ยุทธจักรเทพยุทธ์ (แปลจบแล้ว)

เล่มที่ 6 ตอนที่ 173 ชื่อเผิง

  “ฟู่!”

      ทันใดนั้น ผิวกายของตู้เซ่าฝู่จู่ๆก็มีเปลวเพลิงสีม่วงแผดเผา ราวกับว่าร่างจะระเบิด

  “มอ!”

      ขณะนั้นเองก็มีเสียงคำรามมาจากที่ไม่ไกลมันเห็นว่าบาทาของอสูรโคเพลิงหมอกชาดกำลังจะขยี้ร่างของตู้เซ่าฝู่และสหายคนข้างๆจนจะแหลก ในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานนั้นเอง มันก็หยุดชะงักแรงเปลวเพลิงสีม่วงบนร่างของตู้เซ่าฝู่ที่ทำท่าจะระเบิด ทันใดนั้นก็หายลับไป “ฟึ่บ!”

      ลำแสงสีชาดแกมทมิฬพุ่งแวบมาอยู่ข้างกายร่างของอสูรโคเพลิงหมอกชาดมันก็คือร่างของแม่อสูรโคเพลิงหมอกชาด มันจ้องมองอสูรโคเพลิงหมอกชาดขั้นพญาอสูรพร้อมกับร้องคำรามเบาๆราวกำลังพูดคุยพร้อมกับผลักขายักษ์ของอสูรโคเพลิงหมอกชาดตัวมหึมานี้ออกไป…………………………

      “แผล็บๆ……”

      เมื่อตู้เซ่าฝู่ฟื้นได้สติก็รู้สึกราวกับว่ามีอะไรเหนียวแฉะๆเลียใบหน้าของตนอยู่

  “นี่ข้าตายแล้วหรือ?”

      ตู้เซ่าฝู่สะดุ้งตกใจแวบแรกที่ดวงตาสองข้างเปิดออกก็มองเห็นอสูรโคเพลิงหมอกชาดตัวน้อยกำลังตั้งใจเลียใบหน้าของตนอยู่อย่างเป็นมิตร

  “มอมอ!”

      เมื่อพบว่าตู้เซ่าฝู่ฟื้น อสูรโคเพลิงหมอกชาดตัวน้อยก็จ้องหน้าตู้เซ่าฝู่ทำตาแบ๊วมันกับตู้เซ่าฝู่ประสานสายตากัน มันแสดงแววตาที่แปลกประหลาดใจแป๊บนึงก็โผลเขาไปนัวเนียเอาใบหน้าถูที่หน้าอกของตู้เซ่าฝู่

  “อสูรโคเพลิงหมอกชาดน้อยตัวนั้นข้าไม่ตายอย่างนั้นหรือ?”

      ตู้เซ่าฝู่ตะลึงตกโต กะพริบตาปริบๆและพยายามขยับตัวเพื่อจะลุก ทว่าทั้งร่างอ่อนเปลี้ยไร้เรี่ยวแรงสภาพร่างกายของเขาในตอนนี้อ่อนปวกเปียกราวกับไร้กระดูกกล้ามเนื้อยึดไม่มีแรงเลยแม้แต่น้อย

  “อาการบาดเจ็บของเจ้าสาหัสมากอย่าขยับซี้ซั้วจะดีกว่า”

  เสียงใสๆอันไพเราะหวานจับจิตดังขึ้นมา เป็นเสียงอันคุ้นเคยที่ทำให้ตู้เซ่าฝู่สะดุ้งตกใจความเครียดกังวลในใจได้หายไป จากนั้นร่างของเขาก็ถูกพยุงขึ้นมาใบหน้าอันงดงามวิจิตรของหญิงสาวปรากฏต่อสายตา แม้สีหน้าของนางยังซีดอยู่บ้างทว่าก็เริ่มมีสีเลือดฝาดจางๆ แล้ว สาวน้อยคนนี้ก็คือตงหลีชิงชิงนั่นเอง

  “มอมอ”

      อสูรโคเพลิงหมอกชาดตัวน้อยที่เอาใบหน้าซุกอกของตู้เซ่าฝู่บรรจงเลียหน้าของตู้เซ่าฝู่ไม่หยุดหย่อน

  “นี่มันเกิดอะไรขึ้น?”

      ตู้เซ่าฝู่มองหน้าตงหลีชิงชิงจากนั้นหันหน้ามองสังเกตรอบด้านพบว่าขณะนี้เขาอยู่ภายในดกที่พักในถ้ำของอสูรโคเพลิงหมอกชาดทว่ามองไม่เห็นอสูรโคเพลิงหมอกชาดตัวใหญ่อีกสองตัว

  “เจ้าหมดสติมาสามวันเพราะตระกูลของข้ามีวิชาและพรสวรรค์บางอย่างทำให้ฟื้นฟูได้ดีกว่าเจ้าข้าฟื้นตั้งแต่เมื่อวานแล้ว แต่เจ้าเองก็ถือว่าฟื้นไวมากแล้วหากเป็นคนธรรมดาทั่วไป เกรงว่าอาจใช้เวลามากกว่าเดือนสองเดือนด้วยซ้ำไป”

      ตงหลีชิงชิงอธิบายให้ตู้เซ่าฝู่ฟัง “ชื่อเยวี่ยกับเหยียนเหยาออกไปหายาวิเศษ ชื่อเผิงเพิ่งเกิดมาก็บรรลุขั้นเบิกนภาเลยจำเป็นต้องหายาวิเศษมาบ่มเพาะรากฐานปราณ”

      “ชื่อเยวี่ย เหยียนเหยาชื่อเผิง……?” ตู้เซ่าฝู่ได้ยินก็รู้สึกเวียนหัวสับสนกับชื่อทั้งหมดนี้

  ตงหลีชิงชิงยิ้มให้กับตู้เซ่าฝู่แม้ใบหน้าจะซีดเซียว ทว่าก็ยังดูสดใสงดงามบริสุทธิ์ผุดผ่อง นางหันไปมองอสูรโคเพลิงหมอกชาดและอธิบายให้ตู้เซ่าฝู่ฟัง“พ่อของเจ้าหนูนี่ชื่อเหยียนเหยา แม่ของมันชื่อชื่อเยวี่ยเจ้าหนูถูกตั้งชื่อว่าชื่อเผิงตอนนั้นที่พวกเรากำลังอันตรายถึงตายแม่ของเจ้าหนูตัวนี้มาช่วยชีวิตพวกเราไว้เมื่อวานที่ข้าฟื้น เหยียนเหยาเล่าให้ข้าฟังทั้งหมด”

      “ข้าขอคิดหน่อย”

      ตู้เซ่าฝู่ได้ยินก็รู้สึกงงงวยจับเรื่องไม่ถูกสักครู่ เขายกมือขึ้นมาลูบอสูรโคเพลิงหมอกชาดตัวน้อยที่มานัวเนียที่อกของตนเอ่ยถามตงหลีชิงชิงว่า “เจ้าหมายความว่า เจ้าหนูนี่ชื่อชื่อเผิง?”

      “มอมอ!”

      อสูรโคเพลิงหมอกชาดตัวน้อยคิดว่าตู้เซ่าฝู่เรียกมันมองจึงร้องขานออกมาเบาๆ ดวงตาใสปิ๊งสีแดงมืดจับจ้องตู้เซ่าฝู่ แลดูน่ารักน่าชัง

  “ลมปราณของเจ้าหนูนี่เปลี่ยนไปนิดหน่อยนะ”

      ตู้เซ่าฝู่สัมผัสได้ว่าปราณของอสูรโคเพลิงหมอกชาดตัวนี้แตกต่างจากเมื่อมันเพิ่งแรกเกิดที่เขาพบใบดวงตาสีดำเข้มราวกับมีเพลิงเผาไหม้ยังมีประกายสีทองจางๆ อยู่ด้วยลมปราณที่ผสมอยู่นี้ ทำให้ตู้เซ่าฝู่รู้สึกผูกพันคุ้นเคยโดยไม่มีสาเหตุ

  “ถูกต้อง เจ้าหนูนี่ชื่อชื่อเผิงเป็นเพราะเจ้าเลยนะ และเพราะเช่นนี้ดังนั้นตอนนี้พวกเราจึงยังไม่ตาย” ตงหลีชิงชิงบอกกับตู้เซ่าฝู่

  “เกี่ยวข้องกับข้า หรือว่า……”

      ตู้เซ่าฝู่ขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาพอคาดเดาได้ว่าลมปราณในตัวอสูรโคเพลิงหมอกชาดตัวน้อยที่แปลกไปเกรงว่าจะเป็นเพราะตนป้อนเลือดในตัวให้กับอสูรโคเพลิงหมอกชาดตัวน้อยตัวนี้

  ตงหลีชิงชิงจ้องมองตู้เซ่าฝู่ดวงตาสดใสดูแปลกประหลาดใจขึ้นมา กล่าวว่า “มิน่าที่ข้ารู้สึกว่าวิชาลมปราณที่เจ้าใช้รู้สึกคุ้นๆที่แท้เพราะเกี่ยวข้องกับอสูรเหยี่ยวยักษ์ปีกทอง โลหิตในกายเจ้า คล้ายกับของอสูรเหยี่ยวยักษ์ปีกทองจนแทบจะไม่ต่าง”

      ตู้เซ่าฝู่ยิ้ม ลูบเขาคู่น้อยๆ ของอสูรโคเพลิงหมอกชาดตัวเล็กบอกกับตงหลีชิงชิง “ถูกต้อง เกี่ยวข้องกับอสูรเหยี่ยวยักษ์ปีกทองจริงๆนั่นแหละ”

      “เกี่ยวข้องกับอสูรเหยี่ยวยักษ์ปีกทองที่เทือกเขาอสุรกายตัวนั้นใช่หรือไม่?”

      ตงหลีชิงชิงมองตู้เซ่าฝู่อย่างสงสัยเอ่ยถามอย่างแปลกใจ “อสูรเหยี่ยวยักษ์ปีกทองกับปีศาจหงส์เพลิงม่วงไม่ได้ระเบิดตัวเองไปแล้วหรือ?”

      “ที่จริงข้าเองก็ไม่รู้สาเหตุมาถึงตอนนี้ก็ยังไม่รู้คำตอบ” ตู้เซ่าฝู่เล่าให้ตงหลีชิงชิงฟังเพราะไม่มีอะไรให้ปิดบังเรื่องมาถึงขนาดนี้แล้ว และตัวเขาเองก็ไม่รู้ว่าที่จริงเกิดอะไรขึ้น

  “ช่างน่าอัศจรรย์จริงๆเกรงว่าท่านอาจารย์ของข้าก็คงไม่อยากจะเชื่อ” ตงหลีชิงชิงกล่าวไม่ได้เค้นถามอะไรต่อ

  “เจ้าหนูนี่บรรลุขั้นเบิกนภาแล้วหรือ?”

      ตู้เซ่าฝู่สังเกตระดับลมปราณในตัวอสูรโคเพลิงหมอกชาดก็รู้สึกแปลกประหลาดใจเพิ่งเกิดก็บรรลุขั้นเบิกนภาแล้ว หรือว่าเป็นเคล็ดลับหรือทักษะพิเศษของอสูรโคเพลิงหมอกชาด

      “เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับเจ้าจากที่เหยียนเหยาบอก เพราะเจ้าหนูตัวนี้ดื่มโลหิตสดในกายเจ้าจึงเกิดเรื่องอัศจรรย์ขึ้น ทำให้บนตัวมันมีลมปราณของอสูรเหยี่ยวยักษ์ปีกทองอยู่ด้วยดังนั้นพวกมันจึงตั้งชื่อเจ้าหนูนี่ว่าชื่อเผิงที่แปลว่าเหยี่ยวสีชาด”

  ตงหลีชิงชิงพูดกับตู้เซ่าฝู่ต่อไปว่า“โลหิตของอสูรเหยี่ยวยักษ์ปีกทองสำหรับอสูรทุกตัวถือว่าเป็นสมบัติล้ำค่าที่สุดอย่างหนึ่งเจ้าหนูน้อยเกิดมาก็ต้องทรมานเพราะพลังจากลมปราณในเลือดของเจ้า แต่ก็ทำให้ร่างของมันแปรสภาพตั้งแต่เพิ่งเกิดและยังบรรลุขั้นเบิกนภาได้เลย ทารกของพันธุ์อสูรขั้นอสูรเหินฟ้ามีเพียงบางชนิดที่ระดับแนวหน้ามากๆเท่านั้นจึงจะเกิดมาก็มีขั้นเบิกนภาเลย ดังนั้นเหยียนเหยากับชื่อเยวี่ยคิดว่าเจ้ามีบุญคุณต่อพวกเขาบอกว่าจะไม่สนเรื่องโสมวิญญาณเพลิงชาดแล้ว และจึงปล่อยให้พวกเรารอดมาถึงตอนนี้”

      “อย่างนี้นี่เอง”

      ตู้เซ่าฝู่ยิ้มเขาเริ่มเข้าใจเรื่องราวคร่าวๆ ที่เกิดขึ้น ลูบอสูรโคเพลิงหมอกชาดตัวน้อยที่อยู่ในอ้อมอกอย่างแผ่วเบากล่าวว่า “ที่แท้เพราะมีสายสัมพันธ์กับข้า มิน่าจึงสนิทวางตัวชิดเชื้อกับข้าถึงเพียงนี้ไม่รู้ว่าในอนาคตเจ้าจะสู้กับพวกอสูรขั้นอสูรเหินฟ้าได้หรือไม่”

      “มอมอ!”

      ชื่อเผิงรู้สึกได้ว่าตู้เซ่าฝู่กำลังพูดคุยกับมันจึงร้อง ‘มอมอ’ ขานรับออกมา

  จู่ๆ ตู้เซ่าฝู่ก็นึกถึงเรื่องโสมวิญญาณเพลิงชาดได้เขายื่นมือเข้าไปคลำบริเวณหน้าอก กล่าวว่า “เจ้าพูดถึงโสมวิญญาณเพลิงชาดข้าเลยเพิ่งจะนึกขึ้นได้ ข้าได้โสมวิญญาณเพลิงชาดมาแล้ว แต่ว่าทำไมโสมวิญญาณเพลิงชาดจึงมีสองต้นได้ล่ะ”

      เมื่อพูดจบ ตู้เซ่าฝู่ก็ล้วงเอาโสมวิญญาณเพลิงชาดที่ติดใบชิ้นหนึ่งจากเสื้อในอกให้กับตงหลีชิงชิงมันมีขนาดเท่ากับหัวไชเท้า ทั้งก้อนเป็นสีดำเข้ม งดงามดั่งทับทิมผิวของมันสะท้อนเป็นแสงอ่อนๆ บริสุทธิ์พลังอัดแน่นในโสมชิ้นนี้ให้ความรู้สึกหอมหวานชวนลิ้มลองประกายแสงแผ่ออกมาจากมันไม่หยุด

  ใบของมันเป็นสีเขียวสดดั่งมรกตทั้งยังมีประกายแสงรอบๆ มีพลังงานอัดแน่นคุกรุ่นจากภายในเช่นกัน กลิ่นหอมเย้ายวนใจใบที่ติดมากับโสมนี้ก็น่าจะมีมูลค่ามาก และมีฤทธิ์ของยาวิเศษมหาศาลเช่นเดียวกัน

      “ปกติโสมวิญญาณเพลิงชาดจะเกิดขึ้นเป็นคู่ โสมวิญญาณเพลิงชาดต้นเดียวยากที่จะเติบโตโสมวิญญาณเพลิงชาดนี้ ข้าตั้งใจให้เจ้าต้นหนึ่ง ตอนที่เจ้าบรรลุขั้นจ้าวแห่งยุทธน่าจะได้ใช้ประโยชน์” ตงหลีชิงชิงรับโสมวิญญาณเพลิงชาดมาจากมือของตู้เซ่าฝู่ดวงตางดงามของนางยิ้มจริงใจ

      “เอ๋ เป็นไปไม่ได้ เกิดอะไรขึ้น……”

  ตู้เซ่าฝู่อาจไม่ได้สนใจคำพูดของตงหลีชิงชิงเอาแต่ใช้มือลูบไปทั่วอกพร้อมกับทำสีหน้าแปลกใจ อสูรโคเพลิงหมอกชาดตัวน้อยเอาแต่จับจ้องไปที่โสมวิญญาณเพลิงชาดที่อยู่ในมือตงหลีชิงชิงอย่างสนใจมันสัมผัสได้ถึงคลื่นยาวิเศษจากผลชิ้นนี้ น้ำลายเริ่มเอ่อล้นปริ่มออกมาจากปากมันอยากที่จะเข้าไปกัดกินใจจะขาด

  “เจ้าหาอะไร?” ตงหลีชิงชิงเห็น ก็ขมวดคิ้ว เอ่ยถามตู้เซ่าฝู่

  “โสมวิญญาณเพลิงชาดอีกชิ้นหนึ่งหายไป”

      ตู้เซ่าฝู่ล้วงเอาของทุกอย่างในอกออกมามีทั้งถุงหยินหยางจำนวนมาก และก้อนหินรูปยอดเขาชิ้นนั้น ไม่มีของอย่างอื่นแล้ว

  “หรือว่าทำตกไว้ที่ไหน?”

      ตงหลีชิงชิงเอ่ยถามตู้เซ่าฝู่ โสมวิญญาณเพลิงชาดขนาดเท่ากับเพียงหัวไชเท้าใช้มือเดียวกำได้ หากวางไว้ในเสื้อไม่ดีจะหล่นหายไปก็ไม่แปลกเป็นไปได้อย่างมากว่าทำหล่นไปตอนที่ต่อสู้กับเหยียนเหยาอย่างดุเดือด

  “ไม่มีทางตกหล่นที่ไหนได้หรอก”

      ตู้เซ่าฝู่มั่นใจมาก เพราะเขาเองก็กลัวทำหล่นจึงวางไว้ในกระเป๋าเสื้อเล็กด้านในชุดเพ้าสีม่วงของเขาอย่างลึกหากหล่นถุงหยินหยางมากมายก็น่าจะหล่นหายไปก่อนแล้ว แล้วอีกอย่างทำไมโสมวิญญาณเพลิงชาดอีกชิ้นถึงไม่หายไปพร้อมกันได้ล่ะ

      “งั้นเจ้าลองหาดูดีๆ” ตงหลีชิงชิงกล่าว จากนั้นสายตาของนางก็จับจ้องไปที่ก้อนหินรูปยอดเขาที่ตู้เซ่าฝู่ล้วงออกมาจากเสื้อ

      “ไม่มีได้อย่างไรกัน” ตู้เซ่าฝู่ล้วงหาแทบจะทั้งตัว อีกนิดก็คงถอดชุดทั้งหมดมาสะบัดแล้วหาขนาดนั้นแล้วก็ยังไม่พบโสมวิญญาณเพลิงชาดอีกชิ้น

      “เจ้ามั่นใจว่าโสมวิญญาณเพลิงชาดอีกชิ้นหนึ่งไม่ได้ร่วงหายไปหรือ?” ตงหลีชิงชิงถามตู้เซ่าฝู่ด้วยสีหน้าจริงจัง

      “น่าจะไม่นะ” ตู้เซ่าฝู่พยักหน้า ทว่าแววตาก็ยังดูสับสนงงงวย เพราะบนร่างก็ไม่มีโสมวิญญาณเพลิงชาดอีกชิ้นหนึ่งจริงๆหรือว่าเขาจะทำตกไปจริงๆ