยเงา" เสียงของเขาเฉียบคมดังเดิม แฝงด้วยอำนาจที่ไม่อาจขัดขืน
"ั้แ่คืนนี้...ลอบคุ้มกันนางตลอดยามวิกาล หากมีภัยเพียงเสี้ยวเดียว ฆ่าทิ้งได้ทันที"
เฟิงอวี้ตะลึงไปครู่หนึ่ง ก่อนโค้งตัวลงลึกอย่างนอบน้อม
"พ่ะย่ะค่ะ"
ภายใต้แสงจันทร์เลือนลาง เงาดำของบุรุษผู้หนึ่งยืนอยู่กลางห้องฝึกดาบที่เงียบเชียบ ร่างสูงใหญ่ปกคลุมด้วยเงาแห่งความสำนึกผิดที่มืดดำ...
และสัญญาเงียบ ๆ ที่สลักแน่นในใจ ว่าจะไม่มีวันปล่อยให้นางต้องยืนเผชิญสายฝนเพียงลำพังอีกต่อไป
ไม่ว่าโลกนี้จะแลกด้วยสิ่งใดก็ตาม...