เพียงชายารักพึงใจล้วนดีงาม(อ่านฟรี)

    บทที่ สามสิบห้า

     

    บทที่ สามสิบห้า

     

    ท้องฟ้าทึมเทาละเลียดด้วยแสงทะลุผ่านเมฆฝนทำให้วันนี้อบอ้าวกว่าปกติหลิวชิงเซียงที่บัดนี้รั้งตำแหน่งหลี่ผิน กำลังเดินผ่านสวนที่ประกอบด้วยลานกว้างของพระราชวังมุ่งสู่ตำหนักท้องพระโรงที่ตนถูกเรียกตัวไปเช่นเดียวกับวันก่อน

    นางสวมอาภรณ์สีครามเข้มเรียบง่ายแต่เนื้อผ้านั้นเป็นผ้าแพรเนื้อดีลายกิ่งหลิวอย่างประณีตที่ชายแขนเสื้อโบกพลิ้วตามแรงลมคล้ายของจริงเส้นผมเกล้าเป็นมวยต่ำตึงแน่น มีเพียงปิ่นผีเสื้อแกะสลักเสียบประดับไว้ริมฝีปากของนางเม้มแน่นขณะเร่งฝีเท้าขึ้นอีกเล็กน้อย จนเมื่อมาถึงหน้าตำหนักขันทีที่เฝ้าประตูพอเห็นนางก็รีบก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งขรึมแต่แฝงความเกรงใจ

    “หลี่ผิน เชิญด้านในพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีกล่าวพลางก้มศีรษะอย่างนอบน้อมหลิวชิงเซียงชะงักเล็กน้อย นางยังไม่ได้เอ่ยอะไรแต่ขันทีผู้นั้นก็รีบกล่าวต่อราวกับรู้ว่านางกำลังสงสัย

    “ฝ่าบาทมีรับสั่งไว้ล่วงหน้าว่าหากพระสนมมาถึงให้เข้าไปได้เลย ไม่ต้องรอแจ้งขอพระราชทานอนุญาตพ่ะย่ะค่ะ” คิ้วเรียวของหญิงสาวขมวดมุ่นอย่างไม่เข้าใจสายตาผ่านม่านตาสีนิลของนางมีแววลังเลประเดี๋ยวหนึ่ง ก่อนจะปรับสีหน้าให้เป็นปกติแล้วพยักหน้ารับ นางก้าวเข้าไปภายในตำหนักท้องพระโรงด้วยท่าทีสำรวม..ไว้ใจให้เข้าออกได้เลยหรือ

    ตำหนักท้องพระโรงแห่งนี้กว้างขวางโอ่อ่าเพดานสูงตระหง่านมีเสาไม้แกะสลักลวดลายมังกรพาดพัน พื้นหินอ่อนเย็นเฉียบใต้ฝ่าเท้าของนางทอดยาวไปจนถึงหน้าประตูห้องทรงงานนางเคยมาที่นี่แล้ววันก่อนแต่ก็อดมองอย่างตระการตาไม่ได้แต่ทว่าก่อนที่เท้าของนางจะก้าวเข้าสู่เขตห้องทรงงาน เสียงสนทนาแว่วดังมาจากด้านใน

    “เสด็จย่า..ท่านมาอยู่ที่นี่ในฐานะแขกเราไม่อยากรบกวนท่านเช่นกัน อย่างไรจงอยู่เฉยๆ” เสียงของบุรุษที่แฝงความกรุ่นโกรธนั้นนางจำได้ดี มันคือเสียงของเขา มีเรื่องอะไรกัน..เขาถึงได้มีน้ำเสียงไม่สบอารมณ์ขนาดนี้?

    “ฝ่าบาท ท่านจะทำเช่นนี้ได้อย่างไรสนมทุกคนล้วนควรได้เข้าปรนนิบัติรับใช้เช่นกัน อีกทั้งเพื่อไม่ให้เกิดคำครหา” เสียงของสตรีสูงวัยเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่นแต่แฝงความเกรงใจอยู่นางชะงักฝีเท้า รีบหันตัวไปแนบชิดข้างเสาประตูโดยทันที หัวใจเต้นระรัวเสียงนี้ของฮองไทเฮา พึ่งพบหน้ากันเมื่อเช้าทำไมจะจำเสียงไม่ได้

    “ฮึ” พระสุรเสียงเย้ยหยันดังขึ้น “เรื่องในวังหลังเสด็จย่าเพียงมองดูเป็นพอขออย่าข้องเกี่ยวอีก เราจะจัดการเอง”

    คนที่เผลอมาได้ยินเข้าโดยบังเอิญพลันเบิกตากว้างคำพูดนี้รุนแรงไม่น้อยในความหมายที่แผงอยู่ ฮองไทเฮาอย่างไรก็เคยปกครองวังหลังวันนี้มาถูกบอกให้สงบปากสงบคำอย่ายื่นจมูกมาเรื่องส่วนตัวหลิวชิงเซียงคิดว่าตนได้ยินในสิ่งที่ไม่ควรแล้ว..

    “ถ้าไม่มีอะไรแล้ว..เสด็จย่ากลับตำหนักเถิด” ฮ่องเต้ตรัสตัดบทเสียงของพระองค์เย็นชานางไม่รู้ว่าเกิดอะไรในห้องทรงงานต่อ

    จากที่ความเงียบโรยตัวชั่วขณะนางไม่กล้าขยับตัวได้แต่เม้มปากแน่นกลัวเสียงหายใจจะทำให้ทั้งสองคนรู้การมีตัวตนของคนที่สามความสัมพันธ์ของฮ่องเต้กับฮองไทเฮานั้น..ช่างประหลาดนักคนทั่วไปล้วนพูดกันว่าพระองค์เติบโตมาได้เพราะได้รับการเลี้ยงดูจากฮองไทเฮาแต่เหตุใดกันเล่า ถึงดูห่างเหินเย็นชาถึงเพียงนี้?

    ผ่านไปครู่หนึ่งฮองไทเฮาก็กล่าวเสียงเรียบ “ในเมื่อฝ่าบาทตัดสินพระทัยแล้ว..” จากนั้นเสียงฝีเท้าแผ่วเบาก็ดังขึ้นฮองไทเฮากำลังเสด็จออกมา!

    หลิวชิงเซียงรีบหลบไปอีกด้านอย่างรวดเร็วนางแทบจะกลั้นลมหายใจไว้จนกระทั่งเสียงฝีเท้านั้นค่อยๆ ห่างออกไปเมื่อมั่นใจว่าปลอดภัยแล้ว นางจึงสูดลมหายใจเข้าลึกรวบรวมสติ ก่อนจะสาวเท้ากลับไปยังหน้าห้องทรงงานอีกครั้งคราวนี้นางเดินเข้าไปอย่างสงบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

    ภายในห้องทรงงานฮ่องเต้ประทับอยู่หลังโต๊ะไม้แกะสลักดวงเนตรคมกริบทอดมองเอกสารตรงหน้าอย่างเงียบงันไม่ได้แสดงอารมณ์แต่กลับเหมือนผิวน้ำที่สงบภายในซุกซ่อนพายุ

    หญิงสาวเดินเข้าไปพลางค้อมศีรษะอย่างเคารพ“หม่อมฉันมาแล้วเพคะ” ฮ่องเต้เงยพระพักตร์ขึ้นเล็กน้อยดวงเนตรดำนิลจ้องมองนางอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักใบหน้าคมให้แล้วยิ้มมุมปากอย่างพอใจอย่างที่นางมักจะได้รับ “มาฝนหมึกให้เราหน่อย” พร้อมกวักมือเรียก

    ผู้เป็นสนมไม่อาจขัดใจนางก้าวไปประจำที่ข้างโต๊ะอย่างเชื่องช้าก่อนจะหยิบแท่งหมึกขึ้นมาเริ่มลงมือตำให้ละเอียดกับฝาหิน หยดน้ำทีละหยด แต่สมาธิของนางกลับไม่มั่นคงนักคำพูดของชายผู้นี้ที่นางได้ยินเมื่อครู่ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวจนมือของนางเผลอออกแรงกดแท่งหมึกมากไปหน่อย น้ำหมึกกระเซ็นออกมาเป็นหยดเล็กๆไปโดนแขนเสื้อของบุรุษตรงหน้า

    “อ๊ะ!” นางเบิกตากว้าง รีบวางแท่งหมึกลงก่อนจะโค้งตัวขอโทษ “หม่อมฉันมิได้ตั้งใจเพคะขอพระราชทานอภัยด้วย!”เขายิ่งอารมณ์ไม่ดีอยู่นางยังจะก่อเรื่อง

    หลิวชิงเซียงที่กำลังรอรับการดุกล่าวครู่ใหญ่ทว่ากลับไม่มีเสียงกริ้วตอบกลับมา มีเพียงเสียงหัวเราะทุ้มต่ำที่ดังขึ้นแทน “หึๆ”

    นางจึงเงยหน้าขึ้นมองใบหน้างดงามนั่นปรากฏรอยยิ้มบางๆ “เจ้าดูสิ” ฮ่องเต้ยกแขนเสื้อขึ้นหมึกสีดำหยดเป็นจุดตัดกับที่ปักลายสีทองของฉลองพระองค์ “เหมือนผีเสื้อเลยเจ้าคิดว่าเช่นนั้นหรือไม่?” คนที่รอบทลงโทษชะงักมองรอยหมึกแล้วเผลอพยักหน้าไปโดยไม่รู้ตัว

    ฮ่องเต้ทอดพระเนตรมันอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตรัสเสียงเบา แต่เต็มไปด้วยความนัยบางอย่างที่นางไม่อาจจะเข้าใจ “ผีเสื้อ..” สายตาของพระองค์ดูลึกล้ำเวลาทอดมองรอยหมึกราวกับกำลังหวนนึกถึงสิ่งใดบางอย่าง“เราชอบ! อาชิงสลักไว้” พระองค์ตรัสช้าๆ “เราจะเก็บรอยเปื้อนนี้ไว้”

    เขาเสียสติไปแล้วหรือ..จะเก็บรอบเปื้อนนี้ไว้ทำไม? สมองนางประกาศกร้าวหากแต่ใจที่เต้นตึกตักในอกของหลิวชิงเซียงกลับเห็นต่างฮ่องเต้ปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใยต่อฮองไทเฮาที่จะจัดเวลาให้เข้าเชยชมผกานานาพันธุ์ แต่เขากลับมีท่าทีเกี้ยวพาราสีนางเช่นนี้พอใจรอยหมืกยึกๆ ยือๆ ทำไมถึงต้องมาพัวพันกับนางคนเดียวด้วย กลางวันอยู่ในห้องทรงงานกลางคืนค้างที่ตำหนักฟู่ต่ง อีกนิดสองร่างจะรวมเป็นหนึ่งอยู่แล้ว แต่สุดท้ายก็ยัง..นับว่าเขายังถนอมน้ำใจรู้ว่านางไม่ยินยอมปรนนิบัติเรื่องบนเตียงก็เพียงนอนข้างกายบุรุษเช่นนี้ยังมีบนโลกหรือ?

    เขายอมขนาดนี้นางควรอ่อนข้อบ้างหรือว่าหาประโยชน์จากมันดี..สักหน่อยคงไม่อะไรหรอกมั้ง “หม่อมฉันไม่ได้ตั้งใจวาดเสียหน่อยถ้าพระองค์ต้องการรูปผีเสื้อจริงๆ ไม่สู้ให้หม่อมฉันวาดตรงๆ”

    “หืม เจ้าวาดพู่กันได้หรือ?” โม่เหวินหานรีบถามอย่างกระตือรือร้น

    หากแต่นางกลับส่ายหน้าตอบพลางทำหน้าใสซื่อ“เปล่าเพคะ วาดไม่ได้”

    “..แล้ว..?” ขนาดผู้เป็นเจ้าแผ่นดินได้ยินเข้าไปเช่นนี้ก็ยังไม่เกิดโทสะเพียงแต่งุนงงเท่านั้นว่าเช่นนั้นทำไมถึงเสนอวาดพู่กันเอง

    “อย่างน้อยวาดเองก็ไม่ดูเป็นผีเสื้อปีกขาดเช่นนี้” นางให้เหตุผลแล้วชี้ไปที่จุดแต้มสีดำโม่เหวินหานจึงคว้าพู่กันส่งให้นางทันทีไม่เอ่ยอะไรหลิวชิงเซียงก็รู้ว่าความหมายโดยพลัน คงให้นางเติมปีกผีเสื้อให้เต็มมือเรียวจึงรับมาแล้วแต้มลงไปอีกสองสามจุดไม่นานก็ปรากฏเป็นผีเสื้อเต็มปีกโดยขณะที่หญิงสาวก้มหน้าก้มตาแต้มหมึกอยู่นั้นบุรุษบนบัลลังก์ก็ไม่อาจจะละสายตาจากใบหน้าใสได้เลยแววตาสื่อความหมายนั้นไม่มีใครได้เห็นนับว่าน่าเสียดายนัก

    “เสร็จแล้วเพคะ” นางเก็บพู่กันไว้จุดเดิม

    บุรุษก้มมองผลงานที่แขนเสื้อแล้วอดยิ้มไม่ได้เขาพลันลุกขึ้นยืนคว้าเอวบางเข้ามานั่งแนบชิด “เอาใจเราเช่นนี้เจ้าต้องการอะไร หืม?” นั้นเพราะเขาเริ่มคุ้นเคยเสียแล้วเหมือนว่าถ้านางทำตัวน่ารักกับเขาหมายความว่านางต้องการบางอย่าง

    “เปล่าเพคะหม่อมฉันเพียงทำตามโอวาทของฮองไทเฮา หวังเพียงให้พระองค์เกษมสำราญ” คำพูดนี้ถ้านางเมื่อหลายเดือนก่อนมาได้ยินตัวเองกล่าวคงเบะปากใส่พูดจาประจบประแจงเสียชวนเวียนหัว

    “อ่อ เสด็จย่าเรียกเจ้าไปเข้าเฝ้าสินะนางกล่าวอะไรบ้าง”น้ำเสียงใสอยู่ๆก็แฝงอารมณ์ขุ่นมัวทันทีที่ได้ยินคำว่าฮองไทเฮา

    “ฮองไทเฮาเรียกสนมทั้งหมดไปเฝ้าเพคะไม่ใช่เพียงหม่อมฉัน”ไม่รู้อะไรดลใจให้นางเอ่ยคำกระทบกระเทียบเช่นนี้หรืออาจจะเพราะนางรู้อยู่แล้วว่าเขาจะเอ่ยตอบอะไรละมั้ง

    “เราไม่สนคนอื่น เรานับเพียงเจ้า”

    “..พระนางว่าให้มุ่งหวังที่ปรนนิบัติฝ่าบาทอย่างเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวอย่าหวังลาภยศชิงความโดดเด่นไว้เพียงหนึ่งเดียว..” หลิวชิงเซียงไม่เอ่ยเกินจริงแม้แต่น้อยเมื่อเช้าตอนไปเข้าเฝ้าฮองไทเฮา นางว่าเช่นนี้จริงๆใครฟังก็รู้ว่าเอ่ยกระทบหลี่ผิน ที่เป็นแม่ไก่กกไข่ไม่ให้ใครได้แตะต้อง

    “อืม แล้วเจ้าว่าอย่างไรกับคำพูดนี้?”

    “หม่อมฉัน..” นี่คำถามวัดใจหรือ? นางควรตอบเช่นไร เอาใจประจบเขาวางตัวเป็นกลาง หรือตามความคิดตัวเองหลังเงียบไปสักครู่นางก็สะบัดหน้าออกจากอีกฝ่าย “หม่อมฉันไม่เห็นด้วย..พระองค์ต่างหากที่ตามติดหม่อมฉัน”

    “..!?”คำตอบเช่นนี้โม่เหวินหานคาดไม่ถึงนางโทษเขาที่ไปเกาะแกะ แต่ไม่รู้ทำไมถึงได้ถูกใจนัก “เราผิดเองๆ อาชิงไม่ผิดสักนิดให้เราไถ่โทษดีไหม?”

    “ได้เพคะพระองค์แค่เพียงเสด็จไปตำหนักอื่น..”

    “ไม่!” ยังไม่ทันที่หลิวชิงเซียงจะเอ่ยจบเขาก็เอ่ยเสียงทุ้มหนักแน่นขัดจังหวะน้ำเสียงนี้เกือบแตะจุดเดียวกับที่ใช้กับฮองไทเฮาแล้วแต่เขายังเก็บอารมณ์ได้ทันโม่เหวินหานพ่นลมอีกครั้งเพื่อสงบใจก่อนเริ่มเอ่ยต่อ “ภรรยามิควรหน่ายสามีเจ้าอย่ากล่าวเช่นนั้นอีก”

    หญิงสาวเพียงพยักหน้ารับคำไม่กล้าปริปากโม่เหวินหานไม่กล่าวอะไรอีกเพียงปล่อยเอวหญิงสาวแล้วกลับไปนั่งที่เดิมบรรยากาศอึมครึมเหมือนเมฆฝนด้านนอกมารวมตัวอยู่ในห้อง

    หลิวชิงเซียงที่ถูกดุเป็นครั้งแรกไม่รู้จะทำตัวเช่นไรได้แต่ยืนนิ่งอยู่ที่เดิมแต่จู่ๆ ก็มีฝ่ามือดึงข้อมือนางให้ตามไปยืนข้างกาย “ฝนหมึกต่อสิจะได้รีบสะสางงานแล้วกลับตำหนักด้วยกัน”

    ภายในตำหนักฉือหนิงกลิ่นกำยานหอมอ่อนๆลอยคลุ้ง สมกับเป็นตำหนักของสตรีผู้สูงศักดิ์แห่งวังหลวงแต่ในยามนี้บรรยากาศสงบนั้นกลับแฝงความตึงเครียด

    ฮองไทเฮาประทับบนตั่งไม้แกะสลักปิดทองบุนวมปักลายงดงามพระหัตถ์ใต้อาภรณ์หรูหราวางอยู่บนตักขณะที่ปลายนิ้วค่อยๆ ลูบขอบแขนเสื้อไปมาดวงเนตรคมกริบทอดมองไปยังเบื้องหน้า ทว่ากลับไม่ได้จับจ้องสิ่งใดเป็นพิเศษริมโอษฐ์เม้มแน่นครุ่นคิด

    ‘เรื่องในวังหลังเสด็จย่าเพียงมองดูเป็นพอขออย่าข้องเกี่ยวอีก’พระดำรัสเมื่อครู่ยังดังก้องอยู่ในหู

    ฮองไทเฮาค่อยๆหลับพระเนตรลงเชื่องช้าสูดลมหายใจลึก แต่ความขุ่นเคืองยังคงกรุ่นอยู่ภายใน ปีกกล้าขาแข็งนัก! กล้ากล่าวอย่างนั้นได้อย่างไร? นางเลี้ยงดูเขามาเองกับมือ ดูแลเติบใหญ่ผลักดันขึ้นครองบัลลังก์ทว่าบัดนี้เขากลับเมินเฉย ไม่แม้แต่จะฟังคำของนาง

    สาเหตุของเรื่องนี้..เพราะหญิงผู้นั้นยิ่งได้พิศได้ตรองก็ไม่อาจสงบใจ

    “หม่อมฉันสืบความมาแล้วเพคะ” เสียงแหบต่ำของสตรีผู้หนึ่งดังขึ้นข้างกายนางเป็นสตรีวัยห้าสิบเศษ ใบหน้าเรียวแคบ ดวงตาลุ่มลึกภายใต้รอยยิ้มบางเบานั้นเจือความเจ้าเล่ห์อยู่จางๆ นางคือ เซินมามาหนึ่งในนางกำนัลเก่าแก่ผู้รับใช้ข้างกายฮองไทเฮามาเนิ่นนาน

    ฮองไทเฮาลืมพระเนตรขึ้นดวงเนตรเย็นเยียบ “ว่ามา”

    “หลี่ผิน” เซินมามาเอ่ยช้าๆพลางเหลือบตาขึ้นมองผู้เป็นนาย “นอกจากฝ่าบาทจะพักแค่เพียงตำหนักฟู่ตงแล้วเวลานี้นางยังสามารถเข้าเฝ้าฝ่าบาทที่ตำหนักท้องพระโรงได้ทุกเมื่ออีกหลี่ผินคงต้องสำคัญต่อฮ่องเต้อย่างมากเพคะ”

    ฮองไทเฮาแค่นพระสรวล“เจ้าก็คิดว่านางสำคัญเชียวหรือ?”

    เซินมามารีบก้มหน้าลง“หม่อมฉัน..หม่อมฉันมิได้ตั้งใจเพคะ” นางเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยต่อ“เพียงแค่หมายถึง..หากปล่อยไว้เช่นนี้เกรงว่าผู้คนในวังจะล่วงรู้ว่าฝ่าบาททรงโปรดนางเป็นพิเศษละทิ้งราชการงานบ้านงามเมืองเท่านั้นเพคะ”

    “โปรดแค่นาง..หึ” ฮองไทเฮาแค่นเสียงเบาๆ “ฮ่องเต้จะโปรดหญิงใดก็หาใช่เรื่องของข้าไม่แต่หญิงที่ทำให้ฝ่าบาทถึงกับรับสั่งไม่ไว้หน้า!” ปลายนิ้วของสตรีสูงศักดิ์พลันกำพนักแขนแน่นจนนิ้วซีดขาวเพียงเพื่อระบายโทสะอัดแน่น

    ดวงตาของเซินมามาเป็นประกายขึ้นมาทันทีนางก้มศีรษะลงเล็กน้อยพลางกระซิบเบาๆ “หม่อมฉันมีวิธีเพคะ”

    ฮองไทเฮาพลันเอียงศีรษะไปมองนางกำนัลเก่าแก่ที่อยู่ข้างหายมานาน“ว่ามา”

    “หม่อมฉันได้ยินมาว่าถึงหลี่ผินจะได้รับอนุญาตให้ใช้ตำหนักฟู่ตงแต่ภายในนั้นมีบ่าวรับใช้ก็มีเพียงไม่กี่คน มีห้องหับที่ว่างเปล่าจำนวนมาก หากเกิดเรื่องอะไรขึ้นนางคงมิอาจแก้ต่างได้ง่ายนัก”

    ฮองไทเฮาเลิกพระขนงเล็กน้อยเพราะนางเริ่มเข้าใจความหมายตำหนักฟู่ตงที่สร้างเมื่อรัชสมัยก่อนถูกสร้างใกล้ตำหนักเฉียนชิงจนแทบไม่ไว้หน้าผู้เป็นฮองเฮาแต่นั่นเป็นตำหนักที่สร้างขึ้นอย่างมีจุดหมายเป้าประสงค์หนึ่งเดียวถึงเช่นนั้นเทียนหลงฮ่องเต้ยังให้สตรีที่ไร้ศักดิ์เข้าไปอาศัยเรื่องนี้กวนใจนางเช่นกัน ฉะนั้นจะยืมตำหนักแห่งนั้นมาใช้เป็นเครื่องมือให้นางอีกครั้งคงไม่ผิด

    เซินมามาโค้งตัวเข้าใกล้ลดเสียงลงเริ่มกระซิบกระซาบอีกครั้ง “อีกไม่กี่วันข้างหน้าจะมีงานเลี้ยงที่ตำหนักจิ่นหรู บรรดาผู้สูงศักดิ์ล้วนได้รับเชิญแต่หากเกิดเรื่องเสื่อมเสียเกี่ยวกับนางขึ้น  เกรงว่าหลี่ผินคงมิอาจเงยหน้าอยู่ในวังหลวงได้อีกต่อไปเพคะ”

    ดวงเนตรของฮองไทเฮาทอดมองคนสนิทแววพระเนตรวาววาบ “แล้วเจ้าคิดจะทำอย่างไร?”

    หญิงใบหน้าแคบแย้มยิ้มจนปลายคางแหลมนางเอ่ยเสียงเบาแต่ชัดเจน “ในงานเลี้ยงนี้จะมีของล้ำค่ามากมายถูกนำมาถวาย มิใช่เรื่องยากหากจะมีบางสิ่งบางอย่าง ‘หายไป’ ..และหากยิ่งพบมันที่บางที่ต่อให้จะกล่าวว่าไม่รู้ไม่เห็นคงเป็นได้ยาก”

    ฮองไทเฮานิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะยกมือขึ้นลูบปลายแขนเสื้ออย่างเคยชิน “หากเป็นเช่นนั้นจริงนางคงมิต้องเสนอหน้ามาให้ข้าขัดใจอีก” พระนางกล่าวเสียงเย็นชา

    “บ่าวจะจัดการให้เรียบร้อยเพคะ”

    ฮองไทเฮาแค่นพระสรวลพระนางเอนกายพิงพนักตั่งอย่างพอใจ ดวงเนตรทอดมองไปยังสวนดอกไม้เบื้องนอกเสียงนกร้องแว่วดังลอดผ่านหน้าต่างมา เซินมามาก้มตัวลงต่ำอีกครั้งเพื่อทำความเคารพผู้สูงศักดิ์ก่อนจะค่อยๆถอยตัวลุกขึ้นเดินออกไปอย่างเงียบเชียบ

    “นางจะได้รับบทเรียนเสียบ้างหญิงชั้นต่ำเช่นนั้น กล้าดียังไงถึงทำให้ฮ่องเต้ต่อต้านข้า”

     


    ----------------------------------------------


    หวังว่านักอ่านทุกคนจะมีความสุขเวลาอ่านนิยายนะคะ 
    แต่ช่วงนี้นักเขียนเหนื่อยมากเลยค่ะ ชีวิตรุมเร้า ขอกำลังใจให้กันได้ไหมคะ ฮื้อๆ

    คล้ายกับเรื่องเพียงชายารักพึงใจล้วนดีงาม(อ่านฟรี) ที่คุณอ่าน