บทที่ 12แถบความคืบหน้า
"พี่ลู่ท่านตั้งใจจะซื้อน้ำแกงยาเพิ่มสักกี่ชามหรือ?"
จ้าวเทียนซิงเอ่ยปากถามพลางใช้นิ้วเกาแก้มอย่างซื่อๆ
ทว่าพอได้ยินลู่เฟิงตอบกลับมาเรียบๆว่าตัวเขาไม่มีเงินถุงเงินถังขนาดนั้น สมาชิกเก่าคนเดิมที่เดินอยู่ข้างๆก็หลุดหัวเราะขำ
ก่อนจะยกเอาเรื่องของอัจฉริยะประจำพรรคขึ้นมาเปรียบเทียบให้ฟัง
"พวกเจ้าคงยังไม่รู้หลิงเฟิงผู้นั้นเคยควักตั๋วเงินซื้อน้ำแกงยารวดเดียวถึงหนึ่งร้อยชามเป็นเงินสิบตำลึงเงินแบบไม่กะพริบตาเลยละ!”
“แต่ถึงอย่างนั้นร่างกายของคนเราก็มีขีดจำกัด ต่อให้ร่ำรวยจนกินทิ้งกินขว้างได้ทว่าคนทั่วไปก็ดื่มได้เต็มที่แค่วันละสามชามเท่านั้น”
“หากดึงดันดื่มมากกว่านั้นร่างกายจะไม่สามารถซึมซับตัวยาได้ทันจนเกิดผลเสีย บ่งบอกว่าต่อให้มีเงินทองล้นฟ้าก็ไม่อาจเร่งความเร็วเกินขีดจำกัดของมนุษย์ได้อยู่ดี"
ลู่เฟิงกับจ้าวเทียนซิงทำได้เพียงนิ่งเงียบไป
ความแตกต่างระหว่างคนยากจนข้นแค้นกับลูกหลานจากตระกูลผู้มั่งคั่งปรากฏเด่นชัดขึ้นมาในใจ
แม้ว่าในวิถียุทธ์พรสวรรค์จะเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่อาจมองข้ามแต่ทรัพยากรเงินทองเหล่านั้นก็คือสิ่งที่สามารถซื้อเวลาและความก้าวหน้าได้เช่นกัน
หลังจากนั่งพักผ่อนจนอาการเหนื่อยล้าเริ่มทุเลาลงลู่เฟิงก็ฝืนลากสังขารที่ยังคงปวดเมื่อยตรงไปยังหอคัมภีร์ของพรรค
แสงแดดรำไรส่องผ่านบานหน้าต่างไม้เก่าๆเข้ามากระทบโต๊ะอ่านหนังสือที่เต็มไปด้วยฝุ่นจางๆ
เขาหยิบตำราเคล็ดวิชาพื้นฐานขึ้นมาเปิดอ่านอย่างตั้งใจ
[แต้มประสบการณ์การอ่านเขียน+1]
เมื่อเขานำเนื้อหาในตำรามาเปรียบเทียบกับคำอธิบายอย่างลึกซึ้งของเฉาเฟิงกลางลานฝึกยุทธ์เมื่อบ่ายหลักการที่เคยกำกวม และเข้าใจยากในอดีตก็พลันสว่างวาบ และเข้าใจได้ง่ายดายขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์
ตัวอักษรแต่ละตัวคล้ายจะมีความหมายแจ่มชัดขึ้นหมัดสิบสองรูปแบบนี้ไม่เพียงแต่นำมาใช้ต่อสู้ได้เหนือกว่าวิชาพื้นฐานของอีกสองพรรคใหญ่ในเมืองฟงหมิงเท่านั้น
แต่หัวใจสำคัญของมันคือท่ายืนใต้ฝ่าเท้าและวิธีกระตุ้นลมหายใจ ที่สามารถขับเคลื่อน และกระตุ้นปราณโลหิตให้หลั่งไหลได้รวดเร็วกว่าวิชาอื่นหลายเท่าตัว
[การอ่านครั้งนี้ได้รับแต้มประสบการณ์การอ่านเขียนรวม38 แต้ม]
[ทักษะ:การอ่านเขียน (ระดับเริ่มต้น) (คุณสมบัติ: ไม่มี)]
[ความคืบหน้า:(63/100)]
ลู่เฟิงมองดูข้อความที่แจ้งเตือนขึ้นมาแล้วลอบประหลาดใจเวลาที่เขาใช้ในการอ่านรอบนี้สั้นกว่าครั้งก่อนๆ มากแต่แต้มประสบการณ์ที่ได้รับกลับเพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
มันทำให้เขาเข้าใจสัจธรรมของระบบนี้เพิ่มขึ้นอีกข้อหนึ่ง...
คุณภาพและระนาบความเข้าใจในการเรียนรู้มีผลโดยตรงต่อแต้มประสบการณ์ที่ได้รับไม่ใช่เพียงแค่การนั่งแช่อยู่กับตำราเป็นเวลานานๆ เท่านั้น
ตอนที่ก้าวออกจากหอคัมภีร์ร่างกายของเขาก็ฟื้นฟูเรี่ยวแรงกลับมาได้บางส่วนแล้ว
ลู่เฟิงไม่รอช้ารีบตรงไปยังพื้นที่ว่างด้านหลังพรรคเพื่อฝึกฝนกระบวนท่าหมัดอีกครั้งหนึ่งท่ามกลางลมเย็นยามโพล้เพล้ที่พัดเอาเศษใบไม้แห้งปลิวว่อน เขาเหวี่ยงหมัด ย่อตัวและก้าวเท้าอย่างสุดกำลัง
[แต้มประสบการณ์หมัดสิบสองรูปแบบ+1]
ทว่าทันทีที่ดึงหมัดกลับและสิ้นสุดการฝึกรอบนี้ลู่เฟิงถึงกับแข้งขาอ่อนแรงล้มครืนลงไปนอนแผ่หลาอยู่บนพื้นดินอย่างหมดสภาพเหงื่อไคลไหลโซมกายจนเสื้อผ้าเปียกชุ่ม
ในขณะที่เขากำลังนอนหอบหายใจเอาอากาศเข้าปอดจ้าวเทียนซิงกลับเดินทอดน่องเข้ามาด้วยท่าทางสบายอุราก่อนจะยื่นมือหนาหยาบลงมาฉุดดึงร่างของลู่เฟิงขึ้นด้วยมือเดียวอย่างง่ายดาย
"พี่ลู่ท่านไหวหรือไม่? ข้ายังรู้สึกกระปรี้กระเปร่าอยู่เลยคิดว่าน่าจะฝึกซ้ำได้อีกหลายรอบนัก"
ความแตกต่างของรากฐานร่างกายอันแข็งแกร่งตั้งแต่กำเนิดของนายพรานหนุ่มทำเอาลู่เฟิงได้แต่มุมปากกระตุกและพูดยังไงก็พูดไม่ออกได้แต่ยอมรับความจริงในข้อนี้แต่โดยดี
มื้อเย็นของพรรคเจ็ดดาราในวันนี้น่าหม่นหมองเล็กน้อยเพราะมันมีเพียงหัวไชเท้าต้มจนเปื่อยกับหมั่นโถวเนื้อหยาบสีน้ำตาลเข้ม
ทว่าสิ่งที่ทำให้ทุกคนแปลกใจคือในชามแกงของแต่ละคนกลับมีเนื้อสัตว์ชิ้นเล็กๆติดมันปนอยู่ด้วย มันถูกเพิ่มมาเพื่อให้สารอาหารช่วยบำรุง และฟื้นฟูกล้ามเนื้อของเหล่าศิษย์ใหม่ที่ต้องผ่านการเคี่ยวกรำมาตลอดทั้งวัน
เมื่อถึงเวลาแจกจ่ายน้ำแกงยาบำรุงโลหิตที่ทุกคนตั้งตารอ
หลิงเฟิงก็เดินนำกลุ่มผู้ติดตามเยื้องกรายเข้ามาในเรือนยาอย่างสง่างาม
เด็กหนุ่มชุดแพรไม่ได้เอ่ยปากพูดสิ่งใดทำเพียงควักตั๋วเงินปึกหนึ่งวางแหมะลงบนโต๊ะไม้ของศิษย์ผู้ดูแลอย่างไม่ใส่ใจก่อนจะรับชามบรรจุน้ำแกงยาสีเข้มข้นไปหลายชาม
รอบข้างพลันมีเสียงกระซิบกระซาบดังแว่วเข้ามาในหูของลู่เฟิง
ว่ากันว่านอกจากน้ำแกงยาฟรีเหล่านี้แล้วหลิงเฟิงยังใช้ตระกูลของตนคอยจัดหาโอสถหลอมโลหิตซึ่งเป็นยาระดับสูงที่มีราคาแพงลิบลิ่วกว่าน้ำแกงยานี้หลายเท่าตัวมาบริโภคเป็นประจำทุกวันอีกด้วย
ข่าวนั้นทำให้คนจนรอบด้านต่างตระหนักได้ทันทีว่าความเร็วในการพัฒนาราวกับติดปีกของอัจฉริยะไม่ได้มาจากพรสวรรค์ตามธรรมชาติเพียงอย่างเดียวแต่มันถูกหล่อเลี้ยงขึ้นมาด้วยกองเงินกองทองอันมหาศาลต่างหาก
ลู่เฟิงไม่ได้สนใจเรื่องของผู้อื่นนานนักเขาประคองชามดินเผาขึ้นมานัยน์ตามองดูน้ำแกงสีน้ำตาลเข้มข้นที่ส่งกลิ่นสมุนไพรฉุนกึกผสมปนเปสลับกับกลิ่นคาวคละคลุ้งคล้ายโลหะเด่นชัด
เขาตัดสินใจกลั้นใจกระดกตื่มรวดเดียวจนหมดชามรสชาติขมปร่า และกลิ่นคาวรุนแรงแล่นปราดขึ้นสมองจนเขาแทบจะอ้วกพุ่งออกมา
ทว่าเพียงไม่กี่อึดใจหลังน้ำแกงยาตกถึงท้องความร้อนสายหนึ่งกลับระเบิดตัวออกขยายกว้างจากช่องท้องแผ่ซ่านไปตามเส้นเลือดสู่แขนขาทั่วร่างอย่างรวดเร็ว
ความปวดล้าสะสมตามกล้ามเนื้อและอาการมึนงงในหัวพลันมลายหายไปราวกับน้ำลด ปราณโลหิตในร่างกายตื่นตัว และสูบฉีดอย่างบ้าคลั่งจนผิวพรรณของเขาเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อ
ในจังหวะนั้นเองภาพจำลองเบื้องหน้าพลันบิดเบี้ยว และเปลี่ยนแปลงไปทันที
[พลังวิญญาณ:1.3]
[การบ่มเพาะ:ขั้นแรกของการวางรากฐานยุทธ์ บำรุงโลหิต 1%]
น้ำแกงยาบำรุงโลหิตเพียงชามเดียวสามารถเพิ่มพลังวิญญาณของเขาได้ถึง 0.5 แต้ม! และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น... มันยังช่วยสร้าง แถบกระบวนการบ่มเพาะขั้นบำรุงโลหิตขึ้นมาใหม่อีกหนึ่งแถวด้วย
ลู่เฟิงจ้องมองตัวเลข1%ที่เพิ่งปรากฏขึ้นมาด้วยดวงตาเบิกกว้างหัวใจเต้นรัวเร็วด้วยความตื่นเต้นระคนตื้นตัน
'หรือว่า... ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้ไม่เว้นแม้กระทั่งระดับพลังยุทธ์ก็สามารถถูกระบบนี้เปลี่ยนให้กลายเป็นแถบความคืบหน้าได้ทั้งหมดเลยอย่างนั้นรึ?!'