ตอนที่ 42เริ่มงานประชุมผี!
แต่เมื่อเห็นความเคลื่อนไหวของเผ่าอื่นๆ บนดอยกาดผี สถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยหมอกปกคลุม อีกทั้งยังมีทะเลเมฆพัดผ่านแลดูคล้ายกับเวลายามเย็นตลอดเวลา แสงตะวันยากจะสาดส่องลงมาถึงที่นี่ได้
ทำให้ผีบรรพบุรุษที่มีอิทธิฤทธิ์แรงกล้ารีบใช้พลังติดต่อกับพวกผีบนดอยชาพันปีในทันที
ในหมู่บ้านสิบวิถีผีในศาลเจ้าต่างปรึกษาหารือกันเป็นการด่วนเพราะเรื่องแดงเข้าไปถึงหูของพวกผีบรรพชนสำหรับพวกเขาแล้วก็เป็นได้เพียงเด็กน้อยบนผังของวงตระกูลเท่านั้นพวกลำดับขั้นที่สูงกว่ามีมากโข
เพราะเมื่อคนในเผ่าตายแล้วจะไม่เข้าสู่สังสารวัฏกลับรวมกลุ่มกันอยู่ในบ้านเป็นผีบ้านผีเรือน หรือไม่ก็เข้าทำเนียบศาลชนเผ่าอย่างเช่นพวกเขา
“ท่านผู้นั้นไม่ได้บอกว่าให้หรือไม่ให้…ถ้าพวกบรรพชนอยากจะมานักก็แล้วแต่แต่จงจำไว้ว่าเราอยู่ข้างท่านทองทับเท่านั้น!” ผีชราอะมีมะสั่งกำชับ
“แล้วถ้าเกิดเราทำท่านบรรพชนไม่พอใจจะทำอย่างไรดี”น้ำเสียงของหญิงวัยกลางคนถามขึ้น
“ถ้าอย่างงั้นพวกเราก็ต้องวัดดวง แต่ว่าจากประสาทสัมผัสของข้า และเรื่องราวที่ข้ารับรู้มาชายคนนี้ไม่ธรรมดา…ไม่ธรรมดามาก ๆ เกรงว่าผีห่าทั้งฝูงก็คงจะกลายเป็นเหมือนมดเขย่าต้นไม้เสียด้วยซ้ำไป” อะมีมะพูดอย่างเคร่งขรึม
ดังนั้นสถานการณ์บน‘ดอยผีกาด’ ของชนเผ่าลีซูยามเมื่อได้ยินว่าจะมีการประชุมของพวกผีบรรพชนแห่งหมู่บ้านสิบวิถีต่างก็พากันเตรียมการพร้อมรบ ในศึกสงครามที่ใกล้จะมาถึง
ขณะเดียวกันชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาผู้เป็นต้นเหตุของเรื่องกำลังเรียนเสริมพิเศษอยู่ โดยที่ไม่รู้ว่าพวกผีในป่าจะยกโขยงกันมาประชุม…
……
ตกบ่าย ๆทองทับกลับมาที่หมู่บ้านอีกครั้งระหว่างที่เรียนเขาไม่ค่อยมีกระจิตกระใจที่จะเรียนมากนักด้วยเพราะคิดถึงแม่ยอดยาหยีของตน
เขาเดินเข้าไปหาหมอปิ่นแก้วบริเวณโต๊ะก่อนจะคลี่ยิ้มสดใสพร้อมพูดว่า “คุณหมอครับถ้าผมเป็นไข้ใจต้องรักษายังไงดี?” ทองทับแอบก้มหน้าไปพูดกับหญิงสาวใกล้ๆ เพื่อไม่ให้เจ้าหล่อนต้องรู้สึกเขินอายขายขี้หน้า
เมื่อคุณหมอแสนสวยได้ยินก็ตอบกลับไปว่า“ต้องให้คุณหมอควักหัวใจมาดูว่าได้ไปพูดแบบนี้กับสาวที่ไหนหรือเปล่าหมอถึงจะตอบให้ได้นะว่าไข้ใจมันรักษายังไง?” เธอวางมาดของคุณหมอพลางคลี่ยิ้มตอบกลับอีกฝ่ายไป
“ไม่มี…ไม่กล้า!”ชายหนุ่มยืนตัวตรง กะพริบตาปริบ ๆ แสร้งเล่นละครหวานแหววกันอยู่สองคน
แต่ประเด็นก็คือคนเขาเห็นกันทั้งละแวกเพราะเพลงขวัญได้กระแอมเบา ๆ ส่งสัญญาณเตือน ทำให้ชายหนุ่มได้แต่เกาหัวแก้เขิน
ครู่หนึ่งก็ผงกศีรษะให้ผู้คนรอบด้านเป็นการทักทายทองทับพูดขึ้นว่า “นี่คุณหมอถ้าจะไปออกตรวจตามบ้านเมื่อไหร่บอกผมได้เลยนะครับ”
“อื้อ…อีกไม่นานแล้วล่ะขอเขียนประวัติคนไข้ก่อนนะ”
“นานเท่าไหร่ผมก็จะรอ…”ชายหนุ่มยิ้มหวานให้คุณหมออีกครั้งคราวนี้ก็ทำเอาคนที่อยู่ด้านข้างพยายามกลั้นหัวเราะ
เพลงขวัญเสร็จหน้าที่ของตัวเองแล้วจึงลุกขึ้นไปเตรียมการโดยให้อาสาสมัครช่วยกันไปหยิบเครื่องมือแพทย์ที่ใช้สำหรับอัลตราซาวน์ซึ่งเป็นเครื่องมือขนาดย่อม แต่ว่าราคาไม่ย่อมเยาเลยเพราะเป็นแบบอัลตราซาวน์เคลื่อนที่ พกไปไหนสะดวกสบาย
หลังจากที่เพลงขวัญตระเตรียมการเสร็จสิ้นก็เดินไปบอกเพื่อนของตนให้เตรียมพร้อมซึ่งปิ่นแก้วเองก็ลุกขึ้นมาช่วยนับช่วยตรวจสอบดูอีกรอบ
จากนั้นทั้งสองก็ออกไปตรวจชาวบ้านที่กำลังตั้งท้องโดยมีคนในหมู่บ้านกับผู้ใหญ่บ้านนำทางไป ผู้ใหญ่บ้านคอยก็ประกบอยู่ข้างกายไม่ห่างส่วนคุณหมอท่านอื่น ๆ ที่เป็น ‘นรีแพทย์’ ก็ได้อยู่ในเต็นท์ตรวจอาการต่อไป
ที่นี่มีข้อจำกัดอีกอย่างนั่นก็คือ‘การผิดผี’ ดังนั้นหมอที่ไปตรวจจะต้องเป็นผู้หญิงส่วนคุณหมอผู้ชายถ้าไม่เกิดเหตุฉุกเฉินจริง ๆ แทบจะหมดสิทธิ์เลยเรื่องนี้ทุกคนต่างรู้ดีแม้กระทั่งคนในเมืองก็เป็นเช่นนี้เหมือนกัน
เพลงขวัญเดินไปฮัมเพลงไปอย่างมีความสุขพวกเขาแบ่งออกเป็นสองสายโดยสายแรกเป็นคุณหมอเพลงขวัญที่ไปกับผู้ใหญ่บ้านส่วนสายที่สองเป็นปิ่นแก้วที่ไปกับทองทับแน่นอนว่าย่อมมีจิตอาสาที่เป็นผู้หญิงไปด้วยกลุ่มละสามคน
โดยมีชาวบ้านเจ้าของพื้นที่นำทางหรือไม่ก็เป็นสามีของคนตั้งท้องที่มายืนดูแลให้ความปลอดภัยแก่คุณหมอทั้งสอง
ข้อมูลที่มีส่วนมากทางผู้ใหญ่ได้ให้คนไปรวบรวมมาแล้วโดยเน้นไปที่คนท้องแก่ที่เดินไม่ไหว หรือไม่ก็มีติดปัญหาบางอย่าง
เมื่อใช้ยุทธการแยกกันเดินร่วมกันตีเพื่อที่จะได้ทำงานได้ไวขึ้น ย่อมเป็นไปอย่างรวดเร็วเพลงขวัญนั้นสัมผัสได้ถึงบ้านเรือนที่แตกต่างและเครื่องใช้ที่แตกต่างเพราะว่าคนที่ไม่มีจะกินก็จะไม่มีจริง ๆ เลย
แต่บางบ้านที่มีอันจะกินก็จะตกแต่งเสียหรูหราภายนอกมองดูเก่าโทรม แต่ภายในกลับตกแต่งด้วยของใช้มีราคาส่วนพวกโทรศัพท์มือถือยิ่งไม่ต้องห่วง เรียกได้ว่ามีแทบทุกบ้านคนที่นี่ก็ย่อมทำมาหากินด้วยเช่นกัน
โดยเฉพาะพวกไล่ชาไล่กาแฟเหมาะสำหรับปลูกในพื้นที่บริเวณนี้เป็นอย่างมาก…
ยามเมื่อเธอได้ตรวจดูคนตั้งครรภ์รายแรกเสร็จก็ได้จดอาการอย่างรวดเร็วเธอเองก็ไม่ใช่หมอมือสมัครเล่น ในเมื่อจะทำก็ทำให้ดีที่สุดทุกรายที่เธอตรวจจะใช้เวลาอย่างเต็มที่ มีแค่เพียงรายแรกเท่านั้นที่ติดขัดเล็กน้อย
ทางด้านของปิ่นแก้วเองเนื่องจากว่าเคยทำแบบนี้มาแล้วจึงตรวจได้อย่างคล่องแคล่วมีประสิทธิภาพ ส่วนทองทับตรงไหนที่ควรยืนเขาก็ยืนทำตัวเป็นนกรู้…
……
บรรยากาศภายในหมู่บ้านที่ดูสงบสุขร่มเย็น
หากแต่เบื้องหลังแล้วกำลังจะเกิดสงครามย่อมๆเพราะเมื่อตกเย็นผู้เฒ่าผู้แกของคนในเผ่าต่างก็รีบพากันเดินไปที่โรงเรียนด้านล่างมีคนหนุ่มวัยฉกรรจ์ที่ตามติดมาด้วย ทุกชนเผ่าเป็นเช่นนี้หมดแม้แต่ลีซูแรกเริ่มพวกเขาก็ตั้งใจไปเงียบ ๆ
แต่พอข่าวกระจายออกไปกลับกลายเป็นว่าพวกบรรดาหนุ่มสาวต่างก็พากันขอตามติดมาด้วย ซึ่งผู้เฒ่าผู้แก่ก็ไม่อยากขัดศรัทธา จึงปล่อยเลยตามเลย
ดังนั้นจึงเกิดเป็นภาพของเจ็ดชนเผ่ามุ่งหน้าสู่โรงเรียนระหว่างทางพวกเขาย่อมต้องเจอกัน หากแต่ไม่มีใครพูดคุยกับใครจึงเกิดเป็นภาพบรรยากาศน่ากระอักกระอ่วนอยู่ไม่น้อย
โดยเฉพาะคนรุ่นหลังที่อยากจะทักทายกันต่างก็ได้แต่ส่งสายตาให้กันเท่านั้น…
ภายในโรงเรียนสิบวิถีตอนนี้เป็นช่วงปลายเดือนมีนาคม ทำให้โรงเรียนปิดภาคเรียนซึ่งเป็นสาเหตุให้ทางโรงพยาบาลเลือกช่วงเวลานี้ด้วยจะได้ตรวจรักษากันได้ครบทุกเพศทุกวัย
ในหอประชุมด้านล่างอาคารเรียนชายหนุ่มของแต่ละชนเผ่าต่างจัดโต๊ะเป็นรูปวงกลมเพื่อให้ทุกคนหันหน้าปรึกษากันได้ง่ายโดยมีทั้งร่างทรงและผู้นำชนเผ่าแต่ละกลุ่มนั่งอยู่คู่กันที่ด้านหลังก็ยืนเรียงตามลำดับไหล่
เสียงตีระฆังดังพลันขึ้นปลุกเอาบรรยากาศที่เงียบเหงาให้เริ่มมีความเร่าร้อนขึ้นมา ตอนที่ยกลากเก้าอี้กันทุกคนไม่แม้แต่จะกล้าหายใจแรงเสียด้วยซ้ำทำให้เสียงขูดลากเก้าอี้ไปกับพื้นดังกึกก้องเป็นพิเศษ
หัวหน้าเผ่าลีซูเอ่ยปากขึ้น“เอาล่ะข้ามีเรื่องจะปรึกษาหารือ ทุกท่านเชิญบรรพชนเข้าร่างทรงเถิด…”หญิงชราทั้งเจ็ดพลันยกมือขึ้นไหว้เหนือศีรษะปากก็เริ่มบริกรรมคาถาเพื่ออัญเชิญให้ผีบรรพชนเข้าสู่ร่างทรง
เพียงแค่ชั่วครู่บรรยากาศที่หนาวเย็นอยู่แล้วก็พลันหนาวเหน็บยิ่งขึ้นไปอีกและตามมาด้วยเสียงหัวเราะที่น่าชวนขนหัวลุกที่ดังออกมาจากร่างทรง
“ฮ่า ๆผีเฒ่าทั้งหลายพวกเอ็งมากันครบหรือยัง?” อะมีมะเริ่มเอ่ยปากพูดเสียงของเขาดังลั่นแสดงถึงอำนาจบารมีที่ตนมี
พวกบรรดาชายหนุ่มหญิงสาวที่เดินมาเป็นกำลังเสริมครั้นเมื่อได้ยินเสียงพูดซ้อนที่ดังออกมาจากร่างกายของหญิงสาววัยสิบห้าปีก็รู้สึกสั่นเทิ้มอย่างห้ามไม่ได้…พวกเขาเคยเจอแต่ผีบรรพชนตัวเอง แต่กับพวกผีอื่นๆ พวกเขาย่อมหวาดกลัวเป็นธรรมดา
ร่างทรงผู้ชายจากเผ่าไทใหญ่ก็เริ่มตอบกลับ“เอ็งมีอะไรจะหารือก็ว่ามา!” เสียงของบรรพชนผีตนนี้ฟังดูคล้ายกับเสียงทารกก็ไม่ปานพวกเขาเป็นเผ่าเดียวที่มีร่างทรงเป็นผู้ชาย
ทำเอาแต่ละเผ่าหันไปจ้องมองอย่างอดไม่ได้…
หญิงสาวหน้าตาสะสวยจากเผ่ากะเหรี่ยงถูกผีบรรพชนทรงร่างพูดแทรกขึ้น “ถ้าเกิดเอ็งจะปรึกษากันถึงเรื่อง ‘นกภูตทูต’ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องปรึกษากันแล้วล่ะมั้ง เอาเป็นว่าใครดีใครได้เป็นอย่างไง?”เขาเริ่มเปิดประเด็นเพื่อหยั่งเชิงขีดจำกัดของแต่ละคน
ร่างทรงเผ่าอาข่าเสนอ“ข้าว่ายังพอให้ปรึกษากันได้”
ร่างทรงเผ่าม้งเอ่ยปาก“แล้วทำไมต้องปรึกษา เอาตามผีเฒ่าเผ่ากะเหรี่ยงว่านั่นแหละ?”
ร่างทรงเผ่าเย้าพูดแขวะอีกฝ่าย“แล้วเอ็งมานั่งอยู่ที่นี่ทำไมกัน ก็เพื่อที่จะมาปรึกษากันไม่ใช่รึทำเป็นเล่นแง่!”
ร่างทรงเผ่าม้งพูดขึ้นว่า“ถ้าไม่ใช่เพราะเปิดประชุมข้ามีหรือที่จะมา…”เขาเค้นเสียงหัวเราะอย่างเย็นชาตอบโต้อีกฝ่าย
ร่างทรงเผ่าละหู่พูดยุแยง“ข้าเห็นด้วยกับการใช้กำลังตัดสิน!”
ขณะเดียวกันสมองของอะมีมะแห่งเผ่าลีซูก็ว่างเปล่าเขาดูงุนงงไม่น้อยเลยทีเดียว จึงพูดในใจกับตัวเอง “ใครบอกข้าจะพูดเรื่องนี้!”แต่พอคิดได้ก็ถึงบางอ้อทันที ไอ้พวกนี้มาเพราะนกหัสดีลิงค์ต่างหากตัวเขาเองไม่รู้จะพูดอย่างไรดี เพราะว่าคนที่รอก็ยังไม่ปรากฏตัวเสียที…
ร่างทรงเผ่าไทใหญ่พูดขึ้น“ข้าว่าแค่จับยัยหนูเพลงขวัญนั่นมาบูชายัญ เพื่อดึงเอาขวัญนกภูตทูตมาก่อนจะดีกว่าเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์แทรกซ้อน!”
ร่างทรงเผ่ากะเหรี่ยงพูดขึ้น“แล้วจะแบ่งผลงานกันยังไง แบ่งผลประโยชน์กันอย่างไร?”
ร่างทรงเผ่าไทใหญ่ตอบกลับ“เอาแบบนี้ใครออกแรงจับยัยหมอเพลงขวัญนั่นได้ก่อนก็ให้นับเป็นเผ่าที่มีคุณความชอบลำดับแรกเป็นอย่างไร?”