หลังจากพักผ่อนเต็มอิ่มแล้วหนิงเฟยหลงก็โคจรลมปราณเข้าสมาธิทบทวนสิ่งที่ผ่านมา เข้าสู่ห้วงสมุทรแห่งจิตหาบางสิ่งบางอย่าง โดยที่ก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไรคือสิ่งใดเพียงแต่สัมผัสมันได้อย่างเลือนราง
สิ่งที่ชายหนุ่มตามหาอยู่นั้นก็คือ เจตจำนงที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาคับขันที่เย้ยฟ้าท้าปฐพีได้! ความรู้สึกนั้นมันช่างวิเศษ สิ่งที่สัมผัสรับรู้ในตอนนั้นทำให้มันรู้สึกราวกับว่าตนเองยืนมองทุกสรรพสิ่งอยู่เบื้องล่างฝ่าเท้าที่จะเหยียบลงเมื่อไหร่ก็ได้ตัวมันในตอนนั้นคล้ายยืนอยู่ในจุดสูงสุด! เป็น ‘หนึ่งในใต้หล้า!’
หนึ่งในใต้หล้านี่ ใครหาญกล้าจะเรียกตนเช่นนั้นได้แม้ว่าจะมีวรยุทธ์สูงส่งแต่ก็ไม่อาจมีความกล้าเช่นนั้น! ใครเล่าจะยืนยงค้ำฟ้าไม่หวั่นเกรงต่อผู้ใดอย่างแท้จริง หากมีเช่นนั้นคนผู้นั้นย่อมเป็น ‘ผู้ไร้เทียมทานอย่างแท้จริง!!’
ทว่าความรู้สึกนั้นกลับรู้สึกได้เพียงชั่วขณะเท่านั้นแม้จะเกิดเพียงชั่วขณะแต่กลับมีพลานุภาพมากมายถึงเพียงนี้หากเข้าใจได้อย่างถ่องแท้จะมีอานุภาพมากถึงเพียงไหนกัน
หากไม่ใช่เพราะถูกกดดันจากพลังโจมตีของทั้งสามคนนั้นการที่ต้องกักพลังยุทธ์ของตนเองอยู่เพียงขั้นหนึ่งของระดับกำเนิดพลังการบีบคั้นถึงเพียงนั้น พลังที่โจมตีมาก็หาใช่สามัญรวมๆแล้วก็สามารถสังหารกำเนิดพลังขั้นต้นได้อย่างแน่นอน!
นั่นเป็นความบ้าบิ่นถึงเพียงไหนที่กล้าหาญรับพลังทั้งสามไว้ด้วยตัวเพียงคนเดียวแต่นั่นก็ทำให้มันเปิดเส้นทางสู่วิถีใหม่ที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าวิถีสวรรค์!
ในตอนนั้น คราแรกชายหนุ่มกลับรู้สึกถึงความหวาดหวั่นไม่น้อยแต่ยิ่งหวาดหวั่นก็ยิ่งฟุ้งซ่าน ยิ่งฟุ้งซ่านก็ยิ่งเสียสมาธิต่อมาจึงรู้สึกว่าภายในเกิดความปั่นป่วนพลังจิตและพลังลมปราณคลื่นหยวนเริ่มหมุนวนอย่างรุนแรง! จนบังเกิดเป็นสมาธิอย่างหนึ่งขึ้นอย่างแปลกประหลาดในใจก็บังเกิดความสงบขึ้น
เมื่อมองไปที่พลังสามสาย ก็พบว่าสิ่งนั้นยิ่งทำให้ตนรู้สึกท้าทายบังเกิดเป็นความตื่นเต้นอย่างที่สุด ร่างกายจึงค่อยๆเหยียดตรงอย่างทระนง! คล้ายยิ่งมาก็ยิ่งมีพลังยิ่งมาก็ยิ่งฮึกเหิม จนรู้สึกถึงความเหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัดตัวของมันลอยสูงขึ้นบนอากาศอยู่ระหว่างพื้นดินและเพดานถ้ำให้ความรู้สึกถึงความสูงส่งอย่างหาใดเปรียบ!
ทว่าเมื่อรู้สึกถึงความอิ่มตัวกลับกลายเป็นว่าเจตจำนงนั้นเริ่มเลือนรางไปอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ!
เมื่อไม่มีเจตจำนงนั้นแล้วทำให้ความรู้สึกเย้ยฟ้าท้าปฐพีหมดลงไปด้วยทว่าในช่วงสุดท้ายก็สามารถระเบิดพลังออกมาได้เกิดการรวมตัวทั้งห้วงสมุทรแห่งจิตและลมปราณอย่างน่าอัศจรรย์ก่อเกิดเป็นพลังที่บริสุทธิ์ระเบิดออก สะท้อนพลังทั้งสามกลับไปส่วนหนึ่งทำลายไปส่วนหนึ่งส่วนพลังทำลายที่เหลือนั้นได้ระเบิดพลังถ้ำในส่วนต่างๆไม่ได้เข้าโจมตีสมาชิกทั้งสามแต่อย่างใด
นั่นจึงทำให้ทั้งสามคนไม่ได้รับบาดเจ็บสาหัสแต่อย่างใดมีเพียงแต่ชายหนุ่มที่รับผลกระทบนั้นจากการใช้สมาธิและพลังลมปราณส่วนใหญ่ไปทำให้เกิดอาการเหนื่อยล้าอย่างหนัก จำเป็นต้องพักผ่อนแรมเดือนจึงจะหายดี
หนิงเฟยหลงพยายามที่จะเข้าใจความรู้สึกนั้นให้มากที่สุดแม้จะคงเหลือแค่เศษเสี้ยวก็ตาม ทว่ายิ่งอยากสัมผัสคล้ายว่ามันจะยิ่งออกห่างไปการสร้างวิถีแห่งตนจึงล้มเหลวไป
แต่อันที่จริงแล้วนั่นเป็นธรรมดาที่ปุถุชนจะทำไม่ได้ ใครที่ไหนจะสรรสร้างวิถีให้ตนเองได้หากไม่ใช่วิถีฟ้า การคล้อยตามวิถีฟ้าย่อมเป็นการสมควรของมนุษย์มนุษย์ต้องกระทำตามโองการแห่งฟ้า!
ชายหนุ่มทอดถอนใจละทิ้งความพยายาม มุ่งหน้าหาทางออกจากถ้ำ
..........
“น้องเหรินดูนั่น!” คุณชายหนิงชี้นิ้วไปทางที่มีสัตว์อสูรด้านหน้ากลางหุบเขา
สัตว์อสูรนั้นมีลำตัวสีเขียวทมิฬมีลำตัวขนาดใหญ่ทอดยาวออกไปกว่าสิบจั้งกำลังเลื้อยเข้าไปในถ้ำที่อยู่กลางหุบเขา
แค่มองดูก็พอรู้ถึงความแข็งแกร่งของสัตว์อสูรนี้แล้วคุณชายทั้งสองต่างมีสีหน้าที่เคร่งขรึม
“พวกเราจำเป็นต้องจัดการกับสัตว์อสูรระดับ ทว่ามันแข็งแกร่งถึงเพียงนี้พวกเราจะจัดการมันได้อย่างไร?” คุณชายเหรินเอ่ยขึ้นด้วยความกังวลใจ
คุณชายหนิงทำท่าครุ่นคิดอยู่สักพักสายตาเหลือบมองไปเห็นกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งกำลังเดินเข้ามา
“นั่นอย่างไรเล่า” คุณชายหนิงชี้ไปทางกลุ่มพวกนั้น ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มอันชั่วร้าย“น้องเหรินท่านอย่าได้กังวลไป พวกมันนั้นจะเป็นโล่กำบังให้เราอย่างดีเลย”แววตาของคุณชายหนิงฉายประกายเหี้ยมเกรียมขึ้น
คุณชายหนิงและคุณชายเหรินพูดคุยกันต่ออีกครู่หนึ่งแล้วจึงพากันเดินเข้าไปหากลุ่มคนที่อยู่ไม่ไกลจากพวกมัน
“พวกเจ้ากำลังล่าสัตว์อสูรระดับสามอยู่ใช่หรือไม่?”คุณชายหนิงกล่าวทักทายก่อน
ชายอาภรณ์ฟ้าค่อยเบือนหน้ากับมา แต่ก็ไม่ได้ตอบอะไรใช่แล้วกลุ่มนี้คือกกลุ่มของชายปริศนาอาภรณ์ฟ้านั่นเอง
“ใช่ พวกเรากำลังล่าสัตว์อสูรอยู่ พวกเจ้ามีอะไรหรือไม่ถ้าไม่มีก็อย่าได้มาขวางทางพวกข้า!” ชายผู้สวมอาภรณ์น้ำตาล บนหน้าปรากฏรอยแผลกล่าวตอบ
“อันที่จริงพวกข้า จะมาชวนพวกเจ้าร่วมมือกันกำจัดสัตว์อสูรระดับเราจะช่วยกันสังหารสัตว์อสูรสองตัว แล้วจะแบ่งกันคนละตัว เจ้าเห็นเป็นอย่างไร?” คุณชายหนิงกล่าว
ชายหน้าบากหันไปมองชายอาภรณ์ฟ้าคล้ายว่าจะรอฟังความคิดเห็นแต่ก็ไม่พบการเคลื่อนไหวใดๆ จึงกล่าวต่อ “เช่นนั้นก็ดีแต่หากจะให้ร่วมมือพวกข้าจะไว้ใจ พวกเจ้าได้อย่างไร จงเร่งบอกนามมาและมอบของแลกเปลี่ยนเป็นประกัน เพื่อความสบายใจทั้งสองฝ่าย”
“ดี!เอาอย่างนี้ก็ได้!” คุณชายหนิงกล่าวขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์เล็กน้อยหากต้องการให้แผนการนั้นสำเร็จจำเป็นที่จะต้องสร้างความไว้วางใจ อย่างไรเสียมันก็คิดอยู่แล้วว่าต้องเป็นเช่นนี้ แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังน่าหงุดหงิดอยู่ดี
เมื่อคุณชายหนิงตัดสินใจดีแล้วจึงว่า “ข้ามีนามว่า ‘หนิงจิน’ส่วนท่านนี้คือ คุณชาย ‘เหรินอวิ้นอวี้’ และด้านหลังของพวกข้าก็คือผู้ติดตามทั้งสอง ส่วนของแลกเปลี่ยนนั้นเอาเป็นหยกประจำตัวเป็นอย่างไร?”
“เช่นนั้นก็ดี ข้าชื่อ ‘เหอเจี๋ย’ ส่วนทั้งสามล้วนไม่ประสงค์ออกนาม”เหอเจี๋ยกล่าวเท่านี้แล้วหยิบหยกประจำตัวตัวส่งให้หนองจิน
หนิงจินรู้สึกไม่สบอารมณ์นัก ยื่นหยกประจำตัวส่งให้เช่นกันแล้วหันหน้าไปทางถ้ำที่สัตว์อสูรระดับสามตัวนั้นอยู่
“ในเมื่อพวกเจ้าสบายใจแล้วเช่นนั้นก็ตามพวกข้ามาเถอะข้าจะนำไปที่อยู่ของสัตว์อสูร”
“เจ้ารู้ที่อยู่ของมัน?” เหอเจี๋ยเอ่ยถามอย่างแปลกใจ พลางขบคิดขึ้นว่า“นี่คงเป็นแผนการที่พวกมันเตรียมไว้แล้วเป็นแน่ดีที่เราแลกเปลี่ยนของสำคัญกับมันไม่เช่นนั้น คงต้องติดหลุมพรางแล้วเป็นแน่!”
หนิงจินไม่ได้ตอบเหอเจี๋ย แต่เดินนำไปพร้อมกับเหรินอวิ้นอวี้ตรงเข้าไปกลางหุบเขา
ใกล้จะถึงกลางหุบเขา หนิงจินก็ได้หยุดฝีเท้าลงแล้วหันมาหาเหอเจี๋ยเพื่อวางแผนการ
“เหอเจี๋ย เจ้าสัตว์อสูรระดับสามนั่นอยู่ในถ้ำนี้ก่อนหน้านี้ข้าได้เห็นมันแล้ว มันมีลำตัวขนาดยาว คล้ายว่าจะเป็นงูตัวใหญ่แต่ข้าไม่ค่อยแน่ใจนัก”ที่หนิงจินไม่แน่ใจนั่นเพราะมันไม่เห็นลำตัวส่วนหน้าของสัตว์อสูรตัวนี้เห็นเพียงแต่ส่วนท้ายเท่านั้น
“หากเป็นงูใหญ่จริง เช่นนั้นที่แคบจะเป็นจุดอ่อนสำหรับมัน มันคงจะเลื้อยผ่านไม่สะดวกนักนั่นก็คือถ้ำ พวกเราจำเป็นต้องแยกย้ายกันหาถ้ำที่เล็กและแคบแต่เพียงพอให้พวกเราเข้าไปกันได้ แล้วค่อยกลับมาล้อสัตว์อสูรตัวนี้”
หนิงจินแสดงศักยภาพด้านการวางแผนออกมา ทำให้เหอเจี๋ยที่ในใจนึกดูถูกหนิงจินอยู่ก่อนนั้นเปลี่ยนแปลงไปถึงอย่างไรก็นับเป็นผู้มีความสามารถที่เหอเจี๋ยไม่อาจดูแคลนได้
เหอเจี๋ยเหลือบมองชายอาภรณ์ฟ้าเล็กน้อยเมื่อเห็นสีหน้าและแววตาที่ไร้อารมณ์ ไม่ได้มีกระแสอารมณ์อื่นใดออกมามันจึงกล่าวขึ้น “เช่นนั้นพวกเราก็แยกย้ายกันก่อนเถอะอีกครึ่งชั่วยามค่อยกลับมารวมกันที่นี่”
เหอเจี๋ยกล่าวจบก็ทะยานร่างออกไปพร้อมกับกลุ่มของตนกลุ่มของหนิงจินเองก็ออกเดินทางแล้วเช่นกันพวกมันทั้งสองกลุ่มไม่อาจปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปได้นานด้วยเกรงว่าหากมีสัตว์อสูรระดับสามตัวอื่นเข้ามาเพิ่มอีกสถานการณ์ก็จะแย่ลง
หุบเขานี้ย่อมมีสัตว์อสูรสัญจรผ่านไปมาเนื่องจากด้านหน้าหุบเขาเป็นลำธารน้อยสายหนึ่งจึงไม่แปลกเลยที่จะพบกับสัตว์อสูรตัวอื่น
เวลาครึ่งชั่วยามผ่านไป กลุ่มของหนิงจินก็มาถึงก่อนแล้วกลุ่มของเหอเจี๋ยจึงตามมา
“เหอเจี๋ยเจ้าเจอถ้ำที่พวกเราต้องการบ้างหรือไม่?”หนิงจินแกล้งถามด้วยแววตาเย้ยหยันทั้งที่เห็นสีหน้าของเหอเจี๋ยก็พอจะคาดเดาได้ว่าในละแวกฝั่งของเหอเจี๋ยนั้นหาไม่พบ
เหอเจี๋ยเมื่อเห็นกิริยาของหนิงจินก็เกิดโทสะขึ้นเล็กน้อยกำมือขึ้นมาอย่างลืมตัว จนชายอาภรณ์ฟ้าก้าวเดินเข้ามานำมือขวาแตะบ่าเหอเจี๋ยอย่างเบาๆเหอเจี๋ยพลันได้สติขึ้นมาก็คลายมือออกแล้วส่ายศีรษะ
“เช่นนั้นก็ไม่เป็นไรเพราะพวกเรานั้นหาเจอแล้วห่างจากนี่ไปไม่ไกลมีถ้ำอยู่ปากทางเข้าหุบเขาอีกฝั่งหนึ่งมีถ้ำขนาดไม่ใหญ่มากในช่วงปากถ้ำเพียงพอให้สัตว์อสูรตัวนี้เข้าได้แต่เมื่อถึงช่วงหนึ่งจะแคบลงเรื่อยๆ อีกทั้งด้านบนเพดานถ้ำยังมีโขดหินแหลมย้อยลงมาสมควรใช้เป็นสถานที่สร้างกับดักสังหารอย่างยิ่งซึ่งพวกข้าก็ได้จัดการทำไว้เรียบร้อยแล้ว เอาล่ะพวกเรามาเริ่มกันเถอะ”
หนิงจินกล่าวจบก็เริ่มลงมือ พัดในมือโบกสะบัดเกิดคลื่นลมหมุนวนในอากาศพุ่งเข้าไปในปากถ้ำ
ครืด!!
เสียงเสียดสีดังระคายหูออกมาจากภายในถ้ำบ่งบอกถึงการเคลื่อนที่ด้วยความรวดเร็วของสัตว์อสูร หนิงจินยังคงมีใบหน้าที่ปกติเหอเจี๋ยและชายอาภรณ์ฟ้ายังคงมีสีหน้าสงบนิ่งภายใต้ความกดดันนี้
ซี่!!!!
สัตว์อสูรโผล่ออกมาพร้อมกับเสียงร้องอันน่าสะพรึง!ไม่เพียงเท่านั้นการปรากฏตัวของมันได้สะกดให้กลุ่มทั้งสองหยุดการเคลื่อนไหวชั่วขณะ
เมื่อพวกมันได้เห็นถึงความน่ากลัวของเจ้าอสูรตัวนี้ที่มีสองหัวลำตัวยาวมีเกล็ดทมิฬป้องกันกาย นัยน์ตามรกตใบหน้าหน้าดุดันและน่าเกลียดยิ่งมองดูยิ่งเกิดความหวาดหวั่น!
มันคืออสรพิษสองหัว!!มันนับเป็นสัตว์อสูรที่มีพิษร้ายแรงมากขนาดผู้เก่งกล้าขอบเขตแดนพลังส่วนใหญ่ยังคงต้องหลีกเลี่ยงเพราะแม้จะมีลมปราณสูงส่งแต่การต้านพิษหรือขจัดพิษออกนั้นก็อีกเรื่องหนึ่ง
ชายอาภรณ์ฟ้าได้สติคนแรกก็เริ่มทำการโจมตีก่อนทันทีมันล้วงหยิบกระบี่ยาวในแหวนมิติออกมา กระบี่มีลักษณะสวยงามวิจิตรลายปลามังกรสีฟ้าเปล่งแสงสีฟ้าอ่อนอยู่จางๆ แสดงถึงสถานะอาวุธล้ำค่าอย่างยิ่งสะบัดกระบี่ทีหนึ่งก็เกิดคลื่นพลังพุ่งเข้าใส่อสรพิษสองหัว
หนิงจินและเหรินอวิ้นอวี้หลุดออกจากภวังค์ก็ต้องหันมาจดจ่อไปที่กระบี่เล่มนั้นด้วยความโลภ“กระบี่ดี!หากได้มาไว้ครอบครองคงดีไม่น้อยเลย ฮ่าฮ่า” หนิงจินลอบขบคิดขึ้นในใจพร้อมกับแย้มยิ้มออกมา
ทว่าในเวลานี้ไม่มีใครมีจิตใจมาสนใจหนิงจินเพียงแค่สัตว์อสูรตัวนี้ก็ตึงมือแล้ว แต่ยังดีที่เมื่อทั้งสองกลุ่มรวมกันก็มีขั้นที่สิบด้วยกันถึงสามคนนั่นคือหนิงจิน เหรินอวิ้นอวี้ และชายอาภรณ์ฟ้าส่วนคนที่เหลือล้วนอยู่ขั้นเก้าทั้งสิ้นเมื่อมีขั้นสิบอยู่สามคนจึงลดความสูญเสียไปได้มากและยังเพิ่มโอกาสขึ้นอีก
หลังจากที่ชายอาภรณ์ฟ้าเริ่มโจมตี กายาขั้นสิบอีกสองคนจึงเริ่มโจมตีตาม หนิงจินเหวี่ยงพัดเหล็กออกไปพัดเหล็กหมุนวนไปอย่างรวดเร็วเข้าโจมตีไปที่เกล็ดของอสรพิษสองหัวทว่าเมื่อเข้าปะทะกับเกล็ดพัดนั้นก็ได้กระเด็นออกมาอย่างรวดเร็วเหมือนคราวที่มา
หนิงจินมีสีหน้าที่ดำคล้ำขึ้น “นี่มันอะไรกัน เกล็ดของมันแข็งมาก”เหงื่อเย็นผุดขึ้นบนใบหน้าของมันเล็กน้อย แต่ก็ยังไม่ได้หยุดการโจมตี
เหรินอวิ้นอวี้เองก็ไม่น้อยหน้าหยิบเอาอาวุธประจำตัวกระบี่ของตนของมาถึงแม้จะไม่ได้ดูมีรัศมีเทียบเท่ากระบี่ของชายอาภรณ์ฟ้าแต่ก็นับว่าเป็นยอดกระบี่อย่างไม่ต้องสงสัยด้วยศักดิ์ฐานะของมันการที่จะมีกระบี่ระดับสูงย่อมเป็นเรื่องธรรมดา
“อ๊าก!!” ไม่ทันที่เหรินอวิ้นอวี้จะได้ทำการโจมตีเสียงกรีดร้องอย่างเจ็บปวดดังขึ้นจากชายผู้หนึ่งที่บัดนี้ได้เหลือเพียงโครงกระดูกแล้ว!!