เจ้าอ้วนนี่แต่เดิมมันก็ยอมแพ้ให้กับหลินหยางอยู่ก่อนแล้วมันอยากจะร่วมมือกับหลินหยางจากใจจริงท่าทางลิงโลดดีใจของมันนั้นบางทีก็ดูน่ารักอยู่เหมือนกัน
ผลึกไฟหลีหั่วคือผลึกธาตุไฟระดับสี่ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของทวีปชี่อู่ และมันคือหนึ่งในวัตถุดิบสำคัญที่จำเป็นต้องใช้ในการสร้างอาวุธระดับวิถีราขันย์ธาตุไฟ
แต่เดิมผลึกไฟหลีหั่วนี่ก็เป็นของที่หาซื้อได้ยากมากแม้แต่ในหอฟ้าสมุทรเองก็ตามบางทีก็มีขนาดประมาณกำหมัดหนึ่งโผล่มาบ้างก็เท่านั้นดังนั้นพวกของลู่ชิงเฟิงถึงได้อึ้งขนาดนั้นเมื่อเห็นของที่หลินหยางนำมา
ในห้องนี้ไม่มีใครพูดอะไรออกมาเลยนอกจากจ้าเหวินชางที่กำลังยืนโม้อยู่
“ผลึกไฟที่ความบริสุทธิ์สูงขนาดนี้ ขนาดแค่ประมาณหนึ่งกำปั้นก้อนเดียวมันก็สามารถนำไปขายได้ราคาประมาณสิบล้านแล้วแต่ท่านดูของที่พวกเรานำมานี่สิ ทั้งคุณภาพดีแถมยังมีรูปทรงเหมือนต้นไม้ตามธรรมชาติอีกด้วยหึหึหึ...ก็ไม่รู้เหมือนกันนะว่าจะขายได้ราคาเท่าไร...”
ลู่ชิงเฟิงฟังไปก็ผงกหัวไป ขณะเดียวกันก็มีหลายคนที่ยกแว่นขยายขึ้นมาส่งดูที่ตัวของต้นไม้เล็กนี้อย่างตื่นเต้นราวกับขอทานเห็นภูเขาทองคำก็ไม่ปาน
“เหอะ ท่าทางน่าสมเพชกันจริง” หั่วเอ๋อร์มองไปยังกลุ่มคนที่ยืนน้ำลายไหลจ้องไปที่ต้นไม้ที่เคยเป็นรังของตัวเองสีหน้าของมันเต็มไปด้วยแววตาเหยียดหยาม
ส่วนสวี่เหยานั้นยังไม่รู้ว่าต้นผลึกไฟหลีหั่วนี่จะมีความเกี่ยวข้องกับหั่วเอ๋อร์ด้วย
“เจ้ารู้จักต้นไม้วิเศษนี่ด้วยหรือหั่วเอ๋อร์?”
“ต้นไม้วิเศษอะไร นั่นมันก็แค่ต้นไม้ที่ดูดซับพลังเทวะอัคคีของข้าเข้าไปจนเปลี่ยนรูปก็แค่นั้นเอง...เจ้าหลินอี้น้อยถึงกับเก็บเอาต้นไม้ทั้งต้นมาแบบนี้มนุษย์อย่างพวกเจ้าไม่ตกใจจนฉี่แตกก็ให้มันรู้ไปสิ”
หั่วเอ๋อร์แอบหงุดหงิดอยู่ในใจคนเดียวแต่ก็ไม่สามารถระบายกับสวี่เหยาได้ ได้แต่แอบพึมพำอย่างเย็นชาอยู่คนเดียว “พวกมนุษย์นี่มันอ่อนหัดจริงๆ”
หลังจากเวลาผ่านไปกว่าห้านาทีเต็มๆ
พวกของลู่ชิงเฟิงถึงค่อยเริ่มสงบสติอารมณ์ได้
สายตาที่พวกเขามองไปที่หลินหยางนั้นเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ไอ้ต้นไม้ต้นเดียวนี่อย่างต่ำๆก็มีมูลค่ามากกว่าสองถึงสามพันล้านเงินขาวแล้วแสดงให้เห็นถึงฐานะอันร่ำรวยของหลินหยางได้อย่างชัดเจน
“เป็นอย่างไรบ้าง?” หลินหยางถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“เป็นอย่างไรเล่า ชัดเจนแล้วสินะ” ไอ้อ้วนจ้าวเชิดหน้าใส่อีกฝ่ายอย่างอวดดี
ลู่ชิงเฟิงหันไปแสดงความเคารพให้กับพวกของหลินหยาง
“ท่านประมุขจ้าว คุณชายหลินต้องขออภัยในความเสียมารยาทของข้าน้อยเมื่อครู่นี้ด้วยด้วยต้นผลึกไฟหลีหั่วต้นนี้นั้น สมาคมการค้าตระกูลจ้าวมีสิทธิ์ในการเข้าร่วม ‘การประมูลระดับแผ่นดิน’ที่จะจัดขึ้นในอีกหนึ่งเดือนให้หลังแล้ว เมื่อถึงตอนนั้นสมบัติของท่านชิ้นนี้จะสามารถประมูลได้ในราคาที่สูงเทียมฟ้าแน่นอน!”
การประมูลระดับแผ่นดิน
เป็นงานประมูลสินค้าของหอฟ้าสมุทรที่จะจัดขึ้นปีละครั้งนอกจากงานประมูลระดับสวรรค์ที่จะจัดขึ้นบนตำหนักเซียนเหนือเมฆแล้วก็มีแต่งานประมูลระดับแผ่นดินนี่แหละที่เป็นงานใหญ่ที่สุดของราชอาณาจักรโล่ยื่อแห่งนี้
ในงานประมูลระดับแผ่นดินแต่ละปีล้วนมีแต่สมบัติหายากระดับสูงทั้งนั้นคนที่จะเข้าร่วมงานประมูลได้จะต้องมีฐานะและอำนาจที่สูงมากในระดับหนึ่ง
จ้าวเหวินชางนั้นสีหน้าเต็มเปี่ยมไปด้วยความยินดีสุดขีด “นั่นสิ ข้าลืมไปได้อย่างไรนี่ เหลืออีกแค่หนึ่งเดือนก็จะถึงวันจัดงานประมูลระดับแผ่นดินแล้วนี่นา...พี่หลิน เอ้ยไม่ ที่ปรึกษาหลินนั่นน่ะมันเป็นงานที่มีเฉพาะตระกูลชั้นสูงของเมืองฮุยยื่อเท่านั้นถึงจะเข้าร่วมได้นะ...หึหึ...”
เขายืนยิ้มอย่างกระอักกระอ่วน เขาเกือบลืมไปแล้วว่าด้วยตัวของเขาเองนั้นไม่มีทางได้เข้าร่วมงานระดับนี้อยู่แล้ว
เราสามารถเห็นมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดของอาณาจักรได้ในงานนี้และยังสามารถพบเจอกับสุภาพสตรีที่มีเสน่ห์มากที่สุดได้เช่นกัน นอกจากนี้ยังมีโอกาสได้รับประทานอาหารสุดหรูที่กัดไปแค่คำเดียวก็มีมูลค่าเหมือนกินทองคำเข้าไปหลายพันชั่งและสามารถดื่มด่ำกับสุราชั้นยอดจนเมามายได้อีกด้วย
และสิ่งที่น่าดึงดูดมากที่สุดก็คือเหล่ามหาสมบัติที่จะมาปรากฏขึ้นในงานประมูลครั้งนี้ทำให้เหล่าผู้มีอิทธิพลระดับสูงจากเมืองฮุยยื่อทั้งหมดจะถูกดึงดูดมาเข้าร่วมงานครั้งนี้ด้วย
ในงานประมูลครั้งที่แล้วนั้นสินค้าที่ดีที่สุดในงานประมูลคืออาวุธระดับวิถีราชันขั้นกลางชิ้นหนึ่งที่ชื่อว่า “ดาบอัคคีเก้ามังกร”ได้ยินว่าถูกประมูลไปในราคาที่สูงถึงหนึ่งร้อยล้านชั่งทองคำ
หนึ่งร้อยล้านชั่งทองคำ หรือก็คือ หนึ่งหมื่นล้านเงินขาว
ส่วนงานประมูลครั้งก่อนหน้านั้นจะเป็นวัตถุดิบระดับสี่ที่มีขนาดใหญ่ประมาณเตียงคู่อย่าง “ศิลาหยกเหมันต์”ซึ่งมันนอกจากจะเป็นวัตถุดิบสำคัญที่ต้องใช้ในการสร้างอาวุธระดับวิถีราชัน มันยังสามารถปล่อยพลังฟ้าดินธาตุน้ำแข็งอันหนาวเหน็บออกมาได้อย่างไร้ขีดจำกัดอีกด้วยสำหรับผู้ฝึกยุทธ์ที่ฝึกเคล็ดวิชาธาตุเย็นแล้วมันคือเตียงนอนชั้นดีของพวกเขา
ผลการประมูลของมันคือแปดพันแปดร้อยล้านชั่งเงินขาว ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงหนึ่งในหลายๆอย่างที่เกิดการซื้อขายขึ้นจริงในงานประมูลแห่งนี้เม็ดเงินที่เกิดขึ้นจากงานนี้นั้นทะลุเกินหลักแสนล้านได้อย่างง่ายดาย
ต้นผลึกไฟที่หลินหยางเอาออกมานี้มีผลลัพธ์คล้ายๆ กับศิลาหยกเหมันต์นั่นต่อให้มันอาจจะไม่ใช่ของที่ได้ราคาประมูลสูงที่สุดไปก็ตาม แต่สำหรับเหล่าผู้ฝึกยุทธ์ที่กำลังฝึกเคล็ดวิชาธาตุไฟอยู่นั้นมันถือเป็นมหาสมบัติที่ไม่อาจประเมินค่าได้มันจะต้องขายได้ในราคาที่สูงจนน่าใจหายแน่นอน
ดังนั้นพวกลู่ชิงเฟิงถึงได้หวั่นไหวขนาดนี้สินค้าที่มีราคาสูงถึงสองพันล้านอย่างนี้จะสามารถสร้างกำไรให้หอฟ้าสมุทรมากถึงสามร้อยล้านชั่งเลยทีเดียว
พวกเขามองไปในแววตาหลินหยางและจ้าวเหวินชาง ทั้งสองคนราวกับกำลังมองแมวกวักเรียกทรัพย์อยู่ก็ไม่ปานแทบจะเอาพวกเขาไปขึ้นหิ้งบูชาอยู่แล้ว
“ประมุขจ้าว คุณชายหลิน...” หลังจากลู่ชิงเฟิงสงบใจได้บ้างแล้ว ก็เอ่ยขึ้มาว่า “เกี่ยวกับงานประมูลระดับแผ่นดินนั้นอีกสักพักข้าน้อยจะใช้ให้คนของเราไปอธิบายรายละเอียดให้ท่านฟังเองแต่ตอนนี้ข้าน้อยขอสัญญากับท่านไว้เลยว่าไม่ว่าท่านจะมีสมบัติหายากอะไรอยากให้ช่วยอีกละก็ หอฟ้าสมุทรเราจะต้องช่วยให้ท่านประมูลได้ในราคาที่ดีที่สุดแน่นอน”
เขาหยุดหายใจครู่หนึ่ง จากนั้นก็พูดต่อทันทีว่า “นอกจากนี้เรื่องของวัตถุดิบระดับสี่ดาวที่คุณชายหลินต้องการนั้น ข้าจะรีบแจ้งศูนย์ใหญ่ของพันธมิตรการค้าใต้หล้าให้พวกเขาออกค้นหารวบรวมและจัดเตรียมเอาไว้ให้เองแต่คุณชายหลินจะต้องจ่ายค่ามัดจำก่อนด้วยส่วนหนึ่ง”
หลินหยางชี้ไปที่ต้นผลึกไฟหลีหั่ว “ข้าทิ้งไอ้นั่นไว้ที่นี่เป็นมัดจำแทนได้ไหม”
“ได้อยู่แล้ว”
ลู่ชิงเฟิงหันไปสบตากับคนข้างๆ ทีหนึ่งจากนั้นก็มีคนเดินออกไปจากนั้นสักพักก็กลับเข้ามาพร้อมกับเอาเอกสารมาด้วยชุดหนึ่ง
ลู่ชิงเฟิงพูดขึ้นมาว่า “ประมุขจ้าวนี่คือเอกสารสำหรับยืนยันการเข้าร่วมประมูลของต้นผลึกไฟหลีหั่วนั่น แล้วก็นี่...”
เขาหยิบเอาบัตรที่ทำจากผลึกโปร่งใสสีน้ำเงินเข้มออกมาสองใบจากนั้นก็มอบให้กับหลินหยางอย่างนอบน้อม
“นี่คือ ‘บัตรผลึกจันทร์’ ที่เราจะมอบให้กับลูกค้ากิตติมศักดิ์ของพันธมิตรการค้าใต้หล้าของเราหากมีบัตรใบนี้ในครอบครองละก็ท่านจะสามารถเข้าออกร้านค้าทุกแห่งของพันธมิตรการค้าใต้หล้าได้ตามอัธยาศัยได้รับการบริการอย่างดี ขณะเดียวกันก็เป็นบัตรยืนยันตัวสำหรับเข้าร่วมงานประมูลที่กำลังจะจัดขึ้นนี้ด้วย”
ยอดเยี่ยม
ก้าวแรกในหอฟ้าสมุทรแห่งนี้นับว่าสำเร็จได้ค่อนข้างราบรื่นในระดับหนึ่งเลย
จ้าวเหวินชางนั้นแย้มยิ้มจนอวัยวะบนหน้าแทบจะมารวมกันเป็นจุดเดียวแล้ว
บัตรผลึกจันทร์ของหอฟ้าสมุทรนั้นแต่เดิมเป็นของที่เขาไม่กล้าแม้แต่จะฝัน แต่นี่เขาเพิ่งจะรู้จักกับหลินหยางได้แค่วันเดียวเขาก็ได้เป็นแขกกิตติมศักดิ์ของหอฟ้าสมุทรไปเสียแล้ว
นี่มันสุดยอดไปเลย
ในจังหวะที่เจ้าอ้วนจ้าวกำลังจะเซ็นชื่อลงในเอกสารนั่นเองหลินหยางก็ถามขึ้นมาอีกประโยคหนึ่งว่า “เอ่อ ท่านเถ้าแก่ลู่ ข้าสามารถซื้อโอสถระดับสี่จำนวนหนึ่งและพวกวัตถุดิบระดับสี่อย่างพวก ‘แก่นทรายแดง’ และ ‘ผลึกเมฆาสีชาด’อย่างละห้าสิบกิโลได้หรือไม่”
“ไม่มีปัญหา”
ลู่ชิงเฟิงจัดเตรียมสินค้าที่หลินหยางต้องการให้ในทันทีโดยจัดเตรียมโอสถธาตุไฟระดับสี่ที่ชื่อ “ยาเพลิงพิสุทธิ์” หนึ่งร้อยเม็ด
ส่วนพวกวัตถุดิบระดับสี่อีกสองอย่างนั้นก็ล้วนเป็นของที่หอฟ้าสมุทรมีเก็บไว้ในคลังทั้งคู่ไม่นานพวกเขาก็จัดเตรียมให้หลินหยางเรียบร้อย
แต่ของแค่ไม่กี่อย่างนี้ก็มีมูลค่ามากกว่าแปดสิบล้านเงินขาวแล้วหนี้ทั้งหมดล้วนถูกบันทึกเอาไว้ในบัตรผลึกจันทร์ของหลินหยางทำเอาจ้าวเหวินชางที่ยืนมองอยู่ข้างๆ ถึงกับอึ้งไป
หลังจากที่เคลียร์เอกสารต่างๆ เรียบร้อยแล้วลู่ชิงเฟิงก็ใช้ให้คนไปส่งพวกของหลินหยางถึงหน้าประตูใหญ่ของหอฟ้าสมุทร
หลังจากที่กลุ่มของหลินหยางหายลับไปจากสายตาของพวกเขาแล้วเหล่าเถ้าแก่ระดับสามดาวที่อยู่ข้างๆ เขาก็มากระซิบที่ข้างหูเขาว่า
“เถ้าแก่ลู่ ปีหนึ่งท่านสามารถมอบบัตรผลึกจันทร์ให้ลูกค้าได้แค่สองคนเองนะท่านปล่อยไปง่ายๆ แบบนี้เลยหรือ... ถึงต้นผลึกไฟของตระกูลจ้าวนั้นจะมูลค่ามหาศาลก็ตามแต่ข้าว่ามันก็ยังไม่น่าจะคุ้มนะ?”
สายตาของลู่ชิงเฟิงมองออกไปยังสถานที่อันไกลแสนไกลพลางกล่าวกับพวกที่อยู่ข้างๆ เขาว่า “มีหลายครั้งที่เราไม่สามารถตัดสินมูลค่าของคนๆ หนึ่งได้จากภาพลักษณ์ภายนอกของพวกเขาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น...ไม่แน่ว่าหลินอี้ผู้นี้ ในอนาคตอาจจะเป็นผู้ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในเมืองฮุยยื่อแห่งนี้ก็เป็นได้!”
จากนั้นความเงียบก็เข้าปกคลุมไปทั่วบริเวณทันที
ไม่มีใครรู้หรอกว่า การเสี่ยงดวงของลู่ชิงเฟิงครั้งนี้จะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในแบบที่พลิกจากหน้ามือเป็นหลังเท้าให้กับทั้งพันธมิตรการค้าใต้หล้าในอนาคตอันใกล้นี้
..................................
บนรถม้าที่กำลังมุ่งหน้ากลับสู่คฤหาสน์ตระกูลจ้าวนั้นหลินหยางนั้นนั่งยิ้มเบาๆ มาตลอดทาง
ส่วนจ้าวเหวินชางนั้นยิ้มกว้างจนหุบปากไม่ลงแล้ว
คนหนึ่งสงบสุดขีด อีกคนก็ลิงโลดสุดแสนช่างเป็นภาพที่ขัดแย้งกันเหลือเกิน
แต่สวี่เหยานั้นสนใจแค่สีหน้าของหลิหยางเท่านั้น นางรู้ว่าสีหน้าของหลินหยางแบบนี้หมายความว่าเขาค่อนข้างพอใจกับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น
นางจึงถามออกไปด้วยความสงสัยว่า “คุณชายหลินคะ วัตถุดิบสองอย่างสุดท้ายนั่นท่านจะเอาไว้ใช้สร้างอะไรบางอย่างที่มันสุดยอดมากๆ ใช่ไหมคะ?”
จ้าวเหวินชางได้ยินดังนั้นก็ตาลุกวาว
เจ้าหมอนี่มันมองหลินหยางเป็นเทพเจ้าแห่งโชคลาภที่สวรรค์ส่งมาให้ตระกูลจ้าวไปเสียแล้ว
หลินหยางมองไปทางสวี่เหยา ยิ้มตอบไปเบาๆจากนั้นก็ตอบกลับแบบกำกวมว่า “ฉลาดสมเป็นเจ้าจริงๆ ไว้กลับไปเจ้าจะรู้เอง”
เหอะ...
หั่วเอ๋อร์สบถใส่ทันที
..................................
ตลอดเส้นทางหลังจากนั้นก็ไม่มีการสนทนาเกิดขึ้นอีกพอกลับไปถึงคฤหาสน์แล้ว หลินหยางก็ขอห้องการช่างห้องหนึ่งเพื่อเก็บตัวทันที
จ้าวเหวินชางเองก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง มอบห้องเล็กๆ ห้องหนึ่งที่ตั้งอย่างโดดเดี่ยวอยู่ในสวนให้ทันทีพร้อมกับใช้ให้คนไปจัดเตรียมอุปกรณ์สำหรับใช้ในงานช่างที่คุณภาพดีที่สุดมาให้อีกหนึ่งชุดจนห้องนั้นกลายเป็นห้องการช่างของระดับมืออาชีพทันที
จากนั้นก็ออกคำสั่งไว้ว่า หากไม่ได้รับอนุญาตจากคุณชายหลินละก็ห้ามใครเข้าใกล้ห้องการช่างแม้แต่ก้าวเดียว
ก่อนจะเข้าไปเก็บตัวนั้น หลินหยางก็ฝากให้จ้าวเหวินชางคอยสังเกตความเคลื่อนไหวของตระกูลซ่างกวันในเมืองฮุยยื่อแห่งนี้ด้วยหากมีความเคลื่อนไหวเมื่อไหร่ก็ให้มารายงานเขาทันที
ส่วนสวี่เหยานั้นได้รับอนุญาตให้อยู่ในสวนได้ โดยนางนั้นนั่งเฝ้าคุณชายหลินผู้มากความสามารถคนนั้นอยู่ในกระท่อมเล็กๆข้างๆ กับห้องการช่างของหลินหยางอย่างใจจดใจจ่อ
หั่วเอ๋อร์... เอ่อมันถูกหลินหยางจับไปใช้เป็นต้นกำเนิดเพลิงวิญญาณสำหรับงานช่างอย่างไม่เกรงใจเสียแล้ว
งานประมูลระดับแผ่นดินที่จะจัดขึ้นในอีกหนึ่งเดือนให้หลังนั้นมีความสำคัญกับหลินหยางมาก
ลู่ชิงเฟิงบอกไว้ว่าวัตถุดิบขั้นสูงหลายชนิดที่จำเป็นต้องใช้ในการสร้างชุดเกราะราชันเหล็กขาวนั้นได้รับการยืนยันแล้วว่าจะปรากฏขึ้นในงานประมูลแน่ๆ หลินหยางจำเป็นที่จะต้องคว้ามันมาให้ได้เท่านั้น
ซึ่งในช่วงเวลาหนึ่งเดือนนี้หลินหยางไม่มีทางปล่อยให้มันเสียเปล่าแน่ๆเขาจะต้องใช้เวลาทุกวินาทีให้คุ้มค่าที่สุดในการเพิ่มระดับพลังของตัวเอง
การคาดเดาของสวี่เหยานั้นนับว่าแม่นยำเป็นอย่างมากสิ่งที่หลินหยางได้มานั้นเป็นของที่ยอดเยี่ยมที่สุดและเหมาะสมกับหลินหยางที่สุดสองอย่าง
อย่างแรกก็คือโอสถธาตุไฟระดับสี่ที่เขาจะใช้ในการฝึกเคล็ดวิชาร้อยชีพจรผนึกเทพ
หากมีแหล่งพลังงานสำหรับฝึกฝนแบบนี้อยู่ละก็เมื่อเสริมไปด้วยวิชาร่างสถิตภูตอัคคีของเขาแล้วภายในเวลาหนึ่งเดือนนี้ก็มากพอที่จะทำให้หลินหยางสามารถยกระดับความสามารถของตัวเองไปถึงระดับเซียนเทียนขั้นท้ายได้และมีพลังโจมตีอันแข็งแกร่งมากกว่าหนึ่งหมื่นสามพันชั่งเป็นอย่างต่ำ
เมื่อใช้ร่วมกับพลังฟ้าดินธาตุไฟ และเคล็ดวิชาศักดิ์สิทธิ์อย่างวิชาฝ่ามืออัคคีสวรรค์แล้วหลินหยางมั่นใจมากว่าอีกหนึ่งเดือนหลังจากนี้เขาจะสามารถระเบิดพลังโจมตีสูงสุดได้ถึงสองหมื่นชั่งเลยทีเดียว
แต่ แค่นั้นยังไม่พอ...