ดาบพิฆาตสลับนภา

    บทที่74 หมากพลิกกระดาน

    ใต้แสงจันทร์ยามค่ำคืน ลานพิธีเงียบงันราวกับอารามร้าง แม้จะมีผู้คนยืนรายล้อมเต็มลาน แต่กลับไม่มีผู้ใดเอ่ยวาจาเสียงดังแม้แต่คนเดียว บรรยากาศคล้ายดั่งพายุหิมะที่หยุดนิ่ง ก่อนแผ่ไอเย็นเข้าเกาะกุมหัวใจผู้คนอย่างเงียบงัน


    ชายชราในอาภรณ์สีเทา ยังยืนสงบนิ่งดุจต้นสนพันปีที่ไม่เคยเอนตามแรงลม แววตาของเขายามมองหานลู่นั้น ไม่ได้มีเพียงความผิดหวังหรือเยาะเย้ยปนเวทนา แต่เป็นความเยียบเย็นอันลุ่มลึกดุจธารน้ำแข็งในเหวลึกที่ไร้แสงส่องถึง


    “เจ้าล่วงรู้ข้อมูลเกี่ยวกับกระดานหมาก...มาก่อนใช่หรือไม่?” น้ำเสียงของเขายังคงเรียบง่ายดังเคย แต่ถ้อยคำที่เอ่ยกลับแหลมลึกยิ่งกว่าคมมีด ราวกับเสียดแทงเข้ากลางใจโดยไม่ทิ้งบาดแผลให้เห็นด้วยตาเปล่า


    หานลู่ตัวสั่นเล็กน้อย ดวงหน้าไร้สีเลือดของเขายกขึ้นอย่างเชื่องช้า แม้ริมฝีปากจะขยับเล็กน้อย แต่ก็ไม่อาจเปล่งเสียงใดออกมาได้


    "มิต้องรีบร้อนตอบ" เฒ่าชุดเทากล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบดุจน้ำค้างแข็ง "อีกมินาน...ความจริงจักปรากฏเอง"


    คำพูดนั้นหาใช่การปลอบประโลมไม่ หากแต่คือโซ่ตรวนพันธนาการทางใจที่ทำให้หานลู่ยิ่งแน่นิ่งราวกับถูกตรึงไว้กลางพายุหิมะ เขาไม่แม้แต่จะกล้าขยับนิ้วมือ ความเย่อหยิ่งในใจที่เคยมีค่อย ๆ ละลายหายไปในเปลวเพลิงแห่งความอับอาย


    ในห้วงเวลานั้นเอง เสียงฝีเท้าเบาหวิวก็ดังแว่วมา ชายในอาภรณ์สีครามกลับมาปรากฏกายอีกครั้ง ในมือของเขากำกระดาษค่ายกลแผ่นหนึ่งไว้แน่น ก่อนจะยื่นส่งไปยังเฒ่าชุดเทาด้วยความเคารพ


    "นี่คือสำเนาเฉลยของด่านทดสอบที่หนึ่ง...ขอรับ ท่านอาจารย์"


    เขาก้มศีรษะลงเล็กน้อย คล้ายนอบน้อมแต่ยังคงเคลือบแคลง แววตาคมกริบหรี่ลงเล็กน้อยขณะกวาดมองบรรยากาศโดยรอบ ความเงียบงันเช่นนี้มิใช่วิสัยที่ควรปรากฏในยามเช่นนี้ เขาอดมิได้ที่จะครุ่นคิดในใจ


    "ข้าจากไปเพียงประเดี๋ยวเดียว...เหตุใดบรรยากาศจึงแปรเปลี่ยนไปถึงเพียงนี้? แล้ว...หานลู่ผู้นั้น เหตุใดจึงดูราวกับถูกอสนีบาตฟาด?"


    เขาหันไปมองร่างของเด็กหนุ่มที่ยืนตะลึงงันดุจรูปปั้นดินเหนียวกลางสายลม ดวงตาของหานลู่พร่าเลือน มือทั้งสองข้างสั่นเทาจนมิอาจประคองกำปั้นตนเองให้มั่นคงได้


    ชายชราชุดเทาหยิบสำเนาเฉลยขึ้นมาด้วยท่าทีสงบเยือกเย็น ดวงตาที่ลึกล้ำดุจห้วงสมุทรค่อยๆ ไล่อ่านอักขระทีละตัว ริมฝีปากขยับเล็กน้อยเป็นเส้นตรง


    ครู่หนึ่งเขาก็หยุดลง ดวงตาเรียบนิ่งนั้นทอดมองไปยังหานลู่อีกครั้ง พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นทว่ามิได้ดังสนั่น แต่กลับแฝงไว้ด้วยพลังกดดันดุจเข็มเหล็กในอุ้งมือ


    "เฉลยที่บันทึกในนี้...คล้ายคลึงกับคำตอบของเจ้าดุจแกะพิมพ์เดียวกัน มิผิดเพี้ยนแม้แต่หนึ่งถ้อยคำ" เขาวางกระดาษลงอย่างช้าๆ


    ดวงตาของหานลู่เบิกกว้าง ราวกับเรี่ยวเเรงสุดท้ายของเขาหลุดลอยไปพร้อมกับคำกล่าวนั้น ร่างกายเย็นเยียบ มือทั้งสองข้างที่ห้อยอยู่ข้างลำตัวกำแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ ราวจะบีบเค้นโลหิตออกจากร่าง


    ชายชราชุดเทากลับหันไปยังผู้อาวุโสในชุดคราม ผู้ที่ยังคงยืนสงบนิ่งอยู่มิไกล


    "แล้วเจ้ามิรู้สึกประหลาดใจบ้างหรือ" เขากล่าวอย่างเชื่องช้า "เมื่อมีศิษย์ผู้หนึ่งสามารถตอบคำถามได้ตรงกับสำเนาที่เจ้าเก็บรักษาไว้...แทบทุกตัวอักษร?"


    น้ำเสียงของเขามิได้ดังมาก ทว่ากลับก้องกังวานในจิตใจของทุกคนดุจระฆังศักดิ์สิทธิ์ที่ตีสะท้าน


    "เจ้าดูแลรักษาเอกสารเยี่ยงไร...จึงปล่อยให้ความลับรั่วไหลได้ถึงเพียงนี้?"


    ผู้อาวุโสในอาภรณ์ครามได้แต่ก้มหน้าลงต่ำ ริมฝีปากเม้มแน่นมิกล้าเอื้อนเอ่ยคำแก้ตัวใดๆ แสงในดวงตาของเขาพร่าเลือนดุจค่ายกลที่ถูกแรงกระแทกจนเสียสมดุลภายใน

    ทุกคนรอบลานพิธีต่างมองภาพตรงหน้าด้วยความตกตะลึง ไม่มีผู้ใดกล้าแม้แต่จะหายใจแรง


    ในห้วงเวลานั้น ความจริงอันเปลือยเปล่าถูกเปิดเผยออกมา...มิแตกต่างจากใบไม้ร่วงในเหมันตฤดู ที่แม้จะพยายามปกปิดสักเพียงใด สุดท้ายก็ร่วงหล่นโดยไม่อาจต้านทาน


    หานลู่ยืนนิ่งอยู่เช่นนั้น ราวกับเขาเองก็เพิ่งตระหนักได้ว่า ความอัปยศ...อาจจะหนักหนาสาหัสเสียยิ่งกว่าความพ่ายแพ้


    “การทดสอบในงานรื่นเริงค่ายกลปีนี้...มีผู้กระทำการอันมิชอบด้วยเจตนาโกงผล จึงขอประกาศคะเเนนใหม่ต่อหน้าทุกคน”

    น้ำเสียงของชายชราชุดเทาไม่ดังเกินไป แต่กลับกระแทกเข้าโสตประสาทของทุกคนเสมือนระฆังศักดิ์สิทธิ์สะท้านใจ


    “หอค่ายกลของเรารับผิดในความเผลอเรอ ขออภัยศิษย์ทุกคนที่ต้องเสียโอกาสเพราะความสะเพร่า...เราจะมีของรางวัลชดเชยแก่ผู้ได้อันดับหนึ่งถึงสามตามคะแนนใหม่ และผู้ดูแลทั้งหลายจะเข้มงวดยิ่งขึ้นนับแต่นี้”


    เสียงฝูงชนปะทุขึ้นปานเปลวเพลิงจากฟืนแห้ง

    “สุดท้ายผู้ชนะก็คือเขาสินะ...อวี้เหวิน!”

    “หึ ข้าละเคยเชียร์เจ้าหานลู่ผู้นั้นแท้ๆ เสียแรงเปล่าจริงๆ!”

    “คนเช่นนั้นยังกล้าท้าทายผู้อื่น โชคดีที่ความจริงเปิดเผย!”


    ริมลานพิธี เงาใบไม้ไหวเอนแผ่วเบา ทว่าท่ามกลางเสียงเซ็งแซ่ แววตาคู่หนึ่งกลับมืดมิดยิ่งกว่าเมฆดำทะมึนที่ปกคลุมผืนฟ้า


    บุรุษหนุ่มในอาภรณ์สีรัตติกาลยืนสงบนิ่ง มือกำแน่นภายใต้แขนเสื้อ ใบหน้าหล่อเหลาสง่างามทว่าแฝงไว้ด้วยร่องรอยแห่งความพิโรธแผ่วลึก


    "เหตุใดเรื่องราวกลับตาลปัตรถึงเพียงนี้..." จ้าวชิงอวิ๋นคำรามก้องในห้วงจิต นัยน์ตาดำขลับดุจก้นบึ้งแห่งห้วงเหวลึกสะท้อนความไม่พอใจจนยากจะระงับ


    "ผู้อาวุโสจางมิใช่ผู้ยินดีข้องแวะเรื่องภายนอก เหตุใด...เขาจึงปรากฏกาย?"


    ขณะนั้นเอง เสียงของชายชราชุดเทาก็ดังขึ้นอีกครา

    "ศิษย์นามหานลู่...กระทำความผิดโดยประจักษ์แจ้งด้วยหลักฐาน ถือเป็นความผิดร้ายแรงต่อกฎตำหนัก ต้องถูกตัดสิทธิ์จากการประลอง และส่งตัวให้หอคุมกฎพิจารณาโทษตามระเบียบโดยเคร่งครัด"


    คำประกาศเช่นกระบี่เย็นเฉียบฟันผ่านสำนึก หานลู่เบิกตากว้าง ใบหน้าซีดเผือดจนน่าหวาดใจ สองขาหนักอึ้งปานถูกตรึงด้วยตะกั่ว สมองขาวโพลนดั่งกระดาษไร้อักษร

    สิ้นเรี่ยวแรงจะคิดหรือแม้แต่ต่อต้าน


    เขากลืนก้อนสะอื้นที่จุกคอ พยายามเอื้อนเอ่ยสิ่งใดกลับไร้เสียง มองเห็นแต่สายตานับร้อยที่จับจ้องมาด้วยความรังเกียจ สมเพช หรือไม่ก็เฉยชา...


    ทันใดนั้น ศิษย์หอคุมกฎสองนายสวมชุดครามเข้มปรากฏกายขึ้นอย่างรวดเร็วราวเงาลม เมื่อได้รับคำสั่ง พวกเขาเดินตรงเข้ามาโดยไม่เอ่ยถ้อยคำใด มุ่งหมายจะควบคุมตัวหานลู่ไป


    “ช้าก่อน”


    เสียงเรียบนิ่งแผ่วเบาแต่ทุ้มลึก เสมือนสายน้ำในราตรีที่ไหลแทรกหินผา ทุกผู้หันควับไปพร้อมกัน ดวงตาหลายคู่จับจ้องยังบุรุษผู้หนึ่งซึ่งยืนเงียบมาตลอด


    อาภรณ์สีดำสนิทปกคลุมร่าง เส้นผมยาวสยายจรดบ่า ใบหน้างามคมคายราวสลักเสลา มีไฝเม็ดเล็กใต้ดวงตาขวา เสริมให้แววตาคู่นั้นดูลึกล้ำและชวนให้น่าค้นหา


    ชายชราชุดเทาหันมายังเขาช้าๆ แววตาไม่เปลี่ยนแปลง ทว่ากลับแฝงความสนใจเล็กน้อย

    “เจ้าหนุ่ม มีสิ่งใดจะกล่าว? เจ้าคิดจะขอความเมตตาแทนเขางั้นหรือ?”


    อวี้เหวินยกมือประสานเล็กน้อย คลี่ยิ้มบางละมุน

    "มิได้คิดขอความเมตตาขอรับ ศิษย์เพียงปรารถนาจะทวงคืนสิ่งที่ควรเป็นของตน"


    ฝูงชนเริ่มซุบซิบอีกระลอก บ้างงุนงง บ้างเริ่มนึกออก

    “ของเดิมพันรึ?”

    “อ้อ จริงด้วย! เจ้าเด็กนั่นเคยท้าทายอวี้เหวิน!”

    “ข้าลืมไปเสียสนิท!”


    หานลู่ที่กำลังถูกคุมตัวเงยหน้าขึ้นอย่างยากลำบาก แววตาครั้งหนึ่งเคยมั่นใจ บัดนี้เหลือเพียงหมอกขุ่นมัวของความเสียใจและลังเล


    เขาล้วงไปที่ป้ายหยกข้างเอว นิ้วแตะลงสองสามครั้ง ก่อนนำสิ่งของสองชิ้นออกมา


    หนึ่งคือสมุนไพรใบสีเงินอมเขียว ใบของมันบางเรียวราวหยาดน้ำค้าง ใต้แสงโคมไฟยามค่ำคืนส่องประกายระยับดุจกลีบจันทราพร้อมกับ ผลเล็กสีทองอมแดงดูแปลกตายิ่งนัก


    อีกชิ้นหนึ่งคือขวดยาทรงสูงสีม่วงเข้ม ปิดผนึกด้วยจุกทองคำอย่างประณีต กลิ่นหอมรวยรินแทรกซึมออกมาเพียงเล็กน้อยก็ราวกับกระตุ้นเส้นลมปราณให้เคลื่อนไหว


    “นี่คือสิ่งที่ข้าเดิมพันไว้...” เขากล่าวด้วยเสียงแผ่วพร่า

    “พร้อมกับเเต้มคะแนนอีกหนึ่งพัน ข้าได้ยื่นคำขอไว้แล้ว...เจ้ารอรับได้เลย”


    จากนั้นอวี้เหวินรับสิ่งของทั้งสองมาเก็บไว้ในแหวนมิติของตนโดยทันที


    พลันนั้น สายตาของหานลู่เหลือบมองออกไปยังชายผู้หนึ่งใต้ต้นไม้ด้านข้างลานพิธี ใบหน้าเยาว์วัยงดงามเฉียบคม ผิวขาวซีดราวหิมะ ดวงตาล้ำลึกฉายแววเหี้ยมเกรียมราวกับราชันย์เงามืดกำลังข่มขู่ผ่านความเงียบงัน ประมาณว่า อย่าได้เอ่ยสิ่งใดที่ไม่ควร


    หานลู่เม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะหันหน้ากลับมาโดยมิได้กล่าวสิ่งใดอีก ศิษย์หอคุมกฎทั้งสองผายมืออย่างสุภาพแต่หนักแน่น นำร่างของเขาเดินจากไปภายใต้สายตานับร้อยคู่


    ในความอึกทึกครึกโครม มีเพียงเงาแห่งความผิดหวัง และเสียงก้องกังวานของคำว่า "โกง"...ล่องลอยวนเวียนในอากาศดุจวิญญาณเร้นลับที่มิอาจหลุดพ้น


    ...


    ใต้ท้องนภาอันปลอดเมฆ บนลานหินอ่อนซึ่งเพิ่งเงียบสงบจากพายุแห่งความวุ่นวาย เสียงของชายชราผู้อยู่กลางเวทีก็ดังขึ้นอีกครา


    "ขอทุกท่านโปรดอดทนรอคอยเพียงครู่"

    น้ำเสียงแหบพร่าตามวัยนั้น หากแฝงไว้ด้วยความหนักแน่นอันเปี่ยมด้วยอำนาจ เพียงกล่าวพลางพัดแขนเสื้อเบา ๆ สายลมก็พลันไหลเวียนประหนึ่งรับคำบัญชา “ทางหอค่ายกลจะทำการคำนวณคะแนนใหม่ และจะประกาศผลอีกครั้งในเร็วๆนี้”


    กล่าวจบ ดวงตาสีหม่นซึ่งเงียบสงบดั่งผิวน้ำในฤดูหนาวก็ตวัดมองไปยังชายชราผู้อยู่ไม่ห่าง พร้อมเอ่ยเสียงต่ำแต่ชัดเจน


    “เร่งไปจัดการมาเดี๋ยวนี้!”


    ชายชราผู้สวมอาภรณ์คราม พลันประสานมือคำนับอย่างนอบน้อม “รับบัญชาท่านอาจารย์”


    แล้วพลันโค้งตัวหันหลัง ก้าวเท้ารวดเร็วแต่มั่นคง แผ่นหลังที่เหยียดตรงนั้นดูราวบัณฑิตผู้ยิ่งใหญ่ ทว่าท่วงท่ากลับเฉียบขาดดั่งแม่ทัพผู้ย่ำสนามรบ ตรงดิ่งไปยังเวทีริมลานพิธี


    ท่ามกลางความเงียบงันชั่วขณะ สายลมพัดเบา ใบไม้ปลิดปลิว สะท้อนแสงโคมไฟจางๆ ขณะนั้นเอง อวี้เหวินซึ่งยืนสงบอยู่ไม่ไกลกลางลานประลอง ก็เงยหน้าขึ้นช้า ๆ


    แววตาเรียบเฉยทว่าเย็นลึก ค่อย ๆ กวาดมองไปยังฝูงชนที่แน่นขนัดภายนอกลาน


    แล้วดวงตาคู่นั้น ก็สบเข้ากับใครบางคน บุรุษลึกลับในชุดคลุมหม่น ซึ่งซ่อนเร้นกายใต้เงาไม้ริมทางเดิน สายตาคู่นั้นประสานกันเพียงชั่วพริบตา แต่อวี้เหวินกลับยิ้มออกมาอย่างเงียบงัน แล้วพยักหน้าเล็กน้อย... ราวกล่าวว่า ‘ทุกอย่างเป็นไปตามแผน’


    แล้วเขาก็เบือนสายตากลับ มองไปยังทิศทางที่หานลู่จากไป แววตาไม่ปรากฏซึ่งอารมณ์ใดๆ เย็นชาดุจแสงจันทร์กลางเหมันตฤดู


    ชั่วอึดใจหนึ่ง ผู้คนที่จับจ้องมองเขาอยู่ต่างก็ส่งเสียงกระซิบกระซาบ


    "เขาคงคาดมิถึงกระมัง ว่าหานลู่ผู้นั้นถึงกับใช้อุบายโกง..."

    "ใช่แล้ว... ข้าเองยังตกใจมิหาย!"

    "แต่อวี้เหวินผู้นี้ ฝีมือด้านค่ายกลมิใช่ธรรมดาเลยจริงๆ"

    "ข้าเห็นด้วย แม้จะยังเยาว์วัย แต่แววตานั้นลึกล้ำเกินกว่าผู้มีอายุหลายคนเสียอีก"


    เสียงสนทนาเหล่านั้นดังแว่วอยู่รอบลานประลอง ราวหมู่แมลงนับร้อยที่บินวนเวียน ทว่าไม่มีผู้ใดล่วงรู้เลยว่า ในห้วงจิตของบุรุษชุดดำผู้นั้น กำลังหัวเราะอย่างเงียบงัน


    “ฮึ...” มุมปากกระตุกขึ้นเล็กน้อย ดวงตาคู่นั้นพลันแปรเปลี่ยนดุจเงาพญามังกรที่ซ่อนกายใต้ผืนทะเลสาบลึก ลึกล้ำดุจค่ายกลเก้าชั้นซ้อนเร้น


    แม้แต่ในมิติแห่งสร้อยคอสีดำสนิทที่ห้อยทาบทับทรวงอก...


    "เจ้าหนูนี่... น่าสะพรึงยิ่งนัก"

    เสียงพึมพำของซ่งเหยียนเฟย บุรุษอาภรณ์แดงเพลิงผู้เฝ้าสังเกตอยู่ภายใน เงียบงันไปชั่วครู่ก่อนจะรำพึงในห้วงจิตตนเอง


    "อายุยังน้อยแท้ๆ แต่ความเฉลียวฉลาดและกลอุบายกลับลึกล้ำเกินหยั่ง ราวกับทุกย่างก้าว ล้วนถูกวางหมากไว้ล่วงหน้าแล้ว"


    และอวี้เหวินเองก็คิดไม่ต่่างกัน


    'พวกเจ้า... คงมิมีผู้ใดคาดคะเนได้กระมัง ว่าเรื่องราวจักจบลงเช่นนี้'


    ภายในห้วงจิตของเขา ณ เวลานี้ เงาแห่งความคิดระลอกหนึ่งพาดผ่านดวงตา มิใช่เพียงภาพตรงหน้า หากแต่เป็นภาพมายาในห้วงจินตนาการ


    ดวงตาคู่นั้นมิได้ทอดมองไปยังฝูงชน

    มิได้ทอดมองไปยังร่างของหานลู่

    แต่... เขากำลังพิศเพ่ง 'กระดานหมาก'


    กระดานหมากอันกว้างใหญ่ไพศาล

    ซึ่งทุกผู้คนล้วนกลายเป็นเพียงเบี้ยในเกม และไม่ว่าหมากใดล้วนสยบอยู่ภายใต้แผนอันลึกล้ำของเขาทั้งสิ้น


    หมากที่เขาเลือกสรรวาง บีบบังคับให้เคลื่อนตามเจตจำนง

    เพื่อรอคอยวินาทีสุดท้าย ที่กระดานหมากทั้งหมดจักหวนคืนสู่มือของเขาแต่เพียงผู้เดียว


    ...และบัดนี้ ชัยชนะได้ตกเป็นของเขาอย่างสมบูรณ์


    รอยยิ้มแผ่วบางผุดขึ้นบนเรียวปาก ดุจจันทราเลือนลับในสายหมอก บนใบหน้าหล่อเหลาของบุรุษในอาภรณ์สีดำสนิท ผมยาวสยายดุจม่านแห่งรัตติกาล ไฝเม็ดเล็กใต้ดวงตาขวาดูคล้ายรอยสลักแห่งโชคชะตา


    ลมพัดเบา กลีบดอกไม้ปลิวคว้างในอากาศ

    ท่ามกลางแววตาหลายร้อยคู่ที่จับจ้อง เขากลับเงียบงัน ราวกับจูกัดเหลียงที่ซ่อนคมปัญญาไว้ภายใต้ความสงบ


    ก่อนที่สายตาคู่นั้น... จะค่อยๆ หลุบต่ำลง

    และในห้วงเวลานั้น ภาพตรงหน้าของอวี้เหวินก็ค่อยๆ แปรเปลี่ยน...


    เสียงตะโกนก้องของเหล่าฝูงชนค่อยๆ จางหาย

    สายลมสงบลง

    และผืนฟ้ากลับแปรเปลี่ยนเป็นทิวาที่ย้อนคืน...


    คืนก่อนหน้า..

    ม่านความทรงจำค่อย ๆ เปิดออก...


    คล้ายกับเรื่องดาบพิฆาตสลับนภา ที่คุณอ่าน

    ลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ]

    ลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    781K 869
    ถึงเกิดอีกครา...ก็ขอเป็นมหาจอมเวท : Rendel The Great Magic

    ถึงเกิดอีกครา...ก็ขอเป็นมหาจอมเวท : Rendel The Great Magic

    นิยาย แฟนตาซี
    73K 77
    ระบบเซียนหมื่นวิถี (นิยายแปล)

    ระบบเซียนหมื่นวิถี (นิยายแปล)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    271K 1043
    THe Superman

    THe Superman

    นิยาย แฟนตาซี
    333K 566
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    ไปต่างโลกก็ต้องไปกับสมาร์ทโฟนสิ (Isekai wa Smartphone to Tomoni)

    ไปต่างโลกก็ต้องไปกับสมาร์ทโฟนสิ (Isekai wa Smartphone to Tomoni)

    นิยาย แฟนตาซี
    4.85M 1262
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    ท้าทายดินแดนพระเจ้า

    ท้าทายดินแดนพระเจ้า

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    2.45M 5206