นางร้ายเกิดใหม่ก็ยังร้ายไม่ทิ้งแถว

    บทที่ สี่สิบ รับตำแหน่ง

             

    บทที่ สี่สิบ

    รับตำแหน่ง

             

            เวลาก็ล่วงเข้าวันที่สองแล้วนับจากที่ฟ่านหนิงเอาแต่กังวลเรื่องสกุลเจิ้งจนไม่เคยได้หลับเต็มตาสักคืน แม้หลับไปก็ยังฝันร้าย พอตื่นขึ้นมาก็อิดโรยใต้ตาคล้ำแต่ถึงอย่างนั้นก็ยังพยายามหาทางออกที่ไม่เห็นทาง

            จนวันนี้เป็นวันที่มีเรียนพิณกับอาจารย์ก่านผู้เป็นอาจารย์พิณจากวังหลวงในเช้าวันนี้หลังเลิกเรียนพิณจบแล้ว ฟ่านหนิงก็ยังไม่ยอมเก็บเครื่องพิณเข้ากล่องหากแต่ปลายนิ้วเรียววาดเคลื่อนไปบนสาย เสียงดีดพิณใสกระจ่างพลิ้วลอยทั่วเรือนดั่งความบริสุทธิ์จากสายน้ำในหุบเขาเสียงนี้ดังต่อเนื่องติดกันมาเป็นชั่วยามแล้วขณะที่ใบหน้าของผู้บรรเลงจะมีร่องรอยอิดโรยพักผ่อนน้อยแต่ดวงตากลับทอประกายสดใสเพียงตอนที่ได้บรรเลงพิณ ราวกับช่วงเวลาเพียงสั้นๆนี้สามารถคลายความกังวลที่พันผูกได้

            ระหว่างที่เสียงพิณยังกระจายไปจู่ๆจางไป๋ซินก็เอ่ยขออนุญาตเข้ามาภายในเรือน ฟ่านหนิงที่กำลังเอนบรรเลงพิณชะงักไปนางคลายไหล่พลันหยุดนิ้วเอ่ยอนุญาต เพราะรู้อยู่ในใจว่าหากไม่ใช่เรื่องสำคัญสาวใช้คนสนิทผู้นี้ย่อมไม่บังอาจเข้ามาขัดจังหวะ

            จางไป๋ซินเดินเข้ามาด้วยท่าทีระมัดระวังพลางคุกเข่ากล่าวรายงาน “คุณหนูเจ้าคะเรื่องศิษย์พี่ของบ่าวที่ขาดการติดต่อไปก่อนหน้านี้ได้ข่าวแล้วเจ้าค่ะ”

            เสียงนั้นรายงานทำให้ฟ่านหนิงเหมือนถูกดึงออกจากความหม่นหมองนางผุดลุกขึ้นแทบจะทันที ใบหน้าแสดงความตื่นเต้นอย่างยากจะปิดบัง “จริงหรือ!อยู่ที่ใด แล้วพวกเขามาถึงหรือยัง?” น้ำเสียงนางแทบจะสั่นด้วยความยินดี

            ดีใจขนาดที่นางต้องพยายามห้ามใจไม่ให้กระโดดโลดเต้นเสียตรงนั้นเพราะช่วงที่กำลังกลัดกลุ้มเรื่องคนไม่พอใช้งานนักหนาหากพวกศิษย์พี่ของจางไป๋ซินเหล่านั้นได้มาสมทบ ก็เหมือนฟ้าโปรดให้มีแรงช่วยคิดช่วยทำการแผนขั้นต่อไป

            “เป็นจดหมายทางไกลส่งมาถึงก่อนเจ้าค่ะเวลานี้พวกเขากำลังเดินทางมาที่เมืองหลวงหากไม่ช้ามากอีกสี่ห้าวันหรือไม่ก็ไม่เกินหนึ่งสัปดาห์ก็จะถึงเจ้าค่ะ” จางไป๋ซินรีบอธิบาย

            ฟ่านหนิงพยักหน้ารับแววตาส่องประกายสดใสขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด “ได้ๆ ถ้าถึงเมื่อใดเจ้ามารายงานข้าทันที ไม่ว่าจะยามใดก็ตาม เข้าใจหรือไม่?”

            “เจ้าค่ะ” จางไป๋ซินขานรับแล้วทำท่าจะถอยแต่จู่ๆกลับหยุดชะงักอยู่ตรงนั้นสักพัก สายตาลอบเหลียวรอบห้องราวกับเกรงจะมีหูมาฟังนางขมวดคิ้วเล็กน้อยอย่างลังเลก่อนจะหันก้าวเข้ามาใกล้เจ้าของเรือนอีกนิดแล้วเอ่ยเสียงเบา

            ฟ่านหนิงที่เห็นท่าทางลับๆ ล่อๆ ของสาวใช้คนสนิทก็เอ่ยถาม “มีอะไรอีกหรือ?”

            จางไป๋ซินพยักหน้าเอ่ยเสียงบางเบา “คุณหนูเจ้าคะเรื่องนี้...เกี่ยวกับคุณชายเจิ้ง”

            ฟ่านหนิงที่เพิ่งผ่อนลมหายใจโล่งอกจากข่าวเหล่าศิษย์พี่ของจางไป๋ซินพลันตึงเครียดขึ้นอีกครั้งดวงตาคมไหววูบ ขณะเดียวกันก็เลิกคิ้วขึ้นอย่างสงสัย “มีอะไร?”

            จางไป๋ซินจึงก้มหน้าลงเอียงตัวมากระซิบอย่างระวังให้มั่นใจว่ามีเพียงสองคนเท่านั้นที่ได้ยินรายละเอียดเมื่อคำรายงานจบลง ฟ่านหนิงถึงรู้ตัวว่าตนเผลอขมวดคิ้วแน่นจนหน้าผากปวดเกร็งนางจึงยกปลายนิ้วเรียวขึ้นนวดหว่างคิ้วพลางถอนหายใจช้าๆ

            “ตามดูต่อไปหากมีสิ่งใดผิดปกติก็รีบมารายงานเพิ่ม”

            “เจ้าค่ะ” จางไป๋ซินรับคำเสียงหนักแน่นก่อนจะคำนับแล้วถอยออกไปอย่างเงียบ

            เมื่อเหลือเพียงตัวเอง ฟ่านหนิงทรุดนั่งลงที่เก้าอี้ลอบทอดสายตามองพิณที่ยังวางอยู่ตรงหน้า มือค่อยๆ ลูบสายพิณอย่างใจลอยความคิดมากมายวนเวียนในหัวจนชวนให้รู้สึกหนักหน่วงขึ้นมาอีกครั้ง

            นางเริ่มรู้สึกว่าต้องหาสาวใช้ที่ไว้ใจได้เพิ่มเสียแล้วหากให้จางไป๋ซินแบกรับทุกเรื่องอยู่เพียงผู้เดียวเกรงว่าจะไม่ทันการณ์อีกทั้งหลายเรื่องไม่อาจให้คนอื่นรู้หากพลาดพลั้งสักนิดก็เหมือนปล่อยความลับให้ผู้อื่นถือครอง

            นางนึกถึงหวังจิ้งหยูและหวังจิ้งเหมยแม้ทั้งคู่ภักดีอย่างยิ่งแต่เมื่อใดมีเรื่องก็มักจะไปกราบเรียนมารดาของตนเสียก่อนทุกครั้ง สุดท้ายก็อาจจะทำให้เรื่องที่นางคิดหรือวางแผนเอาไว้รั่วไหลไปถึงหูมารดาต้องหาวิธีให้สาวใช้สองพี่น้องมาขึ้นอยู่กับนางอย่างแท้จริง

            ฟ่านหนิงเอื้อมมือไปเริ่มดีดพิณอีกคราเพื่อดับความว้าวุ่นใจเกี่ยวกับเจิ้งเปาหย่งที่พึ่งรับรู้มาไม่รู้ว่าบางทีคนบางคนก็จำเป็นต้องพบกัน เพราะโชคชะตาสมพงศ์หรือผลของเวรกรรมกันแน่

            ….

            เช้าอีกสามวันต่อมา ฟ่านหนิงกำลังนั่งอยู่ในห้องหนังสือเล็กใช้ความคิดกับเรื่องที่ได้ยินมาจากจางไป๋ซินเมื่อวันก่อนและยังให้ติดตามดูความเคลื่อนไหวของเจิ้งเปาหย่งไม่ให้คาดสายตา โดยจู่ๆ มารดาก็ให้สาวใช้เข้ามาเชิญไปพบที่เรือนใหญ่

            พอฟ่านหนิงก้าวเข้าไป ก็เห็นมารดานั่งยิ้มบางๆแววตาสว่างสดใสกว่าปกติ “เหยาจู เวลานี้มีคำประกาศแต่งตั้งออกมาแล้วซื่อจื่อหลินฝูโหวเข้าไปรับตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดินอย่างเป็นทางการ วันนี้เราควรจะต้องไปจวนหลินฝูโหวกันเสียหน่อยเพื่อแสดงความยินดีกับซื่อจื่อ ลูกไปเปลี่ยนเครื่องแต่งกายเสียใหม่เสียเถิด”

            ฟ่านหนิงได้ยินก็พยักหน้ารับไม่ได้เอ่ยถามสิ่งใดเพิ่มเติมแล้วรีบลุกขึ้นคำนับรับคำ “ได้เจ้าค่ะ”

            นางรีบเดินกลับไปยังเรือนของตนไม่มีอะไรให้แปลกใจอีกแล้วก็จ้าวจวิ้นหยางยังเอ่ยด้วยตัวเองว่าเขาจะรับตำแหน่งเร็วๆนี้ หลังจากเปิดตู้เลือกชุดอยู่สักพักนางก็เลือกชุดสีส้มลายเมฆมงคลปักด้วยดิ้นทองอร่ามละเอียดวิจิตรขึ้นมาหนึ่งตัวที่ชายกระโปรงจะเกิดสะท้อนระยับเมื่อต้องแสงแดดผมถูกเกล้าเป็นมวยสูงประดับด้วยปิ่นหยกขาวแกะประดับอัญมณีเจียระไนเป็นดอกเหมยสีแดงเพลิงบนข้อมือขาวผ่องมีเพียงกำไลหยกขาวเรียบๆ สองวงเพื่อไม่ให้ดูรุงรังเกินไป

            พอแต่งตัวเสร็จกำลังจะเดินออกจากห้องนางก็พลันนึกขึ้นได้ว่าต้องมีของติดมือไปด้วยตามที่คนผู้นั้นต้องการฟ่านหนิงจึงเดินไปยังโต๊ะในห้องหนังสือ หยิบหนังสือที่วางเอาไว้เล่มหนึ่งขึ้นมาที่หน้าปกเป็น‘ตำราว่าการสามยุค’หากแต่ความลับของหนังสือเล่มนี้คือด้านในไม่ใช่เช่นที่หน้าปกบอกหากแต่เป็นเนื้อความถูกเขียนขึ้นที่มีเพียงนางกับจางไป๋ซินเท่านั้นที่รู้

            นางหยิบหนังสือเล่มนั้นไปบรรจุลงในกล่องไม้แกะสลักลายเมฆมงคลที่เคลือบเงาดูภายนอกแล้วมีค่ามากพอสมควร จากนั้นจึงอุ้มกล่องนั้นติดมือออกมาพบมารดา

            ฮูหยินฟ่านที่รอบุตรสาวอยู่ตรงลานหน้าจวนเห็นฟ่านหนิงถือกล่องไม้ออกมา ก็มองอย่างสงสัย “นั่นเจ้าถืออะไรมาด้วยหรือ?”

            ฟ่านหนิงยิ้มบางๆ ไม่ให้ดูพิรุธ “ก็แค่ตำราทั่วไปเจ้าค่ะลูกคิดว่าลูกควรมีของติดมือไปเองด้วย”

            มารดาของนางเพียงพยักหน้ารับไม่ได้ซักถามต่อก่อนหันไปสั่งบ่าวคุมรถม้าให้เตรียมตัวแล้วดึงบุตรสาวให้ตามมา “ขึ้นรถม้าเถิด จะได้ออกเดินทางเสียที”

            ไม่นานรถม้าก็เคลื่อนล้อสู่ถนนใหญ่สองมารดาบุตรสาวสนทนาเพียงเล็กน้อยระหว่างทาง พอถึงจวนหลินฝูโหวก็พบว่าแขกเหรื่อมากมายเดินเข้าออกไม่ขาดสายเสียงสนทนาและการทักทายดังไปทั่วทั้งลานด้านหน้า

            ฟ่านหนิงจึงประคองแขนมารดาเดินเข้าจวนที่เวลานี้อึกทึกและมีความปีติยินดีลอยอวลในอากาศฮูหยินฟ่านจึงนำบุตรสาวพาไปทักทายขุนนางผู้ใหญ่ที่ยืนรวมกลุ่มกันอยู่บ้างส่งยิ้มคารวะสตรีชั้นสูงที่คุ้นหน้าบรรยากาศคึกคักสมกับเป็นจวนหลินฝูโหวที่ยิ่งใหญ่

            ไม่นานทั้งคู่ก็พบเข้ากับกับองค์หญิงฉิงที่ยืนรับแขกฝั่งสตรีอยู่พอดีองค์หญิงฉิงในชุดผ้าไหมสีเทาอ่อนปักดอกเหมยเงินดูอ่อนโยนสง่างามและเปี่ยมสุขยิ่งนัก สองแม่ลูกจึงเร่งเข้าไปทำความเคารพ

            ฮูหยินฟ่านยื่นหีบไม้ลายดอกโบตั๋นสีแดงที่ภายในบรรจุเครื่องหยกแกะสลักชิ้นเล็กๆอย่างประณีตให้อีกฝ่ายก่อน “ของสิ่งนี้ฝากมอบแทนท่านพี่และข้าขออภัยนักที่เขามิอาจมาร่วมด้วยได้เพราะติดประชุมราชการจึงมีเพียงข้ากับลูกสาวที่มาร่วมแสดงความยินดีในครั้งนี้”

            องค์หญิงฉิงไม่คิดเล็กคิดน้อยยิ้มรับอย่างนุ่มนวล “ไม่เป็นไรๆ ความตั้งใจก็มีค่ามากแล้ว”

            จากนั้นฟ่านหนิงจึงก้าวออกมาข้างหน้าต่อจากมารดายกกล่องไม้ที่บรรจุตำราด้วยสองมือส่งให้ “ฟ่านหนิงขอแสดงความยินดีกับซื่อจื่อเช่นกันเจ้าค่ะของเล็กน้อยจากใจ ฝากให้องค์หญิงช่วยส่งมอบแทนด้วย”

            องค์หญิงฉิงรับกล่องไปด้วยท่าทางพอใจแววตากวาดมองฟ่านหนิงอยู่แวบหนึ่ง ราวกับกำลังประเมินอะไรบางอย่างแต่ก็ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดต่อ

            จากนั้นสองแม่ลูกก็ถูกเชื้อเชิญให้นั่งร่วมกับบรรดาฮูหยินและคุณหนูจากสกุลผู้ดีอื่นๆที่มาแสดงความยินดี บนโต๊ะมีน้ำชาชั้นเลิศและขนมหวานต่างๆ เรียงราย

            ฟ่านหนิงที่ได้มานั่งร่วมโต๊ะกับคุณหนูสกุลลู่และสหายที่มีชื่อเสียงเรื่องความสามารถด้านกวีนางไม่เคยได้รู้จักเป็นส่วนตัวกันมาก่อน นี่เป็นครั้งแรกที่ได้สนทนากันแต่ฟ่านหนิงกลับพบว่าคุณหนูลู่ผู้นี้น่าสนใจไม่น้อยสนทนาเรื่องบทกลอนล่าสุดในงานประลองวรรณกรรมส่วนคุณหนูสกุลจวีผู้ชื่นชอบการวาดภาพก็ยกเรื่องภาพเหมยบานที่วาดถวายไปยังตำหนักเมื่อไม่นานมานี้มาอวดบ้างฟ่านหนิงร่วมวงพูดคุยไปด้วย

            บรรยากาศรื่นเริงและคึกคักตลอดเวลายิ่งนานไปแขกที่พึ่งทราบข่าวก็ต่างทยอยมาแสดงความยินดีมีมิได้ขาดทำให้จึงไม่เหมาะที่พวกนางจะนั่งนานนัก เพราะควรจะเปลี่ยนให้แขกคนอื่นๆได้เข้ามาบ้าง ฮูหยินฟ่านจึงสบตาบุตรสาวแล้วพยักหน้าเบาๆทั้งสองจึงลุกขึ้นกล่าวล่ำลาองค์หญิงฉิงและเหล่าสตรีคนอื่นๆก่อนจะเดินออกไปขึ้นรถม้ากลับจวนสกุลฟ่าน

            หลังจากกลับมาจากจวนหลินฝูโหวแล้ว ฟ่านหนิงก็กลับมายังเรือนตนเองและเรียกหวังจิ้งหยูและหวังจิ้งเหมยเข้ามาช่วยเปลี่ยนชุดใหม่คนหนึ่งช่วยนางถอดเสื้อคลุมชั้นนอก ส่วนอีกคนช่วยปลดปิ่นและเครื่องประดับออก

            และถึงแม้จะกลับมาแล้วแต่ภาพการไปแสดงความยินดีในวันนี้ยังติดอยู่ในความคิดชาติที่แล้วนางไม่เคยไม่มาหาสู่กับสกุลจ้าวหลินฝูโหวเลย มีรู้จักผ่านๆกันตามงานเลี้ยงก็เท่านั้นครั้งนี้ทำให้นางได้เห็นอย่างชัดเจนว่าสกุลจ้าวยิ่งใหญ่เพียงใดแขกเหรื่อที่มาแสดงความยินดีล้วนแล้วแต่เป็นผู้สูงศักดิ์มีทั้งบรรดาฮูหยินจากตระกูลใหญ่และคุณหนูจากตระกูลผู้ดีที่มากกว่าชนชั้นขุนนางแต่เป็นชั้นศักดินา ไหนจะจวนที่ขนาดเพียงสวนรับรองที่ใช้รับแขกยังใหญ่โตกว่าสวนรวมถึงเรือนหลักของสกุลฟ่านเสียอีก

            ขณะที่คิดถึงความโอ่อ่าในจวนหลินฝูโหววนไปวนมาจนเผลอถอนหายใจเบาๆ‘สมแล้วที่เป็นบรรดาศักดิ์เก่าแก่ร่วมสร้างราชวงศ์’ หากจะเปรียบแล้วสกุลฟ่านของนางก็เหมือนเพียงต้นอ่อนพึ่งขึ้นส่วนสกุลจ้าวนั้นคือไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านปกคลุมผืนแผ่นดินไปแล้วไม่เคยคิดเลยจริงๆ ว่าบุรุษผู้นั้นจะเติบโตมาจากที่ยิ่งใหญ่ขนาดนั้น

            ถึงแม้วันนี้จะไม่ได้พบจ้าวจวิ้นหยางด้วยตัวเอง แต่ฟ่านหนิงก็คิดเอาเองได้ว่าเขาคงวิ่งวุ่นรับแขกจนแทบไม่มีเวลาหายใจบางทีอาจเหนื่อยจนขาแทบขวิดด้วยซ้ำ เผลอๆ อาจหงุดหงิดที่ถูกผู้คนรุมล้อมไม่หยุดแต่ก็แน่ละ คนอย่างเขาเก่งพอจะปั้นรอยยิ้มเสแสร้งต่อแขกได้อยู่กระมัง เอ๋...หรือไม่ก็ไม่โผล่ออกมาเลยเพราะไม่เคยใส่ใจและไม่ไว้หน้าใครอยู่แล้วฟ่านหนิงคิดแล้วหัวเราะออกมา

            ขณะที่นางกำลังอยู่ในความคิดตนเองและยังไม่ทันเปลี่ยนชุดเสร็จก็มีผู้มาใหม่จางไป๋ซินก็ก้าวเข้ามา มองมาที่คุณหนูใหญ่ด้วยสายตาที่ชัดเจนว่ามีเรื่องจะรายงานฟ่านหนิงเห็นดังนั้นจึงเอ่ยเร่งให้หวังจิ้งหยูกับหวังจิ้งเหมยช่วยเปลี่ยนชุดให้เสร็จเร็วขึ้นแล้วจึงบอกให้ทั้งคู่ไปเตรียมน้ำชามาใหม่รอจนแน่ใจว่าทั้งสองออกจากห้องไปห่างพอสมควรฟ่านหนิงก็ผายมือให้นางสาวใช้คนสนิทรายงาน

            จางไป๋ซินโค้งตัวเล็กน้อย สีหน้าเปี่ยมด้วยความตื่นเต้น “คุณหนูใหญ่เจ้าค่ะ เหล่าศิษย์พี่ของบ่าวมาถึงแล้วเจ้าค่ะตอนนี้เข้าไปพักอยู่ที่บ้านพักที่เตรียมไว้ให้แล้ว”

            ฟ่านหนิงได้ฟังก็เบิกตากว้าง ยกมือตบขาเบาๆ อย่างพอใจ “จริงหรือ!ในที่สุดก็มาถึงแล้ว!” แววตาที่หม่นหมองเพราะความกังวลหลายวันพลันสดใสขึ้นมาอีกระดับ

            แต่เมื่อหันมองออกไปนอกหน้าต่างเห็นท้องฟ้าที่เริ่มโรยแสงนางก็ชะงัก คิดไตร่ตรองด้วยความสุขุมที่ว่าวันนี้ก็จะค่ำแล้วหากตนออกไปตอนนี้คงไม่เหมาะ อีกทั้งจะให้พวกเขาเข้ามาในจวนก็มิได้เพราะยังไม่ได้ถูกบรรจุว่าเป็นคนงานของสกุลฟ่านด้วยซ้ำ ไม่ได้มากับคนเดียว ฉะนั้นต้องให้การพบปะนี้เป็นความลับที่สุด

            ฟ่านหนิงขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วเอ่ยหนักแน่นหลังจากตัดสินใจแล้ว“เจ้าไปบอกเฟิงซวน ให้เขาแจ้งพวกศิษย์พี่ของเจ้าข้าจะไปพบที่บ้านพักคืนนี้ หลังอาหารค่ำ”

            จางไป๋ซินเลิกคิ้วตกใจเล็กน้อย รีบทวนเพื่อความแน่ใจ “คืนนี้หรือเจ้าคะ?”

            “ใช่คืนนี้” ฟ่านหนิงตอบชัดถ้อย เผยรอยยิ้มเล็กน้อย “ตอนนี้ข้าไม่สามารถไปพบได้ตรงๆการพบกันต้องเป็นความลับ แต่ทำต่อไปเรื่อยๆ ก็คงไม่สะดวกนัก ไว้คิดว่าจะต้องขยายร้านในเครือสกุลฟ่านเพิ่มอีกสักสาขาให้พวกเขาเข้าไปดูแล จากนั้นจะได้พบเจอกันโดยไม่ต้องหลบซ่อนแต่เวลานี้ต้องทำเช่นนี้ไปก่อน”

            คำพูดของฟ่านหนิงแสดงออกถึงการแผนล่วงหน้าและความจริงจังเต็มที่จางไป๋ซินฟังแล้วก็เข้าใจทันทีก้มศีรษะรับคำ “เจ้าค่ะบ่าวจะไปแจ้งศิษย์พี่รองให้จัดการต่อเดี๋ยวนี้”

            ช่วงเวลาหลังอาหารค่ำมาถึง ฟ่านหนิงนั่งจิบชาช้าๆรอเวลาอย่างใจเต้นแรงขณะที่รอด้านนอกดับโคมตามเวลา โดนความคิดในใจวนเวียนแต่เรื่องที่กำลังจะเกิดขึ้นนางไม่เคยแอบทำสิ่งใดที่มีความเสี่ยงขนาดนี้มาก่อนหากมีใครรู้เข้าว่านางหนีออกไปนอกจวนคงได้เป็นเรื่องใหญ่

            จางไป๋ซินยังคงทำหน้าที่ของตนอย่างไม่ผิดเพี้ยนหลังจากสาวใช้ทุกคนถูกสั่งให้แยกย้ายกลับเรือนไปแล้ว นางก็ค่อยเข้ามาในห้องของฟ่านหนิงถือห่อผ้าขนาดกลางที่ด้านในเป็นชุดชาวบ้านมาด้วยฟ่านหนิงยกคิ้วสูงมองด้วยสายตาเป็นประกาย “เสื้อผ้าเปลี่ยนใช่ไหม?”

            จางไป๋ซินเปิดผ้าออก เผยให้เห็นเสื้อผ้าสีครามเข้มผืนหนาเนื้อผ้าไม่ใช่หรูหรา หากแต่ทนทานและเคลื่อนไหวได้สะดวกฟ่านหนิงมองแล้วพยักหน้าเบาๆ “ดี! เนื้อผ้าน่าจะกันหนาวได้สีก็เข้มเหมาะให้พรางตัวง่าย”

            จากนั้นจึงนางรีบเปลี่ยนชุดภายในห้องมีเพียงจางไป๋ซินที่ช่วยจัดเตรียมให้ โดยคาดรัดสายคาดเอวเป็นอย่างสุดท้ายก่อนที่ฟ่านหนิงจะหันกายหมุนหนึ่งรอบแล้วส่องกระจกทองสัมฤทธิ์มุมปากยกยิ้มอย่างพอใจ เส้นผมถูกเก็บขึ้นรวบอย่างเรียบง่ายด้วยปิ่นไม้ไม่มีการประดับด้วยหยกหรือทองจากนั้นก็ก้าวเท้าลองย่อเข่าแล้วหมุนตัวสองสามครั้งให้แน่ใจว่าพอดีตัวจึงรู้สึกได้ทันทีว่าร่างกายเบาสบายผิดกับเวลาสวมชุดคุณหนูขั้นหนึ่งที่เป็นชั้นๆกว่าเป็นไหนๆ “ฮึ่ม...ข้าชักติดใจการแต่งตัวเช่นนี้แล้ว”

            โดยที่เมื่อทุกอย่างพร้อมจางไป๋ซินก็นำหน้าพาคุณหนูใหญ่ของตนออกจากห้องทั้งสองเดินเลาะเงามืดตามกำแพงเรือนอย่างคล่องแคล่ว เสียงจักจั่นร้องระงมในราตรียิ่งทำความเงียบสงัดของหัวใจฟ่านหนิงเต้นแรงระรัว

            ขณะที่จางไป๋ซินจะแอบหัวเราะแผ่วๆ จากอากัปกิริยาของนายหญิงที่กังวลในการหนีออกจากจวนครั้งแรกของชีวิต

            โดยกว่าจะเล็ดลอดออกประตูเล็กด้านหลังได้ก็ใช้เวลาพอสมควรทันทีที่ก้าวพ้นกำแพงจวน ฟ่านหนิงสูดลมหายใจยาว และที่ท้ายตรอกนั้นม้าสีดำน้ำตาลตัวหนึ่งถูกผูกรอไว้แล้วจากการเตรียมการของเฟิงซวนส่วนจางไป๋ซินก็กวักมือเรียกให้ฟ่านหนิงรีบก้าวเข้าไป สองมือลูบแผงคอม้าเบาๆดวงตาเป็นประกาย

            ไม่ต้องมีใครเอ่ยวาจาได้ๆ เหมือนทุกอย่างสื่อสารได้ด้วยสายตาจางไป๋ซินมองไปที่อานม้าแล้วจึงช่วยพยุงให้นายหญิงขึ้นคร่อมม้าก่อนเมื่อเรียบร้อยนางก็กระโดดขึ้นตามหลังไปแล้วก็ควบม้าออกจากตรอกมุ่งสู่เส้นทางด้านนอก

            ฟ่านหนิงรู้สึกว่าลมกลางราตรีพัดผ่านใบหน้าปะทะเย็นจัดจึงรีบยกผ้าคลุมขึ้นปิดหน้าให้กระชับยิ่งขึ้นซึ่งแบบนี้ก็ช่วยปิดบังตัวตนด้วย

            ไม่นานนักจากนั้นทั้งคู่ก็มาถึงบ้านพักหลังหนึ่งตัวบ้านตั้งอยู่ไม่ห่างนักจากถนนเส้นหลักเป็นเรือนชั้นเดียวก่อด้วยไม้ทาสีหม่นไม่สะดุดตา หน้าต่างถูกปิดแน่นเงียบสงบแต่ภายในปรากฏแสงตะเกียงลอดออกมา

            จางไป๋ซินยิ่งเร่งม้าเข้าไปใกล้คนหนึ่งก็ตาเป็นประกายวาวเพราะคิดว่าจะได้พบศิษย์พี่ที่ห่างหายไปนานอีกคนก็ตื่นเต้นเพราะไม่เคยทำเรื่องเช่นนี้มาก่อนแม้จะมีแววตาวิตกแต่ก็มีแววกล้าแข็งไปพร้อมๆ กัน

            เมื่อม้าหยุดจางไป๋ซินกระโดดลงไปก่อน จากนั้นถึงเป็นฟ่านหนิงที่ก้าวลงจากหลังม้าด้วยท่าทางรีบร้อนจนทำให้เกือบสะดุดดีที่จางไป๋ซินรีบคว้าแขนไว้ทันฟ่านหนิงหัวเราะแก้เก้อจากนั้นก็ก้าวตรงไปยังประตูบ้านพักโดยไม่รีรอ