ราชันย์สิบโลก

    ตอนที่ 148 หลอมรวมโลหิตมังกรสายเลือดบริสุทธิ์

    หลังจากที่ส่งมอบภารกิจเสร็จสิ้นเฟิ่งหยูกลับบ้านพักของเขา  ศิษย์รับใช้ทั้งสองของเขารีบเข้ามาดูแลเฟิ่งหยูในทันที

                “ศิษย์พี่ท่านไปทำภารกิจกลับมาแล้วเป็นยังไงบ้าง?”

           “ก็เรียบร้อยแล้ว ไม่มีอะไรมากพวกเจ้าไปฝึกฝนต่อเถอะ ข้าจะพักผ่อนและจะเริ่มเก็บตัวฝึกฝนแล้ว ในระหว่างที่ข้าเก็บตัวพวกเจ้าก็ต้องหมั่นฝึกฝน อย่าได้ขี้เกียจเป็นอันขาด”

                “ขอรับศิษย์พี่พวกเราจะตั้งใจฝึกฝน”

                เฟิ่งหยูกลับเข้าห้องพักของเขาไปพร้อมกับเริ่มเข้าไปในเจดีย์ฟ้าสวรรค์ เขาเข้าไปยังวิหารสุริยันจันทราเพื่อฝึกฝนในห้องฝึกฝนของวิหารสุริยันจันทรา  เขาเลือกเข้าไปยังห้องหนึ่งซึ่งสามารถช่วยให้เขาสามารถหลอมรวมโลหิตมังกรบริสุทธิ์ได้อย่างรวดเร็วเพราะห้องนี้จะมีค่ายกลที่คอยดึงพลังฟ้าดินและพลังต้นกำเนิดของโลกเข้ามาหลอมรวมกันอยู่

                เฟิ่งหยูนำขวดหยกที่ได้จากเทียนหลงบิดาของเสี่ยวหลงเขาเปิดขวดหยกและนำโลหิตมังกรบริสุทธิ์หนึ่งหยดออกมาและเริ่มหลอมรวมโลหิตหยดนั้นทันที

                หยดโลหิตมังกรเริ่มซึมเข้าไปภายในกายของเฟิ่งหยูความรู้สึกเจ็บปวดแล่นไปทั่วทั้งร่างกายของเฟิ่งหยูอย่างต่อเนื่อง  พลังของมังกรเริ่มถูกเส้นชีพจรลมปราณเทพมังกรดูดซับหยดโลหิตที่เฟิ่งหยูดูดซับเริ่มเคลื่อนผ่านอวัยวะส่วนต่าง ๆของร่างกายเฟิ่งหยูเพื่อไปรวมกันอยู่ที่เส้นชีพจรลมปราณเทพมังกร

                หยดโลหิตที่แล่นผ่านไปแต่ละครั้งทำให้เลือดของเฟิ่งหยูเดือดพล่านจนระเหยไปจนหมดสิ้น ความเจ็บปวดที่หนักหน่วงทำให้เฟิ่งหยูได้เพียงแค่กัดฟันทนเท่านั้น

                โลหิตมังกรสายเลือดบริสุทธิ์เริ่มวิ่งผ่านกระจายไปทั่วตัวของเฟิ่งหยูมันผ่านไปถึงส่วนใดของร่างกาย เฟิ่งหยูรู้สึกเหมือนกับว่าเลือดของเขาระเหยกลายเป็นไอไปจนหมดสิ้น

                จากนั้นไม่นานค่ายกลเริ่มทำงาน  มันเริ่มส่งพลังฟ้าดินและพลังต้นกำเนิดเข้าสู่ร่างกายของเฟิ่งหยูในทันทีเฟิ่งหยูรู้สึกได้ถึงกลิ่นอายธรรมชาติที่อยู่รอบ ๆ ตัวของเขาทันทีเฟิ่งหยูเริ่มหลอมรวมโลหิตมังกรในทันที แสงสว่างสีทองเจิดจ้า ถูกปลดปล่อยออกมาพร้อมๆกับการปะทุของพลังอันรุนแรง

                เฟิ่งหยูเริ่มรู้สึกคล้ายกับว่าร่างกายของเขากำลังจะแตกเป็นเสี่ยงๆ โลหิตมังกรที่ไปรวมตัวกันที่เส้นชีพจรลมปราณเทพมังกรเริ่มไหลเวียนเข้าสู่ไขกระดูกมังกรมันเริ่มหลอมรวมเข้ากับเลือดของเฟิ่งหยูอย่างช้า ๆ

                หลังจากพยายามหลอมรวมนานกว่าสามชั่วโมงหลังของเฟิ่งหยูชุ่มไปด้วยเหงื่อแม้จะมีห้องที่มีค่ายกลช่วยเหลือทว่าเฟิ่งหยูก็รู้สึกเหน็ดเหนื่อยเป็นอย่างยิ่งครั้งก่อนได้วิญญาณของแม่เสี่ยวหลงช่วยทำให้เขาหลอมรวมได้อย่างรวดเร็วแต่เมื่อเฟิ่งหยูต้องหลอมรวมด้วยตนเอง กลับเป็นสิ่งที่ยากเย็นและอันตรายเป็นอย่างมาก

                ในตอนนี้เลือดที่ออกมาจากไขกระดูกมังกรเริ่มมีสีทองมากยิ่งขึ้นมันเริ่มแพร่กระจายไปทั่วร่างของเฟิ่งหยูมันเริ่มไหลเวียนตามระบบของร่างกายเฟิ่งหยูตามปกติ เฟิ่งหยูผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก

                เฟิ่งหยูโคจรพลังปราณเข้าสู่เส้นชีพจรต่างๆ ภายในร่างกายของเขาเพื่อซึมซับพลังของโลหิตมังกรที่แผ่กระจายออกมาจากเส้นเลือดของเขาอย่างต่อเนื่อง เขายังคงหลอมรวมโลหิตมังกรหยดนี้อย่างต่อเนื่อง ปริมาณพลังของโลหิตมังกรเพียงหยดเดียวสามารถทำให้คนปกติสามารถเลื่อนระดับขั้นวรยุทธ์ได้ถึงหนึ่งขั้นเลยก็ว่าได้

                แต่สำหรับเฟิ่งหยูที่มีขอบเขตของตันเถียนที่กว้างใหญ่ไพศาลมันสามารถเติมเต็มพลังปราณของเขาได้เพียงหนึ่งในสิบเท่านั้น เฟิ่งหยูใช้เวลาไปอีกสามชั่วโมงในการหลอมรวมโลหิตมังกรหยดนี้แต่มันก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะลดลงไปแต่อย่างใด

                พลันเฟิ่งหยูคิดถึงการโคจรของเส้นทางชีพจรมังกรที่เข้าได้ศึกษาเฟิ่งหยูทบทวนเส้นทางเดินของพลังปราณในหัวของเขาทันที ไม่นาน เฟิ่งหยูทดสอบปรับเปลี่ยนทิศทางการไหลเวียนของลมปราณในร่างของเขาให้ไหลเวียนตามแบบของมังกรขึ้นมา

                เฟิ่งหยูค่อยๆ กำหนดการไหลเวียนลมปราณในร่างกายของเขา ให้เป็นไปตามเส้นทางเดินลมปราณของมังกรเขาทำมันอย่างช้า ๆ ให้เข้ากับจังหวะของการไหลเวียนโลหิตในร่างกายของเขา

                เมื่อหมุนวนพลังลมปราณตามชีพจรต่างๆ ครบหนึ่งรอบ ทันใดนั้นเฟิ่งหยูสัมผัสได้ว่ามีพลังบางอย่างเริ่มแผ่กระจายไปยังส่วนต่าง  ๆของร่างกายเฟิ่งหยูอย่างรวดเร็ว มันแทรกซึมและผสานเข้ากับทุกอณูในร่างกายของเฟิ่งหยูโดยไม่มีช่องว่างแม้แต่นิดเดียว

                นั่นทำให้เฟิ่งหยูรู้สึกเหมือนอยู่ในเตาหลอมกระบวนการในการหลอมทำให้ร่างกายของเฟิ่งหยูรู้สึกเจ็บปวดเกินที่จะบรรยายได้

                อย่างไรก็ตามกระบวนการนี้ก่อนอื่นต้องทำให้ร่างกายของเขาสามารถปรับสภาพและคุ้นเคยกับพลังของมังกรที่อยู่ในโลหิตมังกรสายเลือดบริสุทธิ์เสียก่อนแม้ว่าร่างกายของเขาจะฝึกฝนคัมภีร์เซียนโบราณมาแต่เขาก็รู้ดีถึงพลังที่ทะลักออกมาของโลหิตมังกรสายเลือดบริสุทธิ์หยดนี้ซึ่งบ่งบอกได้ว่าร่างกายของเขายังอ่อนแอเกินไปที่จะรองรับโลหิตมังกรสายเลือดบริสุทธิ์อีกเป็นจำนวนมาก

                เฟิ่งหยูใช้เวลาหลอมรวมโลหิตมังกรหยดนี้ถึงเจ็ดวันเขาต้องทนทุกข์ทรมานอย่างต่อเนื่องเฟิ่งหยูกัดฟันทนจนกระทั่งโลหิตมังกรสายเลือดบริสุทธิ์หยดนั้นหลอมรวมเข้ากับเลือดในกายของเฟิ่งหยู

                “ข้าจำต้องปรับเปลี่ยนวิธีการหลอมรวมใหม่มิเช่นนั้นร่างกายของข้าคงต้องแหลกเป็นเสี่ยง ๆ ก่อนที่จะมีสายเลือดมังกรบริสุทธิ์อย่างแน่นอน” เฟิ่งหยูคิดมันอยู่ในใจ

                “หากข้าใช้พลังของโลหิตมังกรช่วยในการฝึกฝนกายราชันย์เซียนขั้นที่สี่มันน่าจะช่วยให้ข้าสามารถสำเร็จกายราชันย์เซียนได้ไวขึ้น แถมยังสามารถหลอมรวมโลหิตมังกรได้รวดเร็วกว่าเดิมอีกด้วยสมองของเฟิ่งหยูคิดคำนวณอย่างรวดเร็ว”

                เฟิ่งหยูนำโลหิตสายเลือดมังกรบริสุทธิ์ที่ได้รับมาออกมาหลอมรวมอีกหนึ่งหยดเขาเริ่มหลอมรวมมันพร้อมกับหลอมกลั่นกายเซียนโบราณขั้นที่สี่ในทันทีเมื่อพลังสายเลือดมังกรบริสุทธิ์ส่วนหนี่งเข้าไปหลอมกลั่นกายของเฟิ่งหยูพร้อมกับพลังฟ้าดินและพลังต้นกำเนิดพลันทำให้ความเร็วในการหลอมกลั่นกายของเฟิ่งหยูรวดเร็วขึ้นการดูดซับและหลอมรวมโลหิตมังกรสายเลือดบริสุทธิ์ก็รวดเร็วมากยิ่งขึ้น

                เพียงแต่ว่าความเจ็บปวดและความทรมานที่เฟิ่งหยูได้รับกลับรุนแรงมากกว่าเดิมหลายเท่าตัวเฟิ่งหยูกัดฟันทนต่อความเจ็บปวดเพียงระยะเวลาสามชั่วโมง โลหิตมังกรสายเลือดบริสุทธิ์หยดนั้นก็ถูกหลอมรวมเข้ากับเลือดของเฟิ่งหยูจนหมดสิ้น

            เฟิ่งหยูนำโลหิตหยดต่อไปขึ้นมาหลอมรวมในทันทีเขาต้องทนกับความเจ็บปวดอย่างบ้าคลั่ง อวัยวะภายในของเขาทั้งหมดเหมือนจะแหลกละเอียดออกมาเป็นชิ้นๆ 

            เฟิ่งหยูเริ่มหลอมรวมโลหิตมังกรหยดแล้วหยดเล่าจนกระทั่งเขาหลอมรวมโลหิตมังกรสายเลือดบริสุทธิ์ไปสิบหยดกายของเฟิ่งหยูเริ่มส่องประกายแสงสีทองสว่างจ้าออกมาโลหิตของเฟิ่งหยูกลายเป็นสีทองเกือบแปดสิบเปอร์เซ็นต์แล้ว

            ตู้มมม....

            พลังทั่วร่างกายของเฟิ่งหยูพลันระเบิดออกมาเฟิ่งหยูเลื่อนระดับเป็นขั้นหลอมรวมลมปราณระดับเจ็ด พร้อม ๆ กับการหลอมกลั่นกายเซียนโบราณของเฟิ่งหยูสามารถสำเร็จขั้นที่สี่ของคัมภีร์กายเซียนโบราณได้พร้อมๆ กัน

            “นี่ข้าต้องใช้ทรัพยากรมากกว่าคนมากมายถึงขนาดนี้เชียวหรือคนอื่นโลหิตมังกรสายเลือดบริสุทธิ์หยดเดียวสามารถก้าวข้ามขั้นใหญ่ได้ถึงหนึ่งขั้นแต่ข้าหมดไปสิบหาหยดพึ่งจะสามารถก้าวข้ามระดับขั้นย่อยได้เพียงขั้นเดียวเอง หากข้าก้าวข้ามไปสู่ระดับมหาเทพจะต้องใช้ทรัพยากรมากมายขนาดไหนกันนี่ข้าละไม่อยากจะนึกเลย” เฟิ่งหยูบ่นอยู่ตามลำพัง

            เฟิ่งหยูดึงสมาธิกลับมาเขาเริ่มปรับสมดุลของพลังปราณในร่างกาย เพียงไม่นานเฟิ่งหยูจึงเริ่มหลอมรวมโลหิตมังกรสายเลือดบริสุทธิ์อีกครั้งพร้อมกับฝึกฝนคัมภีร์กายเซียนโบราณขั้นสุดท้าย 

            หลังจากสำเร็จการหลอมกลั่นกายขั้นที่สี่ความเจ็บปวดที่เฟิ่งหยูได้รับไม่ได้ลดลงแต่อย่างใด แม้กายของเขาจะแข็งแกร่งขึ้นเป็นอย่างมากแต่การหลอมกลั่นขั้นสุดท้ายเขาต้องหลอมกลั่นร่างกายของเขาทั้งหมด

            เฟิ่งหยูยังคงหลอมกลั่นโลหิตมังกรสายเลือดบริสุทธิ์อย่างต่อเนื่องพร้อมกับฝึกฝนคัมภีร์กายเซียนโบราณขั้นสุดท้ายไปด้วยเฟิ่งหยูหลอมกลั่นโลหิตมังกรไปอีกยี่สิบห้าหยด ทำให้ระดับของเขาเลือนไปถึงขั้นหลอมรวมลมปราณระดับแปดแต่ว่าการหลอมกลั่นกายเซียนโบราณของเขายังไม่สามารถสำเร็จขั้นสูงสุดได้

            เฟิ่งหยูยังคงไม่ย่อท้อเขายังพยายามหลอมกลั่นต่อไปเรื่อยๆ   การหลอมกลั่นร่างกายของเขายิ่งทำได้ยากขึ้นเรื่อยๆ เขาเองต้องหลอมกลั่นร่างกายทั้งหมดให้หลอมรวมเข้ากับพลังของธรรมชาติพลังฟ้าดินและพลังต้นกำเนิดไปด้วย ทำให้ความยากในการหลอมกลั่นจึงจำเป็นต้องหลอมกลั่นกายไปอย่างช้าๆ

            เฟิ่งหยูมีทั้งค่ายกลในวิหารสุริยันจันทราและโลหิตมังกรสายเลือดบริสุทธิ์ช่วยในการฝึกฝนคัมภีร์กายเซียนโบราณทำให้ความก้าวหน้าของพลังยุทธ์ของเขาก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็ว  ถึงแม้ว่าเขาจะหลอมโลหิตมังกรสายเลือดบริสุทธิ์ได้เร็วขึ้นแต่เขากลับหลอมกลั่นกายเซียนขั้นสุดท้ายได้ช้าลง ทำให้เฟิ่งหยูจำเป็นต้องค่อย ๆหลอมกลั่นไปทีละนิด

            เฟิ่งหยูหลอมโลหิตมังกรไปอีกสี่สิบหยดระดับพลังของเขาจึงเลื่อนมาอยู่ในขั้นหลอมรวมลมปราณระดับเก้า แต่กายของเขายังไม่สามารถสำเร็จการหลอมกลั่นกายให้เป็นเซียนได้ตอนนี้เฟิ่งหยูหลอมโลหิตมังกรไปแล้วทั้งหมด แปดสิบหยดทำให้สายเลือดของเขาเข้าใกล้ที่จะเปลี่ยนเป็นสายเลือดมังกรบริสุทธิ์เต็มทีแล้ว

            “ข้าหลอมรวมโลหิตมังกรไปแล้วเกือบครึ่งหนึ่งยังไม่สามารถกลั่นร่างกายของข้าให้กลายเป็นเซียนได้เลย หวังว่าโลหิตมังกรทั้งหมดคงสามารถช่วยให้ข้าหลอมกลั่นกายเซียนให้สำเร็จหากไม่เช่นนั้น ข้าเองก็ไม่รู้ว่าจะหาทรัพยากรใดมาทดแทนได้อีกแล้ว” เฟิ่งหยูบ่นอยู่ภายในใจ

    คล้ายกับเรื่องราชันย์สิบโลก ที่คุณอ่าน