ร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit

    ตอนที่ 75 หมากตัวแรกของพลพรรค..พรรคมารฯ (NC 18+นิด ๆ)

    ตอนนี้มีฉากที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเพศ

    เหมาะกับผู้อ่านที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปเท่านั้น

    ฉากนี้เป็นส่วนหนึ่งของเส้นเรื่องหลัก ที่แสดงความสัมพันธ์และนิสัยของตัวละครสองตัว

    ไม่ได้มีเพื่อเนื้อหาเรทเพียงอย่างเดียว

     

    บรรยายด้วยมุมมองบุคคลที่ 3

             

            ณ ดินแดนสุดห่างไกลจากจุดที่มีเทศกาลประลองของรุ่นเยาว์ดำเนินการอยู่

            มีสถานที่แห่งหนึ่งที่กว้างใหญ่เป็นอย่างมาก เนื้อที่ของพื้นที่บริเวณนี้สามารถใช้ปลูกบ้านเรือนได้หลายสิบหลังคาเรือน

            ทว่าสถานที่แห่งนี้ต่างเต็มไปด้วยกลิ่นคาวเหม็นคละคลุ้งของโลหิต กลิ่นสาบของซากคนลอยมาไกล ๆ ให้พอติดอยู่ตรงปลายจมูก

            สถานที่แห่งนี้คือที่ตั้งของ พรรคมารราตรีค้ำฟ้า

             

            ณ ห้องนอนห้องหนึ่งภายในคฤหาสน์หลังใหญ่โตเพียงหลังเดียวที่ตั้งอยู่ตรงใจกลางสถานที่ลับแลแห่งนี้

            ภายในห้องนอนนั้นมีเสียงกระเส่าของหญิงชายดังลอยผ่านซอกประตูออกมา

            หากเป็นบ้านเรือนของที่อื่น..

            วันรุ่งขึ้นคงมีเสียงกระซิบนินทาของเพื่อนบ้านในละแวกนั้นแล้ว เรื่องเสียงสุดลามกอนาจารของสตรีหญิงที่แผดออกมาดังเสียขนาดนี้

            แต่ที่นี่คือถิ่นของคนพรรคมาร แถมคนที่อยู่ในห้องนั้นยังตำแหน่งสูง ย่อมไม่มีใครกล้าเอ่ยหรือกระทั่งฟัง

            หรือต่อให้มีใครใจกล้าทำเช่นนั้น..

            เกรงว่าวันรุ่งคงได้มีกลิ่นคาวเลือดสดใหม่เติมเข้าไปในบรรยากาศเทือกลับแลแห่งนี้

             

            มีสตรีหญิงนางหนึ่งผิวกายห่มด้วยความเนียนหมดจดสุดขาวกำลังขึ้นคร่อมอยู่บนร่างของบุรุษชายอีกผู้หนึ่งด้วยอารมณ์ที่เร่าร้อน

            แล้วถึงแม้นางจะมีผิวขาวสักเพียงใด..

            แต่เนื้อเนียนที่นางห่มอยู่กลับมีรัศมีแห่งความไร้ชีวิตชีวาเปล่งออกมาตลอดทั่วทั้งตัว จากผิวสีซีดขาวราวกับซากศพของนาง

            ทว่าความงดงามที่นางมีประดับตามใบหน้านั้นต่างทำให้ข้อด้อยเพียงจุดเดียวของผิวขาวที่ซีดเกินไปนั้นดูมิได้อะไรมากมายนัก

            ด้วยดวงตาสุดคมคายคล้ายดวงตาของจิ้งจอก จมูกยาวแต่ไม่แหลมมากนั้นโด่งราวกับผ่านมีดหมอมาหลายรอบ

            อีกกลีบปากที่บางยาวของนาง เพียงแค่ยิ้มก็สามารถกรีดใจของบุรุษชายได้หลายคน

            สตรีนางนี้มีนามว่า หลี่ ชิวเหมย (ต้นแบบ,ใฝ่ดี) ประมุขพรรคมารราตรีค้ำฟ้ารุ่นที่สาม ที่ถือว่าเป็นประมุขพรรคมารฯ ที่ครองตำแหน่งมาได้ยาวนานที่สุด

            ยาวนานเสียยิ่งกว่าประมุขพรรคมารรุ่นแรกที่เป็นผู้ก่อตั้งเสียด้วยซ้ำ

             

            หลี่ชิวเหมยตอนนี้นั่งคร่อมอยู่บนร่างของบุรุษเบื้องล่างในห้องเงียบสงัด ดวงตาเรียบนิ่งของนางก้มมองเขาราวกับราชินีที่มองข้ารับใช้คนสนิท

            เธอไม่ได้เคลื่อนไหวอย่างเร่าร้อน หากแต่ชัดเจนในจังหวะ

            ภาษากายของนางบ่งบอกแบบไร้วาจา..

            ว่านางคือตำแหน่งสูงสุดในความสัมพันธ์นี้คือเธอ

             

            บุรุษเบื้องล่างพยายามตอบสนองกลับ

            แม้จะรู้ว่าตนไม่ได้อยู่ในฐานะควบคุม เพราะทุกอย่างถูกกำหนดไว้แล้วโดยสตรีเบื้องบน

             

            สีเลือดจางแต้มลงบนใบหน้าที่ขาวซีดของหลี่ชิวเหมยเล็กน้อย

            ความรู้สึกที่เกิดขึ้นคงไม่ใช่เพียงเพราะร่างกาย..

            แต่น่าจะเป็นเพราะอำนาจที่เธอยังคงถืออยู่ แม้ในยามนี้ก็ตามที

             

            เมื่อฉากรักดำเนินมาจนถึงจุดสูงสุด

            ในทันที..

            มือของบุรุษชายพลันลูบไปที่ใบหน้าของหญิงสตรีตรงหน้า สายตาแลสบมองโฉมสะคราญด้วยความถวินหา

            มันค่อย ๆ ยกและกดใบหน้านั้นหมายจะประกบจูบกับปากของนาง

            ทว่ามือของหลี่ชิวเหมยพลันผลักใบหน้าของบุรุษผู้นั้นให้เบี่ยงออก

            ปากของนางค่อย ๆ บรรจงจรดลงไปตรงต้นคอของบุรุษชายผู้นั้นหนึ่งที ก่อนที่ปากที่เคยครวญเสียงกระเส่าจะเผยออ้าเอ่ยด้วยเสียงหอบแห้ง

            “ต้องให้ข้าบอกเจ้าสักกี่ครั้ง..

            ว่าห้ามประกบจูบ..”

            กล่าวจบ..

            ฟันของหลี่ชิวเหมยก็ได้ขบลงบนติ่งหูข้างนั้นของบุรุษผู้นั้นแรง ๆ คราหนึ่งจนทำให้อีกฝ่ายร้องออกมาด้วยความเจ็บ พร้อมกับโลหิตที่ไหลรดลงบนไรฟัน

            “นี่ถือเป็นคำเตือน..”

             

            แต่เหมือนบุรุษชายผู้นั้นจะชอบเป็นผู้ถูกกระทำ..

            แม้จะเจ็บจากการถูกกัด แต่เหมือนรอยฟันจากความเจ็บปวดนั้นเป็นตัวจุดชนวนทำให้ของเฉพาะตนหลั่งน้ำสีขาวขุ่นข้นทะลวงไปท่วงเข้าไปส่วนในสุดของหญิงสาว พร้อมกับตัวที่กระตุกเบา ๆ และเอวที่เคยขยับสอดคล้องจะเบาลงก่อนจะหยุดในเวลาต่อมา

            ด้านหลี่ชิวเหมยยังคงเคลื่นไหวต่ออีกสองสามที..

            สะโพกนั้นของหญิงสตรีก็ได้หยุดขยับพร้อมร่างทั้งร่างที่ทิ้งลงบนตัวของบุรุษชาย

            นางพลันหายใจยืดยาวออกมาเมื่อถึงฝั่งฝันที่ร่วมแจวกันมานาน

             

            คนทั้งสองต่างปล่อยเสียงหอบหายใจยาวยืดออกมา ราวกับเพิ่งผ่านศึกใหญ่ที่ปลดปล่อยทั้งร่างกายและอารมณ์ไปจนหมดสิ้น

            หยาดเหงื่อที่รินไหลกับดวงตาที่พร่าเลือนเคล้าคลุ้งไปกับอารมณ์ที่ขีดสุด

             

            “ท่านประมุข..ท่านตุลาการ..

            ตอนนี้เหล่าท่านเจ็ดบาป และสองเสนาขาว-ดำกำลังรอพวกท่านอยู่ที่ห้องประชุมแล้วขอรับ..”

            เสียงของคนพรรคมารชั้นผู้น้อยคนหนึ่งกล่าวออกมาเมื่อแน่ใจแล้วว่าคนทั้งสองที่อยู่ในห้องนั้นเสร็จกิจกันเรียบร้อยแล้ว

            และพอกล่าวจบ..

            เจ้าคน..คนนั้นก็ได้รีบเดินหนีไปในทันที ด้วยรู้ว่าอย่างไรคนที่อยู่ในห้องทั้งสองจะไม่กล่าวอะไรตอบกลับมา แต่จะรีบแต่งตัวสวมเสื้อผ้าตามออกมาเอง

             

            หลี่ชิวเหมยยันกายลุกขึ้นและหยิบผ้าขึ้นมาเช็ดทำความสะอาดร่างกายอย่างรวดเร็ว ก่อนเดินไปแต่งตัวต่อโดยไม่เอ่ยอะไรกับบุรุษที่ยังนอนอยู่เบื้องหลัง

            ส่วนอีกฝ่ายเพียงทอดสายตามองแผ่นหลังเปลือยเปล่านั้นอย่างเงียบงัน

            ไม่กล้าแตะต้องแม้จะเต็มไปด้วยความปรารถนา

            แต่เมื่อเห็นสะโพกที่ไร้เครื่องนุ่งห่มเด้งไปมา..

            ล่อตาล่อมือ..

            เห็นดังนั้นตุลาการแห่งพรรคมารราตรีค้ำฟ้าจึงอดใจไม่ไหว..

            มันได้ง้างมือเตรียมตบไปด้วยความมันเขี้ยว

             

            “หากคิดจะทำเช่นนั้น..

            เจ้าเชื่อหรือไม่ว่าข้าสามารถทำให้มือของเจ้าหายไปก่อนที่มันจะถูกตัวข้า..”

            หลี่ชิวเหมยกล่าวโดยที่ไม่หันไปมองบุรุษชายผู้นั้น นางเพียงเดินไปที่ตู้เสื้อผ้าแทน

             

            บุรุษชายผิวคล้ำถึงกับงอมือเก็บกลับไป

            สายตายังคงมองร่างบางที่อยู่ตรงตู้เสื้อผ้าต่อไป

            “เช่นนั้นครั้งหน้า..

            ให้ข้านำเจ้าบ้างสิ..เหมยเอ๋อร์

            หรืออย่างน้อย ๆ ให้ข้าจุ่มพิตเจ้าบ้างก็ยังดี..”

             

            “หากข้าอารมณ์ดี..อาจให้เจ้านำบ้าง..

            แต่เรื่องจูบ..”

            หลี่ชิวเหมยกล่าวด้วยน้ำเสียงเฉยชาไร้อารมณ์ในประโยคแรก

            ส่วนประโยคหลังนั้น สายตาของสตรีหญิงกลับวาว.. ส่อแววโทสะออกมา

            “คนสุดท้ายที่มันจูบข้า..”

             

            หมับ..!

            มือของบุรุษชายที่ถูกเรียกว่าตุลาการพลันโอบไปที่เอวของหลี่ชิวเหมย ขัดคำพูดของสตรีหญิงให้เงียบลง

            “สักครั้งในชีวิต..

            หากข้าได้จุมพิตกับเจ้าแล้วต้องตาย..

            ข้าว่ามันก็คุ้มเกินคุ้ม”

            บุรุษชายผู้นี้ถอนมือออกก่อนช่วยหลี่ชิวเหมยสางผมที่ยุ่งเหยิงของนาง

            ทุกการขยับเคลื่อนไหวของคนต่างเต็มไปด้วยความรักใครเอ็นดู การจับสางผมแต่ละเส้นต่างเต็มไปด้วยความประณีตทะนุถนอม

            “ข้าเสียดายเพียงอย่างเดียวที่พลังสถิตของข้าเป็นมังกร..

            มิใช่แมวเก้าชีวิต..

            มิเช่นนั้นข้าคงยอมให้เจ้าฆ่าข้าสักแปดครั้งเพื่อที่ข้าจะได้จุมพิตเจ้าสักแปดหน..”

             

            “อย่างเพิ่งรีบตายไป..

            เจ้าก็รู้ว่าข้าจำเป็นต้องใช้งานเจ้าอีกหลายงาน..”

            หลี่ชิวเหมยกล่าวพร้อมกับติดกระดุมเม็ดสุดท้ายแล้วจึงหันหลัง..

            ใช้สายตาสุดแหลมคมของนางมองสบตากับบุรุษชายตรงหน้าพร้อมเอ่ยเสียสุดเย็นชา สายตาที่จ้องประสานกับบุรุษชายนั้นตรงกันข้ามกับที่บุรุษชายใช้มองนาง

            มันเต็มไปด้วยความเฉยเมย ไม่ได้มีความรักใคร่ผสมรวมอยู่เลยสักส่วนเดียว

            “อย่าลืมว่าเจ้าเป็นเพียงเครื่องระบายสำหรับข้า..

            หากเจ้าอยากได้อะไรที่ยั่งยืน..

            ก็เชิญไปใช้บริการเด็กในพรรคคนอื่นได้..”

             

            หมับ..!

            ตุลาการแห่งพรรคมารราตรีค้ำฟ้าพลันรวบกอดหลี่ชิวเหมยเข้าแนบอก

            “เจ้าก็รู้..เหมยเอ๋อร์

            ว่าชีวิตของข้านั้นล้วนเป็นของเจ้า..

            หากเจ้าสั่งให้ข้าตาย..

            ข้าย่อมตายให้เจ้า..

            ขอเพียงวาระสุดท้ายของข้า..

            เจ้ายอมให้ข้าจุมพิตเจ้าสักครั้ง..

            ชีวิตนี้ข้าก็ไม่เสียใจแล้ว..”

             

            หลี่ชิวเหมยปล่อยให้ตุลาการฯ กอดนางอยู่อย่างนั้นพร้อมกับนับเลขภายในใจ

            เมื่อนับถึงสิบ.. นางจึงได้ผลักร่างของชายตรงหน้าออก

            “รีบแต่งตัวได้แล้ว.. มีประชุมรอเจ้าและข้าอยู่”

            กล่าวจบสตรีหญิงก็ได้เดินตรงไปที่ประตูห้อง

            นางเปิดประตูอ้าแง้มไว้ก่อนหันไปกล่าวกับตุลาการฯ

            “เอาเป็นครั้งหน้าข้าจะให้เจ้าทำตามใจของเจ้าสักครั้ง..

            แต่เช่นเดิม..

            ห้ามจูบ..”

             

            รอยยิ้มที่ยกขึ้นตอนก่อนหน้าของบุรุษชายพลันหายไป หลังจากร่างนั้นหายลับออกจากห้อง

            “เจ้าก็รู้..เหมยเอ๋อร์..

            ว่าข้าต้องการใจของเจ้ามิใช่ร่างกาย..”

            น้ำเสียงของคนเต็มไปด้วยความรู้สึกสลด..

            ความสัมพันธ์เช่นนี้ระหว่างมันและหลี่ชิวเหมยดำเนินมาเนิ่นนานเกือบยี่สิบปีแล้ว

            มันนั้นรู้ดีอยู่เต็มอก..

            ว่าใจของหลี่ชิวเหมยนั้นมีใคร..

            มันนั้นเป็นไม่ได้แม้แต่ตัวสำรองเสียด้วยซ้ำ

            อย่างมาก..

            มันก็เป็นได้แค่ผู้ดูแลกาย..

            มิใช่ใจ..

            .

            .

            ณ ห้องโถงใหญ่ของคนพรรคมารฯ

            ตอนนี้ภายในห้องมีเพียงคนสิบคนอยู่ภายในห้องโถงใหญ่นั้น..

            กอปรไปด้วยประมุขพรรค รองประมุขพรรคสองคนที่เรียกว่า เสนาขาวและเสนาดำ ผู้คุมกฎของพรรคหรือที่ทุกคนเรียกว่าท่านตุลาการ และเหล่าเจ็ดบาป

            ทว่าในวันนี้ ในบาปทั้งเจ็ดขาดไปคนหนึ่ง

             

            หลี่ชิวเหมยตอนนี้ที่สวมชุดสีดำนั่งอยู่บนบัลลังก์สูงสุดกว่าคนอื่น ซึ่งเป็นที่ประจำของนาง

            นางนั้นนั่งหลังตรงสายตามองไปที่คนผู้หนึ่งที่สวมด้วยหน้ากากแมงมุมสีเขียว

            “ท่านบาปริษยา..

            เจ้าแฝงตัวอยู่ในอาณาจักรปัญจมิตรมิใช่รึ..

            ที่อาณาจักรนั้นมีเรื่องอันใดถึงทำให้เจ้าต้องเรียกประชุมสิบเอ็ดสูงสุด?”

             

            “เรียนท่านประมุข ข้ามีสองเรื่องที่จะเรียนให้ท่านทราบ”

            หญิงสวมหน้ากากแมงมุมถอนสายบัวรอบหนึ่ง..

            เสียงที่เอ่ยออกมาเป็นเสียงของอิสตรีสุดเย้ายวนตามนิสัยของนาง

            “ศึกปัญจมิตรที่กำลังดำเนินอยู่ในรุ่นมัธยุทธ์นั้นมีเรื่องแปลกเกิดขึ้น

            เรื่องแรก..

            ซุนโหวหวัง บุตรชายของซุนต้าชิงนั้น--!”

             

            โพล๊ะ! ที่พนักแขนของบัลลังก์ถึงกลับแตกละเอียดด้วยฝ่ามือของหลี่ชิวเหมย

            และด้านประมุขพรรคเหมือนจะรู้ตัวว่าอารมณ์ของนางนั้นเผลอหลุดการยับยั้งไปชั่วขณะ จึงได้ระงับอารมณ์ลงแล้วจึงกล่าว

            “เชิญกล่าวต่อ..”

             

            “ซุนโหวหวังนั้นได้สำแดงเดชในศึกครั้งนั้น

            มันได้เรียกใช้เปลวนิพพานออกมาใช้ในงานประลอง..

            ตอนนี้ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเหตุใดมันถึงมีเปลวเพลิงสายนี้ภายในร่างได้ แต่ข้าได้ให้คนของข้าออกตามสืบเรื่องนี้อยู่”

            สตรีหญิงหน้ากากแมงมุมเขียวกล่าวต่อเมื่อถูกให้สัญญาณ

             

            “เปลวนิพพานรึ?”

            ทางด้านขวามือของสตรีหญิงหน้ากากแมงมุมได้มีเสียงบุรุษเอ่ยออกมา

            คนที่เอ่ยออกมานั้นเป็นบุรุษร่างท้วม ข้างเอวซ้ายขวามีน้ำเต้าห้อยอยู่ข้างละอัน

            มันผู้นี้สวมหน้ากากทานุกิสีส้ม

            มันคือบาปแห่งความตะกละ

            “ใช่ว่าแคว้นหงสาฯ หวงแหนในเปลวเพลิงสายนี้มากมิใช่รึ

            พวกมันถึงขั้นที่ไม่ยอมให้คนในราชวงศ์ของมันแต่งออกนอกอาณาจักร หรือต่อให้แต่งออกไปก็ต้องทำให้แน่ใจก่อนว่ามิอาจสืบสกุลได้..

            แบบนี้หนานเฟิงซีไม่มีโทสะแย่แล้วรึที่มีเปลวเพลิงสายนี้หลุดออกจากแคว้นไป..”

             

            เสียงหัวเราะหึเบา ๆ ดังขึ้นจากทางซ้ายมือ

            ทำให้คนผู้สวมหน้ากากทานุกิเหลือบสายตาไปทางหน้ากากนงยูงพร้อมยักไหล่

            หน้ากากนงยูงไม่ได้ตอบ แต่นิ้วเรียว ๆ ของนางกำลังบีบพัดไม้ในมือจนเกิดเสียงเป๊าะเบา ๆ

            ราวกับสายตาที่มองเข้าหานางนั้นไร้ค่าเกินกว่าจะเหลือบแล

             

            “ไม่แปลก..

            เมียของซุนต้าชิงมันคือคนเมืองชมพู หากมีเชื้อแบบนี้หลงออกมาก็คงไม่แปลก”

            หลี่ชิวเหมยกล่าวอย่างเรียบเฉยไม่ได้ใส่ใจเท่าไหร่

            สำหรับนาง..

            การที่สายเลือดพิเศษเช่นนี้จะหลุดรอดออกมาบ้างก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรนัก

            “และคงจะเป็นสายเลือดที่เจือจาง ไม่สลักสำคัญอันใด”

             

            “มิใช่ ท่านประมุข..”

            สตรีหญิงหน้ากากแมงมุมเขียวเอ่ยออกมา

            “เกรงว่าเปลวนิพพานที่ซุนโหวหวังจุดขึ้นมานั้น จะน่าหวาดหวั่นไม่แพ้เปลวนิพพานของหนานเฟิงซีเลย..

            มันดูขาวบริสุทธิ์เป็นอย่างมาก

            เผลอ ๆ

            อาจบริสุทธิ์เสียยิ่งกว่าของหนานเฟิงซีเสียด้วยซ้ำ..!

            ข้าไม่เคยเห็นเพลิงไฟไหนที่ขาวเท่าของซุนโหวหวังมาก่อน..”

             

            “ขนาดนั้นเลย?”

            หลี่ชิวเหมยกล่าวออกมาอย่างไม่อยากจะเชื่อว่าจะมีคนที่มีเปลวนิพพานที่บริสุทธิ์ไปกว่าคนราชวงศ์หนานสายเลือดแท้ ๆ ไปได้

            “เช่นนั้นหากสืบอะไรได้แล้วจงรีบรายงานมาที่เราโดยตรง ไม่ต้องผ่านท่านเสนาทั้งสอง

            เชิญกล่าวเรื่องต่อไป..”

             

            “ในงานเดียวกันนั้นเอง..

            มีศิษย์สำนักสี่ขุนเขาลงแข่งขันประลองด้วย..

            ตามข่าวมาล่า..

            ตอนนี้มันผู้นั้นได้ผ่านเข้าสู้รอบสี่คนสุดท้ายของสายบนไปแล้ว..

            แถมมันผู้นั้นยังใช้แซ่หลิว”

             

            “แซ่หลิวอย่างนั้นรึ!”

            เป็นเสียงของบุรุษผู้หนึ่งจากทางด้านซ้ายเอ่ยขึ้น

            มันผู้นี้สวมหน้ากากสุนัขสีเหลือง มือของคนพลันลูบจับไปที่ตรงช่วงท้องราวกับตรงนั้นมีแผลที่ปวดเจ็บอยู่

            มันผู้นี้คือบาปแห่งโลภะที่ไปเยี่ยมบ้านของหลิวเจี้ยนเมื่อเกือบสามปีก่อน

            แล้วตอนนี้บาปแห่งโลภะได้หันไปมองหลี่ชิวเหมย..

            สายตาคนแสดงออกมาอย่างแน่วแน่ก่อนจะคุกเข่าลงไป มือกุมชูขึ้นเหนือหัว

            “ขอได้โปรดท่านประมุขได้มอบหมายให้ข้าไปตามสืบเรื่องของไอ้เด็กแซ่หลิวคนนี้ด้วย..!”

             

            “ท่านบาปโลภะ..”

            หลี่ชิวเหมยเอ่ยเสียงสุดเย็น

            “ข้าได้แบ่งเขตพื้นที่ให้เจ้าดูแลแล้วอย่างไร..

            เจ้าดูแลอารยธรรมขนนกส่วนท่านบาปริษยาดูแลอาณาจักรปัญจมิตร..

            หรือเจ้าคิดว่าคำสั่งของข้าเป็นอื่น?”

             

            “ขะ..ข้าน้อยมิกล้า..”

            ในบรรดาสิบเอ็ดสูงสุด..

            เจ้าหน้ากากสุนัขเหลืองคนนี้คือคนที่อาวุโสน้อยที่สุดเป็นอันดับสอง

            และหากนับแล้ว..

            มันถือว่าเป็นคนที่ผลงานน้อยเป็นอันดับรอง..

            แต่ดันเป็นคนที่สามารถหาคนมาเปลี่ยนได้ตลอดเวลาเป็นอันดับแรก

            นับเป็นคนที่หน้ากากที่มันสวม..

            ผมหลุดมากที่สุด..

             

            “เชิญท่านบาปริษยากล่าวต่อ..”

            หลี่ชิวเหมยกล่าวในตอนที่สายตาละออกจากร่างของชายหน้ากากสุนัข

             

            สตรีหน้ากากแมงมุมเขียวขยับริมฝีปากใต้ผืนผ้าอย่างระวัง ดวงตากวาดมองไปรอบห้องก่อนจะเอ่ยด้วยเสียงที่ฟังแล้วเหมือนกำลังเอ่ยสิ่งที่สำคัญที่สุด

            “ศิษย์สำนักสี่ขุนเขาแซ่หลิวคนนั้นยังใช้วิชากระบี่โบยสวรรค์พร้อมด้วยปราณกระบี่ของสำนักสี่ขุนเขา”

            สตรีหน้ากากแมงมุมเขียวกล่าวต่อ

            “เกรงว่ามันคนนี้จักเป็นคนเดียวกันกับที่เจ้าสุนัขพบเห็นเมื่อเกือบสามปีก่อน

            มันถึงมีสิทธิ์เรียนลัดคนอื่นเรื่องปราณกระบี่ของสำนักนั้น”

             

            “อืม..ม..

            หากมันใช้ออกด้วยปราณกระบี่เช่นนั้นจริงอย่างเจ้าว่า ก็น่าจักใช่ลูกชายของศิษย์พี่ใหญ่ของข้า..”

            ศีรษะของหลี่ชิวเหมยพลันหันมองไปทางขวา

            “ท่านเสนาขาว เจ้าช่วยท่านบาปริษยาตามสืบ..

            ไม่..!

            ตามจับตัวมันมาให้ข้า..!

            ข้าคิดว่าหลานชายของข้าผู้นี้น่าจักใช้ประโยชน์ได้ในเวลาอันใกล้

            และจะดีเป็นอย่างมากหากจับมันมาได้โดยที่ยังมีชีวิตอยู่”

             

            “นอบรับคำสั่งท่านประมุข”

            เสียงสตรีเอ่ยออกมาจากคนที่สวมหน้ากากสีขาวมนไร้ลวดลาย

             

            “ท่านเสนาดำ..”

            กล่าวกับสตรีสวมหน้ากากขาวจบก็หันซ้ายไปคุยกับคนอีกคนที่สวมหน้ากากคล้ายกันแต่ต่างสี

            “เรื่องที่ข้าให้ท่านจัดการไปถึงไหนแล้ว?”

             

            “เรียนท่านประมุข..

            มันผู้นั้นจักพร้อมใช้การได้ในอีกหนึ่งถึงสองเดือน..

            ซึ่งทันกำหนดนัดหมายพอดีขอรับ..”

            ชายหน้ามนดำกล่าวตอบ

             

            “ดี..”

            นี่เป็นครั้งแรกของวันที่หลี่ชิวเหมยแย้มยิ้มออกมา ซึ่งเป็นรอยยิ้มที่ช่างมีเสน่ห์สุดเหลือล้น

            สตรีหญิงพลันกวาดตามองไปทางคนทั้งเก้าคนที่อยู่ต่ำกว่า

            “เกรงว่าคงไม่มีผู้ใดทำให้แผนอันใกล้ที่เราสร้างเอาไว้คลาดเคลื่อน..

            หากใครผู้ใดทำพลาด”

            สายตาของหลี่ชิวเหมยแลส่งสายตาที่เต็มไปด้วยจิตสังหารไปที่คนทุกคน..

            ละไว้เพียงผู้คุมกฎของสำนักที่ไม่ได้ถูกใช้จิตสังหารมอง

            ทำให้คนกว่าแปดคนทรุดตัวลงเข่าติดพื้น

            ทั้งหมดนี้มีเพียงจิตสังหารเท่านั้นมิได้เจือพลังปราณผสม

            แต่กลับน่าสะพรึงจนมิอาจยืนรับได้

            “คงจำได้ว่าบาปแห่งโทสะคนเก่านั้นลงเอยเช่นไร..”

    คล้ายกับเรื่องร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit ที่คุณอ่าน

    เหนือพิภพ สยบสวรรค์ (ภาค 1 เหนือพิภพ)

    เหนือพิภพ สยบสวรรค์ (ภาค 1 เหนือพิภพ)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    3.45M 659
    สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

    สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

    นิยาย แฟนตาซี
    791K 1635
    อสูรมังกรฟ้า เล้งซาน [จบ]

    อสูรมังกรฟ้า เล้งซาน [จบ]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    4.85M 1165
    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    นิยาย แฟนตาซี
    1K 34
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    กริมตำนานเทวทูตจอมราชันย์

    กริมตำนานเทวทูตจอมราชันย์

    นิยาย แฟนตาซี
    312K 292
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    อสูรทลายสวรรค์ [แปลจบแล้ว]

    อสูรทลายสวรรค์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    6.29M 2303