ตอนนี้มีฉากที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเพศ
เหมาะกับผู้อ่านที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปเท่านั้น
ฉากนี้เป็นส่วนหนึ่งของเส้นเรื่องหลัก ที่แสดงความสัมพันธ์และนิสัยของตัวละครสองตัว
ไม่ได้มีเพื่อเนื้อหาเรทเพียงอย่างเดียว
บรรยายด้วยมุมมองบุคคลที่ 3
ณ ดินแดนสุดห่างไกลจากจุดที่มีเทศกาลประลองของรุ่นเยาว์ดำเนินการอยู่
มีสถานที่แห่งหนึ่งที่กว้างใหญ่เป็นอย่างมาก เนื้อที่ของพื้นที่บริเวณนี้สามารถใช้ปลูกบ้านเรือนได้หลายสิบหลังคาเรือน
ทว่าสถานที่แห่งนี้ต่างเต็มไปด้วยกลิ่นคาวเหม็นคละคลุ้งของโลหิต กลิ่นสาบของซากคนลอยมาไกล ๆ ให้พอติดอยู่ตรงปลายจมูก
สถานที่แห่งนี้คือที่ตั้งของ พรรคมารราตรีค้ำฟ้า
ณ ห้องนอนห้องหนึ่งภายในคฤหาสน์หลังใหญ่โตเพียงหลังเดียวที่ตั้งอยู่ตรงใจกลางสถานที่ลับแลแห่งนี้
ภายในห้องนอนนั้นมีเสียงกระเส่าของหญิงชายดังลอยผ่านซอกประตูออกมา
หากเป็นบ้านเรือนของที่อื่น..
วันรุ่งขึ้นคงมีเสียงกระซิบนินทาของเพื่อนบ้านในละแวกนั้นแล้ว เรื่องเสียงสุดลามกอนาจารของสตรีหญิงที่แผดออกมาดังเสียขนาดนี้
แต่ที่นี่คือถิ่นของคนพรรคมาร แถมคนที่อยู่ในห้องนั้นยังตำแหน่งสูง ย่อมไม่มีใครกล้าเอ่ยหรือกระทั่งฟัง
หรือต่อให้มีใครใจกล้าทำเช่นนั้น..
เกรงว่าวันรุ่งคงได้มีกลิ่นคาวเลือดสดใหม่เติมเข้าไปในบรรยากาศเทือกลับแลแห่งนี้
มีสตรีหญิงนางหนึ่งผิวกายห่มด้วยความเนียนหมดจดสุดขาวกำลังขึ้นคร่อมอยู่บนร่างของบุรุษชายอีกผู้หนึ่งด้วยอารมณ์ที่เร่าร้อน
แล้วถึงแม้นางจะมีผิวขาวสักเพียงใด..
แต่เนื้อเนียนที่นางห่มอยู่กลับมีรัศมีแห่งความไร้ชีวิตชีวาเปล่งออกมาตลอดทั่วทั้งตัว จากผิวสีซีดขาวราวกับซากศพของนาง
ทว่าความงดงามที่นางมีประดับตามใบหน้านั้นต่างทำให้ข้อด้อยเพียงจุดเดียวของผิวขาวที่ซีดเกินไปนั้นดูมิได้อะไรมากมายนัก
ด้วยดวงตาสุดคมคายคล้ายดวงตาของจิ้งจอก จมูกยาวแต่ไม่แหลมมากนั้นโด่งราวกับผ่านมีดหมอมาหลายรอบ
อีกกลีบปากที่บางยาวของนาง เพียงแค่ยิ้มก็สามารถกรีดใจของบุรุษชายได้หลายคน
สตรีนางนี้มีนามว่า หลี่ ชิวเหมย (ต้นแบบ,ใฝ่ดี) ประมุขพรรคมารราตรีค้ำฟ้ารุ่นที่สาม ที่ถือว่าเป็นประมุขพรรคมารฯ ที่ครองตำแหน่งมาได้ยาวนานที่สุด
ยาวนานเสียยิ่งกว่าประมุขพรรคมารรุ่นแรกที่เป็นผู้ก่อตั้งเสียด้วยซ้ำ
หลี่ชิวเหมยตอนนี้นั่งคร่อมอยู่บนร่างของบุรุษเบื้องล่างในห้องเงียบสงัด ดวงตาเรียบนิ่งของนางก้มมองเขาราวกับราชินีที่มองข้ารับใช้คนสนิท
เธอไม่ได้เคลื่อนไหวอย่างเร่าร้อน หากแต่ชัดเจนในจังหวะ
ภาษากายของนางบ่งบอกแบบไร้วาจา..
ว่านางคือตำแหน่งสูงสุดในความสัมพันธ์นี้คือเธอ
บุรุษเบื้องล่างพยายามตอบสนองกลับ
แม้จะรู้ว่าตนไม่ได้อยู่ในฐานะควบคุม เพราะทุกอย่างถูกกำหนดไว้แล้วโดยสตรีเบื้องบน
สีเลือดจางแต้มลงบนใบหน้าที่ขาวซีดของหลี่ชิวเหมยเล็กน้อย
ความรู้สึกที่เกิดขึ้นคงไม่ใช่เพียงเพราะร่างกาย..
แต่น่าจะเป็นเพราะอำนาจที่เธอยังคงถืออยู่ แม้ในยามนี้ก็ตามที
เมื่อฉากรักดำเนินมาจนถึงจุดสูงสุด
ในทันที..
มือของบุรุษชายพลันลูบไปที่ใบหน้าของหญิงสตรีตรงหน้า สายตาแลสบมองโฉมสะคราญด้วยความถวินหา
มันค่อย ๆ ยกและกดใบหน้านั้นหมายจะประกบจูบกับปากของนาง
ทว่ามือของหลี่ชิวเหมยพลันผลักใบหน้าของบุรุษผู้นั้นให้เบี่ยงออก
ปากของนางค่อย ๆ บรรจงจรดลงไปตรงต้นคอของบุรุษชายผู้นั้นหนึ่งที ก่อนที่ปากที่เคยครวญเสียงกระเส่าจะเผยออ้าเอ่ยด้วยเสียงหอบแห้ง
“ต้องให้ข้าบอกเจ้าสักกี่ครั้ง..
ว่าห้ามประกบจูบ..”
กล่าวจบ..
ฟันของหลี่ชิวเหมยก็ได้ขบลงบนติ่งหูข้างนั้นของบุรุษผู้นั้นแรง ๆ คราหนึ่งจนทำให้อีกฝ่ายร้องออกมาด้วยความเจ็บ พร้อมกับโลหิตที่ไหลรดลงบนไรฟัน
“นี่ถือเป็นคำเตือน..”
แต่เหมือนบุรุษชายผู้นั้นจะชอบเป็นผู้ถูกกระทำ..
แม้จะเจ็บจากการถูกกัด แต่เหมือนรอยฟันจากความเจ็บปวดนั้นเป็นตัวจุดชนวนทำให้ของเฉพาะตนหลั่งน้ำสีขาวขุ่นข้นทะลวงไปท่วงเข้าไปส่วนในสุดของหญิงสาว พร้อมกับตัวที่กระตุกเบา ๆ และเอวที่เคยขยับสอดคล้องจะเบาลงก่อนจะหยุดในเวลาต่อมา
ด้านหลี่ชิวเหมยยังคงเคลื่นไหวต่ออีกสองสามที..
สะโพกนั้นของหญิงสตรีก็ได้หยุดขยับพร้อมร่างทั้งร่างที่ทิ้งลงบนตัวของบุรุษชาย
นางพลันหายใจยืดยาวออกมาเมื่อถึงฝั่งฝันที่ร่วมแจวกันมานาน
คนทั้งสองต่างปล่อยเสียงหอบหายใจยาวยืดออกมา ราวกับเพิ่งผ่านศึกใหญ่ที่ปลดปล่อยทั้งร่างกายและอารมณ์ไปจนหมดสิ้น
หยาดเหงื่อที่รินไหลกับดวงตาที่พร่าเลือนเคล้าคลุ้งไปกับอารมณ์ที่ขีดสุด
“ท่านประมุข..ท่านตุลาการ..
ตอนนี้เหล่าท่านเจ็ดบาป และสองเสนาขาว-ดำกำลังรอพวกท่านอยู่ที่ห้องประชุมแล้วขอรับ..”
เสียงของคนพรรคมารชั้นผู้น้อยคนหนึ่งกล่าวออกมาเมื่อแน่ใจแล้วว่าคนทั้งสองที่อยู่ในห้องนั้นเสร็จกิจกันเรียบร้อยแล้ว
และพอกล่าวจบ..
เจ้าคน..คนนั้นก็ได้รีบเดินหนีไปในทันที ด้วยรู้ว่าอย่างไรคนที่อยู่ในห้องทั้งสองจะไม่กล่าวอะไรตอบกลับมา แต่จะรีบแต่งตัวสวมเสื้อผ้าตามออกมาเอง
หลี่ชิวเหมยยันกายลุกขึ้นและหยิบผ้าขึ้นมาเช็ดทำความสะอาดร่างกายอย่างรวดเร็ว ก่อนเดินไปแต่งตัวต่อโดยไม่เอ่ยอะไรกับบุรุษที่ยังนอนอยู่เบื้องหลัง
ส่วนอีกฝ่ายเพียงทอดสายตามองแผ่นหลังเปลือยเปล่านั้นอย่างเงียบงัน
ไม่กล้าแตะต้องแม้จะเต็มไปด้วยความปรารถนา
แต่เมื่อเห็นสะโพกที่ไร้เครื่องนุ่งห่มเด้งไปมา..
ล่อตาล่อมือ..
เห็นดังนั้นตุลาการแห่งพรรคมารราตรีค้ำฟ้าจึงอดใจไม่ไหว..
มันได้ง้างมือเตรียมตบไปด้วยความมันเขี้ยว
“หากคิดจะทำเช่นนั้น..
เจ้าเชื่อหรือไม่ว่าข้าสามารถทำให้มือของเจ้าหายไปก่อนที่มันจะถูกตัวข้า..”
หลี่ชิวเหมยกล่าวโดยที่ไม่หันไปมองบุรุษชายผู้นั้น นางเพียงเดินไปที่ตู้เสื้อผ้าแทน
บุรุษชายผิวคล้ำถึงกับงอมือเก็บกลับไป
สายตายังคงมองร่างบางที่อยู่ตรงตู้เสื้อผ้าต่อไป
“เช่นนั้นครั้งหน้า..
ให้ข้านำเจ้าบ้างสิ..เหมยเอ๋อร์
หรืออย่างน้อย ๆ ให้ข้าจุ่มพิตเจ้าบ้างก็ยังดี..”
“หากข้าอารมณ์ดี..อาจให้เจ้านำบ้าง..
แต่เรื่องจูบ..”
หลี่ชิวเหมยกล่าวด้วยน้ำเสียงเฉยชาไร้อารมณ์ในประโยคแรก
ส่วนประโยคหลังนั้น สายตาของสตรีหญิงกลับวาว.. ส่อแววโทสะออกมา
“คนสุดท้ายที่มันจูบข้า..”
หมับ..!
มือของบุรุษชายที่ถูกเรียกว่าตุลาการพลันโอบไปที่เอวของหลี่ชิวเหมย ขัดคำพูดของสตรีหญิงให้เงียบลง
“สักครั้งในชีวิต..
หากข้าได้จุมพิตกับเจ้าแล้วต้องตาย..
ข้าว่ามันก็คุ้มเกินคุ้ม”
บุรุษชายผู้นี้ถอนมือออกก่อนช่วยหลี่ชิวเหมยสางผมที่ยุ่งเหยิงของนาง
ทุกการขยับเคลื่อนไหวของคนต่างเต็มไปด้วยความรักใครเอ็นดู การจับสางผมแต่ละเส้นต่างเต็มไปด้วยความประณีตทะนุถนอม
“ข้าเสียดายเพียงอย่างเดียวที่พลังสถิตของข้าเป็นมังกร..
มิใช่แมวเก้าชีวิต..
มิเช่นนั้นข้าคงยอมให้เจ้าฆ่าข้าสักแปดครั้งเพื่อที่ข้าจะได้จุมพิตเจ้าสักแปดหน..”
“อย่างเพิ่งรีบตายไป..
เจ้าก็รู้ว่าข้าจำเป็นต้องใช้งานเจ้าอีกหลายงาน..”
หลี่ชิวเหมยกล่าวพร้อมกับติดกระดุมเม็ดสุดท้ายแล้วจึงหันหลัง..
ใช้สายตาสุดแหลมคมของนางมองสบตากับบุรุษชายตรงหน้าพร้อมเอ่ยเสียสุดเย็นชา สายตาที่จ้องประสานกับบุรุษชายนั้นตรงกันข้ามกับที่บุรุษชายใช้มองนาง
มันเต็มไปด้วยความเฉยเมย ไม่ได้มีความรักใคร่ผสมรวมอยู่เลยสักส่วนเดียว
“อย่าลืมว่าเจ้าเป็นเพียงเครื่องระบายสำหรับข้า..
หากเจ้าอยากได้อะไรที่ยั่งยืน..
ก็เชิญไปใช้บริการเด็กในพรรคคนอื่นได้..”
หมับ..!
ตุลาการแห่งพรรคมารราตรีค้ำฟ้าพลันรวบกอดหลี่ชิวเหมยเข้าแนบอก
“เจ้าก็รู้..เหมยเอ๋อร์
ว่าชีวิตของข้านั้นล้วนเป็นของเจ้า..
หากเจ้าสั่งให้ข้าตาย..
ข้าย่อมตายให้เจ้า..
ขอเพียงวาระสุดท้ายของข้า..
เจ้ายอมให้ข้าจุมพิตเจ้าสักครั้ง..
ชีวิตนี้ข้าก็ไม่เสียใจแล้ว..”
หลี่ชิวเหมยปล่อยให้ตุลาการฯ กอดนางอยู่อย่างนั้นพร้อมกับนับเลขภายในใจ
เมื่อนับถึงสิบ.. นางจึงได้ผลักร่างของชายตรงหน้าออก
“รีบแต่งตัวได้แล้ว.. มีประชุมรอเจ้าและข้าอยู่”
กล่าวจบสตรีหญิงก็ได้เดินตรงไปที่ประตูห้อง
นางเปิดประตูอ้าแง้มไว้ก่อนหันไปกล่าวกับตุลาการฯ
“เอาเป็นครั้งหน้าข้าจะให้เจ้าทำตามใจของเจ้าสักครั้ง..
แต่เช่นเดิม..
ห้ามจูบ..”
รอยยิ้มที่ยกขึ้นตอนก่อนหน้าของบุรุษชายพลันหายไป หลังจากร่างนั้นหายลับออกจากห้อง
“เจ้าก็รู้..เหมยเอ๋อร์..
ว่าข้าต้องการใจของเจ้ามิใช่ร่างกาย..”
น้ำเสียงของคนเต็มไปด้วยความรู้สึกสลด..
ความสัมพันธ์เช่นนี้ระหว่างมันและหลี่ชิวเหมยดำเนินมาเนิ่นนานเกือบยี่สิบปีแล้ว
มันนั้นรู้ดีอยู่เต็มอก..
ว่าใจของหลี่ชิวเหมยนั้นมีใคร..
มันนั้นเป็นไม่ได้แม้แต่ตัวสำรองเสียด้วยซ้ำ
อย่างมาก..
มันก็เป็นได้แค่ผู้ดูแลกาย..
มิใช่ใจ..
.
.
ณ ห้องโถงใหญ่ของคนพรรคมารฯ
ตอนนี้ภายในห้องมีเพียงคนสิบคนอยู่ภายในห้องโถงใหญ่นั้น..
กอปรไปด้วยประมุขพรรค รองประมุขพรรคสองคนที่เรียกว่า เสนาขาวและเสนาดำ ผู้คุมกฎของพรรคหรือที่ทุกคนเรียกว่าท่านตุลาการ และเหล่าเจ็ดบาป
ทว่าในวันนี้ ในบาปทั้งเจ็ดขาดไปคนหนึ่ง
หลี่ชิวเหมยตอนนี้ที่สวมชุดสีดำนั่งอยู่บนบัลลังก์สูงสุดกว่าคนอื่น ซึ่งเป็นที่ประจำของนาง
นางนั้นนั่งหลังตรงสายตามองไปที่คนผู้หนึ่งที่สวมด้วยหน้ากากแมงมุมสีเขียว
“ท่านบาปริษยา..
เจ้าแฝงตัวอยู่ในอาณาจักรปัญจมิตรมิใช่รึ..
ที่อาณาจักรนั้นมีเรื่องอันใดถึงทำให้เจ้าต้องเรียกประชุมสิบเอ็ดสูงสุด?”
“เรียนท่านประมุข ข้ามีสองเรื่องที่จะเรียนให้ท่านทราบ”
หญิงสวมหน้ากากแมงมุมถอนสายบัวรอบหนึ่ง..
เสียงที่เอ่ยออกมาเป็นเสียงของอิสตรีสุดเย้ายวนตามนิสัยของนาง
“ศึกปัญจมิตรที่กำลังดำเนินอยู่ในรุ่นมัธยุทธ์นั้นมีเรื่องแปลกเกิดขึ้น
เรื่องแรก..
ซุนโหวหวัง บุตรชายของซุนต้าชิงนั้น--!”
โพล๊ะ! ที่พนักแขนของบัลลังก์ถึงกลับแตกละเอียดด้วยฝ่ามือของหลี่ชิวเหมย
และด้านประมุขพรรคเหมือนจะรู้ตัวว่าอารมณ์ของนางนั้นเผลอหลุดการยับยั้งไปชั่วขณะ จึงได้ระงับอารมณ์ลงแล้วจึงกล่าว
“เชิญกล่าวต่อ..”
“ซุนโหวหวังนั้นได้สำแดงเดชในศึกครั้งนั้น
มันได้เรียกใช้เปลวนิพพานออกมาใช้ในงานประลอง..
ตอนนี้ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเหตุใดมันถึงมีเปลวเพลิงสายนี้ภายในร่างได้ แต่ข้าได้ให้คนของข้าออกตามสืบเรื่องนี้อยู่”
สตรีหญิงหน้ากากแมงมุมเขียวกล่าวต่อเมื่อถูกให้สัญญาณ
“เปลวนิพพานรึ?”
ทางด้านขวามือของสตรีหญิงหน้ากากแมงมุมได้มีเสียงบุรุษเอ่ยออกมา
คนที่เอ่ยออกมานั้นเป็นบุรุษร่างท้วม ข้างเอวซ้ายขวามีน้ำเต้าห้อยอยู่ข้างละอัน
มันผู้นี้สวมหน้ากากทานุกิสีส้ม
มันคือบาปแห่งความตะกละ
“ใช่ว่าแคว้นหงสาฯ หวงแหนในเปลวเพลิงสายนี้มากมิใช่รึ
พวกมันถึงขั้นที่ไม่ยอมให้คนในราชวงศ์ของมันแต่งออกนอกอาณาจักร หรือต่อให้แต่งออกไปก็ต้องทำให้แน่ใจก่อนว่ามิอาจสืบสกุลได้..
แบบนี้หนานเฟิงซีไม่มีโทสะแย่แล้วรึที่มีเปลวเพลิงสายนี้หลุดออกจากแคว้นไป..”
เสียงหัวเราะหึเบา ๆ ดังขึ้นจากทางซ้ายมือ
ทำให้คนผู้สวมหน้ากากทานุกิเหลือบสายตาไปทางหน้ากากนงยูงพร้อมยักไหล่
หน้ากากนงยูงไม่ได้ตอบ แต่นิ้วเรียว ๆ ของนางกำลังบีบพัดไม้ในมือจนเกิดเสียงเป๊าะเบา ๆ
ราวกับสายตาที่มองเข้าหานางนั้นไร้ค่าเกินกว่าจะเหลือบแล
“ไม่แปลก..
เมียของซุนต้าชิงมันคือคนเมืองชมพู หากมีเชื้อแบบนี้หลงออกมาก็คงไม่แปลก”
หลี่ชิวเหมยกล่าวอย่างเรียบเฉยไม่ได้ใส่ใจเท่าไหร่
สำหรับนาง..
การที่สายเลือดพิเศษเช่นนี้จะหลุดรอดออกมาบ้างก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรนัก
“และคงจะเป็นสายเลือดที่เจือจาง ไม่สลักสำคัญอันใด”
“มิใช่ ท่านประมุข..”
สตรีหญิงหน้ากากแมงมุมเขียวเอ่ยออกมา
“เกรงว่าเปลวนิพพานที่ซุนโหวหวังจุดขึ้นมานั้น จะน่าหวาดหวั่นไม่แพ้เปลวนิพพานของหนานเฟิงซีเลย..
มันดูขาวบริสุทธิ์เป็นอย่างมาก
เผลอ ๆ
อาจบริสุทธิ์เสียยิ่งกว่าของหนานเฟิงซีเสียด้วยซ้ำ..!
ข้าไม่เคยเห็นเพลิงไฟไหนที่ขาวเท่าของซุนโหวหวังมาก่อน..”
“ขนาดนั้นเลย?”
หลี่ชิวเหมยกล่าวออกมาอย่างไม่อยากจะเชื่อว่าจะมีคนที่มีเปลวนิพพานที่บริสุทธิ์ไปกว่าคนราชวงศ์หนานสายเลือดแท้ ๆ ไปได้
“เช่นนั้นหากสืบอะไรได้แล้วจงรีบรายงานมาที่เราโดยตรง ไม่ต้องผ่านท่านเสนาทั้งสอง
เชิญกล่าวเรื่องต่อไป..”
“ในงานเดียวกันนั้นเอง..
มีศิษย์สำนักสี่ขุนเขาลงแข่งขันประลองด้วย..
ตามข่าวมาล่า..
ตอนนี้มันผู้นั้นได้ผ่านเข้าสู้รอบสี่คนสุดท้ายของสายบนไปแล้ว..
แถมมันผู้นั้นยังใช้แซ่หลิว”
“แซ่หลิวอย่างนั้นรึ!”
เป็นเสียงของบุรุษผู้หนึ่งจากทางด้านซ้ายเอ่ยขึ้น
มันผู้นี้สวมหน้ากากสุนัขสีเหลือง มือของคนพลันลูบจับไปที่ตรงช่วงท้องราวกับตรงนั้นมีแผลที่ปวดเจ็บอยู่
มันผู้นี้คือบาปแห่งโลภะที่ไปเยี่ยมบ้านของหลิวเจี้ยนเมื่อเกือบสามปีก่อน
แล้วตอนนี้บาปแห่งโลภะได้หันไปมองหลี่ชิวเหมย..
สายตาคนแสดงออกมาอย่างแน่วแน่ก่อนจะคุกเข่าลงไป มือกุมชูขึ้นเหนือหัว
“ขอได้โปรดท่านประมุขได้มอบหมายให้ข้าไปตามสืบเรื่องของไอ้เด็กแซ่หลิวคนนี้ด้วย..!”
“ท่านบาปโลภะ..”
หลี่ชิวเหมยเอ่ยเสียงสุดเย็น
“ข้าได้แบ่งเขตพื้นที่ให้เจ้าดูแลแล้วอย่างไร..
เจ้าดูแลอารยธรรมขนนกส่วนท่านบาปริษยาดูแลอาณาจักรปัญจมิตร..
หรือเจ้าคิดว่าคำสั่งของข้าเป็นอื่น?”
“ขะ..ข้าน้อยมิกล้า..”
ในบรรดาสิบเอ็ดสูงสุด..
เจ้าหน้ากากสุนัขเหลืองคนนี้คือคนที่อาวุโสน้อยที่สุดเป็นอันดับสอง
และหากนับแล้ว..
มันถือว่าเป็นคนที่ผลงานน้อยเป็นอันดับรอง..
แต่ดันเป็นคนที่สามารถหาคนมาเปลี่ยนได้ตลอดเวลาเป็นอันดับแรก
นับเป็นคนที่หน้ากากที่มันสวม..
ผมหลุดมากที่สุด..
“เชิญท่านบาปริษยากล่าวต่อ..”
หลี่ชิวเหมยกล่าวในตอนที่สายตาละออกจากร่างของชายหน้ากากสุนัข
สตรีหน้ากากแมงมุมเขียวขยับริมฝีปากใต้ผืนผ้าอย่างระวัง ดวงตากวาดมองไปรอบห้องก่อนจะเอ่ยด้วยเสียงที่ฟังแล้วเหมือนกำลังเอ่ยสิ่งที่สำคัญที่สุด
“ศิษย์สำนักสี่ขุนเขาแซ่หลิวคนนั้นยังใช้วิชากระบี่โบยสวรรค์พร้อมด้วยปราณกระบี่ของสำนักสี่ขุนเขา”
สตรีหน้ากากแมงมุมเขียวกล่าวต่อ
“เกรงว่ามันคนนี้จักเป็นคนเดียวกันกับที่เจ้าสุนัขพบเห็นเมื่อเกือบสามปีก่อน
มันถึงมีสิทธิ์เรียนลัดคนอื่นเรื่องปราณกระบี่ของสำนักนั้น”
“อืม..ม..
หากมันใช้ออกด้วยปราณกระบี่เช่นนั้นจริงอย่างเจ้าว่า ก็น่าจักใช่ลูกชายของศิษย์พี่ใหญ่ของข้า..”
ศีรษะของหลี่ชิวเหมยพลันหันมองไปทางขวา
“ท่านเสนาขาว เจ้าช่วยท่านบาปริษยาตามสืบ..
ไม่..!
ตามจับตัวมันมาให้ข้า..!
ข้าคิดว่าหลานชายของข้าผู้นี้น่าจักใช้ประโยชน์ได้ในเวลาอันใกล้
และจะดีเป็นอย่างมากหากจับมันมาได้โดยที่ยังมีชีวิตอยู่”
“นอบรับคำสั่งท่านประมุข”
เสียงสตรีเอ่ยออกมาจากคนที่สวมหน้ากากสีขาวมนไร้ลวดลาย
“ท่านเสนาดำ..”
กล่าวกับสตรีสวมหน้ากากขาวจบก็หันซ้ายไปคุยกับคนอีกคนที่สวมหน้ากากคล้ายกันแต่ต่างสี
“เรื่องที่ข้าให้ท่านจัดการไปถึงไหนแล้ว?”
“เรียนท่านประมุข..
มันผู้นั้นจักพร้อมใช้การได้ในอีกหนึ่งถึงสองเดือน..
ซึ่งทันกำหนดนัดหมายพอดีขอรับ..”
ชายหน้ามนดำกล่าวตอบ
“ดี..”
นี่เป็นครั้งแรกของวันที่หลี่ชิวเหมยแย้มยิ้มออกมา ซึ่งเป็นรอยยิ้มที่ช่างมีเสน่ห์สุดเหลือล้น
สตรีหญิงพลันกวาดตามองไปทางคนทั้งเก้าคนที่อยู่ต่ำกว่า
“เกรงว่าคงไม่มีผู้ใดทำให้แผนอันใกล้ที่เราสร้างเอาไว้คลาดเคลื่อน..
หากใครผู้ใดทำพลาด”
สายตาของหลี่ชิวเหมยแลส่งสายตาที่เต็มไปด้วยจิตสังหารไปที่คนทุกคน..
ละไว้เพียงผู้คุมกฎของสำนักที่ไม่ได้ถูกใช้จิตสังหารมอง
ทำให้คนกว่าแปดคนทรุดตัวลงเข่าติดพื้น
ทั้งหมดนี้มีเพียงจิตสังหารเท่านั้นมิได้เจือพลังปราณผสม
แต่กลับน่าสะพรึงจนมิอาจยืนรับได้
“คงจำได้ว่าบาปแห่งโทสะคนเก่านั้นลงเอยเช่นไร..”