แสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามาทางประตูหินที่แง้มออก เงาร่างสีขาวซีดก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามาอย่างเชื่องช้า ทว่าทุกฝีเท้ากลับไร้ซึ่งเสียงสะท้อน ราวกับเท้าของมันไม่ได้สัมผัสพื้นหิน มารขาวหยุดนิ่งอยู่กลางห้องโถง ดวงตาเรียวรีดุจงูพิษกวาดมองซากศพของมู่ถงและเฮยซาด้วยแววตาเฉยชา ก่อนจะเลื่อนมาหยุดที่ชายหนุ่มในชุดมอมแมมที่ยืนหอบหายใจอยู่ไม่ไกล ดูท่าชายหนุ่มผู้นี้จะเป็นต้นตอ มารขาวชำเลืองมองซูหมิงเพียงครู่หนึ่ง ก่อนกวาดสายตาไปโดยรอบอีกครา พลางวิเคราะห์ฉากต่อสู้ในหัวจากร่องรอยที่หลงเหลืออยู่ในที่แห่งนี้
“หัตถ์พิษเทวะและปราณทมิฬ... สองคนนี้แม้จะเป็นเพียงสุนัขรับใช้ปลายแถว แต่ขึ้นชื่อว่าเป็นคนของนิกายเทวะ นับว่ามีฝีมือไม่เลว”
มารขาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่าคล้ายโลหะเสียดสีกัน มันพินิจมองซากศพของมู่ถงและเฮยซาอีกครั้งอย่างละเอียด ซูหมิงเมื่อเห็นมารขาวหันหลังให้ ไม่สนใจตน เพียงยืนขวางอยู่ทางออกกันไม่ให้หนี
‘โอกาสเดียว’ เท้าผีขั้นสี่ทำงาน ร่างของซูหมิงเลือนหายไป กลายเป็นเงาจางๆ พุ่งเข้าหาจุดตายที่ลำคอของมารขาวด้วยความเร็วที่เหนือมนุษย์ ทว่าในวินาทีที่ฝ่ามือจะถึงตัว มารขาวเพียงเอียงคอเล็กน้อยอย่างเป็นธรรมชาติ พร้อมกับยกขลุ่ยหยกขึ้นมาขวาง ปัง! เสียงปะทะดังสนั่น ซูหมิงรู้สึกเหมือนฝ่ามือกระแทกเข้ากับกำแพงเหล็กที่สั่นสะเทือนด้วยความถี่สูง พลังสะท้อนทำให้แขนของเขาชาหนึบ ซูหมิงตกตะลึง ขาค่อยๆก้าวถอยโดยไม่รู้ตัว มารขาวหันกลับมาอย่างใจเย็น
“อย่ารีบร้อน มาสนทนากันก่อนดีหรือไม่ หากเจ้ายอมตอบทุกคำถาม เจ้าจะตายอย่างไม่ต้องทรมาน” มารขาวเอ่ยออกด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ใบหน้าไร้อารมณ์ไม่เปลี่ยนแปลงขัดกับกลิ่นอายสังหารเข้มข้นที่แผ่ออกจากตัวมัน ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉยนั้น จิตใจมันหาสงบตามใบหน้า มารขาวยังคงตกตะลึงกับความเร็วของชายหนุ่มเบื้องหน้า ความเร็วระดับนี้ แทบจะล้ำหน้ามันไปแล้ว ยังดีที่ตัวมันเคยผ่านศึกเป็นตายมาไม่รู้เท่าใด การโจมตีซื่อตรงอย่างนี้ไม่เกินกำลังรับมือ
นิ้วเรียวยาวลูบไล้ไปมาตามขลุ่ยหยก พินิจชายหนุ่มเบื้องหน้า คำถามในหัวผุดขึ้นมากมาย
“ใครส่งมันมา?…”
“มันเป็นใคร? ….ล่วงรู้แผนการไปแล้วเท่าใด?..”แต่ไม่สำคัญ จับมันทรมานคงได้คำตอบไม่ยากเย็น
มารขาวไม่รอให้ซูหมิงตั้งหลักได้นานนัก มันสะบัดขลุ่ยหยกในมือคราหนึ่ง ไอเย็นสีขาวซีดพลันแผ่ซ่านออกมาจากตัวขลุ่ย ปกคลุมปลายนิ้วที่เรียวยาวของมันจนดูน่าสยดสยอง
ฟุ่บ!
ร่างของมารขาวพริ้วไหวประดุจภูตพราย มันไม่ได้พุ่งเข้าหาเป็นเส้นตรงเหมือนซูหมิง แต่กลับเคลื่อนที่เป็นวงกลมทิ้งเงาหลอกตาไว้จนดูเหมือนมีมารขาวนับสิบคนล้อมรอบไว้ทุกทิศทาง ชายหนุ่มเบิกตากว้าง พยายามใช้โสตประสาทแยกแยะเสียงฝีเท้า แต่กลับพบเพียงความเงียบสงัด
เปรี้ยง!
ขลุ่ยหยกฟาดเข้าที่หัวไหล่ซูหมิงอย่างแม่นยำ แม้ซูหมิงจะเบี่ยงตัวหลบได้ทันท่วงที แต่รังสีปราณที่ปลายขลุ่ยกลับกรีดผ่านเนื้อผ้าและผิวหนังจนเลือดสาดกระเซ็น ความเย็นเยียบจากลมปราณมารขาวแทรกซึมเข้าสู่บาดแผลจนซูหมิงรู้สึกแขนซ้ายชาไปครึ่งแถบ
“โฮ่! ไม่ขาดแฮะ”
เสียงมารขาวดังขึ้นข้างหู
ซูหมิงกัดฟันกรอด เหวี่ยงฝ่ามือวายุออกไปทางต้นเสียงอย่างสุดแรง แต่มารขาวกลับเพียงใช้ขลุ่ยหยกแตะที่ข้อมือของซูหมิงเบาๆ แล้วบิดหมุนตามแรงเหวี่ยง พลังมหาศาลของฝ่ามือวายุกลับถูกเบี่ยงเบนไปกระแทกเข้ากับเสาหินจนหักสะบั้น ส่วนตัวซูหมิงเสียหลักถลันไปข้างหน้า
‘มันยืมแรงข้า!’ ซูหมิงตระหนกในใจ นี่เป็นอีกก้าวที่ซูหมิงต้องรับรู้ การต่อสู้เอาชีวิตหาใช่การอัดพลังใส่กันตรงๆ หากแต่ในใต้หล้านี้ยังมีวิชาอีกมากมาย มีการพลิกแพลงนับไม่ถ้วน สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถศึกษาได้จากการท่องเคล็ดวิชาเพียงอย่างเดียว
มารขาวตามประชิด ท่วงท่าการเคลื่อนไหวของมันหมดจดและไร้ช่องโหว่ ขลุ่ยหยกในมือมันเปลี่ยนจากอาวุธจู่โจมเป็นเครื่องมือพันธนาการ มันวาดขลุ่ยเป็นตาข่ายปราณสีขาวครอบลงมา ซูหมิงรีบใช้ออกด้วยวิชาเท้าผี หลบหลีกพัลวัน แต่ไม่ว่าจะหนีไปทางใด ขลุ่ยหยกนั้นก็มักจะไปดักรอที่จุดตกฟากของเขาเสมอ บัดนี้ไม่รู้ว่าร่างมารขาวหายไปที่ใด มีเพียงแต่ขลุ่ยหยกตามโจมตีมันดั่งมีชีวิต
ซูหมิงเมื่อไม่รู้จะหนีไปทางใด มันหยุด ยืนปักหลักสู้ เกร็งกำแพงวายุคุ้มกันกายขึ้น ใช้ออกด้วยฝ่ามือวายุ หมายกระแทกขลุ่ยที่พุ่งมาเบื้องหน้า
เมื่อฝ่ามือถูกใช้ ขลุ่ยหยกไม่อาจต้านทาน มันปลิวกระเด็นไปตามแรงลม ซูหมิงยังไม่ทันได้ดีใจ เสียงหวีดหวิวจากฝ่ามือก็ดังมาจากด้านหลัง
พลั่ก!
ความเจ็บปวดแผ่ซ่านไปทั่วร่าง ซูหมิงหาได้กระเด็นไปที่ใด หลังจากโดนฝ่ามือ ร่างของชายหนุ่มก็ทรุดฮวบลงไปดั่งหุ่นฟาง ขลุ่ยหยกที่กระเด็นไปพลันวกกลับมาเข้ามือของมารขาวอย่างรู้ใจ
“ฝ่ามือของเราฝังพิษเข้าไปแล้ว มันจะแทรกซึมไปอย่างช้าๆ ยิ่งปล่อยไป ความเจ็บปวดยิ่งเพิ่มหลายเท่าตัว หากตอบคำถามเรา จะให้ยาแก้พิษแก่เจ้า” ซูหมิงปวดแสบปวดร้อนไปทั่วกาย บริเวณแผ่นหลังคล้ายมีหนอนแมลงชอนไชไปมาไม่จบสิ้น สร้างความเจ็บปวดจนดิ้นพล่านไม่สามารถร้องออกมา
มารขาวมองไปยังร่างมนุษย์ที่ทุรนทุรายด้วยสายตาเรียบเฉย กะว่าให้มันเจ็บปวดมากกว่านี้อีกสักหน่อย พอให้ยาถอนพิษมัน ไม่ว่าเรื่องอะไรคงยอมพูดออกมา ระหว่างที่มารขาวกำลังจะหาที่นั่ง ยังไม่ทันนั่งลงเสร็จสิ้น ภาพเบื้องหน้าอันแปลกประหลาดก็ปรากฏขึ้น ชายหนุ่มที่ควรทุรนทุรายจนต้องคลานมาขอยาถอนพิษกลับนิ่งลง ซูหมิงค่อยๆลุกขึ้นยืนอย่างไม่เจ็บปวด เหงื่อไหลผุดออกมาเต็มกาย เม็ดเหงื่อกลายเป็นสีเทา ใบหน้าเรียบเฉยของมารขาวกระตุกวูบคราหนึ่ง
“เห้ยๆ มันถอนพิษเองงั้นหรือ?”
คำอุทานพึ่งเอ่ยออก ลมปราณรอบตัวซูหมิงบิดเบี้ยวหมุนเข้าฝ่ามือทั้งสองข้าง ซูหมิงใช้ฝ่ามือวายุออกโดยไม่สนใจสิ่งใด มารขาวเบี่ยงหลบคราหนึ่ง พายุลูกสองก็กระแทกเข้ามา พอหลบเลี่ยงอีกครา ลูกสามลูกสี่ ยังคงตามมาไม่หมดสิ้น
ซูหมิงระเบิดพลังออกดั่งคนไร้สติ ข้าวของทั้งห้องพังกระจายปลิวว่อนไม่รู้ทิศทาง มารขาวไร้ที่หลบซ่อน ยิ่งพยายามจะเข้าไกล้ซูหมิงพลังจากชายหนุ่มยิ่งอัดแน่น พายุหมุนวนถล่มไปมา ร่างกายมารขาวเริ่มโดนฉีกเฉือนจากแรงลม มันกัดฟันกรอดเอาชีวิตรอด พุ่งตัวออกไปเบื้องนอกอย่างยากลำบาก เมื่อหลุดออกมาถึงได้หายใจเฮือกใหญ่
ตึง! ตึง! ตึง!
เสียงกัมปนาทยังคงดังออกมาอย่างต่อเนื่อง แรงลมที่หลุดออกมาพัดพาปลายผมมันปลิวไสว
“มันคือใคร! ลมปราณมันหมดสิ้นไม่เป็นหรืออย่างไร ?หากมันรอดไป มันจะเติบโตอีกเท่าใด?”
ภายในห้อง ซูหมิงที่ใช้พลังออกอย่างคนบ้าคลั่ง แขนมันเนื้อหนังหลุดรุ่งริ่งเป็นบางส่วน แขนขวากระดูกถึงกับหักลงจากแรงกระแทก จึงต้องหยุดมือ
ซูหมิงทรุดเข่าลงด้วยความเหนื่อยล้า สำลักของเสียออกมากองใหญ่จนลำคอร้อนผ่าว ช่วงเป็นตายไม่มีเวลาให้เจ็บปวด มันสำรวจมองซ้ายขวาอย่างรวดเร็ว ไม่พบเจอร่างมารขาว ขามันที่ยังมีกำลังเหลือ ใช้ออกด้วยวิชาตัวเบา พุ่งออกจากที่นี่ให้เร็วที่สุด
เมื่อหลุดออกมาได้ อากาศข้างนอกช่างบริสุทธิ์สดชื่นยิ่งนัก ที่เบื้องหน้ามองไปคล้ายวัตถุบางอย่างพุ่งเข้ามา เมื่อมองเห็นชัดว่าเป็นขลุ่ยหยก ซูหมิงเหมือนกลับไปอยู่ในฝันร้ายที่ยังหนีไม่พ้น ขลุ่ยหยกมาถึงมันก่อนที่เบื้องหน้า ก่อนที่มารขาวเจ้าของมันจะตามมาถึงในช่วงเสี้ยววิ
เปรี้ยง!! บาทาที่หนักหน่วง เตะชายหนุ่มร่วงหล่นลงอย่างไร้ปราณี ซูหมิงกระแทกลงพื้นอย่างรุนแรง มันดีดตัวลุกทันทีดั่งคนไม่รู้จักเจ็บปวด ใช้วิชาเท้าผีพุ่งตัวหนีอย่างโง่งม
เปรี้ยง!! บาทาเดิมอ้อมมาเตะมันลงมาที่เก่า ครั้งนี้ซูหมิงหมดแรงแล้วจริงๆ มันนอนแผ่ลงกับพื้นด้วยร่างกายที่สะบักสะบอม มารขาวก้าวเดินเข้ามาหาซูหมิงอย่างช้าๆ เสื้อสีขาวตัวนอกของมันบัดนี้ขาดวิ่นเป็นรอยกรีดนับสิบแผลจากพายุคลั่งเมื่อครู่ ที่มุมปากมีหยดเลือดไหลซึม และหน้าอกสะท้อนขึ้นลงด้วยอาการหอบหายใจอย่างปิดไม่มิด แววตาที่เคยเฉยชาบัดนี้เต็มไปด้วยความเคร่งเครียด
ซูหมิงกัดฟันแน่น ฝืนลุกขึ้นมา นั่งคุกเข่าหนึ่งข้าง แววตามองเขม็งกลับอย่างไม่จำนน มารขาวมองเด็กหนุ่มราวพบเจอตัวประหลาด มันหยุดยืนห่างจากซูหมิงเพียงห้าก้าว กระชับขลุ่ยหยกในมือแน่น ความหวาดระแวงเริ่มก่อตัวขึ้นในจิตใจที่เคยเยือกเย็น
“วิชาตัวเบาที่พริ้วไหวดุจผีพราย... ฝ่ามือที่รุนแรงจนบ้าคลั่งราวกับพายุ” มารขาวเค้นเสียงถามผ่านลำคอที่แห้งผาก “เจ้าเป็นอะไรกับ 'จอมโจรสิบเงา ฉีซิ่น'!?
ซูหมิงสำลักเลือดออกมาคำหนึ่ง เขาแค่นยิ้มที่ดูน่าเวทนาแต่แฝงความภาคภูมิใ
“ใช่... ข้าเป็นศิษย์...”
อา..ไม่ผิดแน่ วิชาตัวเบาที่เป็นเอกลักษณ์เช่นนี้ มองไปทั่วแผ่นดินคงมีแต่ฉีซิ่นผู้เดียว มารขาวเริ่มเกิดคำถามกับตัวเองมากมาย จากรายงานข่าวฉีซิ่นตายแล้วมิใช่หรือ หรือการตายเป็นเพียงแผนลวง ระหว่างที่มันครุ่นคิดไปมา
เด็กหนุ่มที่ทรุดโทรมอยู่เบื้องหน้า มองข้ามไหล่มารขาวไปที่เบื้องหลัง น้ำตาซูหมิงทะลักออกจากเบ้าอย่างไม่อาจอดกลั้น เป็นสายตาแห่งความหวัง ซูหมิงขยับปากช้าๆอย่างไม่ออกเสียงเพื่อหลบสายตาของมารขาว แต่การกระทำของมันมีหรือจะหลุดรอดสายตา มารขาวอ่านปากซูหมิงที่เอ่ยออกอย่างช้าๆ
“อา…จารย์…..ช่วย….ข้า….ด้วย…”
มารขาวสะดุ้งสุดตัว กลิ่นอายความตายแผ่ซ่านปกคลุม มันไม่รอช้า พลิกกายหมุนตัวกลับไปเบื้องหลังทันควัน ขลุ่ยหยกในมือถูกใช้ออกด้วยกระบวนท่าป้องกันขั้นสูงสุด ลมปราณพุ่งพล่านรอบกายเตรียมรับการจู่โจมจากยอดฝีมือที่มันหวาดกลัว
มันผสานมือเตรียมขอขมา และยังไม่ลืมที่จะแผ่ตาข่ายลมปราณตรวจจับอันเป็นวิชาเฉพาะ ทว่า... เบื้องหลังมีเพียงความว่างเปล่า ใบไม้แห้งร่วงหล่นตามสายลมเย็นที่พัดผ่าน ไร้ซึ่งวี่แววของมนุษย์ มันรีบหันกลับมายังจุดเดิม ทว่าที่ตรงนั้นเหลือเพียงรอยเลือดที่เริ่มซึมลงดิน มารขาวมองไปในความมืดด้วยความอัปยศอดสู
มันพ่นลมหายใจออกมาอย่างรุนแรง ความสับสนในใจทวีคูณ ทั้งความโกรธที่ถูกหยาม มันตั้งปณิธานกับตนเอง หากพบเจอซูหมิงเมื่อไรสับมันเป็นหมื่นๆชิ้น!