บทที่ 21 เกมเรียกิญญา
เวลาสี่ทุ่มกว่าหลินเซียวเริ่มเปิดกล้องสตรีม
เพียงพริบตาเดียว ชาวเน็ตจำนวนมหาศาลก็หลั่งไหลเข้ามาในห้องสตรีม ข้อความบนหน้าจอเด้งรัวจนอ่านแทบไม่ทัน
[ มาแล้ว ๆ! ในที่สุดสตรีมเมอร์ที่ฉันรอคอยก็มา! ]
[ วันนี้พี่หลินหล่อจังครับ วันนี้มีเื่อะไรมาเล่าให้ฟังอีกล่ะ? ]
[ พับผ่าสิ! เดี๋ยวนี้ถ้าไม่ได้ฟังเื่เล่าของพี่หลินก่อนนอน ผมก็นอนไม่หลับเลยจริง ๆ ]
[ บอกเลยว่าตอนนี้เทสต์การฟังของฉันเสียไปหมดแล้ว ไปฟังคนอื่นเล่ามันไม่ได้อารมณ์เหมือนพี่หลินเลย! ]
[ +1 เลยจ้า ความรู้สึกเดียวกัน! ]
เมื่อเห็นคอมเมนต์เ่าั้ หลินเซียวก็คลี่ยิ้มออกมาอย่างสบายอารมณ์
“สวัสดีครับผู้ฟังทุกท่าน คืนนี้เตรียมตัวเตรียมใจกันพร้อมหรือยัง? เพราะต่อจากนี้... เรากำลังจะเข้าสู่เื่ราวของวันนี้กันแล้ว”
น้ำเสียงของหลินเขียวทุ้มต่ำและแหบพร่าเล็กน้อย มันมีกระแสพลังบางอย่างที่ทำให้คนฟังรู้สึกเย็นสันหลังวาบขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ทั้งที่เื่ราวยังไม่ทันได้เริ่ม แต่หัวใจของเหล่าผู้ชมก็ถูกหลินเซียวดึงดูดเข้าไปติดกับเสียแล้ว
เสี่ยวลี่ เป็นักศึกษาชั้นปีที่สองของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ชีวิตในมหาลัยของเธอไม่ค่อยยุ่งยากนัก ตารางเรียนในแต่ละวันก็ค่อนข้างว่าง ในหอพักของเธอมีรูมเมทด้วยกันทั้งหมดสี่คน นอกจากเสี่ยวลี่แล้ว ก็มีหวังเชี่ยน หลี่เหมย และหลิวเซียว พวกเธอทั้งสี่คนสนิทกันมาก ไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด ทั้งไปเรียน ไปกินข้าว หรือเดินเล่น
วันหนึ่ง หลังมื้อค่ำ เสี่ยวลี่ หวังเชี่ยน และหลี่เหมยพากันกลับห้องก่อน ส่วนหลิวเซียวบอกว่ามีธุระขอแยกตัวออกไปข้างนอกครู่หนึ่ง
จนกระทั่งเวลาล่วงเลยมาถึงสี่ทุ่มหลิวเซียวกลับมาที่ห้อง เธอมองเพื่อน ๆ ที่กำลังสะลึมสะลือด้วยสายตาที่มีเลศนัย ก่อนจะตบมือเรียกความสนใจแล้วโพล่งขึ้นมาว่า
“พวกแกรู้จักเทพปากกาไหม?”
พอได้ยินประโยคนั้น ทุกคนก็หันขวับไปมองเธอเป็ตาเดียว
หวังเชี่ยนถามด้วยความสงสัย “เทพปากกาเหรอ? มันคืออะไรอะ?”
หลี่เหมยพึมพำ “ชื่อแปลกจัง ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย สรุปมันคืออะไรเหรอหลิวเซียว?”
เห็นปฏิกิริยาของเพื่อน ๆ หลิวเซียวก็ยิ้มกริ่มอย่างภูมิใจ “มันคือเกมเรียกิญญาชนิดหนึ่งยังไงล่ะ!”
เสี่ยวลี่ขมวดคิ้วด้วยความกังวล “เกมเรียกิญญาเหรอ?”
หลิวเซียวลากเก้าอี้มานั่งลง เธอกวาดสายตามองเพื่อนทั้งสามคนก่อนจะเริ่มอธิบาย
“เทพปากกา หรือการอัญเชิญเทพปากกา จริง ๆ แล้วมันก็คือการเรียกผีนั่นแหละ เราจะเรียกมาเพื่อถามคำถาม เหมือนกับการพยากรณ์ดวงชะตาอย่างหนึ่ง”
พอได้ยินคำว่า ‘เรียกผี’ เสี่ยวลี่ที่ขี้ขลาดเป็ทุนเดิมอยู่แล้วก็หน้าถอดสีทันที
“เรียกผีเนี่ยนะ? มันไม่น่ากลัวไปหน่อยเหรอ”
แต่ผิดกับหลี่เหมยและหวังเชี่ยน ทั้งสองคนกลับดูตื่นเต้นและสนใจขึ้นมาทันที
หวังเชี่ยนรีบถาม “แล้วเราเรียกเขามาทำไมอะ?”
หลิวเซียวตอบอย่างมั่นใจ “ถ้าเราเรียกเทพปากกามาได้สำเร็จ เราจะถามอะไรเขาก็ได้ทุกเื่เลยนะ เหมือนมีที่ปรึกษาจากโลกิญญาเลยล่ะ”
หลี่เหมยตาเป็ประกาย “ถามได้ทุกเื่เลยเหรอ? งั้นฉันจะถามว่า เมื่อไหร่ฉันจะมีแฟนกับเขาซะที!”
หลิวเซียวปรายตามองพลางเบ้ปาก “ยัยนี่! กลัวจะไม่มีคู่ขนาดนั้นเลยเหรอ? ไม่อายบ้างหรือไงยะ”
“จริงด้วย ๆ” หวังเชี่ยนรีบสมทบพร้อมหัวเราะคิกคัก
จากนั้นหลิวเซียวก็หันไปหาเสี่ยวลี่ “เสี่ยวลี่ ทำไมเงียบไปเลยล่ะ? จะไม่เล่นด้วยกันเหรอ?”
เสี่ยวลี่ตอบด้วยน้ำเสียงสั่น ๆ “เซียวเซียว... ฉันว่าอย่าเล่นอะไรแบบนี้เลยดีกว่า มันดูแปลก ๆ ยังไงไม่รู้ ฉันรู้สึกลางไม่ดียังไงบอกไม่ถูก”
หวังเชี่ยนรีบยุ “โธ่ เสี่ยวลี่ กลัวอะไรล่ะ? พวกเราก็อยู่กันตั้งหลายคน!”
หลิวเซียวพยักหน้าสำทับ “ใช่แล้ว เกมนี้ต้องเล่นสี่คนถึงจะสนุกนะ ถ้าแกไม่เล่น พวกเราที่เหลือก็เล่นไม่ได้เหมือนกัน”
และแล้ว เสี่ยวลี่ก็ถูกกดดันจนต้องยอมตกลงเล่นอย่างจำใจ
หลิวเซียวเริ่มอธิบายวิธีการอัญเชิญและข้อห้ามต่าง ๆ อย่างละเอียด เมื่อทุกคนเข้าใจตรงกันแล้ว อุปกรณ์ทุกอย่างก็ถูกจัดเตรียมไว้พร้อมสรรพ
โต๊ะเรียนหนึ่งตัว ปากกาหนึ่งด้าม และกระดาษสีขาวแผ่นใหญ่หนึ่งแผ่น ทั้งสี่คนนั่งล้อมวงกันคนละทิศ ไฟในห้องถูกปิดจนมืดสนิท มีเพียงแสงสว่างวูบวาบจากเปลวเทียนเล่มเดียวที่ตั้งอยู่กลางโต๊ะ บรรยากาศเย็นะเืและวังเวงเข้าปกคลุมห้องพักในทันที ความเงียบงัดทำให้เสียงลมหายใจดูดังผิดปกติ
ฝ่ามือของเสี่ยวลี่เริ่มมีเหงื่อซึมออกมา เธอพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “พวกเราเลิกตอนนี้ยังทันไหม? ฉันรู้สึกแปลก ๆ เหมือน... เหมือนมีสายตาคู่หนึ่งกำลังจ้องมองฉันอยู่ตลอดเวลาเลย”
มาถึงขั้นนี้แล้ว หลิวเซียวและคนอื่น ๆ ย่อมไม่ยอมเลิกง่าย ๆ พวกเธอต่างพากันปลอบและคะยั้นคะยอเสี่ยวลี่ สุดท้ายเสี่ยวลี่ก็ต้องยอมแพ้ต่อแรงกดดัน
มือของทั้งสี่คนค่อย ๆ ยื่นออกไป ประคองด้ามปากกาไว้ด้วยกันอย่างแ่เบา
หลิวเซียวมองหน้าเพื่อนทั้งสามแล้วถาม “ทุกคนพร้อมนะ?”
ทั้งสามพยักหน้า หลิวเซียวย้ำเตือนอีกครั้ง “จำไว้ ไม่ว่าระหว่างเล่นจะเกิดอะไรขึ้น ห้ามปล่อยมือจากปากกาเด็ดขาด! ถ้าปล่อยมือ ผลที่ตามมาจะร้ายแรงจนคาดไม่ถึง เราก็แค่เล่นกันขำ ๆ ไม่มีอะไรต้องกลัว แค่ส่งเขากลับไปให้ถูกวิธีก็ไม่มีปัญหาแล้ว เข้าใจไหม?”
ทุกคนพยักหน้าอีกรอบด้วยความเคร่งเครียด จากนั้นพวกเธอก็เริ่มท่องบทสวดเรียกิญญาแ่เบา...
“เทพปากกา เทพปากกา... ข้าคือชาติปางก่อนของท่าน ท่านคือชาติปัจจุบันของข้า หากแม้นมีวาสนาต่อกัน โปรดช่วยวาดวงกลมลงบนกระดาษนี้ด้วยเถิด...”
เวลาผ่านไปไม่นานทีละนิด มือของเสี่ยวลี่และเพื่อน ๆ ยังคงประคองด้ามปากกาไว้นิ่ง
ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ปากกายังคงสงบนิ่ง ราวกับถูกแช่แข็งเอาไว้
พวกเธอท่องบทสวดซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนเวลาผ่านไปเกือบสิบนาที อย่าว่าแต่เงาของเทพปากกาเลย แม้แต่ลมพัดแรง ๆ สักนิดก็ยังไม่มี
เสี่ยวลี่กระซิบถามอย่างระมัดระวัง “มันไม่ได้ผลอะ หรือว่าวิธีเราจะผิด?”
หวังเชี่ยนก็เริ่มคล้อยตาม “เซียวเซียว แกแน่ใจนะว่าเล่นแบบนี้?”
หลิวเซียวหลับตาลงแต่ยังปากแข็ง “ไม่ผิดแน่ ฉันเห็นเพื่อนฉันเล่นมากับตา มันเรียกออกมาได้จริง ๆ แถมถามคำถามได้ตั้งเยอะแยะ!”
หลี่เหมยถาม “แล้วทำไมพวกเราถึงเรียกไม่ได้ล่ะ?”
น้ำเสียงของหลิวเซียวจู่ ๆ ก็ดังขึ้นและแหลมสูงขึ้นเล็กน้อย “ฉันเคยได้ยินเพื่อนบอกว่า... ถ้าคนที่มีพลังหยางแรงเกินไป ผีจะเข้าใกล้ไม่ได้!”
เสี่ยวลี่สงสัย “พลังหยางคืออะไรเหรอ?”
หลิวเซียวอธิบาย “ในตัวคนเราจะมีไฟอยู่สามดวง บนหัวหนึ่งดวง และที่ไหล่ซ้ายขวาอีกข้างละดวง ยิ่งไฟลุกโชน พลังหยางก็ยิ่งแข็งแกร่ง พวกผีสางเทวดาจะไม่กล้าเฉียดเข้าใกล้เลยสักนิด!”
หลี่เหมยรีบซัก “แล้วทำยังไงให้พลังหยางอ่อนลงล่ะ?”
หลิวเซียวตอบเสียงเรียบ “พวกแก... ลองเหลียวมองข้ามไหล่ไปข้างหลังดูสิ การทำแบบนั้นจะช่วยเป่าไฟที่ไหล่ให้ดับลงได้!”
พอสิ้นเสียง หลี่เหมยก็รีบหันไปมองข้างหลังทันที หวังเชี่ยนเองก็ทำตามอย่างรวดเร็ว
ทั้งสามคนจ้องมองเสี่ยวลี่ที่ยังคงลังเล แล้วพูดขึ้นพร้อมกันว่า “เสี่ยวลี่ มัวรออะไรอยู่ล่ะ? รีบหันสิ ตอนนี้เหลือแค่แกคนเดียวแล้วนะ!”
เสี่ยวลี่เม้มริมฝีปากแน่น แม้ในใจจะประท้วงด้วยความกลัว แต่เธอก็ทานแรงกดดันจากเพื่อนไม่ไหว สุดท้ายจึงยอมหันไปมองข้างหลังแวบหนึ่ง
หลิวเซียวแย้มยิ้มอย่างพอใจ “เอาละ... มาเริ่มสวดกันต่อ”
“เทพปากกา เทพปากกา... ข้าคือชาติปางก่อนของท่าน ท่านคือชาติปัจจุบันของข้า หากแม้นมีวาสนาต่อกัน โปรดช่วยวาดวงกลมลงบนกระดาษนี้ด้วยเถิด...”
พวกเธอเรียกขานิญญาซ้ำแล้วซ้ำเล่า... เวลาไหลก็ผ่านไปอย่างช้า ๆ ชวนให้รู้สึกอึดอัดจนหายใจไม่ออก แต่ปากกาในมือยังคงนิ่งสนิท...
หวังเชี่ยนเริ่มหมดความอดทนและกำลังจะอ้าปากบอกว่าเลิกเล่นเถอะ แต่ทว่าในตอนนั้นเอง ปากกาที่เคยสงบนิ่งมาตลอด... จู่ ๆ มันก็เริ่มขยับเขยื้อนอย่างช้า ๆ...
เมื่อเล่ามาถึงจุดนี้ หลินเซียวก็หยุดนิ่งไปเฉย ๆ
ช่องคอมเมนต์ะเิขึ้นทันที!
[ นี่คือการสาธิตคำว่า 'หาเื่ใส่ตัว' ของแท้เลยนะเนี่ย! ]
[ นักศึกษาสมัยนี้ความอยากรู้อยากเห็นมันแรงกล้าขนาดนี้เลยเหรอ? ]
[ เกมนี้มันของจริงหรือเปล่าครับ? เกิดมาเพิ่งเคยได้ยิน! ]
[ มาแล้ว! เทพปากกามาแล้วแน่ ๆ!! พี่หลินเล่าต่อเลย อย่าค้างสิ! ]
[ ผมเตรียมผ้าห่มคลุมโปงรอแล้วครับพี่หลิน! จัดมาเลย ถ้าผมปอดแหก ผมไม่ใช่ลูกผู้ชาย! ]
ในเวลานี้แม้จะเริ่มไลฟ์ไปไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ยอดผู้ชมในห้องสตรีมของหลินเซียวก็พุ่งทะลุเกินหกล้านคนไปแล้ว!!
และนี่เป็เพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะผลของการดันหน้าเว็บเพิ่งจะเริ่มทำงานลองจินตนาการดูเถอะว่า ถ้ากระแสติดลมบนกว่านี้ ยอดผู้ชมจะถล่มทลายขนาดไหน!
หลินเซียวจิบน้ำชาครู่หนึ่ง ก่อนจะเริ่มเล่าเื่ราวต่อด้วยน้ำเสียงเย็นะเื...