ตอนที่ 5.1 ย้อนเวลามาเป็หวงจื่อเฟย
ซูอันหนิงลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้งในวันที่สาม ทันทีที่ขยับตัว ความเ็ปราวกับถูกเลาะกระดูกก็แผ่ซ่าน นางพยายามขยับแขนขา เพื่อตรวจสอบตัวเองว่าไม่มีอวัยวะใดขาดหายไป
แขนซ้าย-ขวายังขยับได้แม้จะอ่อนเปลี้ยไปบ้าง ไม่มีอวัยวะใดต้องเข้าเฝือกดามกระดูก
คนบนเตียงขมวดคิ้วแน่น ส่งเสียงครางออกมาอย่างไม่อาจควบคุมเมื่อพลิกตัวขยับ “โอ้ย ! ซี่โครงหักหรือเปล่าเนี่ย เจ็บจัง...หมอ !”
ส่วนที่เจ็บหนักกลับเป็กลางลำตัว หญิงสาวลืมตามองม่านมุ่งสีแดงเหนือศีรษะ
ภาพรถเก๋งสีแดงแวบเข้ามาคล้ายแสงไฟสาดกระทบตาท่ามกลางความมืด นางหลับตาลง ยกมือขึ้นกดเปลือกตาแน่น กระนั้นศีรษะก็ยังวิงเวียน คล้ายถูกเหวี่ยงจนโลกพลิกคว่ำพลิกหงาย กลิ่นโคลนชื้น ๆ จากคูน้ำตีขึ้นมาทางจมูก ราวกับว่าตนเองยังนอนอยู่ในร่องน้ำแห่งนั้น
ซูอันหนิงสำลักออกมาเบา ๆ ดวงตาเบิกกว้างขึ้นอีกครั้ง
แต่ว่า...เตียงคนไข้โรงพยาบาลไหนกัน คลุมด้วยผ้าแดงแบบนี้... สายตาของนางจับจ้องลวดลายแกะสลักบนไม้อย่างพิจารณา
ทำไมถึงเป็เตียงนอนไม้แกะสลักล่ะ ?
ซูอันหนิงเหลียวมองจนรอบ ลักษณะเตียงคล้ายกับเตียงปาปู้โบราณเป็อย่างมาก มีผ้าแพรโปร่งคลุมไว้รอบด้าน ริมผ้าแหวกออกรัดด้วยพู่ทองเรียบหรูคล้องไว้ข้างเสาเตียงทั้งสี่
ราวกับว่ามีคนคอยเฝ้าอยู่ไม่ห่าง ทันทีที่นางตื่นขึ้น ก็มีคนเปิดม่านเข้ามาภายในห้องนอนชั้นในทันที ใบหน้าตื่นเต้นยินดีชะโงกมอง เสียงถามเจือด้วยเสียงสะอื้น
“หวงจื่อเฟยฟื้นแล้วหรือเพคะ !”
ซูอันหนิงมองคนพูดอย่างอึ้งงัน
“หวงจื่อเฟยหลับไปถึงสามวัน บ่าวกลัวแทบตาย กินไม่ได้ นอนไม่หลับ ดีเหลือเกินที่หวงจื่อเฟยฟื้นแล้ว บ่าวจะให้คนไปเรียนเอ้อร์หวงจื่อเดี๋ยวนี้เพคะ !”
ซูอันหนิงอ้าปากเล็กน้อย คำพูดติดค้างอยู่ที่ลำคอ
หวงจื่อเฟย…เอ้อร์หวงจื่อ…?
เสียงเ่าั้วนซ้ำในหัว ราวกับคนเคาะกลองใส่สมองไม่หยุด
“หวงจื่อเฟย...้าอะไรหรือไม่เ้าคะ กระหายหรือไม่ หิวหรือไม่ ต้องหิวแล้วแน่ ท่านไม่ได้เสวยอะไรั้แ่วันเข้าพิธีสมรส นี่ก็สามวันแล้ว บ่าวสงสารท่านเหลือเกิน”
“อะไรนะ !”
ซูอันหนิงผุนผลันลุกขึ้นนั่ง ใต้อกเจ็บเสียดจนลมหายใจสะดุดต้องฝ่ามือยกขึ้นกดบริเวณที่เจ็บแน่น ภาพตรงหน้าพร่าไปครู่ใหญ่
สาวใช้ใรีบเข้ามาประคอง นางสูดหายใจช้า ๆ เมื่อความเ็ปทุเลาลง จึงเอ่ยถามเสียงเบาอ่อน
“ฉัน...แต่งงานแล้วหรือ ?”
ลี่หนานและชางอิงมองหน้ากันตื่น ๆ ก่อนจะตอบอย่างระมัดระวัง
“หวงจื่อเฟยเพิ่งเข้าพิธีสมรสกับเอ้อร์หวงจื่อเมื่อสามวันก่อนเพคะ”
มือเรียวเล็กยกขึ้นลูบขนแขนที่ลุกชันของตนเอง ก่อนจะค่อย ๆ ล้มตัวลงนอน สมองของนางอาจได้รับความกระทบกระเทือนกระมัง จึงได้ยินคำว่า ‘หวงจื่อ’ และ ‘หวงจื่อเฟย’
นางหันหลังให้สาวใช้ทั้งสอง เอ่ยเสียงแ่ “ฉัน...ฉันจำอะไรไม่ได้เลย ขอพักสักครู่หนึ่งนะ”
“หวงจื่อเฟยกล่าวสิ่งใดเ้าคะ บ่าวฟังไม่เข้าใจ” ชางอิงยืดคอเข้าไปใกล้สีหน้าตั้งใจฟังสุดขีด
ทว่าซูอันหนิงกลับเงียบงัน
นางพลิกตัวหันหน้าเข้าหาหมอน หลับตานอนอีกครั้ง ไม่ว่าผ้าแดง เตียงไม้ หรือเสียงเรียกแปลกประหลาดเ่าั้จะเป็อะไร เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ทุกอย่างต้องหายไป ได้ตื่นขึ้นมาในห้องพักฟื้นในโรงพยาบาลสักแห่งอย่างนอน
ภายในห้องหนังสือ เรือนส่วนหน้า จวนองค์ชายรอง
จูเกาเซวียนยืนอยู่ข้างหน้าต่าง มือหนึ่งไพล่หลัง สายตาทอดมองไปทางสระน้ำ กำลังฟังเกาเฉินผิงพูดอยู่เงียบ ๆ
“วันนี้เป็วันที่เ้าสาวต้องกลับบ้านเดิม แต่หวงจื่อเฟยยังไม่ฟื้น เอ้อร์หวงจื่อจะทำเช่นไรดี... ส่งของขวัญไปแล้วถือโอกาสกล่าวอะไรกับสกุลซูสักหน่อย เพื่อให้ทางนั้นสบายใจขึ้นว่าพระองค์ไม่ได้ทอดทิ้งหวงจื่อเฟย ดีหรือไม่”
“ไม่ดี” จูเกาเซวียนตอบทันทีโดยไม่ต้องคิด
เขาหมุนตัวเดินกลับมาที่โต๊ะหนังสือ สีหน้าหลัดกลุ้งกังวล “กระตือรือร้นเกินไป หากทำสิ่งใดที่เป็การเอาใจสกุลซูอย่างโจ่งแจ้งกลับจะทำให้เสด็จพ่อจับตามองข้ามากกว่าเดิม”
เกาเฉินผิงขมวดคิ้ว เอ่ยถามอย่างระมัดระวังว่า
“แล้วเื่ข่าวลือนั้น ท่านจะให้จัดการอย่างไร หากปล่อยไว้ไม่ทำอะไรเลย จะยิ่งเป็การยืนยันข่าวลือ การาเ็ของหวงจื่อเฟยในคืนแต่งงาน ก็จะไม่ใช่เื่ที่ถูกคนกุขึ้นแล้ว ทุกคนจะมองว่าท่านตัดบัวยังเหลือใย แต่งคนหนึ่งแต่รักอีกคน ไม่เป็ผลดีต่อท่านแม้แต่น้อย”
ดวงตาของจูเกาเซวียนเปล่งวาบด้วยประกายคมกริบ “สืบมาได้หรือยัง เื่ที่หวงจื่อเฟยบาดจบ มีข่าวรั่วไหลออกไปได้อย่างไร...เหอไห่ !”
เหอไห่คุกเข่า “องค์ชายโปรดลงโทษ ข้าน้อยบกพร่องในหน้าที่”
“ไปรับโทษโบยสิบไม้เอาเอง” จูเกาเซวียนโบกมือไล่ ก่อนจะปรายตาไปทางหลีจิ่น “หลีกงกง ยกหน้าที่ตรวจสอบให้เ้า ในฐานะผู้ดูแลใหญ่ของจวนคงหาคนคนนั้นให้ข้าได้กระมัง”
“บ่าวรับบัญชา” หลีจิ่นประสานมือโค้งเอวต่ำ ก่อนจะถอยออกจากห้องหนังสือไปในทันที
เกาเฉินผิงมองตามจนหลีกงกงลับสายตา จึงเอ่ยขึ้น “ท่านไม่สงสัยเขาหรือ ?”
จูเกาเซวียนยกมือขึ้นแตะถ้วยชา จางเจี้ยนจึงรีบขยับเข้ามารินชาเพิ่มให้ทันทีอย่างรู้ใจ
“ข้ากำลังจะพิสูจน์ความสงสัย หากว่ากันตามความใกล้ชิด เขาคือคนที่ข้าควรสงสัยมากที่สุดจริง ๆ หลีกงกง เป็ขันทีที่เสด็จพ่อพระราชทานให้ข้าหลังจากขึ้นครองบัลลังก์ พูดถึงความภักดี เขาน่าจะภักดีต่อองค์ฮ่องเต้มากกว่า แต่ข้าก็ไม่อาจจับคนสุ่มสี่สุ่มห้าได้ จับกงกงคนหนึ่งมิเท่ากับตบพระพักตร์ฝ่าาหรือ ? จะตีสุนัขยังต้องดูหน้าเ้าของกระมัง”
เกาเฉินผิงพยักหน้า เสียงรายงานก็ดังแทรกมาจากด้านนอก
“ทูลหวงจื่อ...หวงจื่อเฟยฟื้นแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
จูเกาเซวียนลุกพรวดขึ้น พลางออกคำสั่ง “เหอไห่ ! ไปเชิญหมอหลวงเซี่ย
เสียงจางเจี้ยนรายงานขึ้นทันใด “หวงจื่อ องครักษ์เหอไปรับโทษโบยแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
จูเกาเซวียนชะงักฝีเท้า สูดหายใจลึก สีหน้าสะกดกลั้นอารมณ์อย่างหนัก เขากวาดสายตาไปทางองครักษ์ที่ยืนเฝ้าอยู่หน้าห้อง “เช่นนั้น...หลี่เหวินิ รีบไปเชิญหมอหลวงเซียมาดูอาการหวงจื่อเฟย”
“กระหม่อมรับบัญชา !”
เกาเฉินผิงรีบเดินตามมา กล่าวพลางเดินพลางว่า
“หากหวงจื่อเฟยโวยวาย ท่านก็ปลอบใจนางเสียหน่อย พูดคำหวานสักนิด อธิบายให้นางเข้าใจว่าคืนนั้นคือเื่เข้าใจผิด ท่านต้องค่อย ๆ พูดค่อย ๆ อธิบาย เดิมทีเื่นี้เป็ท่านที่ผิดก่อน นางจะขุ่นเคืองบ้างก็เป็เื่ปกติ หากนางตำหนิท่านหนัก ๆ โวยวายทุบตีท่านก็ห้ามตอบโต้เด็ดขาด”
จูเกาเซวียนหยุดเดิน หันมามองเกาเฉินผิงตาเขม็ง “หุบปาก !”
เกาเฉินผิงหุบปากลง เมื่อองค์ชายรองหมุนตัวเดินหน้าต่อ เขาก็ยังปักหลักยืนอยู่ที่เดิม ะโเสียงดังพอให้อีกฝ่ายได้ยินทุกคำ
“ท่านห้ามดุนางเล่า สตรีทุกคนล้วนชอบคำหวานทั้งนั้น พูดให้นางสบายใจก่อน เื่อื่นค่อยว่ากัน !”
ภายในห้องหอของเรือนหลัก ซูอันหนิงลืมตาโพลง มองม่านมุ้งสีแดงรอบเตียงไม้แกะสลักัหงส์อย่างเหม่อลอย เดิมทีนางหลับไปแล้ว แต่ความหิวโหยปลุกให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง
เพื่อพบว่าตนเองยังคงอยู่ที่เดิม นอนอยู่บนเตียงมงคลตัวเดิม มีสาวใช้สองคนเดิมมาคอยถามไถ่ จากนั้นก็มีสตรีสูงวัยเพิ่มขึ้นมา หลังจากรู้ว่านางตื่นแล้ว หญิงสูงวัยผู้นั้นก็รีบรุดไปที่ประตู ะโออกไปนอกห้องแจ้งข่าวด้วยเสียงดังลั่น
“หวงจื่อเฟยฟื้นแล้ว ใครก็ได้ ไปเรียนหวงจื่อเร็ว !”
พอได้ยิน หัวใจของซูอันหนิงเต้นแรงขึ้นมาอย่างฉับพลัน
ทำไมต้องเรียกหวงจื่อมาด้วยเล่า ข้ายังไม่อยากพบเขาเลยนะ !
ไม่นานนัก สาวใช้อีกหลายคนก็ยกอาหารเข้ามา กลิ่นข้าวต้มหอมกรุ่น ชวนให้พยาธิในท้องร้องประท้วงระงม ซูอันหนิงยังไม่ทันได้ไตร่ตรองวิเคราะห์สถานการณ์ม่านก็ถูกแหวกออก จากนั้นเหล่าสาวใช้ก็เข้ามาดูแลนางอย่างคล่องแคล่ว
“บ่าวจะถอดเสื้อให้นะเพคะ” ลี่หนานเอ่ยเบา ๆ
ซูอันหนิงตาโต ส่ายหน้าราวกับกลองป๋องแป๋ง สองมือยึดผ้าห่มที่คลุมตัวไว้แน่น แต่นางที่าเ็อยู่จะสู้แรงมือสาวใช้เหล่านี้ได้อย่างไร
ครู่ใหญ่ต่อมา ม่านชั้นนอกก็เปิดออกอีกครั้ง เหล่าสาวใช้ตั้งขบวนยกข้าวของจากไปอย่างเป็ระเบียบ ซูอันหนิงได้แต่นั่งหน้าแดงเถือก สองมือบิดชายแขนเสื้อจนยับย่น
สตรีสูงวัยคนเดิม เดินนำสาวใช้คนหนึ่งเข้ามาภายในห้องพร้อมถาดใส่ชามโจ๊ก เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“เสวยโจ๊กหน่อยนะเพคะ ตอนนี้หวงจื่อเฟยเสวยได้แค่โจ๊กข้าวฟ่างเท่านั้น”
ซูอันหนิงมองโจ๊กที่มีไอขาวลอยอ้อยอิ่ง... นี่หรือคือโจ๊ก ?
เหตุใดจึงมีแค่ข้าวกับน้ำ สำรับสำหรับชายาขององค์ชายช่างดูแร้นแค้นเสียเหลือเกิน ร่างนี้แต่งงานกับองค์ชายแน่หรือ ?
เสียงท้องร้องโครกครากขึ้นมา คล้ายฝูงกบระงมหลังสายฝนแรก
ความร้อนแล่นขึ้นมารวมกันบนใบหน้า ซูอันหนิงมองปลายจมูกตัวเองเนิ่นนาน กระทั่งได้ยินเสียงหญิงสูงวัยพูดขึ้น
“เสวยเถิดเพคะ หวงจื่อเฟยคงหิวมากแล้ว”
ซูอันหนิงคนโจ๊ก ตักขึ้นมาชิมคำหนึ่ง
จืดชืดไร้รสชาติอะไรอย่างนี้
นางแอบช้อนตามองสาวใช้ตัวน้อยที่คอยปรนนิบัติดูแล เมื่อสบตากันสาวนางนั้นใช้ก็คลี่ยิ้มกว้าง แววตาใสซื่อยินดีเอ่อล้นออกมาชัดเจน
ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน ซูอันหนิงรู้สึกใกล้ชิดสนิทสนมกับพวกนางเป็พิเศษ
นางตักโจ๊กใส่ปาก กินอย่างไม่รู้รส คิ้วก็ขมวดลงทุกคำที่กลืน ครุ่นคิดอยู่นานกว่าจะเลือกถ้อยคำที่คิดว่าเหมาะสม เอ่ยถามเสียงแ่ “มี...มีเครื่องเคียงหรือไม่”
“เครื่องเคียง...คุณหนูหมายถึงอาหารจานเล็กทานคู่กันใช้หรือไม่ บ่าวจะไปหามาให้เดี๋ยวนี้เ้าค่ะ”
ชางอิงหมุนตัวกำลังจะวิ่งออกไป เสียงหม่าหมัวมัวก็ดังขึ้น
“ยังเสวยอย่างอื่นไม่ได้นะเพคะ หวงจื่อเฟยท้องว่างมาสามวัน หากเสวยของหนักเกินไปกระเพาะจะรับไม่ไหว เช้านี้เสวยโจ๊กข้าวฟ่างก่อน สายหน่อยค่อยเพิ่มเครื่องเคียงที่มีประโยชน์แต่ย่อยง่าย พรุ่งนี้ก็เสวยได้ปกติแล้วเพคะ”
ชางอิงหันกลับมามองนายของตัวเองด้วยแววตาเห็นใจ ลี่หนานจึงปลอบว่า
“หวงจื่อเฟยเสวยโจ๊กก่อนนะเพคะ เดี๋ยวค่อยเสวยอีก น้อย ๆ แต่บ่อยครั้ง มื้อต่อไปบ่าวจะเพิ่มไข่เค็มให้เองเ้าคะ”
หม่าหมัวมัวกระแอมเตือน แต่ไม่ได้เอ่ยห้ามปราม ลี่หนานหันไปยิ้มไร้เดียงสาใส่ แล้วยืนรอรับใช้อยู่ด้านข้าง
ซูอันหนิงจำใจกลืนโจ๊กลงท้องไปจนเกือบหมด พอเหลือค่อนชามหมัวมัวก็เตือนขึ้นมาอีก “อย่าให้อิ่มเกินไปนะเพคะ เดี๋ยวจะปวดท้องเอาได้”
หญิงสาวมองชามโจ๊กที่ถูกยกออกไป มือที่วางบนผ้าห่มกำแน่นขึ้นเงียบ ๆ ท้องก็ยังร้องไม่หยุด แต่คราวนี้นางเลือกจะเม้มปาก ไม่มองตามมันอีกเลย
ถ้าจะให้กินน้อย ๆ ทำไมต้องใส่ชามใหญ่มาด้วยเล่า !
“หวงจื่อเสด็จ !”